แจ้งเตือน

กดเพื่อดูวีดีโอ FINNOMENA GURU VIEW ตอนนี้ พบกับกูรู “นายแว่นลงทุน” ที่จะมาให้มุมมองกับเราว่า ทำไมอุตสาหกรรมระบบรางถึงได้น่าสนใจ?

อยากลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ทำอย่างไร? เมื่ออุตสาหกรรมระบบรางของไทย จะโตเป็นอันดับ 3 ของโลก!! มาพบคำตอบกัน

ติดตามรายการ FINNOMENA GURU VIEW ตอนอื่นๆ ได้ที่ https://finno.me/GURUVIEW

FINNOMENA Weekly Market Insight 24-28 มิ.ย. 2562

ตอน “อัตเดต นโยบายดอกเบี้ย เงินบาทที่แข็งค่าสุดๆ และราคาทองคำ?”

ติดตามบทความ FINNOMENA Weekly Market Insight

ทุกสัปดาห์ได้ที่ LINE ID : @FINNOMENAPORT

หรือ FINNOMENA YOUTUBE : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-eAO-7uCAPL3qdafeXYhu7f

มีเงินหลักพัน ก็ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้! พร้อมวิธีเลือก!

รู้หรือไม่ว่าเราสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมากมาย ทำยังไง เลือกอย่างไร?

“ทำเล” ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดสินทรัพย์ในการลงทุนมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะถ้ามีร้านอาหารหรือร้านค้าตั้งอยู่ทำเลดีแล้วนับว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ปัญหาในยุคปัจจุบันคือการจะหาทำเลที่ดีจริงๆ นั้นยากเหลือเกิน ของดีมักจะอยู่ในมือของนักลงทุนรายใหญ่ ส่วนคนธรรมดาหรือนักลงทุนรายย่อยแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงที่ดินหรือทำเลดีๆ เหล่านั้นได้เลย การจะทำการค้าหรือเปิดธุรกิจใหม่เรียกได้ว่าเสียเปรียบไปแล้วตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วทางออกย่อมไม่ได้มีทางเดียว หนทางที่นักลงทุนธรรมดาสามารถทำกำไรจากอสังหาริมทรัพย์ทำเลดีๆ ได้นั้นมีอยู่จริง การลงทุนในกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะการลงทุนคล้ายๆ กองทุนรวมถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ใครๆ ก็ทำกำไรจากอสังหาฯได้

รู้จักกองทรัสต์ AIMCG เพิ่มขึ้นอ่านได้ที่
https://www.finnomena.com/cashcycle/aimcg/


ติดตาม Video Content ของ FINNOMENA ทาง Youtube
ที่ https://finno.me/LifestylePlaylist

ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนทบต้นนั้น  ไอน์สไตน์ (อีกแระ) บอกว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก”  เพราะเมื่อเงินทองหรือหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกในปีนี้  ถ้าเราเอาผลตอบแทนที่ได้ไปทบกับเงินต้นในตอนต้นปี  ปีหน้าเงินต้นก็จะเพิ่มขึ้น  เช่น  ถ้าผลตอบแทนเท่ากับ 10% ต่อปี  เงินต้นของปีต่อไปก็กลายเป็น 110 บาทจากเดิม 100 บาท  และถ้าเราได้ผลตอบแทนปีที่สองอีก 10%  จากเงินต้น 110 บาท  ก็เท่ากับว่าเราได้ผลตอบแทน 11 บาท  เมื่อนำมันมาทบกับเงินต้น 110 บาทก็จะกลายเป็นเงินต้นใหม่ 121 บาทในปีที่ 3  และถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ  เป็นเวลายาวนาน  เงินต้นที่เริ่มจาก 100 บาทก็จะกลายเป็นเงินก้อนโตมหาศาล  เช่น  ถ้าเราลงทุน 100 บาทและได้ “ผลตอบแทนแบบทบต้น”  คือเอาเงินกำไรกลับไปลงทุน  ไม่มีการถอนเงินออกเลย เฉลี่ยปีละ 10%  ภายใน 7.2 ปี เงินของเราก็โตขึ้นเท่าตัวเป็น 200 บาท  ถ้าลงทุน 14.4 ปี  เงินก็จะเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 400 บาท  ลงทุนต่ออีก 7.2 ปีเป็น 21.6 ปีเงินก็จะกลายเป็น 800 บาท  และถ้าเราลงต่อไปเรื่อย ๆ  เป็นเวลาประมาณ 50 ปี  เงิน 100 บาทก็จะกลายเป็นประมาณ 12,000 บาท หรือเงินเพิ่มขึ้นเป็น 120 เท่า หรือ 12,000% ใน 50 ปี คิดคร่าว ๆ  แบบผลตอบแทน “ไม่ทบต้น” ก็อาจจะบอกว่าเฉลี่ยปีละ 240%  แต่นี่ก็ไม่มีความหมายอะไร  เพราะการลงทุนระยะยาวนั้น  เราจะไม่พูดถึงการไม่ทบต้นเลย

บางคนอาจจะนึกว่านี่เป็นเรื่องที่ฝัน ๆ  ไป  “มีเงิน 1 ล้านบาท ลงทุนไป 50 ปี ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% จะกลายเป็น 120 ล้านบาท เกษียณอายุก็กลายเป็นเศรษฐี”  ในชีวิตจริงมันคงไม่เกิดขึ้น  ข้อแรกก็คือ  คงไม่มีใครลงทุนติดต่อกัน 50 ปี โดยไม่ถอนเงินออกมาใช้เลย  ได้ดอกเบี้ยหรือปันผลก็นำกลับไปลงทุนต่อ  ข้อสองก็คือ  แล้วจะมีการลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นถึงปีละ 10% เป็นเวลายาวนานถึง 50 ปี   คำตอบของผมก็คือ  ในอดีตเราอาจจะไม่มีคนแบบนั้นหรือหายากมาก  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะ 50 ปีที่แล้วคนไทยอายุสั้น  ถึง 60 ปีก็อาจจะตายหรือใกล้ตายแล้ว  ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  คนยังจนอยู่  น้อยคนที่จะมีเงินเก็บมากพอที่จะนำไปลงทุนและไม่ถอนมาใช้เลยเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี  แต่ในปัจจุบันและต่อไปในอนาคตนั้น  การลงทุนต่อเนื่อง 50 ปีสำหรับคนที่เริ่มทำงานมีเงินเก็บแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  ว่าที่จริงคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนชั้นกลางระดับสูงที่ไม่ได้หวังพึ่งลูกในยามแก่เฒ่านั้น  จำเป็นที่จะต้องลงทุนต่อเนื่องและเพิ่มไปเรื่อยเป็นเวลา 40-50 ปีถ้าหากอยากมีชีวิตที่มีความสุขในบั้นปลาย

ข้อสอง  ในเรื่องของการลงทุนเองนั้น  เครื่องมือหรือตราสารที่จะให้ผลตอบแทนแบบทบต้นมากและยาวขนาดนั้นในอดีตก็ไม่มี  แต่หลังจากการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2518 แล้ว  การลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นและตราสารอย่างอื่นเช่นกองทุนรวมหุ้น  กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ก็ทำให้เราสามารถได้ผลตอบแทนแบบทบต้นในอัตราที่สูงในระยะยาวได้  ว่าที่จริง  ถ้าใครเลือกหุ้นเป็นและเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่เปิดตลาดและอยู่มาถึงวันนี้ก็สามารถลงทุนเป็นระยะเวลาถึงกว่า 44 ปีเข้าไปแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่ามีน้อยคนที่ทำแบบนั้น  เหตุผลคงเป็นเพราะความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุนยังไม่พอ  เรายังไม่รู้หรือไม่มีประสบการณ์ว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนอย่างไรไม่ต้องพูดถึงว่าจะเลือกหุ้นตัวไหน  แต่ตอนนี้หลังจากตลาดหุ้นอยู่มาถึง 44 ปีแล้ว  เราได้เห็นผลตอบแทนของหุ้นในระยะยาวแล้ว  เรามีเครื่องมือหรือตราสารการเงินการเงินอย่างอื่น เช่น กองทุนรวมหุ้นที่จะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่สูงพอแล้ว  ดังนั้น  “ความฝัน” จึงสามารถเป็นความจริงได้

ลองมาดูตัวหุ้นว่า 44 ปีที่ผ่านมานั้น  เรามีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแบบที่กล่าวหรือไม่  ต่อไปนี้คือหุ้น 5 ตัวที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันแรกจากหุ้นประมาณ 10 ตัว ที่ยังคงอยู่รอดและยังซื้อขายอยู่ในตลาด  โดยหุ้นตัวแรกก็คือหุ้น SCC หรือหุ้นปูนซิเมนต์ไทยที่เดี๋ยวนี้ทำกิจการมากมายรวมถึงปิโตรเคมีที่กลายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท  ราคาของหุ้นวันเข้าตลาดหลักทรัพย์หลังจากการปรับค่าพาร์แล้วเท่ากับ 1.13 บาท  แต่ถ้าใครซื้อไว้แล้วถือมาจนถึงวันนี้คือวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ที่ราคาหุ้นละ 472 บาทก็กำไรไปเท่ากับ 41,670% หรือกำไร 417 เท่าในเวลาประมาณ 44 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ 14.6% ต่อปีไม่รวมปันผล  แต่ถ้ารวมปันผลก็น่าจะประมาณ 17% ต่อปี กลายเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก” ที่หาได้ยากมาก  และถ้าเราลงทุนถือหุ้น SCC 1 ล้านบาทตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด ถือหุ้นไว้ตลอดเวลา 44 ปี เมื่อได้เงินปันผลก็เอาไปซื้อหุ้น SCC เพิ่ม  จนถึงวันนี้  เราก็จะมีเงินประมาณ 1,000 ล้านบาทโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลย

ตัวที่สองก็คือหุ้นเบอร์ลี่ยุคเกอร์บริษัทเก่าแก่ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้จากการเข้าซื้อกิจการห้างบิ้กซี  หุ้น BJC ในช่วงเข้าตลาดหลังจากปรับราคาพาร์และอื่น ๆ  เท่ากับ 0.17 บาท ในขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 50.5 บาท หรือปรับขึ้น 29,605% หรือ 296 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 13.8% ถ้ารวมปันผลก็เท่ากับผลตอบแทนประมาณ 16% นี่ก็น่าจะถือว่าเป็น  ซุปเปอร์สต็อกอีกตัวหนึ่งหากไม่ได้มีการเพิ่มทุนหรือกิจกรรมทางการเงินอื่น ๆ ที่อาจจะทำให้ผู้ถือหุ้นดั้งเดิมจริง ๆ ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

หุ้นตัวที่สามที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นและผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานรวมถึงภาวะวิกฤตการเงินหลายครั้งก็คือหุ้นธนชาติหรือ TCAP ที่ชื่อเดิมตอนเข้าตลาดน่าจะชื่อลีกวงมิ้งทรัสต์   ราคาหุ้นในช่วงเข้าตลาดหลังปรับค่าพาร์อยู่ที่ 1.12 บาท  แต่ราคาล่าสุดคือ 55.5 บาทคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 4,855% หรือ 49 เท่าในเวลา 44 ปี หรือเท่ากับผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 9.2% เมื่อรวมปันผลก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12% ต่อปี  ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมอีกตัวหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อคำนึ่งถึงระยะเวลาที่ยาวนานมาก

หุ้นตัวที่สี่คือแบงค์กรุงเทพหรือ BBL ซึ่งในอดีตเคยเป็นแบ้งค์ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุด  ราคาช่วงเข้าตลาดหลังการปรับพาร์คือ 15.75 บาท  แต่ราคาปิดล่าสุดเท่ากับ 200 บาทหรือเป็นการเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1,170% หรือประมาณ 11.7 เท่าในเวลา 44 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 5.9% ต่อปี  แต่หากรวมปันผลที่ค่อนข้างดีก็น่าจะได้ประมาณ 8.5% เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้เมื่อคำนึงถึงว่านี่คือหุ้นที่เป็น “บลูชิพ” มาเกือบตลอดเวลาที่ซื้อขายในตลาดหุ้น

หุ้นตัวสุดท้ายก็คือหุ้นดุสิตธานีหรือ DTC ซึ่งในวันที่ตลาดหุ้นเปิดนั้นเป็นโรงแรมที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งแทบจะกลายเป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพ  ราคาหุ้นในวันแรกเมื่อปรับพาร์แล้วเท่ากับ 0.94 บาท ในขณะที่ปัจจุบันเท่ากับ 9.9 บาทหรือโตขึ้น 953% หรือ 10 เท่าในเวลา 44 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 5.5% หากคิดรวมปันผลก็น่าจะประมาณ 7.5% ต่อปี

ในส่วนของราคาหรือผลตอบแทนของหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งหมดหรือก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เองนั้น  ในเวลา 44 ปี  ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาจาก 100 จุดเป็น  1,717 จุด หรือขึ้นมา 1,617 % หรือ 16.17 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นเท่ากับ  6.6% ต่อปี  เมื่อรวมปันผลก็น่าจะประมาณ 9% ต่อปี  ดังนั้น  ถ้าใครลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยการกระจายการถือครองหุ้นทุกตัวตามน้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวซึ่งในอดีตตอนเปิดตลาดทำไม่ได้ง่ายและต่อมาง่ายขึ้นเนื่องจากการเกิดขึ้นของกองทุนรวมอิงดัชนี  เขาก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมและในระยะยาวมากถึง 44 ปี  เงินลงทุน 1 ล้านบาทในวันเปิดตลาดหลักทรัพย์จนถึงวันนี้ก็จะกลายเป็นประมาณ 45 ล้านบาท โดยที่แทบจะไม่ต้องทำอะไร  เพียงแต่ปรับจำนวนการถือหุ้นในแต่ละปีให้สอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นเท่านั้น

ข้อมูลผลตอบแทนทั้งที่เป็นรายตัวและข้อมูลผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นชี้ให้เห็นว่าการลงทุนระยะยาว  แทบจะตลอดชีวิตในระดับ 40-50 ปีขึ้นไปโดยที่ไม่ถอนเงินออกมาใช้เลยนั้น  จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากจนสามารถเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของเราได้  มันเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วในเวลา 44 ปีที่ผ่านมาแม้ว่าอาจจะมีน้อยคนมากที่ทำมันจริง ๆ    ในอนาคตต่อจากนี้  การลงมือปฏิบัติอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก  แต่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 50 ปีต่อไปนั้นก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดขึ้นอีก  เพราะในอนาคตนั้น  ตลาดหุ้นโดยเฉพาะของไทยนั้นอาจจะไม่เหมือนเดิม  บางที  การศึกษาว่าตลาดของประเทศไหนน่าจะมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อ 44 ปีที่แล้วอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ความฝันในการลงทุนของเรามีความเป็นจริงได้มากกว่า

ที่มาบทความ: http://www.thaivi.org/ลงทุนในหุ้นตลอดชีวิต/


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

สำหรับตลาดหุ้นบ้านเรานั้น ต้องยอมรับว่า … หุ้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีตลาด คงหนีไม่พ้น #หุ้นพลังงาน ซึ่งหุ้นพลังงานตัวใหญ่หลายตัว มีขนาดกิจการหลายแสนล้าน ไปจนถึงเกินล้านล้าน

การเลือกลงทุนหุ้นพลังงานนั้น ต้องบอกว่า มีให้เลือกมากมาย เรียกว่า เลือกไม่ถูกก็ว่าได้ แต่ถ้าเราอยากซื้อหุ้นพลังงาน ลงทุนยาว ๆ เลือกยังไง และเลือกตัวไหนดี ?

คำตอบของคำถาม ก็คือ เราต้องกำหนดธีมการลงทุนในใจเสียก่อนว่าเราต้องการอะไร ใครที่สนใจหุ้นประเภทนี้ … เราลองมาพิจารณาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

#เฟ้นหาหุ้นดีลงทุนระยะยาว ... "หุ้นพลังงาน ... เลือกตัวไหนดี ?"

ประการแรก … “ประเภทของหุ้นพลังงาน”

สำหรับผมแล้ว ขอแบ่งธีมการลงทุนหุ้นพลังงานออกเป็นสองแบบ

1) พลังงานยุคดั้งเดิม

… ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งพลังงานเหล่านี้หลายคนบอกว่ามันจะถูกใช้น้อยลงไปเรื่อย ๆ ในอนาคต แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เรายังคงใช้น้ำมันเติมรถยนต์ทุกวัน ยังคงใช้แก๊ซหุงต้มทำกับข้าว ซึ่งผมคิดว่า กว่าจะถึงยุคที่ไม่ใช้น้ำมัน หรือการใช้น้อยลงไปมาก คงไม่น่าจะเร็ววันนัก

2) พลังงานยุคใหม่

… หลายคนเรียกมันว่า “พลังงานทดแทน” ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ครอบคลุมทั้งหมดบทความ เนื่องจาก พลังงานยุคใหม่ในความหมายของผม หมายถึง พลังงานไฟฟ้า ซึ่งผลิตได้ทั้งจาก ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และยังสามารถผลิตได้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

ประการที่สอง … “เลือกหุ้นลงทุนระยะยาว”

เมื่อเรากำหนดธีมในใจของเราได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องเลือกหุ้นลงทุน สำหรับคนที่ลงทุนระยะสั้น อาจไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แค่เล่นตามกราฟ สนุกสนานกันไปวันต่อวัน

แต่สำหรับคนที่สนใจลงทุนระยะยาว ก็ต้องมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเสียหน่อย เรียกว่า มีหลักจับยึด ทำให้วางใจลงทุนยาว ๆ ไปได้ … ขออนุญาติแบ่งแนวคิดเป็นสองแบบ ดังนี้

1) คัดหุ้นเชิงคุณภาพของกิจการ

… สำหรับแนวคิดนี้ เราต้องพิจารณาคุณภาพของกิจการเป็นหลัก เช่น ความน่าเชื่อถือของกิจการ เพราะการสร้างโรงไฟฟ้า การประมูลแหล่งน้ำมัน แหล่งก๊าซธรรมชาติ ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ มีประวัติการทำงานที่ดีมากก่อน และเราต้องดูคุณภาพการบริหารจัดการภายในประกอบด้วยนะครับ เพราะของแบบนี้ หากประมูล หรือจัดสร้างมาได้แล้ว ก็จะรันกันค่อนข้างยาว แบบไม่ค่อยห่วงเรื่องกระแสเงินสดประจำ

2) คัดหุ้นเชิงตัวเลข

… แนวคิดนี้เข้าธีมในใจผม โดยส่วนตัวแล้วผมจะคัดจากค่า P/BV หรือ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยเลือกหุ้นที่ราคาถูก แต่คุณภาพดี … ผมลองใช้ตารางการเรียงลำดับหุ้นพลังงานจาก P/BV ไล่จากแพงมาถูก ได้ตามภาพ … เมื่อได้หุ้นที่มีราคาไม่แพงมาแล้ว ค่อยมาดูคุณภาพเชิงตัวเลขจาก ROE หรือส่วนตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอีกที (ปล. ภาพประกอบจาก settrade จะมีหุ้นสาธารณูปโภคตัวอื่นติดมาด้วยนะครับ)

ประการสุดท้าย … “ตัดสินใจลงทุน”

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เราควรเลือกหุ้นลงทุนได้ในระดับหนึ่งแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากลงทุนหุ้นพลังงานยุคใหม่ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ที่มีมูลค่าทางบัญชีต่อราคาหุ้นไม่แพง และมีส่วนตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง โดยควรคัดหุ้นมาเลือกหลาย ๆ ตัวหน่อย

เมื่อได้หุ้นมาจำนวนหนึ่ง … จึงเข้าไปเจาะลึก อ่านงบการเงิน อ่าน 56-1เพื่อดูทิศทางแนวโน้มของการประกอบกิจการ ดูหนี้สินต่อทุน ว่าสูงไปมั้ย เขาจะไปต่ออย่างไร ต้องเพิ่มทุนหรือไม่ และส่วนเสริมก็คือ ดูว่ามีเงินปันผลมั้ย

เมื่อเราอ่านรายละเอียดทุกอย่างแล้ว ก็ตัดสินใจลงทุน สำหรับหุ้นพลังงานนั้น ผมเข้าใจว่ายังเป็นหุ้นที่มีอนาคต และคนยังใช้อยู่เป็นจำนวนมาก เราก็เฝ้าสังเกตกันต่อไป ตราบใดที่คนยังเติมน้ำมัน ยังใช้ก๊าซหุงต้ม ยังใช้ไฟฟ้า ผมว่าหุ้นประเภทนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ

… หุ้นพลังงาน เป็นหุ้นที่ต้องยอมรับว่าน่าสนใจ และสามารถเลือกมาลงทุนระยะยาวได้ วิธีการคัดเลือก ก็ควรกำหนดธีมของเราให้ชัดเจน เพราะเม็ดเงินเรามีจำกัด จะคัดเลือกตามคุณภาพกิจการ หรือตัวเลขทางการเงิน หรือจะนำทั้่งสองส่วนมาผสมผสานกัน ก็สามารถทำได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ

#นายแว่นลงทุน


**สนใจลงทุนในพอร์ต RUNNING for Growth พอร์ตกองทุนรวมหุ้นซึ่งจัดโดยนายแว่นลงทุน คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดเลย >>
https://www.finnomena.com/port/naiwaen

FINNOMENA REVIEW

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?

หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน

TMBUSB

Created by:

PortRomeo

Key Highlights

  • TMBUSB เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของ TMBAM Eastspring ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ถือกองทุนตราสารหนี้ จุดประสงค์หลักคือมีเพื่อไว้พักเงินหรือเก็บเงิน อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งนอกเหนือไปจากการฝากธนาคารปกติทั่วไป
  • การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้เป็นทางเลือกการเก็บเงินที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนเพราะไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อลงทุน สำหรับนักลงทุนที่จัดพอร์ตอย่างเป็นระบบ ก็มักจะถือกองทุนตราสารหนี้ไว้บางส่วนเพื่อพักเงินหรือกระจายความเสี่ยง ไม่ให้พอร์ตผันผวนเกินไป
  • กองทุน TMBUSB นั้นมีจุดเด่นตรงที่ผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์มากในตราสารหนี้ นโยบายการลงทุนเองก็เปิดกว้างยืดหยุ่น สามารถลงทุนได้ทั้งในและนอกประเทศ ถึงอย่างนั้นก็มีกรอบเครดิตเรตติ้งที่กำหนดกันภายในอย่างเข้มงวด เพื่อคัดเลือกตราสารที่มีคุณภาพเหมาะสมกับกองทุนจริงๆ

Introduction

เมื่อถามคนรอบตัวที่เป็นเพื่อนร่วมชะตาชีวิตมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน หลายๆ คนที่ลงทุนในกองทุนนั้นอ้างอิงถึง TMBUSB หรือ กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน ในฐานะกองทุนในดวงใจที่ถือครองกัน ไม่ใช่แค่คนเดียวแต่หลายคน นั่นจึงเป็นที่มาของข้อสงสัยว่า TMBUSB คือกองทุนอะไร ทำไมหลายๆ คนถึงชื่นชอบนัก

หากใครได้ลองไปศึกษา ก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า TMBUSB เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของ TMBAM Eastspring ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ถือกองทุนตราสารหนี้เนี่ย จุดประสงค์หลักคือมีเพื่อไว้พักเงินหรือเก็บเงิน อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งนอกเหนือไปจากการฝากธนาคารปกติทั่วไป ซึ่งให้ผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5% สำหรับออมทรัพย์ และ 1.5% สำหรับฝากประจำ

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 1: อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้เป็นทางเลือกการเก็บเงินที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนเพราะไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อลงทุน สำหรับนักลงทุนที่จัดพอร์ตอย่างเป็นระบบ ก็มักจะถือกองทุนตราสารหนี้ไว้บางส่วนเพื่อพักเงินหรือกระจายความเสี่ยง ไม่ให้พอร์ตผันผวนเกินไป

ไหนๆ ก็พูดถึงกองทุนตราสารหนี้แล้ว เราเชื่อว่าหลายคนยังไม่คุ้นเคยกับสินทรัพย์ประเภทนี้มากนัก คนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับหุ้นหรืออสังหาฯ มากกว่า วันนี้เลยขอพาไปย้อนทำความรู้จักตราสารหนี้กันก่อนว่ามันคืออะไร จากนั้นเราก็จะพามาทำความรู้จักกองทุน TMBUSB ให้มากขึ้น ซึ่งเราได้รับเกียรติจากคุณไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ – ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน ของ บลจ.ทหารไทย มาให้รายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนกัน

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 2: สรุปไฮไลต์ของบทความ

ตราสารหนี้ คืออะไร?

เราจะขออธิบายง่ายๆ ว่าตราสารหนี้นั้นเปรียบเสมือนเอกสารแสดงหลักฐานการกู้ยืมเงิน ที่ผู้ขอยืมเงินออกให้กับผู้ที่ให้ยืมเงิน เปรียบง่ายๆ ว่าเราต้องการจะยืมเงินเพื่อน 100 บาท เมื่อเพื่อนให้เรายืมเงิน เราก็จะออกเอกสารตราสารหนี้นี้ให้เพื่อนถือไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรายืมเงินเขา โดยสัญญานี้ก็จะกำหนดระยะเวลาว่าเราต้องคืนเงินเพื่อนภายในระยะเวลาเท่าไร และระหว่างนั้นเราต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อนเท่าไร

ตราสารหนี้สามารถแบ่งออกมาเป็นหลายประเภทเลยละ แต่เบื้องต้น หลักๆ ก็จะแบ่งตามสามปัจจัยนี้

1. ตามผู้ออกซึ่งเป็น “เจ้าหนี้” เช่น ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็จะเรียกว่าหุ้นกู้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ก็จะเรียกว่าพันธบัตร

2. ตามระยะเวลา เช่น ถ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ปีเรียกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น ถ้ามากกว่า 1 ปีเรียกว่าตราสารหนี้กลาง-ระยะยาว

3. ตามเกรด เช่น หากเป็นผู้ออกที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก มีความเสี่ยงต่ำสุดในการผิดชำระหนี้ ก็จะถูกจัดเกรดเป็น AAA ส่วนเกรดที่ต่ำที่สุดคือ D

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 3: การจัดอันดับเกรดของตราสารหนี้ โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตในไทย (ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

การถือครองตราสารหนี้ไม่ได้หยุดแค่ผู้กู้ยืมกับผู้ยืมเงิน แต่ตราสารหนี้สามารถนำไปซื้อขายกันในตลาดรองได้อีก กล่าวคือ เพื่อนของเราอาจจะเอาตราสารหนี้ที่เราออกให้ ไปขายให้กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนอีกคนหนึ่งพอเห็นว่าเราจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารก็อยากจะถือครองตราสารหนี้ ทีนี้เจ้าหนี้ของเราก็จะไม่ใช่เพื่อนคนแรกแล้วละแต่กลายเป็นคนที่สองแทน เราจะต้องคืนเงิน 100 บาทให้เพื่อนคนที่สอง รวมถึงจ่ายดอกเบี้ยที่เหลือให้เพื่อนคนที่สองด้วย ซึ่งพอดูเผินๆ แล้วก็เหมือนเพื่อนคนที่สองมาฝากเงินไว้กับเราอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งถ้าหากเราเป็นคนดี ไม่เบี้ยวหนี้ เราก็จะถือว่าเป็นผู้ออกตราสารที่เกรดสูง คนที่ถือตราสารของเราก็วางใจได้เพราะมีความมั่นคง เสี่ยงน้อย

เราในฐานะคนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการซื้อตราสารหนี้ตรงๆ จากผู้ออก ส่วนใหญ่จะซื้อผ่านกองทุนเพราะสะดวกกว่า

ว่าแต่ว่าความแตกต่างระหว่างการซื้อตราสารหนี้โดยตรง กับซื้อกองทุนตราสารหนี้นั้นเป็นอย่างไร?

ข้อดีของกองทุนคือได้กระจายลงทุนในหลายๆ ตราสาร เพียงซื้อแค่กองทุนเดียว เงินของเราก็จะกระจายไปยังหลายๆ ตราสารแล้ว ซึ่งถ้าแยกซื้อเดี่ยวๆ ทีละอันละก็ใช้เงินมหาศาลแน่ๆ การซื้อกองทุนจึงช่วยให้เราได้ลงทุนในตราสารหนี้โดยใช้เงินไม่เยอะ แถมมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ เราไม่ต้องจัดการเรื่องที่ว่าจะถือตราสารหนี้อันไหนดี ต้องซื้อหรือขายเมื่อไร เรียกได้ว่า เหมือนมีเพื่อนคนหนึ่งที่ซื้อตราสารหนี้มาไว้เยอะมากๆ และเชี่ยวชาญถึงขั้นรู้ว่าควรซื้อตัวไหน ขายตัวไหน ในเมื่อเราไม่อยากลำบากไปตามล่าซื้อตราสารหนี้มาไว้เอง เราก็แค่เอาเงินไปสมทบทุนให้เขาซื้อตราสารหนี้มาเก็บไว้ แลกกับส่วนของความเป็นเจ้าของในกลุ่มก้อนตราสารหนี้ที่เขาถือ โดยเราก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ถือเป็นค่าตอบแทนที่เขาช่วยบริหารสินทรัพย์ให้เรา

แล้วตราสารหนี้ระยะสั้น ต่างจากตราสารหนี้ระยะยาวอย่างไร?

อย่างกองทุน TMBUSB ที่เรากำลังจะพูดถึงหลังจากนี้นั้นถือครองตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากตราสารหนี้ระยะสั้นมีระยะเวลาถือครองที่สั้นกว่า ข้อดีคือการมีสภาพคล่องที่เยอะกว่า ซื้อขายได้รวดเร็วกว่า แม้ว่าจะไม่ได้ถอนเงินได้ลื่นไหลเหมือนการฝากธนาคารที่ถอนปุ๊บได้ปั๊บ แต่ตราสารหนี้ระยะสั้นก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงรองๆ ลงมาจากเงินฝากเลยละ หากเราขายวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้รับเงินแล้ว ในขณะที่ตราสารหนี้ระยะยาวนั้นจะต้องรอนานกว่านี้หน่อยนึง แต่ถ้าถามว่าอัตราผลตอบแทนของอันไหนสูงกว่ากัน โดยเฉลี่ยแล้วตราสารหนี้ระยะยาวจะสูงกว่า ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หักล้างกันไปกับสภาพคล่องที่น้อยกว่านั่นเอง

รายละเอียดกองทุน TMBUSB

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 3: ข้อมูลกองทุน TMBUSB โดยคร่าว (ที่มา: FINNOMENA, TMBAM Eastspring)

ดูข้อมูลผลการดำเนินงานปัจจุบันได้ ที่นี่

ดูหนังสือชี้ชวนต้นฉบับและเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ ที่นี่

TMBUSB เป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้นแบบ Active ซึ่งก็หมายความว่ากองทุนมุ่งมั่นที่จะเอาชนะดัชนีชี้วัด ตัวกองทุนมีนโยบายการลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% โดยกองทุนสามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่เกรดต่ำลงมาอย่างพวก Non-Investment Grade หรือ Unrated ด้วย ทั้งนี้จึงแปลได้ว่าอาจมีผลตอบแทนสูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้จนทำให้ไม่ได้รับเงินคืนก็สูงขึ้นเช่นกัน

เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกลัวไป จากข้อมูลล่าสุดในหนังสือชี้ชวน เราจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ไม่ได้สูงจนน่ากลัว เพราะ International Credit Rating ตราสารหนี้ของกองทุนนั้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ AA,A ซึ่งแปลได้ว่าความเสี่ยงนั้นโน้มเอียงไปทางต่ำ และเมื่อพิจารณาไปถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในผู้ออกรายใดรายหนึ่ง (High Issuer Concentration Risk) ก็จะเห็นว่าต่ำมาก น้อยกว่า 10% นั่นหมายความว่ากองทุนกระจายความเสี่ยงไว้เยอะทีเดียวด้วยการถือครองตราสารหนี้จากหลายๆ ผู้ออก ความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบรุนแรงจากการผิดนัดชำระหนี้โดยผู้ออกรายใดรายหนึ่งจึงน้อยตามไปด้วย

และเนื่องจากกองทุน TMBUSB มีส่วนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงคือการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดตอนนี้คือกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงเกือบทั้งหมด

ทีนี้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าประเภทสินทรัพย์ที่ TMBUSB ลงทุนนั้นมีอะไรบ้าง

รูปที่ 4: สัดส่วนทรัพย์สินที่ลงทุน (ที่มา: TMBAM Eastspring)

หลักๆ แล้วจะเป็นหุ้นกู้ (ตราสารหนี้ภาคเอกชน) 59.17% รองลงมาคือพันธบัตร (ตราสารหนี้ภาครัฐ) 21.85% เงินฝากประจำ 18.10%  และนอกเหนือจากนั้นก็จะยิบย่อยลงไป โดยตราสารหนี้ที่กองทุนเข้าไปถือมากสุดคือกลุ่มตราสารหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย/กระทรวงการคลัง (เกรด  AAA) ที่เหลือก็เป็นเงินฝากในธนาคารทั้งไทย/ต่างชาติ และตราสารหนี้ภาคเอกชนอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเกรดที่สูง เมื่อเจาะลงไปดูพอร์ตการลงทุนแบบเต็มๆ ก็จะเห็นได้ว่ามีการกระจายการลงทุนไปเยอะจริงๆ ตามที่หนังสือชี้ชวนระบุไว้ข้างต้น โดยเฉพาะในส่วนของเงินฝากที่กระจายไปหลายธนาคารจากหลายประเทศมากๆ ด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือเพื่อกระจายความเสี่ยง

“จริงๆ การลงทุนควรจะมีการกระจายการลงทุน กองทุนก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเราไปฝากเงินที่ธนาคารใดธนาคารเดียวจำนวนมากๆ ก็จะมีความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัว เกิดธนาคารเหล่านั้นในอนาคตมี credit แย่ลง เราอาจจะกังวลได้ แต่ถ้าเราระมัดระวังโดยกระจายการลงทุนเพียงพอ เวลาเกิดปัญหา ผลกระทับก็จะน้อยลง สำหรับหลักการการกระจาย เราดูเรื่องภูมิภาคด้วย บางประเทศกองทุนก็จะไม่ลงทุน ถ้ามีความเสี่ยงของประเทศ เช่น ด้านผิดนัดชำระหนี้หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกพลิกผัน จะทำให้หลายๆ ประเทศที่มีเงินกู้เยอะๆ อาจประสบปัญหาชำระหนี้คืน”

คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย

ส่วนวิธีการคัดเลือกตราสารหนี้เข้าพอร์ตนั้น ทาง บลจ.ทหารไทยก็มีเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาเลยก็คือ “การผิดนัดชำระหนี้” หรือ Default Rate ของผู้ออกตราสาร ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งที่ทาง บลจ. ให้ความสำคัญมาก ถ้าเป็นที่อื่นๆ อาจจะดูเครดิตจากบริษัทจัดอันดับข้างนอก เช่น Fitch หรือ Tris แต่ บลจ.ทหารไทยจัดตั้งทีมเพื่อดูแลเรื่องการให้เครดิตตราสารหนี้โดยเฉพาะ

“เรามีทีมงานที่ทำเรื่องความเสี่ยงเครดิตโดยเฉพาะ เวลาเราจะเลือกลงทุน เราจะดู external credit ก็คือทาง Tris, Fitch, Moody’s หรือ S&P เป็นมาตรฐาน แล้วเราก็จะมาทำภายในว่าสิ่งที่ external credit หรือ เรตติ้งที่เอเจนซี่ให้เนี่ย มันควรจะเป็นอย่างนี้ไหม ถ้าเรามองว่าเครดิตเรตติ้งเอเจนซี่ให้สูงเกินไป ภายในเราอาจจะให้ต่ำกว่านี้ หรือไม่อนุญาตให้ผู้จัดการกองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้เหล่านั้นเลย นั่นก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่อาจจะทำให้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บลจ.ทหารไทยไม่เคยประสบปัญหาด้านการไปลงทุนแล้วเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ต้องเรียนว่าทีมงานบริหารเรื่องเครดิตค่อนข้างเข้มงวดมากๆ”

คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย

นอกเหนือไปจาก Default Rate แล้ว ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อย่างอายุของตราสารหนี้ (Duration) และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งควรจะสูงมากพอเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนอันน่าพอใจได้

อย่างที่พอจะรู้กันว่า TMBAM Eastspring มีกองทุนตราสารหนี้ 5 กอง

แบ่งเป็นระยะสั้น 2 กอง และระยะกลาง-ยาว 3 กอง

ทีนี้เราลองเปรียบเทียบกองทุนที่ถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นเหมือนกันดีกว่า เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะยังสงสัยว่า TMBUSB กับ TMBTHANAPLUS ต่างกันอย่างไร?

“ธนพลัสเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเหมือนกัน แต่ credit quality ของผู้ออกตราสารในพอร์ตจะดีกว่า เพราะว่านโยบายกำหนดไว้ชัดเจนว่ากองทุนจะต้องลงทุนในเครดิตเรตติ้งที่ไม่ต่ำกว่า A- เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วเครดิตจะดีกว่า TMBUSB อีกอย่างหนึ่งที่ธนพลัสกำหนดเป็นการภายในก็คือว่าลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกินกว่า 40% ฉะนั้นความยืดหยุ่นในการลงทุนต่างประเทศจึงน้อยกว่า TMBUSB อย่างไรก็ตาม ธนพลัสก็มีเกณฑ์ภายในอีก ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดมากๆ เพื่อไม่ให้ตัว NAV ของกองทุนมีความผันผวน เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีการกระจายการลงทุนที่ค่อนข้างมาก ทำให้โดยรวมผลตอบแทนก็เลยต่ำกว่า TMBUSB”

คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย

หากดูจากหนังสือชี้ชวนอย่างเดียว เราก็จะเห็นว่า TMBUSB มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศสูงกว่า อยู่ที่ไม่เกิน 79% ส่วน TMBTHANAPLUS ไม่เกิน 40% นั่นหมายความว่า TMBUSB มีความยืดหยุ่นในการไปลงทุนต่างประเทศมากกว่า ทางด้าน Credit Quality ทาง TMBTHANAPLUS นั้นจะสูงกว่านิดหน่อย โดยขั้นต่ำเครดิตตราสารหนี้จะอยู่ที่ A- โดยรวมเครดิตของธนพลัสจึงดีกว่า

ทางด้าน Portfolio Duration หรือค่าเฉลี่ยของระยะเวลาตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ ของ TMBUSB ตอนนี้สั้นกว่านิดหน่อย อยู่ที่ 0.67 ในขณะที่ TMBTHANAPLUS อยู่ที่ 0.77

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 5-6: Portfollio Duration ของ TMBUSB (บน) และ TMBTHANAPLUS (ล่าง) (ที่มา: TMBAM Eastspring)

ว่าแต่ผลตอบแทนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 7: ผลการดำเนินงานย้อนหลังตามปีปฏิทิน เทียบกับดัชนีชี้วัด (ที่มา: TMBAM Eastspring)

*ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต*

จะเห็นได้ว่าปีที่แล้ว (2561) ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.51% ซึ่งสูงกว่าการฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 0.5% หากดูย้อนหลังก็จะพบว่าผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอไม่ผันผวน โดยรวมถือว่าไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีชี้วัด แต่ผลตอบแทนยังน้อยกว่าดัชนีนิดหน่อย เพราะดัชนีซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของกองทุนนั้นใช้ตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 1 ปี ในขณะที่อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต TMBUSB นั้นอยู่เพียงประมาณ 0.5 ปีเท่านั้น

“นึกง่ายๆ ว่ากองทุนนี้ฝากเงินที่อายุ 6 เดือน ในขณะที่เกณฑ์อ้างอิงคือ 1 ปี เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนโดยรวมแล้ว การฝากเงิน 6 เดือน ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการฝากเงิน 1 ปี”

คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย

เหตุผลที่สอง คือตัวดัชนีชี้วัดนั้นเครดิตเรตติ้งอยู่ที่ BBB ในขณะที่ตัวกองทุนนั้นจะมีเครดิตที่สูงกว่า ตราสารหนี้ที่มีเกรด BBB ใน TMBUSB นั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 10% ของพอร์ตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น การที่มีเครดิตเรตติ้งอยู่ที่ BBB จึงทำให้ผลตอบแทนของดัชนีจึงสูงกว่า เข้าคอนเซ็ปต์ยิ่งเสี่ยงยิ่งผลตอบแทนสูง

ถึงอย่างนั้น ในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นด้วยกันเอง TMBUSB ถือว่าทำได้ดี มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ และติดอันดับต้นๆ ของประเภทนี้

“ปัจจุบัน TMBUSB ลงทุนต่างประเทศไม่เกิน 79% มีความยืดหยุ่นสูงมากๆ ปัจจุบันลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ สูงถึง 60% เลยทีเดียว ถามว่าสูงขนาดนี้ทำไมถึงไปลงทุน? ต้องบอกว่าบางช่วงบางขณะ การลงทุนในต่างประเทศแล้วมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน 100% ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในประเทศด้วยอายุของตราสารที่เท่ากัน คุ้มกว่า แล้วความมั่นคงของบริษัทหรือตัวผู้ออกตราสารก็ดีกว่าประเทศไทย เนื่องจากตัวกองทุนมีความยืดหยุ่นสูงมากๆ ทางผู้จัดการกองทุนจะคอยสังเกตทุกขณะว่าควรลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศดี ถ้าเขาเห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศได้ผลตอบแทนหลังจากหักค่าใช้จ่ายเรื่องของการทำ Swap เปลี่ยนค่าเงินป้องกันความเสี่ยงจากสกุลต่างประเทศมาเป็นบาทแล้วให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าการลงทุนในประเทศ เขาก็จะลงทุนในประเทศก่อน ช่วงใดที่ตลาดต่างประเทศเปิดกว้าง มีโอกาสในการลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนเป็นเงินบาทในประเทศไทย เขาก็จะเริ่มลงทุนในต่างประเทศ ก็เลยทำให้โดยเฉลี่ยแล้วผลตอบแทนของ TMBUSB ดีกว่ากองตราสารหนี้ประเภทเดียวกันที่ลงทุนในประเทศค่อนข้างเยอะ สูงกว่าประมาณ 0.2-0.3% โดยรวม”

คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย

ทางด้านความเสี่ยง จุดขาดทุนสูงสุด (Max Drawdown) ย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้ง อยู่ที่ -0.06% ส่วน Standard Deviation อยู่ที่ 0.13% ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างต่ำตามมาตรฐานกองทุนตราสารหนี้ ยิ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นก็ยิ่งต่ำ เห็นได้จากกองทุนตราสารหนี้ระยะปานกลาง-ยาวกองอื่นๆ ของ TMBAM Eastspring ซึ่งจะมี Max Drawdown อยู่ที่ -0.3%-0.4%

ฝั่งค่าธรรมเนียม ข้อดีคือไม่มีค่าเข้าออก ส่วนค่าใช้จ่ายรายปีอยู่ที่ 0.4334% ถือว่าใกล้เคียงกับ TMBTHANAPLUS ซึ่งอยู่ที่ 0.4518%

เก็บเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ? หาคำตอบด้วยการพักเงินผ่านกองทุน TMBUSB
รูปที่ 8: เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม (ที่มา: FINNOMENA Fund)

Conclusion

กองทุน TMBUSB นั้นมีจุดเด่นตรงที่ผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์มากในตราสารหนี้ นโยบายการลงทุนเองก็เปิดกว้างยืดหยุ่น สามารถลงทุนได้ทั้งในและนอกประเทศ ถึงอย่างนั้นก็มีกรอบเครดิตเรตติ้งที่กำหนดกันภายในอย่างเข้มงวด เพื่อคัดเลือกตราสารที่มีคุณภาพเหมาะสมกับกองทุนจริงๆ ดังนั้น ถ้าตราสารแห่งใดได้เรตติ้งต่ำ ทางผู้จัดการกองทุนก็สามารถเปลี่ยนไปลงทุนในตราสารอีกแห่งแทนได้ เพื่อให้ผลตอบแทนกลับคืนมาสูงดังเดิม ที่ผ่านมา TMBUSB จึงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นประเภทเดียวกันอยู่ประมาณ 0.2%-0.3% ต่อปี แล้วมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง สามารถขายคืนได้เงินภายในวันทำการถัดไป

TMBUSB จึงเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความผันผวนน้อย มีความมั่นคง มีผลดำเนินงานย้อนหลังที่สม่ำเสมอ จึงเหมาะกับใครก็ตามที่ต้องการพักเงินระยะสั้น หรือเก็บเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่าง โดยมีระยะเวลาการลงทุนสักหนึ่งเดือนขึ้นไป และคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในธนาคารตามปกติ แต่ก็เข้าใจและสามารถรับได้กับความเสี่ยงที่มาพร้อมผลตอบแทนที่มากกว่าด้วยเช่นกัน

เพิ่มเติม

  • อันดับความน่าเชื่อถือ ถ้าเป็นในประเทศไทย หุ้นกู้ (ตราสารหนี้ภาคเอกชน) จะได้รับการจัดอันดับตามความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ โดยสถาบันจัดอันดับในไทยอย่าง Tris และ Fitch (ประเทศไทย) แต่ถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาล จะได้รับเกรด AAA คือดีที่สุด น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศ เพราะสามารถเก็บภาษีเพื่อมาคืนหนี้ได้ แต่ถ้ารัฐบาลจะนำพันธบัตรไปขายต่างประเทศ ก็จะต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเช่นกัน

ท่านสามารถลงทุนในกองทุน TMBUSB ผ่าน FINNOMENA ด้วยพอร์ต DIY (Do-It-Yourself) ซึ่งจะให้อิสระนักลงทุนอย่างเต็มที่ในการออกแบบพอร์ตการลงทุน ทั้งผู้ที่ชอบซื้อเป็นรายกองทุน หรือต้องการลงทุนตามคำแนะนำของฟินโนมีนาในพอร์ตอื่น ๆ เป็นเพียงบางกองทุน หากสนใจ คลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/nter-space-create/ หรือ แบนเนอร์ข้างล่างได้เลย

ดูข้อมูล TMBUSB เพิ่มเติมได้ที่

TMBAM Eastspring – TMBUSB
FINNOMENA Fund – TMBUSB

ดูข้อมูล TMBTHANAPLUS เพิ่มเติมได้ที่
TMBAM Eastspring – TMBTHANAPLUS
FINNOMENA Fund – TMBTHANAPLUS

ข้อมูลอ้างอิงอื่นๆ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด (ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90)

 

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับ QE ออกมาอย่างมากมาย ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด และธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี

จะเริ่มทำ QE หรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ นั่นคือซื้อพันธบัตรระยะเวลา 5-7 ปีกันอีกครั้ง บางท่านไปไกลจนถึงกระทั่งว่า QE ของเฟดในครั้งนี้ จะเป็น QE แบบที่จำกัดขอบเขตให้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในสหรัฐเท่านั้น ไม่ส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่ เรียกกันว่า QE Squared ผมขอใช้คอลัมน์นี้ อธิบายให้เคลียร์ว่าแท้จริงแล้วเฟดจะกลับมาใช้ QE เร็วๆ นี้จริงหรือเปล่า รวมถึงอีซีบีถึงเวลาที่จะต้องทำ QE อีกแล้วหรือ? ดังนี้

หนึ่ง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดในวงสนทนาส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นในเมืองไทย ณ ตอนนี้ คือ ความเข้าใจผิดที่คิดว่า เจย์ พาวเวล ประธานเฟด ได้พูดว่าจะทำ QE ในเร็ววันนี้ ความจริงแล้ว นายพาวเวลไม่เคยกล่าวว่าเฟดจะทำ QE ในเร็วๆ นี้ แต่อย่างใด ยิ่งมีคนพูดว่าเฟดจะทำ QE แบบ squared หรือแบบที่ให้ผลดีเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น ผมเลยถึงบางอ้อว่า มีผู้ที่เข้าใจผิดในบ้านเราไปนำคำพูดของนายอดัม โพเซ่น นักวิชาการและอดีตสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางอังกฤษ ที่ให้ความเห็นดังกล่าวในงานสัมมนาที่ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาชิคาโก เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งนายพาวเวลก็ทำหน้าที่เป็นประธานในงานสัมมนานี้ เผอิญมีบุคคลในบ้านเราเข้าใจผิดว่านี่คือคำพูดของนายพาวเวล ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นของนายโพเซนต่างหาก

สอง สิ่งที่นายพาวเวลจริงๆ กล่าวในงานนี้ คือ หากสหรัฐเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจอีกครั้งในอนาคต เขาจะไม่ลังเลที่จะใช้ QE อีกครั้ง หลังลดดอกเบี้ยเป็นร้อยละศูนย์แล้ว รวมถึงจะพยายามนำนาวาเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้ถูกสงครามการค้าชักนำไปสู่การชะลอตัวผ่านเครื่องมือทางนโยบายการเงิน โดยสรุปแล้ว ฟังช้าๆ ชัดๆ อีกครั้งนะครับว่า ‘เฟด ณ ตอนนี้ ยังไม่มีแนวคิดในการทำ QE แต่อย่างใด’

สาม ครั้นเมื่อ นายมาริโอ ดรากิ ประธานอีซีบี ได้ยินบริบทการทำ QE จากการประชุมทางวิชาการของเฟด ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าพ่อของการแสดงออกด้วยคำพูดโดยไม่ต้องลงมือดำเนินนโยบายการเงินจริง เพื่อให้อีซีบียังดูแล้วยังอยู่ในโหมดผ่อนคลายทางการเงินมากกว่าเฟด โดยที่จะไม่ต้องออกแรงดำเนินนโยบายการเงินให้เปลืองทรัพยากร จึงเกทับบลัฟแลกกลับในงานสัมมนาทางวิชาการที่โปรตุเกส เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ในวาระครบรอบของก่อตั้งอีซีบีครบรอบ 20 ปี โดยคุยโขมงว่ายังมีช่องว่างทางนโยบายการเงินอยู่เยอะผ่านการทำ QE อีกครั้ง

ซึ่งในกรณีของดรากิ ถือว่าเขาเอ่ยถึงการทำ QE จริงๆ เพื่อความได้เปรียบเชิงนโยบายที่ยุโรปควรจะมีบรรยากาศความผ่อนคลายทางนโยบายการเงินมากกว่าของสหรัฐและต้องห่างกันอย่างมากเสียด้วยในช่วงนี้ ทว่าด้วยการที่เขากล่าวการทำ QE ในงานสัมมนาวิชาการ น้ำหนักจึงอาจไม่มากเท่ากล่าวหลังประชุมนโยบายการเงิน แต่ก็สามารถเปลี่ยนใจไม่ทำในภายหลังได้เช่นกัน

ผมขอย้ำอีกครั้ง ต้องเข้าใจว่าการพูดในงานสัมมนาทางวิชาการนั้น ถือว่าแตกต่างจากการกล่าวหลังการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ความขลังและความเป็นทางการต่อความจริงจังในการนำไปปฏิบัติถือว่ามีน้ำหนักแตกต่างกัน ซึ่งหากนายดรากิจะพลิกลิ้นว่าไม่ได้ commit ที่จะทำ QE ก็ถือว่าเป็นไปได้ ที่โดยแท้จริงแล้วเขาอาจจะไม่อยากออกแรงทำ QE ใหม่ด้วยตนเอง ทว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งท่านใหม่ต่างหากที่ต้องตัดสินใจในเรื่องนี้

ที่สำคัญ นายดรากิเองก็จะหมดวาระในฐานะประธานอีซีบีแล้วในอีก 4 เดือนข้างหน้า จึงไม่แปลกว่าที่เขาจะกล้าทะเลาะกับโดนัลด์ ทรัมป์ในการกล่าวถึง QE ในขณะที่ทรัมป์ก็จ่อจะเล่นงานนายพาวเวลหากไม่ยอดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ววัน

ในทางมารยาทของการลงจากหลังเสือของนายดรากิ การตบท้ายด้วยการไม่เริ่มโครงการอะไรใหม่ น่าจะดูเป็นสิ่งที่เขาน่าจะเลือกมากกว่า เนื่องจากหากโครงการ QE ใหม่หากจบไม่สวย เขาอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของความล้มเหลวก็ไม่น่าแปลกแต่อย่างใด

ท้ายสุด และสำคัญที่สุด ณ นาทีนี้ คือใครจะมารับไม้ต่อจากนายดรากิ โผรายชื่อล่าสุด ปรากฎว่า นาย เจนส์ วิดแมน ประธานธนาคารกลางเยอรมันเริ่มแรงขึ้นจากการที่รัฐบาลเยอรมันอาจจะยอมสละเก้าอี้ประธานคณะกรรมการยุโรป มาเน้นรับตำแหน่งประธานอีซีบีแทน ซึ่งหากเป็นจริง เราอาจเห็นอีซีบียุคใหม่ที่เน้นประเด็นเงินเฟ้อมากขึ้น ซึ่งนายทรัมป์คงจะชื่นชอบนายวิดแมน เหมือนกับที่ปลื้มนายบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ แบบเต็มตัว ณ ยุคของ Brexit นี้ครับ

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647533

หลังจากที่วานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25 – 2.50% อย่างไม่เป็นเอกฉันท์ พร้อมส่งสัญญาณพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากจำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนในตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อๆ ไปอย่างมาก

  • โดยล่าสุดนั้น CME Group มองว่าโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือนกรกฎาคม ขึ้นสูงถึง 73.93% ส่งผลให้นักลงทุนปรับเข้าสู่ Risk On Mode เข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
  • ผลักดันดัชนี S&P 500 ทำ New High อีกครั้ง โดยแตะระดับสูงสุดที่ 2,958.06 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อย ปิดตลาดที่ 2,954.18 จุด คิดเป็นการปรับตัวขึ้น 27.72 จุด หรือ +0.94%
  • ควบคู่ไปกับการเก็งราคาทองคำ ส่งผลให้ราคาทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งการปรับตัวขึ้นในรอบสัปดาห์นี้เป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016
  • จากการอ่อนค่าลงของเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินโดยตรงของการซื้อขายทองคำ ล่าสุด Dollar Index อ่อนตัวลงแตะระดับ 96.54 จุด อ่อนค่าลงต่อเนื่อง 3 วัน กว่า 1.30%

Source: Bloomberg, CME Group

ลงทุนอย่างไร? เมื่อนโยบายการเงิน การค้า และการเมือง หนุนตลาดหุ้น Risk On !!

พบกูรูรับเชิญพิเศษ! ที่จะมาเผย “เทคนิคการจัดพอร์ตเกษียณ” สไตล์ WealthGuru

พร้อมประเด็นน่าสนใจประจำสัปดาห์

  • ราคาทองคำจะไปถึงไหน ซื้อได้หรือยัง!?
  • ประชุม G20 จะคลี่คลายสงครามการค้าหรือไม่?
  • ถูกใจกันไหม เงินคริปโต Libra ของ Facebook
  • London-Shanghai stock connect มาแล้วจ้า!!

ช่วง FINNOMENA PORT สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? ช่วง Market Factor “เจาะลึกสัญญาณ FOMC จะลดดอกเบี้ยหรือไม่?”

FINNOMENA YOUTUBE : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

หลังจากที่ประชุม FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาดที่ 2.25 – 2.50% พร้อมส่งสัญญาณ พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามความจำเป็น

  • ขณะที่ CME Group คาด มีความเป็นไปได้สูงที่ FOMC จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 0.50% ภายในสิ้นปีนี้
  • ส่งผลให้ Dollar Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดถึงมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์เทียบกับทั่วโลก และต้นทุนทางการเงินในการถือครองทองคำ ปรับตัวลง สู่ระดับ 96.925 จุด เช้านี้
  • พร้อมกันกับแรงเข้าซื้อ ETF ทองคำปริมาณมาก แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนอีกครั้ง
  • ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงสุด 34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 1,393.27 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.9%) ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 63 เดือน หรือ 5 ปี
  • ก่อนที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1,378.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเช้าวันนี้

Source : Bloomberg

เจ้าของธุรกิจหลายคนเชื่อว่าจะทำงานตลอดไป ไม่มีเกษียณอายุ เจ้าของธุรกิจหลายคนเชื่อว่าจะมีรายได้ไปจากธุรกิจตลอดไป เจ้าของธุรกิจหลายคนเชื่อว่าตัวเองไม่ต้องวางแผนเกษียณ

แท้จริงเจ้าของธุรกิจก็เหมือนคนปกติทั่วไป จะต้องมีแผนเกษียณ แต่แผนเกษียณของเจ้าของธุรกิจจะต้องแตกต่างจากคนเป็นพนักงานมีรายได้ประจำ ลองมาดูก่อนว่าความเสี่ยงถ้าเจ้าของธุรกิจไม่วางแผนเกษียณ พออายุมากขึ้น ถ้ายังไม่มีแผนเกษียณ ความเสี่ยงที่จะต้องเจอมีอะไรบ้าง

5 ความเสี่ยงถ้าเจ้าของธุรกิจไม่วางแผนเกษียณ

ความเสี่ยงที่ 1 สังขารไม่เที่ยงแท้

เจ้าของธุรกิจจะต้องยอมรับความจริงว่า “สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้” การทำธุรกิจจะต้องให้ทันกับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณแบ่งเป็น 3 ระยะ

ช่วง Active อายุ 60-70 ปี

ยังคงทำงานได้ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เริ่มจะไปเที่ยวมากขึ้น ทำงานน้อยลง เริ่มมีปัญหาสุขภาพ

ช่วง Passive อายุ 71-80 ปี

เริ่มทำงานได้น้อยลง มีปัญหาสุขภาพมากขึ้น ความคิดไม่ไวเหมือนสมัยก่อน ต้องการการพักผ่อนมากขึ้น

ช่วง Sleep  อายุมากกว่า 80 ปี

ต้องการพักผ่อนอย่างมาก ทำทุกอย่างช้าลงอย่างเห็นได้ชัด มีปัญหาสุขภาพมาก บางครั้งจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

จะเห็นได้ว่า ความสามารถในการหารายได้ของเจ้าของธุรกิจจะขึ้นอยู่กับอายุของเจ้าของเช่นเดียวกัน การที่อายุมากขึ้น สังขารไม่เที่ยงแท้ เป็นความเสี่ยงลำดับแรก

ความเสี่ยงที่ 2  ปรับตัวไม่ทันการแข่งขันทางธุรกิจ

ไม่จำเป็นต้องอายุมากเสมอไปที่จะทำให้เจ้าของธุรกิจมีปัญหา ในปัจจุบันธุรกิจมักปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอกผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์ใหม่ คู่แข่งใหม่ วงจรชีวิตของธุรกิจสั้นลง แม้แต่ brand ดังระดับโลกยังล่มสลายได้ แม้มีอายุมากยาวนานหลายสิบปี เช่น Nokia หรือ GE ก็ล้มได้ แม้จะสร้างมาอย่างยาวนานและมั่นคง นับประสาอะไรกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ถ้าปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันทางธุรกิจ จะโดนบังคับให้เกษียณอายุก่อนกำหนด

5 ความเสี่ยงถ้าเจ้าของธุรกิจไม่วางแผนเกษียณ

ความเสี่ยงที่ 3 ผู้สืบทอดไม่สามารถบริหารกิจการต่อได้

ผลการสำรวจธุรกิจครอบครัวของ Price Waterhouse ในปี พ.ศ. 2555 พบว่าธุรกิจครอบครัวมีอัตราการอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 2 คิดเป็น 30% ของรุ่นที่ 1 อัตราการอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 3 และ 4 จะคิดเป็น 12% และร้อยละ 3% (ตามลำดับ)

เหตุผลของการเสื่อมถอยและล่มสลายของธุรกิจครอบครัว ตามทฤษฎี Buddenbrooks Syndrome กับวัฏจักรธุรกิจครอบครัว

  • ความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจลดลงตามรุ่น รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 จะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่เมื่อถึงรุ่นที่ 3 ความมุ่งมั่นจะลดน้อยลง
  • ความเป็นผู้ประกอบการไม่เหมือนรุ่นแรก รุ่นลูก รุ่นหลานของผู้ก่อตั้ง อาจจะไม่ชอบธุรกิจที่ครอบครัวทำอยู่ อาจจะชอบอาชีพอื่นมากกว่า
  • ความเปลี่ยนแปลงในปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ การแข่งขันในทางธุรกิจมีตลอดเวลา ปัจจัยด้านเทคโนโลยีก็อาจจะทำให้การแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปได้ รุ่นลูก หลาน จะต้องปรับตัวเพื่อรับการแข่งขัน ถ้าไม่สามารถปรับตัวได้ ธุรกิจครอบครัวก็อาจจะไม่รอด

ข้อมูลบ้างส่วนอ้างอิงจาก ธุรกิจครอบครัว ของ กระทรวงอุตสาหกรรม

ดังนั้นการที่เจ้าของธุรกิจคิดว่า โดยให้ทายาทดูแลกิจการจะทำกิจการมีรายได้เหมือนเดิม เป็นเรื่องที่ไม่แน่เสียแล้ว มันเป็นความเสี่ยงถ้าเจ้าของธุรกิจจะฝากชีวิตหลังเกษียณไว้กับทายาทอย่างเดียว

5 ความเสี่ยงถ้าเจ้าของธุรกิจไม่วางแผนเกษียณ

ความเสี่ยงที่ 4 ไม่มีผู้สืบทอด

เจ้าของธุรกิจอยากจะให้ลูกหลานมาสืบทอดกิจการ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ในสมัยนี้ ลูกอาจอยากเรียนหมอ หรือชอบศิลปะ  หรือไม่ชอบกิจการที่พ่อแม่ทำอยู่ เจ้าของธุรกิจก็จะไม่มีผู้สืบทอดกิจการ มีความเสี่ยงที่จะไม่มีรายได้จากกิจการในอนาคต

ความเสี่ยงที่ 5 กิจการขายยาก

เจ้าของกิจการชอบคิดว่ากิจการของตัวเองมีมูลค่ากิจการสูง แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยเฉพาะตอนนี้เจ้าของกิจการไม่มีผู้สืบทอดและต้องการขายกิจการ เพราะหลายครั้งที่ราคาที่เจ้าของต้องการขายกับราคาที่เจ้าของใหม่ต้องการซื้อเป็นคนละราคากัน ราคาที่ต้องการขายมักจะสูงว่าราคาที่ต้องการซื้อ ถ้าไม่มีผู้สืบทอดกิจการ แนวทางที่ควรจะเป็นก็คือการขายกิจการเพื่อจะนำเงินไปเป็นเงินเพื่อการเกษียณ ยิ่งถ้ากิจการนั้นเป็นสินทรัพย์เพื่อการออมอย่างเดียวของเจ้าของกิจการ การขายกิจการไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา ถ้าวางแผนการขายไม่ดี อาจจะได้ราคาที่ไม่ตรงตามความต้องการ

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรจะเริ่มวางแผนเกษียณ ลดการพึ่งพาทายาท ลดการพึ่งพารายได้กิจการอย่างเดียว ลดความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจภายใต้การเปลี่ยนแปลง กระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อดูแลตัวเองในยามเกษียณ สร้าง exit plan คือการเตรียมตัวสำหรับการออกจากบริษัท วางมืออย่างเป็นสุข


**สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างเลย

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

หากพูดถึง “ความมั่นคงทางการเงิน”  คือ สิ่งที่หลาย ๆ คนปรารถนา  เพื่อชีวิตที่ดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต  เราต่างก็อยากจะมีงานหรือธุรกิจที่ทำมีความมั่นคง  มีรายได้ที่ดี  และสามารถต่อยอดรายได้ที่มีให้เติบโตได้ด้วยการลงทุนหรือการทำธุรกิจที่สามารถสร้าง Passive Income ให้กับเราได้ไปตลอด  ซึ่งวันนี้เรามีแนวทางในการวางแผนการเงิน…ให้มีความมั่นคงกันค่ะ

การสร้างความมั่นคงทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ และ วางแผนเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้  ก่อนอื่น  เรามาเช็คสถานะทางการเงินของเรา ด้วยการตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองดูนะคะ ว่า ณ ปัจจุบันเรามีสถานะการเงินเป็นอย่างไร มีความมั่นคงทางการเงินแล้วหรือไม่

วางแผนการเงินอย่างไร...ให้มั่นคง

1. วันนี้รายได้ / อาชีพ / ธุรกิจ ที่คุณทำมีความมั่นคง  ใช่ หรือ ไม่

2. นอกจากรายได้หลัก  คุณมีรายได้จากแหล่งอื่นอีก ใช่ หรือ ไม่

3. ปัจจุบันคุณมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ใช่ หรือ ไม่

4. ทุกวันนี้คุณมีการออมหรือลงทุน  10 % – 30% ของรายได้ ใช่ หรือ ไม่

5. วันนี้คุณมีเงินสำรองไว้สำหรับครอบครัวขั้นต่ำ  3 – 6  เท่าของค่าใช้จ่าย ใช่ หรือ ไม่

6. หนี้สินที่ผ่อนชำระในปัจจุบันของคุณ  น้อยกว่า 35% ของรายได้ต่อเดือน ใช่ หรือ ไม่

7. หากครอบครัวของคุณต้องสูญเสียผู้ที่มีรายได้หลัก ครอบครัวคุณได้มีแหล่งเงินได้  หรือทรัพย์สิน  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตต่อไปได้  ใช่ หรือ ไม่

8. หากคนในครอบครัวเกิดเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ ครอบครัวของคุณมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เพียงพอ หรือมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้  ใช่ หรือ ไม่

9. หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน  กรณีประสบอุบัติเหตุ  อัคคีภัย  ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน คุณมีประกันภัยเพื่อคุ้มครองทรัพย์ หรือมีเงินสำรองเพียงพอ สำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ใช่ หรือ ไม่

10. ทุกวันนี้ คุณได้เตรียมทุนการศึกษาบุตร หรือวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนบุตรแล้ว  ใช่ หรือ ไม่

จากคำถาม  10 ข้อข้างต้นนี้  คำตอบส่วนใหญ่ของคุณคืออะไรคะ  สำหรับท่านที่คำตอบส่วนใหญ่มากกว่า 7  ข้อขึ้นไป  ตอบว่า “ใช่”  ถือว่าความมั่นคงทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  อาจจะมีบางข้อ  ที่ยังไม่ได้วางแผนแต่อย่างไรแล้ว  ก็ไม่ควรประมาท  แนะนำวางแผนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่ได้วางแผนกันด้วยนะคะ

และหากคำตอบส่วนใหญ่มากกว่า 7  ข้อขึ้นไป  ตอบว่า  “ไม่”  นั่นหมายถึง  คุณต้องรีบวางแผนทางการเงินกันแล้วนะคะ  เพราะสถานะทางการเงินถือว่า “ไม่มีความมั่นคง”   อาการค่อนข้างน่าเป็นห่วงเลยทีเดียว   แนะนำ   ให้ท่านเรียงความสำคัญตามลำดับก่อน หลัง   วางแผนเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดก่อนเป็นอันดับแรกนะคะ

การสร้างความมั่นคงทางการเงินนั้น  หากท่านไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน  เรามาดูแนวทางการวางแผนกันเลยค่ะ

1. วิเคราะห์แหล่งเงินได้ 

รายได้หลักนั้น  สามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้นานแค่ไหน  อนาคตเทคโนโลยีสามารถเข้ามาเปลี่ยนหรือทำลาย อาชีพ หรือธุรกิจของเราได้หรือไม่  มีแหล่งได้อื่นที่เป็นรายได้พิเศษ หรืออีกช่องทางหรือไม่ (การมีรายได้ทางเดียว เสี่ยงที่สุด )

2. ตรวจเช็กสุขภาพประจำปี 

ดูแลสุขภาพ  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ  หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว  ก็จะมีผลกระทบต่อการทำงาน มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว

3. เริ่มต้นด้วยการเขียน รายรับ รายจ่าย ทั้งหมดที่มี

แยก “รายจ่ายคงที่” ซึ่งรายจ่ายคงที่ไม่ควรเกิน 35% ของรายได้ เช่น  ค่าบ้าน  ค่ารถ

“รายจ่ายผันแปร”  เช่น  ค่ากิน  ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง

“รายจ่ายเพื่อการออมหรือลงทุน”  เช่น เงินฝากประจำ  กองทุนรวม ประกันออมทรัพย์

แล้วนำรายรับ – รายจ่าย  =  คงเหลือ ?  ระวังอย่าให้ติดลบ

4. บันทึกรายรับ รายจ่ายประจำวัน 

ตั้งเป้าหมายการใช้จ่าย เช่น ค่ากิน ในแต่ละวัน ว่าไม่เกินเท่าไหร่   และมีรายจ่ายตัวไหนที่สามารถลด หรือประหยัดได้

5. สำรวจทรัพย์สิน  หนี้สิน  ทั้งหมดที่มี

สินทรัพย์ แบ่งเป็น 3 ประเภท

-สินทรัพย์สภาพคล่อง (เพื่อเป็นเงินสำรองหมุนเวียน)  เช่น  เงินสด  เงินฝากธนาคาร

-สินทรัพย์ส่วนตัว (ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)  เช่น  บ้านที่อยู่อาศัย  รถ เครื่องประดับ

-สินทรัพย์เพื่อการลงทุน (ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้) เช่น ที่ดิน กองทุนรวม  หุ้น ทองคำ

ในส่วนของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ควรมี

หนี้สิน แบ่งเป็น 2  ประเภท

-หนี้สินระยะสั้น ( ไม่เกิน 1 – 3  ปี )  เช่น  หนี้บัตรเครดิต  หนี้ผ่อนสินค้า

-หนี้สินระยะยาว ( มากกว่า 3  ปี )  เช่น  ผ่อนบ้าน  ผ่อนรถ

*ทรัพย์สิน /  หนี้สิน  = ?

ประเมินทรัพย์สิน และ หนี้สิน  อย่าให้มีหนี้สินเกิน 50% ของทรัพย์สินนะคะ

6. สำรวจกรมธรรม์ประกันภัยและประกันชีวิต ที่มีอยู่

สรุปผลประโยชน์แต่ละกรมธรรม์ที่มี สัญญาครบหรือสิ้นสุดเมื่อไหร่ คุ้มครองและครอบคลุมอะไรบ้างในแต่ละกรมธรรม์

ด้านประกันทรัพย์สิน  เช่น  ประกันอัคคีภัยบ้านที่อยู่อาศัย   ประกันภัยรถ

ด้านประกันชีวิต  เช่น วงเงินประกันคุ้มครองมีเท่าไหร่  เงินออม / ทุนประกันที่เตรียมไว้ – ภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว ทุนการศึกษาบุตร เป็นต้น  =  ?

ประกันสุขภาพแผนที่ทำ  กับ ค่ารักษาพยาบาล ณ ปัจจุบัน วงเงินเพียงพอหรือไม่ เพื่อวางแผนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่ครอบคลุม

จากแนวทางปฏิบัติทั้ง  6  ข้อ นี้  คงพอเป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับทุกท่านได้นะคะ  การวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องยาก  แต่การลงมือทำต่างหากที่ยากกว่า  ไม่ว่าสถานะทางการเงินของคุณ ณ ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร  ก็สามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเองและครอบครัวได้  หากตั้งใจที่วางแผน พร้อมลงมือที่จะปฏิบัติ  และหาความรู้ทางด้านการเงินอยู่เสมอ  คุณก็สามารถที่จะมีความมั่นคงทางการเงินได้เช่นกันค่ะ

By Thidarat Keereeta, Finance Coach.
Add Money.

ที่มาบทความ: http://www.add-money.net/th/detail.php?id=190

Financial Life – EP 12 [จบซีซั่นแรก] : เพื่อนคู่คิด เพื่อชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
ติดตาม FINNOMENA PODCAST


ผมเคยเขียนบทความที่กล่าวถึงสัญญาณอันตรายที่เตือนเราว่า สุขภาพทางการเงินของเรา อาจไม่แข็งแรง และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา สุขภาพทางการเงิน ก็เหมือนกับสุขภาพร่างกายของคนเรานะครับ เพราะโรคบางโรคก็ส่งสัญญาณออกมาให้เห็นที่ภายนอกร่างกาย แต่โรคร้ายๆมักกลายเป็นว่าหากันไม่ค่อยเจอ ยกเว้นไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือรู้ตัวอีกทีก็อาการหนักเสียแล้ว

ถ้าร่างกายเรา เรายังต้องการตรวจสุขภาพประจำปี แล้วทำไมเรื่องเงินๆทองๆเราถึงไม่ยอมตรวจตราบ้าง?

จะตรวจสุขภาพทางการเงิน จริงๆแล้วเราสามารถตรวจเองได้ไม่ลำบาก แต่สำหรับคนที่ไม่มีความชำนาญ การพึ่งที่ปรึกษาด้านการเงิน ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

แล้วจะเลือกเพื่อนคู่คิดทางการเงินอย่างไรดี ก็ต้องดูตามนี้ครับ

๑. ต้องได้คุณวุฒินักวางแผนการเงิน

สำหรับคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับในสากล มีชื่อว่า Certified Financial Planner (CFP) ซึ่งปัจจุบัน ผู้ที่มีคุณวุฒินี้ในไทย มีเพียงแค่ 111 คน (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2556) เท่านั้น แล้วพวกเขา ทำอะไรให้คุณได้? ผู้มีคุณวุฒิ CFP สามารถให้บริการวางแผนการเงินซึ่งประกอบด้วย แผนการลงทุน แผนการประกันชีวิต แผนภาษีและมรดก และแผนเพื่อวัยเกษียณแก่ลูกค้า ที่ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษาและจัดทำแผนการเงินในทุกๆด้าน เรียกได้ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องการเงินส่วนบุคคลแบบครบวงจรทีเดียวครับ แต่เนื่องจากผู้ที่ได้รับคุณวุฒินี้ในไทยยังถือว่าน้อยมาก คุณก็อาจเลือกผู้ที่มีคุณวุฒิอีกชื่อ คือ ที่ปรึกษาการเงิน AFPT หรือ Associate Financial Planner Thai แทนก็ได้ครับ

๒. เช็คประวัติย้อนหลังซักหน่อย

การตรวจสอบประวัติย้อนหลัง จะทำให้เราทราบประสบการณ์การทำงานของที่ปรึกษาทางการเงินว่า เขาเก่งในด้านใด เชี่ยวชาญเรื่องไหนเป็นพิเศษ ที่เห็นเยอะเลยก็คือ ที่ปรึกษาหลายคน ใช้ชื่อตำแหน่งว่า เป็นนักวางแผนการเงิน แต่จากประวัติในสายงาน พบว่า เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตมาก่อน แบบนี้ เราก็ต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่า สิ่งที่เขาแนะนำอยู่บนประโยชน์ของเราจริงๆ หรือเพียงแต่อยากได้ค่า Commission จากผลิตภัณฑ์ที่เสนอกับเรานะครับ

๓. สอบถามจากผู้ที่ใช้บริการอยู่ ณ ปัจจุบัน

ทางหนึ่งที่ดีที่สุดในการจะรู้ว่า ที่ปรึกษาการเงินท่านนี้ ไว้ใจได้หรือเปล่า ก็คือ การตรวจสอบการให้คำแนะนำกับลูกค้ารายปัจจุบัน หรือในอดีต ว่ามีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหนต่อบริการที่ได้รับ แต่การตรวจสอบตรงนี้ อาจจะยากซักหน่อย เพราะโดยปกติ เราเองก็คงไม่อยากให้ใครมารู้ว่าเราใช้บริการกับใคร และหน้าที่หนึ่งที่ที่ปรึกษาทางการเงินต้องมี ก็คือ การปกปิดข้อมูลลูกค้า และการเก็บความลับ ดังนั้น โดยปกติ เราจะได้รับข้อมูลจากการบอกต่อเท่านั้นครับ

๔. หลีกเลี่ยงที่ปรึกษาที่โอ้อวดว่า ฉันเหนือกว่าตลาด

สิ่งหนึ่งที่เราต้องการจากที่ปรึกษาด้านการเงินก็คือ อยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ซึ่งเมื่อเราแจ้งกับที่ปรึกษาไปแล้ว เขาจะให้เราทำแบบประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์ระยะเวลาการลงทุน ความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงินของเรา และความคาดหวังต่อผลตอบแทน ซึ่งคำแนะนำควรอยู่บนพื้นฐานของตัวลูกค้า หรือตัวเราเอง แต่ในบางกรณีที่แผนอาจดูลำบาก ก็ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กันไป แต่เป็นเรื่องปกตินะครับ ใครๆก็อยากลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนสูงๆ ยิ่งเราเห็นวอร์เรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เขาทำผลตอบแทนได้สูงมากๆ เราก็คิดว่า คนเก่งๆคงทำให้เราได้ แต่ขอให้รู้ไว้ว่า มันเป็นไปได้ยากมากที่นักลงทุนจะสามารถชนะตลาดในอัตราผลตอบแทนที่สูงแบบยาวนาน เพราะฉะนั้น หากมีใครมาขายฝันคุณแบบนั้น ให้ตั้งธงในใจไว้ก่อนว่า ของเทียม

๕. จริยธรรม และคุณธรรม สำคัญที่สุด

เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดกันมากมายนะครับ ถึงแม้การได้มาซึ่งคุณวุฒิ CFP หรือ AFPT จะไม่ได้บอกว่า ต้องรักษาศีล 5 แต่ว่า จะทำธุรกิจกับใครซักคน ยิ่งเป็นคนที่เราต้องพึ่งเขาไปอาจจะตลอดชีวิต เพื่อให้คำแนะนำที่จริงใจกับเรา เราก็คงสบายใจกับผู้ที่มีศีลมีธรรมในจิตใจมากกว่า ถูกต้องไหมครับ

ว่าแล้ว เราก็ได้วิธีการเลือกเพื่อนคู่คิดด้านการเงินเรียบร้อย หลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวินัย และการจัดระเบียบชีวิตของเราแล้วครับ

สุขภาพร่างกายที่ดี หมอแค่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สุขภาพทางการเงินที่ดี ที่ปรึกษาการเงินมีหน้าที่แค่วางแนวทาง สิ่งที่เราห้ามปล่อยห่าง คือ การออมอย่างมีวินัย และใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้บอกทาง แต่จะเดินสู่ทางสว่าง เราก็ต้องปฏิบัติไปสู่หนทางนิพพานกันเองนะครับ

สวัสดี…ขอบคุณที่ติดตาม FINNOMENA PODCAST : รายการ Financial Life กันมาจนจบซีซั่นแรกครับ

ติดตาม PODCAST รายการอื่นๆ ได้ที่ https://www.finnomena.com/podcast/


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

นโยบายการเงิน การค้าโลก มีท่าทีผ่อนคลาย

ตลาดการเงินทั่วโลกคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะออกมาส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Dovish) โดยคาดกันว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ และมีโอกาสถึง 97% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมนี้ ประกอบกับท่าทีของนายเจอโรม พาเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีท่าทีพร้อมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากมีความจำเป็นนอกจากนี้ นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB พร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และใช้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรอีกครั้ง

สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งตึงเครียดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม กลับมีทิศทางที่ดีขึ้น หนุนตลาดการเงินทั่วโลกให้ผ่อนคลาย หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พร้อมยืนยันการพบปะหารือระหว่างทั้งสองจะเกิดขึ้นในการประชุม G-20 ในปลายเดือนนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น


ปัจจัยบวกดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่าน Fear&Greed Index ของ CNN Money ที่ปรับตัวขึ้นมาตลอดสัปดาห์ หลังปรับตัวลงไปแตะระดับต่ำ (Fear) สะท้อนมุมมองของตลาดที่ดีขึ้น

การเพิ่มสัดส่วนใน MSCI และการเมืองที่ชัดเจน หนุน Fund Flow ต่างชาติ

ด้านตลาดหุ้นไทย หลังมีการเพิ่มสัดส่วนการคำนวณในดัชนี MSCI Emerging Market ประกอบกับความชัดเจนทางการเมืองที่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พร้อมมีรายชื่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ส่งผลให้มี Fund Flow จากต่างชาติไหลเข้าลงทุน โดยในเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิ 20,931 ล้านบาท มากที่สุดนับตั้งแต่เข้าปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิประมาณ 3,377 และ 3,671 ล้านบาท ตามลำดับ หลังจากเป็นผู้ขายสุทธิในช่วงไตรมาสแรกของปี ด้วยยอดขายสุทธิ 13,086 ล้านบาทนอกจากนี้แล้วเศรษฐกิจไทยยังพร้อมได้รับปัจจัยหนุนจากการย้ายฐานการผลิตในประเด็นการค้า ซึ่งสะท้อนผ่านการทยอยปรับตัวขึ้นของราคากลุ่มหุ้นนิคมอุตสาหกรรมเช่นกัน

ด้านเทคนิคอล ดัชนีหุ้นไทยยืนเหนือแนวขาลงได้แล้วอย่างแข็งแกร่ง

ในสัญญาทางเทคนิค ดัชนี SET Index ทะลุกรอบขาลง หรือ Down Trend Channel ขึ้นมาได้เมื่อวานนี้ (แนวต้านอยู่ที่ 1,680 จุด) ซึ่งหากย้อนไปดูในอดีต ดัชนีอยู่ในกรอบขาลงนี้มาตั้งแต่เดือนก.พ. ปีที่แล้ว จึงถือเป็นกรอบขาลงใหญ่ ที่รทะลุแนวต้านและหลุดออกจากกรอบ น่าจะทำให้เกิด Upside ที่เพียงพอในการเข้าทำกำไรในระยะสั้น 1-6 เดือนข้างหน้า โดย FINNOMENA IC คาดการณ์ว่า Target Price หลังการทะลุรอบนี้ ระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 1,740 จุด ในขณะที่เป้าหมายทางเทคนิค โดยใช้ Fibonacci Retracement 161.80% อยู่ที่ 1,820 จุด หรือคิดเป็น Upside Potential จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ +7% โดยมีจุดตัดขาดทุน หรือ Cut Loss กรณีที่เป็น False Beak จะอยู่ที่ 1,665 จุด

FINNOMENA IC Recommendation

แม้จะมีการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 106.2 บาทต่อหุ้น และระดับ Valuation ยังอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี เพียงเล็กน้อยด้วยค่า P/E ที่ 18.2 เท่า (ค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 17.13 เท่า)

แต่ด้วยปัจจัยหนุนจากภาพรวมการเงินทั่วโลก และปัจจัยบวกจากภายใน FINNOMENA IC จึงมองว่าตลาดการเงินจะกลับมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นอีกครั้ง หรือ “Risk On Mode” ดังนั้นเราจึงแนะนำ

Global Absolute Return (GAR)

ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนประเภท Absolute Return ลง 20% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย Big Cap 10% และตราสารหนี้ระยะกลาง 10%

TOP5

ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนประเภท Absolute Return ลง 20% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย Big Cap 20%

สำหรับลูกค้าที่มีพอร์ตการลงทุนอื่น เช่น DIY หรือ BIC ทาง FINNOMENA IC ยังคงแนะนำลงทุนหรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุน (BUY) ในกองทุนหุ้นไทยเช่นเดียวกัน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @finnomenaport

ถ้าหากดูจากเหตุการณ์ที่รอเราอยู่ในเดือนมิ.ย. นี้ จะพบว่า มีอยู่ 2 เหตุการณ์ที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

เพราะเชื่อว่าน่าจะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ด้านการลงทุนทั่วโลกไม่มากก็น้อย นั่นก็คือ การประชุม FOMC วันที่ 18-19 มิ.ย. สัปดาห์นี้ และ การประชุม G20 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 28-29 มิ.ย.

ขอพูดถึงประเด็นหลังก่อนนะครับ การประชุมครั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า มีความสำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนค่อนข้างมาก สาเหตุเพราะ จะเป็นเวทีที่ปธน.โดนัล ทรัมป์ จะได้พบกับ ปธน. สี จิ้นผิง ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งข้อตกลงบางอย่างที่ทำให้อุณหภูมิการเจรจาสงครามการค้าเย็นลงก็เป็นไปได้

ผลจะออกมาอย่างไร ยังถือว่า ประเมินได้ยาก จากบุคคลิกที่ไม่เหมือนผู้นำในอดีตอย่างปธน.ทรัมป์ และ การเติบโตทั้งในแง่เศรษฐกิจและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ทำให้จีนน่าจะไม่ยอมอ่อนข้ออย่างเช่นประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา แต่ส่วนตัว ผมมองว่า เกมส์การท้าชิงครั้งนี้ คือ เกมส์ยาว ที่จะทำให้คนดูต้องส่งแรงเชียร์ให้กับฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน และคงเป็นที่กล่าวขวัญกันอีกอย่างน้อยๆ ก็ครึ่งทศวรรษหลังจากนี้ คล้ายๆ กับการถามหานักฟุตบอลว่าใครเก่งกว่ากันระหว่าง คริสเตียนโน โรนัลโด้ กับ ลีโอเนล เมสซี่ หรือในโลกของเทนนิสยุคของ ราฟาเอล นาดาล กับ โรเจอร์ เฟดเดอร์เรอ อีกทั้ง ตัวสงครามการค้าหรือ Trade Wars ก็ลุกลามกลายเป็นสงครามเทคโนโลยี (Tech Wars) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะจบลงด้วยการพูดคุยเพียงครั้งเดียว น่าจะเป็นไปได้ยาก เราไม่ควรคาดหวังมากกว่านั้น

กลับมาที่การประชุมเฟด หรือ FOMC ซึ่งอาจจะน่าสนใจกว่า ในมุมที่ว่า เรารู้ว่ามีผลต่อต้นทุนการเงินของโลก และบ่งชี้มุมมองเศรษฐกิจในอนาคตได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ หากมองผ่าน Fed Fund Futures ที่ตลาด CME ก็ต้องบอกว่า โอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ มีเพียง 20% เท่านั้น แต่โอกาสกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% เมื่อไปดูโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ก.ค. คำถามคือ ทำไมตลาดถึงเชื่อว่า เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยแล้ว ทั้งๆ ที่ปัจจุบันระดับ Fed Fund Rate อยู่ที่ 2.25-2.50% เพียงเท่านั้น?

เพราะหากดูจาก Dotplot ก็จะพบว่า คณะกรรมการ FOMC มองว่า ปีนี้จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย (และไม่ได้จะลดดอกเบี้ย) แถมในเดือนมี.ค. ปีหน้า อาจจะมีการเพิ่มดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งด้วย แต่กลายเป็นว่า นักลงทุนในตลาดมองต่างจากเฟดไปแล้ว สาเหตุหนึ่งก็คือ Dotplot เพิ่งเริ่มมีการนำมาใช้สื่อสารกับตลาดในปี 2011 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ของดอกเบี้ยขาขึ้นจนถึงวันนี้ นั่นก็หมายความว่า Dotplot ยังไม่เคยถูกใช้ในช่วงดอกเบี้ยขาลง นักลงทุนจึงอาจมองว่า สิ่งนี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

ความเห็นของประธานเฟดสาขาย่อย อย่างกรณีเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนหลุยส์ ที่มองว่า การลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงกรณีเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง และช่วยหยุดการที่ Inflation Expectation ชะลอลงได้ ความเห็นเช่นนี้ ถือว่ามีน้ำหนักในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามการค้ากับประเทศต่างๆ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากมาตรการการคลังก็เป็นไปได้

ที่เราต้องคิดต่อก็คือ Fed Fund Rate ระดับนี้ ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนจะเกิดวิกฤต Dotcom ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6.50% และก่อนวิกฤต Subprime ซึ่งในตอนนั้นอยู่ที่ 5.25% คำถามที่เป็นข้อถกเถียงอย่างมากในตอนนี้ก็คือ หากสหรัฐฯ สิ้นสุดภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น และกำลังเข้าขาลงของดอกเบี้ยแล้วจริงๆ ด้วยกระสุนที่มีอยู่ในมือตอนนี้ เปรียบเทียบกับปี 2000 และปี 2007 ถือว่ามีเครื่องมือในมือน้อยเกินไปหรือเปล่า จะมีแรงต้านทานกับภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบหน้าที่อาจจะมาถึงได้หรือไม่

กลับกันนะครับ มีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ ตัวเลขนี้ก็คือ Equity Put/Call Ratio หรือ อัตราการการทำ Put กับ Call Option ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ที่ฝั่งโน้นเขาเก็บตัวเลขมาตั้งแต่ปี 2000 พบว่า ในช่วง 3 วันทำการ หากอัตราส่วน Put/Call Ratio พุ่งขึ้นมากกว่า 20% (แปลว่า มีนักลงทุนต้องการเปิด Put Option มากขึ้น) ซึ่งในอดีตเกิดขึ้นมาแล้วทั้งหมด 16 ครั้ง พบว่า 3 เดือนหลังจากนั้น มีโอกาสถึง 81% ที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2.24% และอีก 12 เดือนหลังจากนั้นมีโอกาสสูงถึง 94% หรือ 15 ครั้งจากทั้งหมด 16 ครั้ง ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยบวกได้เฉลี่ย 5.47% ทีเดียว ซึ่งล่าสุด ครั้งที่ 17 เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง

คุณจะอ่านข่าว วิเคราะห์ดู และเอาความกังวลมาใส่รวมกันจนเกิดเป็นพอร์ตแบบเสี่ยงต่ำ ถือแต่เงินสด ก็อาจทำได้ หรือจะเดินหน้า เน้นทำ Asset Allocation หวังผลตอบแทนในระยะยาวๆ ข้ามทุกความผันผวนไป ลองพิจารณากันดูครับ

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647511

ประธานาธิบดี Trump เปิดเผยว่าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี Xi Jinping พร้อมยืนยันการพบปะหารือในการประชุม G-20 สัปดาห์หน้า ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

  • ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Trump ระบุว่าทีมงานของทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการหารือร่วมกันเบื้องต้นก่อนหน้าการประชุมที่จะมีขึ้นอีกด้วย
  • ขณะเดียวกัน สำนักข่าว CCTV ของจีน รายงานยืนยันการสนทนาของผู้นำทั้งสอง และกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบากซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของทั้งสองฝ่าย โดยหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะปฏิบัติต่อบริษัทของจีนอย่างยุติธรรม
  • ข่าวนี้ส่งผลให้ Dow Jones เพิ่มขึ้น 353.01 จุด (+1.35%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,953.88 จุด เพิ่มขึ้น 108.86 จุด (+1.39%) และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,917.75 จุด เพิ่มขึ้น 28.08 จุด (+0.97%)
  • ล่าสุด ตลาดหุ้นไทย ได้อานิสงส์ตามไปด้วย SET Index ทะลุแนวต้าน Down Trend ที่ 1,680 จุด ขึ้นไปได้

ที่มา : https://www.facebook.com/MrMessengerDiary/photos/a.192953590925/10157096142190926/

หน่วยงานรัฐในหลายประเทศก็แสดงท่าทีกังวลต่อการที่ Facebook เปิดตัวโครงการเงินคริปโตสกุล Libra ออกมา ซึ่งประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบและควบคุมนั่นเอง

  • โดยตัวแทนคณะกรรมการเงินของสภาผู้แทนฯ สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเรียกร้องให้ Facebook ระงับโครงการนี้ไปก่อน จนกว่าผู้บริหารจะเข้าชี้แจงกับสภาฯ โดยเฉพาะความปลอดภัยในการใช้งานและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล จากฐานผู้ใช้งานระดับพันล้านคนของ Facebook
  • ด้านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส Bruno Le Maire ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน โดยมองว่า Libra สามารถเก็บข้อมูลการใช้จ่ายเงินของผู้ใช้ Facebook ได้มหาศาล และอาจเติบโตจนเป็นสกุลเงินหลัก จึงควรมีการตรวจสอบจากภาครัฐก่อน ขณะที่สมาชิกสภาฯ เยอรมนี ก็เรียกร้องให้มีการตรวจสอบโครงการ Libra อย่างเร่งด่วนที่สุด
  • อย่างไรก็ตาม Mark Carney ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งอังกฤษให้ความเห็นว่าเขาเปิดรับ Libra แต่ก็เตือนว่า Facebook น่าจะต้องเผชิญการตรวจสอบที่เข้มข้นมากจากหน่วยงานรัฐ

ที่มา : https://www.reuters.com/article/us-facebook-crypto-congress/u-s-lawmakers-joins-global-chorus-of-concern-over-facebooks-cryptocurrency-idUSKCN1TJ2SJ

 

“ทำเล” ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดสินทรัพย์ในการลงทุนมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะถ้ามีร้านอาหารหรือร้านค้าตั้งอยู่ทำเลดีแล้วนับว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ปัญหาในยุคปัจจุบันคือการจะหาทำเลที่ดีจริงๆ นั้นยากเหลือเกิน ของดีมักจะอยู่ในมือของนักลงทุนรายใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นเสี่ยเจริญหรือเสี่ยธนินท์ คนธรรมดาหรือนักลงทุนรายย่อยแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงที่ดินหรือทำเลดีๆ เหล่านั้นได้เลย การจะทำการค้าหรือเปิดธุรกิจใหม่เรียกได้ว่าเสียเปรียบไปแล้วตั้งแต่ต้น

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG

อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วทางออกย่อมไม่ได้มีทางเดียว หนทางที่นักลงทุนธรรมดาสามารถทำกำไรจากอสังหาริมทรัพย์ทำเลดีๆ ได้นั้นมีอยู่จริง การลงทุนในกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะการลงทุนคล้ายๆ กองทุนรวมถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ใครๆ ก็ทำกำไรจากอสังหาฯ สุดยอดทำเลได้ AIMCG ก็เป็นหนึ่งในกองทรัสต์ที่ว่าครับ

กองทรัสต์ AIMCG มีจุดเด่นตรงไหน

  • เงินปันผลคาดหวังประมาณ 8% ตลอดอายุกองทรัสต์
  • จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิ จ่ายปีละ 4 ครั้ง
  • ลงทุนในไลฟ์สไตล์มอลล์ชั้นนำในทำเลที่มีศักยภาพสูง
  • อยู่ในพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงและมีเอกลักษณ์

กองทรัสต์ AIMCG น่าซื้อไหม? อะไรคือปัจจัยที่ต้องมองให้ขาด มาวิเคราะห์​ไปพร้อมๆ กันครับ

กองทรัสต์ AIMCG ผลตอบแทนดีไหม?

8% คือข้อมูลผลตอบแทนคาดหวังที่ผมได้รับจากเอกสารของกองฯ ซึ่งถ้าเทียบกับผลตอบแทนของกองอื่นๆ อย่าง

  • CPNREIT ที่ให้อัตราผลตอบแทนปีที่ผ่านมาที่ 5.99%
  • LHSC ให้ผลตอบแทน 62%
  • FUTUREPF ที่ให้ผลตอบแทน 6.07%

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG ข้อมูลกองทรัสต์ IPO ดีๆ เพื่อลูกค้า FINNOMENA

รูปที่ 1: ตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทรัสต์ AIMCG และกองทรัสต์อื่นๆ (ที่มา: AIMC Roadshow Presentation 7 มิ.ย. 62)
ผลตอบแทน 8% เป็นประมาณการผลตอบแทนปีแรกของกองทรัสต์ AIMCG

นับว่า AIMCG ให้ผลตอบแทนที่น่าจูงใจเพราะสูงกว่าพอสมควร มาถึงตรงนี้หลายๆ คนแทบจะยกหูโทรศัพท์โทรสั่งซื้อเดี๋ยวนี้ แต่เดี๋ยวก่อน !การเป็นนักลงทุนที่ดีต้องเข้าใจที่มาที่ไปของผลตอบแทนที่เราจะได้รับ และความเสี่ยงที่มาพร้อมกันด้วยให้ดี ดังนั้นเรามาวิเคราะห์เพิ่มกันอีกนิด

สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่านั้นคือ “ที่มาของผลตอบแทน” นั้นซึ่งก็คือสินทรัพย์ที่กองทรัสต์ลงทุนมากกว่า เพราะสินทรัพย์ที่กองทรัสต์ลงทุนมีคุณภาพ ผลตอบแทนของกองก็จะมีคุณภาพตามจริงไหม? มาดูกันว่าผลตอบแทนคาดหวัง 8% ของAIMCG มาจากอะไรบ้าง?

กองทรัสต์ AIMCG ลงทุนในสินทรัพย์อสังหาฯ ทำเลดีเยี่ยม 3 ที่ด้วยกัน

1. 72 คอร์ทยาร์ด (72 Courtyard)

แหล่งรวมร้านนั่งชิวและไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน ใจกลางทองหล่อของนักธุรกิจใหญ่ที่เรารู้จักกันดีคือเฮียฮ้อ แห่งRS นั่นเอง จุดเด่นของ 72 คอร์ทยาร์ดคือ อัตราการเช่า 100%

พื้นที่ทองหล่อถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ที่ดิน 1 ไร่สามารถมีราคาสูงได้ถึงไร่ละ 600 ล้านบาท ด้วยความที่ศักยภาพในการใช้จ่ายของชาวไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นในทองหล่อสูงมาก จึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารและบันเทิงในพื้นที่ประสบความสำเร็จมากมาย อัตราการเช่าของพื้นที่ให้เช่าเฉลี่ยสูงถึง 90% พูดภาษาชาวบ้านคือหัวบันไดไม่แห้ง มีคนมาเช่าตลอดธุรกิจดีไม่ดีอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ทำเลที่ดียากมากที่จะเปลี่ยนแปลง นี่คืออีกจุดที่โดดเด่นของการเล่น “อสังหาฯ”

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG

ข้อมูลเชิงตัวเลข

พื้นที่: 5,019 ตรม.
อัตราการเช่า: 100%
จำนวนร้านค้า: 8 ร้าน
สิทธิการเช่า: 13 ปี
จำนวนผู้ใช้บริการ: 300-1,500 คน/วัน

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG ข้อมูลกองทรัสต์ IPO ดีๆ เพื่อลูกค้า FINNOMENA

รูปที่ 2: ภาพด้านในโครงการ 72 คอร์ทยาร์ด

เงินที่เฮียฮ้อเจ้าของ 72 คอร์ทยาร์ดและค่ายเพลงRS ได้จากการขายสิทธิการเช่าของ 72 คอร์ทยาร์ดจะถูกนำไปสร้างโครงการอาคารสำนักงานย่านเกษตร-นวมินทร์เป็นตึก 2 ตึกบนที่ดิน 16 ไร่ในอนาคต ดังนั้นเมื่อมีผู้เช่าเต็มถึงเกณท์ที่กำหนดจะมีโอกาสในการขายเข้ากองทรัสต์เพิ่มเติมได้

2. ยูดี ทาวน์ (UD Town)

สุดยอดคอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของคนไทยตะวันออกเฉียงเหนือ ทำเลใจกลางอุดรฯ ใกล้เซ็นทรัลอุดรฯ ยูดี ทาวน์ก็มีอัตราการเช่าเฉลี่ย 98.80% ยูดี ทาวน์เปรียบเสมือนสยามที่เป็นศูนย์กลางรวมไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นกรุงเทพฯ

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG

ข้อมูลเชิงตัวเลข

พื้นที่: 45,219ตรม.
อัตราการเช่า: 97%
จำนวนร้านค้า: 300 ร้าน
สิทธิการเช่า: 21 ปี
จำนวนผู้ใช้บริการ: 20,000-50,000 คน/วัน

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG ข้อมูลกองทรัสต์ IPO ดีๆ เพื่อลูกค้า FINNOMENA

รูปที่ 3: แผนผังผู้เช่าในโครงการยูดี ทาวน์

ยูดี ทาวน์มีร้านค้าที่ได้รับความนิยมหลายราย เช่น โออิชิ บุฟเฟท์ ชาบูชิ The Pizza Company มีซูเปอร์มาร์เก็ต 2 แห่งให้บริการ คือ VillaMarket และเทสโก้ โลตัสมีธนาคารให้บริการหลายราย เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยพาณิชย์ในอนาคตเจ้าของโครงการยูดี ทาวน์ยังมีโครงการในการสร้างศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามยูดี ทาวน์อีกด้วย จึงมีโอกาสทำให้จำนวนคนในศูนย์เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ ตัวศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่นั้นเองก็มีโอกาสเอามาขายเข้ากองทรัสต์ AIMCG เพิ่มเติมได้ด้วย

การมาของแบรนด์ชั้นนำและการเติบโตที่ต่อเนื่องเหล่านี้คือการการันตีคุณภาพของทำเลว่าทำเลนี้สี “ทอง” ชัวร์ๆ

3. พอร์โต้ ชิโน่ (Porto Chino)

ไลฟ์สไตล์มอลล์ที่รวมหลากหลายแบรนด์และร้านอาหารซีฟู้ดชั้นนำไว้มากมายพอร์โต้ ชิโน่คือประตูสู่ชายฝั่งทะเล และที่พักตากอากาศสุดหรูทางตอนใต้ของไทย ทะเลคือที่เที่ยวยอดฮิตของคนไทยไม่ว่าจะฤดูอะไร ซึ่งการจะลงใต้ได้นั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะผ่านลงไปทางถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของพอร์โต้ ชิโน่

รู้หรือไม่ว่าร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคสาขาที่ พอร์โต้ ชิโน่คือสาขาที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย! ด้วยจำนวนคนใช้ถนนที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายได้ของคนสมุทรสาครหรือตัวเลขผลิตภัณท์มวลรวมจังหวัดอยู่ที่ 411,326 ล้านบาทในปี 2560 ถือเป็นอันดับ 7 ของประเทศไทย สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่ากำลังซื้อของคนในพื้นที่ของพอร์โต้ ชิโน่ไม่ธรรมดาเพราะได้ทั้งกำลังซื้อภายในจังหวัดและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG

ข้อมูลเชิงตัวเลข

พื้นที่: 33,694ตรม.
อัตราการเช่า: 84%
จำนวนร้านค้า: 70 ร้าน
สิทธิการเช่า: 30 ปี
จำนวนผู้ใช้บริการ: 4,000-10,000 คน/วัน

พอร์โต้ ชิโน่ยังมีจุดสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่คนที่ซื้อ AIMCG ควรรู้ นั่นก็คือปีที่ผ่านมา พอร์โต้ ชิโน่ได้มีการปรับปรุง Food Court ดังนั้นปัจจุบันอัตราการเช่าน่าจะสูงกว่า 84% แล้ว ซึ่งจะส่งผลถึงรายได้ที่จะเข้ากองทรัสต์มากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG ข้อมูลกองทรัสต์ IPO ดีๆ เพื่อลูกค้า FINNOMENA

รูปที่ 4: ภาพด้านหน้าโครงการพอร์โต้ ชิโน่

จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่กองทรัสต์ AIMCG ไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในทำเลที่ดีและมีศักยภาพสูง การปล่อยเช่าสินทรัพย์อสังหาฯ แบบนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการขึ้นค่าเช่าประมาณปีละ 3% เป็นอัตราตลาด ดังนั้นนักลงทุนที่ลงทุนในกองทรัสต์ AIMCG จะมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ตรงส่วนนี้ตามไปด้วย ในภาพรวมเราพอจะบอกได้แล้วว่ากองทรัสต์ AIMCG มีศักยภาพพอสมควร ทำเลดีน่าจะขึ้นค่าเช่นได้ต่อเนื่อง อัตราการเช่าก็น่าจะทำได้สูงต่อเนื่อง คำถามที่ต้องถามต่อมาคือขายราคาเท่าไหร่? ราคาขายสมเหตุสมผลหรือไม่?

ราคาขายสมเหตุสมผลหรือไม่?

ผู้ประเมินอิสระให้มูลค่ากองทรัสต์ AIMCG ที่เฉลี่ย 2,788 ลบ. โดยมีสมมุติฐานดังต่อไปนี้

– สัดส่วนโดยประมาณเป็นของยูดีทาวน์ 52%, 72 คอร์ทยาร์ด 16% และพอร์โต ชิโน่ 32%

– กองทรัสต์เพิ่มอัตราผลตอบแทนในปีแรกให้สูงขึ้นจาก 7.95% เป็น 8.08%ด้วยการกู้ยืมเงินไม่เกิน 500 ลบ. เมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ 2,788 ลบ. ถือว่าเป็นอัตราการกู้ที่ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ได้กู้มาก และช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้

– อัตราผลตอบแทนปีแรก 8.08% เป็นส่วนผสมของการทยอยคืนเงินต้น 3.67% และอัตราเงินที่จ่ายให้ผู้ถือหน่วย 4.71%

– ใช้อัตราคิดลด 10-10.5% ซึ่งถือค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อคำนึงถึงสภาวะเศรษฐกิจในระยะยาว

– กองทรัสต์มีพื้นที่เช่าที่กลับโดยเจ้าของทรัพย์สินเดิม ทำให้ลดความเสี่ยงและความผันผวนของอัตราการเช่าและค่าเช่าของโครงการโดยรวม

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการลงทุนจะยังมีอยู่บ้างดังเช่นการลงทุนทั่วๆ ไป เช่น การปล่อยเช่าอาจไม่เป็นไปตามที่คาด ผู้เช่าน้อยลง หรือเกิดอุบัติเหตุเช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม เป็นต้น ในกรณีที่เกิดเหตุร้ายแรงดังกล่าวผู้บริหารกองทรัสต์ได้ทำประกันไว้แล้วเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะป้องกันความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่เข้าลงทุนไว้ ดังนั้นประเด็นความเสี่ยงหลายๆ ประเด็นจึงได้รับการบริหารจัดการหาทางป้องกันไว้แล้ว

ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลงทุนในสุดยอดไลฟ์สไตล์มอลล์กับ AIMCG

สถานการณ์ ณ ตอนนี้เหมาะสมในการซื้อลงทุนหรือไม่?

– กองอสังหาฯ มักจะทำผลตอบแทนได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และดอกเบี้ยขาลง การลดลงของดอกเบี้ยจะทำให้ผลตอบแทนของกองอสังหาฯ น่าจูงใจขึ้น ซึ่งมีโอกาสเป็นผลดีกับกองทรัสต์ AIMCG

– ค่าเช่าและราคาที่ดินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยยังถือว่าเป็นประเทศกำลังเติบโต ดังนั้นถ้าที่ราคาที่ดินจะสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ค่าเช่าที่สูงขึ้น และมีโอกาสทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสูงขึ้นตาม

– การเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์และการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของโลกออนไลน์ในชีวิตประจำวัน ทำให้คนในยุคปัจจุบันมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นจากการเห็นการรีวิวและเสพสื่อโฆษณาผ่านทางโลกออนไลน์

– ด้วยอัตราการเช่าที่สูงกว่า 90% ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของการเช่า จึงส่งผลให้โอกาสที่กำลังซื้อยังเติบโต และโอกาสขึ้นค่าเช่าได้อย่างต่อเนื่องยังคงอยู่ในอัตราสูง

– เจ้าของสินทรัพย์เดิมที่ขายสิทธิการเช่าให้กับกองทรัสต์ AIMCG ยังมีสินทรัพย์เพิ่มเติมที่มีโอกาสขายเข้ากองทรัสต์ได้ ดังนั้นในอนาคตกองทรัสต์จึงมีโอกาสในการเติบโตแบบ Inorganic ด้วยการซื้อโครงการเหล่านั้นเข้ามาเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับผู้ถือกองทรัสต์ได้ด้วย

กองทรัสต์ AIMCG เป็นกอง IPO จะหาซื้อได้อย่างไร?

เป็นที่รู้กันดีว่าสำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป โอกาสในการจองซื้อกอง IPO นั้นมีไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่โควต้าจะถูกจัดสรรให้กับกองทุนและนักลงทุนสถาบัน กองทรัสต์ AIMCG กองนี้มีผู้ทำหน้าที่เป็น Financial Advisory และ Underwrite คือธนาคารกรุงศรี และขายผ่านบริษัทในเครือกรุงศรีเท่านั้น

ถ้าลูกค้าสนใจทาง FINNOMENA สามารถเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจองซื้อ โดยติดต่อผ่านเจ้าหน้าที่ดูแลของท่าน หรือ กรอกรายละเอียดเพื่อรับสิทธิ์ได้ที่ลิ้งก์นี้เลย https://www.finnomena.com/ipo-aimcg/ ขออภัยขณะนี้สิทธิ์การจองซื้อกอง IPO กองทรัสต์ AIMCG จากทาง FINNOMENA เต็มแล้วนะครับ

หมายเหตุ : ลูกค้าที่ลงชื่ออาจจะไม่ได้รีบการจัดสรรทุกรายเนื่องจากจำนวนโควต้ามีจำกัด ให้รอยืนยันรับสิทธิ์หลังเปิดบัญชีกับบล.กรุงศรีแล้วเสร็จ

อสังหาริมทรัพย์คือการลงทุนที่เปลี่ยนชีวิตของเจ้าสัวมากมายในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่อให้เทคโนโลยีพัฒนาไปมากแค่ไหนคนก็ยังต้องมีที่อยู่อาศัย การลงทุนในกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์อย่าง AIMCG จึงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและรับปันผลสำหรับนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ครับ


คำเตือน

นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขได้จากสื่อต่างๆ ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในร่างหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน
ประมาณการอัตราเงินจ่าย อาจจะไม่เป็นไปตามประมาณการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทรัสต์ที่เกิดขึ้นจริง

สหราชอาณาจักรและจีนร่วมกันเปิดตัว “London-Shanghai stock connect” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือและเตรียมการกันมานานกว่า 4 ปี

  • โดยความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดจีนผ่านการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์จีนแผ่นดินใหญ่ ด้มากขึ้น
  • การเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่งเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้มสามารถระดมเงินทุนก้อนใหม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอนได้อีกทางหนึ่ง
  • โดยคาดว่าบริษัทจำนวนกว่า 260 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้จะมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำหรับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ขณะที่บริษัทสหราชอาณาจักรอาจสามารถระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของจีนได้อย่างจำกัด เนื่องจากได้รับอนุญาตให้สามารถขายได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีอยู่เดิมเท่านั้น
  • ทั้งนี้ สำหรับ “London-Shanghai stock connect” นักลงทุนต่างชาติจะต้องซื้อและถือหลักทรัพย์ทางอ้อมผ่าน depository receipts (DRs) ซึ่งต่างจากกรณี “Hong Kong-Shanghai stock connect” ที่มีอยู่ก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้โดยตรงทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้

ที่มา : https://www.ft.com/content/d8db0830-9024-11e9-aea1-2b1d33ac3271