แจ้งเตือน

เปิดปีมาไม่นานเท่าไหร่ นักลงทุนหลายคนก็ต้องรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน ซึ่งไม่แน่ใจว่าความรู้สึกเช่นนี้ เกิดจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือไวรัสที่กำลังระบาด หรือตลาดการเงินที่ผันผวนกันแน่

แต่ผมมั่นใจว่าผู้ฝากเงินหรือผู้ที่ลงทุนเฉพาะในพันธบัตรระยะสั้น กำลังจะเป็นกลุ่มที่จะต้องเจอกับสภาวะที่ไม่สบายตัวมากที่สุด เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาสู่ระดับที่ต่ำสุดในประวัติกาลที่ 1.00% ซึ่งก็หมายความว่า นักลงทุนเหล่านี้จะต้องเจอกับความเสี่ยงที่ผลตอบแทนไม่เพียงพอต่อการรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ได้ในระยะยาว แต่จะให้รับความเสี่ยงมากขึ้นทันที คงไม่ต่างจากปลาน็อคน้ำ

จนหลายคนเกิดคำถามว่า “ถ้ารู้ตัว และอยากปรับ แต่ก็ยังไม่กล้ารับความเสี่ยงสูง ควรขยับตัวอย่างไรในภาวะเช่นนี้”

ที่จริงแล้วคำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละสินทรัพย์ก็มีรูปแบบความเสี่ยงที่ต่างกัน ขณะเดียวกันเป้าหมายของนักลงทุนหรือความเสี่ยงที่รับได้ ก็มักแตกต่างกันด้วย

ทางที่ดีที่สุด ควรถือจังหวะนี้เป็นโอกาสกลับมาทบทวนว่าทางเลือกการลงทุนที่เน้นไปทางผลตอบแทน (Income) มีอะไรบ้าง แต่ละอย่างให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ และมีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มด้วยแบบง่ายที่สุด ผลตอบแทนสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการย้ายมาถือพันธบัตรระยะยาว ซึ่งความเสี่ยงที่ต้องรับเพิ่มเติมคือการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในตลาดจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่าเพิ่มดูเรชั่น ยีลด์ที่เราได้จะสูงขึ้น (spread) ประมาณ 0.25% สำหรับ 10ปีและ 1.0% สำหรับ 30ปี แลกมาด้วย ความผันผวนที่จะขึ้นมาอยู่ในช่วง 3-4% (สำหรับช่วงอายุ 5-10ปี) และความเสี่ยงหลักคือการที่ ธปท.อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นกลับ และเราก็จะเสียโอกาสในการลงทุนส่วนนั้นไป

ง่ายๆ คือคิดว่าในอนาคตอีก 10 ปี ธปท. จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% หรือไม่ ถ้าคิดว่าไม่ ก็ควรลงทุนตอนนี้เลย เป็นต้น

ต่อมาถ้ายีลด์ยังไม่น่าสนใจพอ หรืออยากได้ผลตอบแทนที่คุ้มความเสี่ยง หุ้นกู้ของภาคเอกชนไทยก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะตอบโจทย์นี้

เพราะ spread ที่เราจะได้รับเพิ่มจากการรับความเสี่ยงด้านเครดิตในตอนนี้มีถึง 3% (สำหรับหุ้นกู้ rating BBB อายุ 5-10ปี) ส่วนเพิ่มนี้สูงเมื่อเทียบกับอดีต และถือว่าค่อนข้างคุ้มกับความผันผวน 4-5% ของตราสารหนี้

แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงหลักที่จะต้องรับเพิ่มเติมนอกจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบายก็คือการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดได้บ่อยขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แข็งแกร่ง

ดังนั้นจะเลือกลงทุนในหุ้นกู้หรือไม่ ก็ไม่ต่างกับคำถามว่าในช่วงอายุของตราสารนั้น เศรษฐกิจจะชะลอตัวจนบริษัทขาดทุนจนต้องเบี้ยวหนี้หรือเปล่า

ส่วนนักลงทุนที่ไม่มั่นใจในเศรษฐกิจไทยหรือเงินบาท ปัจจุบันก็สามารถเลือกลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศได้

โดยตราสารเหล่านี้มีสามเรื่องหลักที่ต้องคำนึงถึง อย่างแรกคือความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน อย่างที่สองคือเราจะรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยไหม และท้ายที่สุดต้องถามว่าเรารับความเสี่ยงของภาคเอกชนในประเทศนั้นด้วยหรือเปล่า

ถ้ามองจากเฉพาะผลตอบแทน แน่นอนว่าดีที่สุดคือรับความเสี่ยงหมดทั้งสามอย่าง ซึ่งก็หมายความว่านักลงทุนต้องทนกับการเมืองของประเทศอย่างบราซิล ตุรกี รัสเซีย และความผันผวนระดับ 6-7% ให้ได้

ข้อดีคือถ้าอ้างอิงจาก Bloomberg Barclays Emerging Markets High Yield จะมี spread จากตราสารหนี้โลกอ้างอิง (Global Aggragate) ถึง 6% ซึ่งถือว่าสูงระดับ 20% บน (percentile ที่ 80) เมื่อเทียบกับ spread ในอดีต

แต่ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้ขนาดนั้น ก็สามารถถอยมาที่หุ้นกู้บริษัทในฝั่งสหรัฐ ที่วัดด้วย Bloomberg Barclays Corporate High Yield ในปัจจุบัน มีความผันผวนอยู่ในช่วง 4-5% และ spread อยู่ในระดับ 4% ซึ่งก็ไม่ได้เลวร้ายถ้าคิดว่ามีนโยบายการเงินสหรัฐพร้อมที่จะช่วยพยุงตลาดอยู่ แต่ข้อเสียก็คือที่ราคานี้ถือว่าเป็นของแพง เพราะ spread ในปัจจุบันถือว่าต่ำมาก (percentile ที่ 20) เมื่อเทียบกับอดีต

หมายความว่าการไปลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มตัวเลือกให้อีกสองช้อย คือความเสี่ยงสูงแต่ถูก และความเสี่ยงปานกลางแต่แพง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน

ท้ายที่สุด นอกจากผลตอบแทนและความเสี่ยงแล้ว นักลงทุนยังสามารถ ใช้แนวโน้มของเศรษฐกิจมาเป็นมุมมองเสริมในการเลือกลงทุนได้

โดยวิธีการคิดคือ มองวัฏจักรธุรกิจ และแบ่งการลงทุนเป็นพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign) และภาคเอกชน (Credit) ที่ไหนที่เข้าระยะเริ่มถดถอย (Early Recession) ก็ต้องหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ แต่พันธบัตรรัฐบาลก็จะน่าสนใจเพราะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แต่ที่ไหนที่เริ่มฟื้นตัวดี (Recovery) ก็ควรทยอยขายพันธบัตรที่ราคาอาจปรับตัวลง และหันไปซื้อหุ้นกู้แทน ซึ่งถ้าอยู่ถูกที่ถูกเวลา ก็อาจได้ผลตอบแทนมากกว่าแค่คูปองจากหน้าตั๋วได้เช่นกัน

สำหรับผม มองว่าการลงทุนที่ไม่เสี่ยง ไม่ต่างจากการซื้อประกันความผันผวนเอาไว้ ดอกเบี้ยที่ต่ำลงนี้ แท้จริงก็ไม่ต่างกับการบอกว่าค่าประกันความเสี่ยงตลาดปรับตัวสูงขึ้นอีกแล้ว

ในอนาคต ผมเชื่อว่าตลาดต้องขยับตัวแน่ และแม้ตลาดนี้จะความผันผวนไม่สูง แต่ใครช้าที่สุด ก็ต้องซื้อของแพงที่สุดนะครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

การ Halving หรือการแบ่งครึ่ง ของ Bitcoin คือการที่รางวัลของนักขุด Bitcoin จะลดลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 210,000 บล็อก (ประมาณ 4 ปี) จนกว่าจะถึง 21 ล้าน Bitcoin

Bitcoin เป็นหนึ่งในสกุลเงินสินทรัพย์ดิจิทัลและเป็นเหรียญแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมา ในช่วงแรก ๆ มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ให้ความสนใจและตัดสินใจลองขุดมัน ซึ่งคนกลุ่มนั้นก็กลายเป็นเศรษฐีไปเรียบร้อยหากไม่ได้ขายไปซะก่อนนะครับ และทุกครั้งที่มีการ Halving ราคา Bitcoin ก็เพิ่มสูงขึ้นตลอด นั่นก็เพราะว่าความต้องการซื้อ Bitcoin เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อุปทานจะลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี แต่ก่อนที่จะไปคาดการณ์ว่าการลดลงของ Bitcoin จะมีประโยชน์อย่างไร เรามาดูกันก่อนว่ามันมีขั้นตอนและการทำงานอย่างไร

Bitcoin Halving คืออะไร

Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่นักขุดทั้งหลายให้ความสนใจ แต่การที่จะขุด Bitcoin เราจำเป็นต้องใช้พลังงานคอมพิวเตอร์ ใช้ CPU และพลังงานไฟฟ้ามหาศาล เพื่อสร้างบล็อกและตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ โดยจะตั้งค่าของรางวัลเริ่มต้นที่ 50 BTC เพื่อให้ผู้ที่ลงทุนในการขุดรู้สึกคุ้มค่ากับต้นทุนและทรัพยากรที่ลงทุนไป เนื่องจากในช่วงแรก ๆ ราคา Bitcoin ยังไม่ได้สูงมากนัก

Satoshi Nakamoto คือนามแฝงของคนที่เป็นผู้ให้กำเนิด Bitcoin เขาได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะ Bitcoin มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเท่านั้น หากให้รางวัลในการขุดเท่าเดิมไปตลอด ไม่นาน Bitcoin ก็จะหมดลง เขาจึงได้คิดเรื่อง Bitcoin Halving ขึ้นมา คือการลดปริมาณ Bitcoin ที่จะออกสู่ตลาดลงทุกๆ 4 ปี เมื่อความต้องการเพิ่มสูงขึ้น แต่ปริมาณลดลง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น ต่อให้รางวัลลดลงครึ่งหนึ่ง แต่มูลค่าต่อหน่วยมากขึ้น ก็แปลว่ายังคงคุ้มค่ากับต้นทุนของนักขุดอยู่ดี การ Halving เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2555 ครั้งที่สอง 2559 ครั้งที่สาม 2563 ซึ่งการทำแบบนี้ก็เปรียบเหมือนการควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อแบบที่เกิดกับสกุลเงินในปัจจุบัน

Bitcoin Halving มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

  • Bitcoin มีการเข้ารหัสเอาไว้ว่า หากมีอุปทานออกมาครบ 210,000 BTC รางวัลจะลดลงครึ่งหนึ่ง
  • ทุกธุรกรรมต้องมีการตรวจสอบและยืนยันกันในกลุ่มที่เรียกว่าบล็อก
  • ทุก ๆ บล็อกที่ทำการตรวจสอบธุรกรรมจะได้รับรางวัล 50 BTC ให้กับผู้ขุดกลุ่มแรก หลังจากครบ 210,000 ก็จะลดรางวัลเหลือ 25 BTC และจะลดเหลือ 5 BTC ตามลำดับ

ด้วยการที่รางวัลลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้นักขุดที่กล้าเริ่มและกล้าทดลองอะไรใหม่ ๆในช่วงต้นได้รับ BTC เป็นจำนวนที่เยอะ พวกเขาก็มองการไกลไปว่าด้วยสมการแบบนี้ ในท้ายที่สุด ราคาของ Bitcoin จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน นั่นทำให้พวกเขาเลือกที่จะเก็บ Bitcoin ไว้กับตัวมากกว่าจะนำไปขายแล้วเปลี่ยนเป็นสกุลเงินอื่น ๆ

ความคาดหวังของ Bitcoin Halving ในปี 2563

ในอดีตที่ผ่านมาหลังจากเกิด Bitcoin Halving ราคา Bitcoin ก็ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น แต่ทั้งนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัลก็เกิดเสียงแตก บ้างก็ว่าการ Halving นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น อีกกลุ่มหนึ่งกลับคิดต่าง พวกเขาคิดว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีความสำคัญใด ๆ ต่อมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin สำหรับปี 2563 ที่จะมีการ Halving เหล่านักวิเคราะห์ก็มองว่าราคา Bitcoin ไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปได้ สาเหตุเพราะในปัจจุบัน มีเหรียญอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เรียกกันว่า Altcoins นักลงทุนที่มีความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นกว่าในอดีต แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังเชื่อมั่นในหลักการ Halving ว่าจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงอาจจะมีนักเก็งกำไรที่ติดตามเหตุการณ์และเข้ามาซื้อ Bitcoin ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิด Bitcoin Halving

Bitcoin จะหมดความสำคัญและจบลงหรือไม่

ถ้าหากว่ารางวัลที่นักขุดได้รับน้อยลงทุก ๆ 4 ปี ในมุมมองของนักขุดเองอาจมองว่ามันเริ่มที่จะไม่คุ้มค่าอีกต่อไป ถ้าเทียบกับต้นทุนและทรัพยากรทั้งหมด ยิ่งราคา Bitcoin ไม่ได้เพิ่มสูงเรื่อย ๆ แบบในอดีต วันหนึ่งนักขุดก็จะหันไปขุดเหรียญอื่น ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือหากต้องการ Bitcoin ก็หาซื้อในตลาดง่ายกว่า อย่างในปัจจุบันมีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทั้งทรัพยากรและเงินทุนที่หนาพอเท่านั้นถึงจะสามารถขุด Bitcoin ได้ องค์กรหรือกลุ่มคนขนาดเล็กเริ่มล้มหายตายจากไปเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว

จากการคาดการณ์ของผู้เชียวชาญว่า Bitcoin จะออกมาสู่ตลาดทั้งหมดในปี 2140 แม้ในขณะนั้นจะไม่มีการขุด Bitcoin อีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ยังจำเป็นต้องใช้ Bitcoin ในระบบนิเวศน์อื่น ๆ อีก สำหรับนักเก็งกำไรที่เข้ามาซื้อขายเพื่อกินส่วนต่างราคาที่ละนิดทีละหน่อยอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากมูลค่าของ Bitcoin อย่างเต็มที่ แต่น่าจะดีกว่าหากเราคาดการณ์ปัจจัยพื้นฐานของมันได้อย่างถูกต้องและถือไปยาว ๆ อาจจะทำให้เราได้ประโยชน์จาก Bitcoin อย่างเต็มที่ครับ

Zipmex

ในเดือนที่ผ่านมา การวิเคราะห์ตลาดเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต้องอาศัยความรู้มากมายหลายศาสตร์ ทั้งฝั่งเศรษฐกิจ ที่ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการค้าไปจนถึงนโยบายดอกเบี้ย ฝั่งการเมือง ก็ต้องคิดหลายประเด็น ทั้งการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปัญหางบประมาณ และผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แถมยังมีด้านการแพทย์ ที่ต้องตอบให้ได้ว่าสถานการณ์ไวรัสระบาดจะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่

ต่อให้เราสนใจแค่ผลกระทบกับตลาดการเงินก็ยังตอบไม่ง่าย เพราะเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด จนดูจะไม่สามารถสร้างเป็น Control Experiment ได้

ถ้าจะบอกว่า “ไม่ต้องกังวล” ก็คงไม่ใช่ แต่ทางที่ดีก็ต้อง “ไม่วิตก” (Panic)

เพราะผมเชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นช่วงที่ตลาดกำลังส่งสัญญาณแท้จริง (Signal) และสัญญาณรบกวน (Noise) ซึ่งเราควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด จะได้รู้ทันและไม่ตัดสินใจผิดไปกับ Noise ในช่วงนี้

ประเด็นแรก ต้องตั้งสติให้ดี เพราะว่าที่จริงแล้วความผันผวนยังไม่ได้ถือว่าสูงผิดปรกติ

เรื่องนี้อาจค้านกับความรู้สึกของหลายคน แต่ความผันผวนแค่ปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำมาระดับปานกลาง

ถ้าคำนวณความผันผวน (volatility) โดยใช้การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทั้งหมดที่คนไทยส่วนใหญ่สนใจในเดือนที่ผ่านมาเทียบกับช่วงอื่นในอดีต จะพบว่ามีเพียง “ครึ่งเดียว” ของตัวแปรตลาดที่มีความผันผวนสูงขึ้นกว่าช่วงปี 2018-2019 ขณะที่ถ้าเราย้อนกลับไปเทียบกับ 10ปีที่ผ่านมา ตลาดที่ความผันผวนในเดือนมกราคมสูงกว่าค่าเฉลี่ยอดีตจะเหลือเพียง “ไม่ถึง 20%” (คือน้ำมันดิบและหุ้นไทย)

เบื้องต้นจึงต้องสรุปว่า ความเสี่ยงทั้งหลายนี้ดูจะอยู่ในวงจำกัด และสภาพคล่องทางการเงินที่ทั่วโลกอัดฉีดไว้ในช่วงทศวรรษก่อน เพียงพอที่จะกดความผันผวนให้ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำได้ แม้จะมีเรื่องราวมากมายเข้ามากระทบตลาด

อย่างไรก็ดี “การตีความของตลาด” (Narrative) ที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้ความสัมพันธ์ของตัวแปรทางการเงินมากมายถึงกลับพลิกด้านได้ในระยะสั้น  

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือค่าเงินบาท ที่ความสัมพันธ์ในเดือนที่ผ่านมา “กลับข้าง” กับเงินเยน ทองคำ และราคาบอนด์ในปีก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากที่ตามกันเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในปี 2019 เงินบาทกลับอ่อนค่าแรงในภาวะความเสี่ยง

แล้วเงินบาทถูกจัดเป็นอะไรในตอนนี้?

เชื่อไหมว่า ตามความสัมพันธ์ของค่าเงินบาทกับตัวแปรตลาดล่าสุด อันดับหนึ่งและสองคือเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย และทองแดง (0.48 และ 0.37 ตามลำดับ) แปลความได้ว่า เงินบาทตอนนี้แทบจะเป็น Commodity Currency ทั้งที่การลดลงของราคาน้ำมันจะทำให้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ล่าสุดทุนสำรองระหว่างประเทศก็สูงเป็นสถิติใหม่อยู่

การตีความที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ไม่ได้มีแค่เงินบาท แต่ยังมีอีกหลายอย่างในตลาดเอเชีย

ภาวะเช่นนี้ถือว่าตลาดอยู่ในอาการ Panic เป็น Noise ที่ในระยะยาวเป็น “โอกาสมากกว่าความเสี่ยง” เพียงแต่ Narrative แบบนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่ มักขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่จะมีเหตุการณ์อื่นมาดึงความสนใจของตลาดออกไป ซึ่งยากที่จะคาดเดา

และท้ายที่สุด เราควรรับมืออย่างไรกับตลาดเช่นนี้

ผมเชื่อว่า เราควรคิดเรียงลำดับขั้นตอนการวิเคราะห์ใหม่ ด้วยการเริ่มต้นจาก ระยะเวลา การตอบโต้เชิงนโยบาย ถึงจะจบด้วยผลกระทบ โดยจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

เพราะในภาวะที่มีเรื่องไม่ปรกติเข้ามาในตลาดพร้อมกัน เรามองตลาดสองชั้นเหมือนกระจกสะท้อน (Reflexivity) เพราะต้องระลึกไว้เสมอว่าเรื่องไม่ปรกติจะไม่อยู่กับตลาดไปตลอด ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ยากที่ทุกอย่างจะร้ายหรือดีอย่างเดียวเมื่อผู้กำหนดนโยบายเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เล่นของตลาด

เช่น สงครามการค้าที่เรากังวลมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพราะกินระยะเวลายาวนาน แต่กลายเป็นภาวะที่กดดันจนธนาคารกลางพลิกกลับมาลดดอกเบี้ยจนกลายเป็นบวกกับตลาด

ขณะที่ปัญหาไวรัสระบาด อาจสั้นราว 1-3 เดือน แต่ถ้าไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีพอจะกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมาได้ ก็อาจเห็นตลาดที่ซึมยาวกว่านั้น

หรือการเลือกตั้งในสหรัฐที่จะเกิดขึ้นภายในไม่ถึงปีข้างหน้า แม้ตอนนี้จะไม่ใช่ประเด็นที่ตลาดสนใจ แต่ถ้าเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของนโยบายเศรษฐกิจ การเมืองก็จะกลายเป็นความผันผวนของตลาดทันที

อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณเหตุการณ์มากมายหลายอย่างในตลาดการเงินตอนนี้ที่เตือนเราอีกครั้งว่า “ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง” และถึงจะรู้ Narrative ในตลาดก็เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ยากที่จะควบคุม สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดอย่างมีกำไรในตลาดระยะยาว จึงอาจไม่ใช่การคาดเดาอนาคตให้ถูกเสมอ แต่อยู่ที่การยอมรับว่ามีเรื่องที่เราไม่รู้ และวางอารมณ์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความโลภหรือความกลัวในระยะสั้น ซึ่งผมเชื่อว่าการวิเคราะห์ที่เป็นระบบจะช่วยเราได้ครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

คอลัมน์รู้ทันโลกการเงิน นสพ.กรุงเทพธุกิจ วันที่ 12 ก.พ. 2020

เวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงต่อเนื่องยาวนานอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การลงทุนหรือเล่นหุ้นที่มีลักษณะของการเก็งกำไรร้อนแรงเพื่อหวังจะทำกำไรจากการซื้อขายเร็ว ๆ ดูเหมือนจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นรายย่อยและไม่มีข้อมูลพิเศษหรือไม่ได้เป็นรายใหญ่ที่ซื้อขายมากและมีพลังในการขับเคลื่อนราคาหุ้นมักจะขาดทุน แน่นอนว่าในช่วงสั้น ๆ ก็อาจจะกำไรบ้าง แต่หุ้นอาจจะขึ้นเพียงไม่กี่วันก็ตกกลับลงมาและมักจะต่ำกว่าที่นักลงทุนรายย่อยเข้าไปซื้อ ดังนั้น การเล่นหุ้นเก็งกำไรจึงเป็นกลยุทธ์ที่มักจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาแบบนี้

การเล่นหุ้น “เติบโต” ซึ่งเป็นกระแสการเล่นหุ้นของนักลงทุนไทยต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงวันนี้เองก็ดูเหมือนว่าจะลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาก็คือ หาหุ้นเติบโตจริง ๆ ค่อนข้างยากในภาวะที่เศรษฐกิจไม่อำนวย นอกจากนั้น การเติบโตระยะยาวต่อจากนี้ก็น่าจะยากขึ้นอานิสงส์จากการที่ประชากรไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะคนเกิดน้อยลง ทำให้ความต้องการสินค้าผู้บริโภคที่ไม่ใช่สินค้าไฮเท็คยุคใหม่น่าจะไม่ค่อยโต ดังนั้น หุ้นเติบโตที่คนเล่นกันในช่วงเวลานี้ก็มักจะเป็นการเติบโตชั่วคราวหรือไม่โตจริง พอราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปซักพักตามผลประกอบการที่ดีขึ้นในช่วงสั้น ๆ ปีสองปีก็ตกลงมาอย่างหนักเมื่อผลประกอบการเริ่มแย่ลงตามภาวะของอุตสาหกรรมหรือปัญหาของบริษัทเอง ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนในหุ้นเติบโตเองก็มีความเสี่ยงและเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงเนื่องจากราคาหรือค่า PE ของหุ้นที่สูงลิ่ว

การเล่นหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยนั้น ในช่วงเวลาแบบนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ Defensive จริง เหตุผลสำคัญก็คือ ราคาของหุ้นบางกลุ่มบางตัวเช่นหุ้นในกลุ่มไฟฟ้า พลังงาน หรือสาธารณูปโภคกลับแพงลิ่ว ค่า PE สูงถึงกว่า 50-60 เท่าขึ้นไปก็มี ดังนั้น ในแง่ของหุ้นแล้ว มันไม่ Defensive เลย

ในภาวะที่ทุกอย่างไม่สดใส การคาดหวังผลตอบแทนจากตลาดหุ้นแบบสูง ๆ เกินกว่าปีละ 10% ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ โดยเฉพาะการฝากเงินหรือการซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรตกต่ำลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมก็คิดว่านี่คือเวลาที่เราควรหันมามองการลงทุนใน “หุ้นปันผล” ที่พอจะหาได้ในตลาดหุ้นแม้ว่าอัตราการปันผลเทียบกับราคาหุ้นอาจจะไม่ได้สูงมากนัก หุ้นปันผลที่ให้อัตราผลตอบแทนปีละประมาณ 4-5% ก็พอจะมีให้ลงทุนและมีจำนวนพอที่จะซื้อหลายตัวเพื่อกระจายความเสี่ยงได้

ก่อนที่จะพูดถึงคุณสมบัติของหุ้นปันผลที่จะลงทุนผมเองอยากจะย้อนประสบการณ์ช่วงตลาดหุ้นเหงาหงอยและไม่มีใครสนใจการลงทุนในหุ้นในช่วงหลังปีวิกฤติ 2540 ที่ผมเริ่มเข้าตลาดหุ้นเต็มตัวและได้เขียนบทความลงในคอลัมน์โลกในมุมมองของ Value Investor ชื่อ “ปันผลเป็นคำตอบสุดท้าย” ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2544 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว ในบทความนั้นผมได้ยกตัวอย่างหุ้น 12 ตัวซึ่งทั้งหมดยังซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นทุกวันนี้ โดยผลตอบแทนจากปันผลหรือ Dividend Yield เฉลี่ยของ “หุ้นปันผล” 12 ตัว ในขณะนั้นก็คือ 8.23% ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารกำลังลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2-3 % ต่อปีซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามาก ผมคงไม่ต้องบอกว่าถ้าใครลงทุนในหุ้นกลุ่มนั้นและถือยาวมาเรื่อย ๆ จะได้ผลตอบแทนรวมเท่าไร เพราะดัชนีตลาดหุ้นในขณะนั้นคือประมาณ 300 จุด และราคาหุ้นกลุ่มนั้นก็ปรับตัวขึ้นตามดัชนีที่ปรับตัวขึ้นเป็นประมาณ 1,500 จุด หรือ 5 เท่าของเดิม หุ้นยังจ่ายปันผลเกือบทุกตัว แต่ก็ไม่มีหุ้นตัวไหนกลายเป็นซุปเปอร์สต็อก

สำหรับคุณสมบัติของ “หุ้นปันผล” ที่ผมคิดว่าจะปลอดภัยและจะได้ผลตอบแทนที่ดีในวันนี้ก็คือ ข้อแรก มันจะต้องไม่ถูก Disrupt โดยเทคโนโลยีหรือการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอล หรือต้องสามารถอยู่ได้อย่างน้อยในช่วง 10 ปีข้างหน้า ข้อ 2 ) ต้องเป็นบริษัทที่ “สามารถแข่งขันได้” ในอุตสาหกรรมของตนเอง ถ้าเป็นผู้นำด้วยก็ยิ่งดี ข้อ 3) เป็นบริษัทที่อยู่มานานและพิสูจน์แล้วว่าสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เลวร้ายมาหลายรอบแล้ว ข้อ 4) เป็นบริษัทที่มีกำไรที่ดีมา “ตลอด” นั่นคือกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างน้อยเกือบ 8% ต่อปีขึ้นไปและในภาวะปกติก็จะได้กำไรและจ่ายปันผลอย่างสมเหตุผล อาจจะมีบางปีที่ขาดทุนได้แต่ก็ต้องไม่มากและเป็นข้อยกเว้น กำไรของบริษัทต้องค่อนข้างสม่ำเสมอ ความผันผวนไม่สูงเช่น บวกลบไม่เกิน 20% เป็นส่วนใหญ่ ข้อ 5) ฐานะการเงินของบริษัทต้องมั่นคง อัตราส่วนหนี้สินต้องไม่สูงเกินไปหรือเกินกว่าอัตราที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าไม่มีหนี้ก็ยิ่งดี

ข้อสุดท้าย ราคาหุ้นต้องไม่แพงหรือถ้าจะดีก็คือถูก ถ้าวัดจากค่า PE ก็คือไม่เกินประมาณ 10-15 เท่า วัดจากค่า PB ไม่เกิน 1-3 เท่า วัดจากค่า Market Cap. ที่สมเหตุผลกับตัวธุรกิจและอุตสาหกรรม และที่สำคัญก็คือ ค่า Dividend Yield หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นควรจะต้องสูงอย่างน้อย 3-4% ต่อปีขึ้นไป ถ้าสูงถึง 5-6% ขึ้นไปได้ก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตาม ในประเด็นของข้อนี้ การพิจารณาอาจจะไม่ได้ดูเพียงปีเดียว แต่ควรจะดูย้อนหลังไป 4-5 ปี เพื่อที่จะเห็นว่าหุ้นมีคุณสมบัติแบบนี้จริง นอกจากนั้น ในกรณีที่ปีนี้บริษัทหรือหุ้นอาจจะมีปัญหาบางอย่างแต่ถ้าดูแล้วในที่สุดหรือปีหน้าบริษัทก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แบบนี้ก็อาจจะยังถือว่าบริษัทเป็น “หุ้นปันผล” ที่จะให้ผลตอบแทนที่เป็นปันผลที่ดีได้

เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นปันผลแล้ว สิ่งที่จะต้องทำก็คือการติดตามเรื่องของความแข็งแกร่งของบริษัทที่จะยังสามารถรักษากำไรในระดับที่เพียงพอที่จะจ่ายปันผลได้ตามที่คาดในระยะยาว แน่นอนว่าเราอยากเห็นผลประกอบการที่ดีขึ้นแต่ไม่ควรคาดหวังเพราะอาจจะทำให้เราเสียใจได้ เช่นเดียวกัน การติดตามเรื่องของเทคโนโลยีที่อาจจะ Disrupt กิจการของบริษัทก็ยังต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะนี่คือสิ่งที่จะอยู่กับโลกเราตลอดไป และว่าที่จริงทุกธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีความเสี่ยงทั้งสิ้นที่จะถูกทำลายโดยแนวคิดใหม่ ดังนั้น ทุกบริษัทและนักลงทุนก็ต้องระแวดระวังและปรับตนเองให้แข่งขันได้

การติดตามในเรื่องของราคาหุ้นนั้น น่าจะเป็นเรื่องปกติและเราสามารถติดตามได้ทุกวันหรือทุกนาที แต่สำหรับการลงทุนในหุ้นปันผลนั้น เรื่องราคาจะต้องไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะจดจ่อกับมันมากนัก เพราะวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรกของเราก็คือ เราหวังว่าจะได้ “ปันผลตอบแทน” ปีละครั้งหรือสองครั้งหรือมากกว่านั้น ดังนั้น สิ่งที่เราสนใจมากพอ ๆ กันก็คือ ปันผลเราจะได้ไหมเมื่อถึงเวลาและเราจะได้เพิ่มขึ้นไปอีกในปีต่อไปหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ได้ปันผลและได้เพิ่มไปเรื่อย ๆ ก็คือกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น หรือไม่ก็มีการซื้อหุ้นคืนเพื่อลดจำนวนหุ้นและทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มและปันผลต่อหุ้นเพิ่มตาม ดังนั้น ราคาหุ้นในระยะสั้นวันต่อวันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น เราก็ไม่ควรจะสนใจมาก เพราะในที่สุดแล้วถ้าปันผลเพิ่มขึ้น ในระยะยาวราคาหุ้นก็มักจะเพิ่มขึ้น เราไม่ต้องกังวลหรือไปลุ้นกับราคาหุ้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ปันผลที่มาเป็นกอบเป็นกำนั้น สามารถเพิ่มมูลค่าพอร์ตหรือความมั่งคั่งของเราเท่า ๆ กับราคาหุ้นที่ขึ้นไปเช่นเดียวกัน สำหรับหุ้นหลาย ๆ ตัวแล้ว ปันผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากจนไม่จำเป็นที่ราคาหุ้นจะต้องขึ้นเลย เพราะปันผลที่ได้รับอาจจะเกิน 7-8% ต่อปี ซึ่งถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นหรือการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://portal.settrade.com/blog/nivate/2020/02/24/2279

After working in management consulting at Anderson Consulting and as an investment banker for 10 years at Phatra-Merrill Lynch, Kaveepan Eiamsakulrat decided to enter the real estate business after the 1997 Asian Financial Crisis with the land his father accumulated over time. In 2001-2002, Kaveepan led his firm, K.E. Group, as they began their first housing project. The company succeeded as a newcomer in the real estate sector by building and focusing on the luxury niche.

Today, K.E. Group is a real estate company focused on luxury housing, retail, and currently developing its Real Estate Invest Trust or REIT business. K.E. Group has completed multiple luxury projects in Thailand and developed an outdoor shopping center in Bangkok.

Download the full interview (4.8MB pdf)

Company DNA: K.E. Group

The focus of this interview was to try to understand the company’s DNA. Now that we had a little bit of a background on the company, we want to drill down to find the unique essence of what differentiates K.E. Group.

Kaveepan and his wife started K.E. Group

My wife and I started K.E. Group in the early 2000s with one mission: To build a business centered on families and the next generation. This focus on family and community stems from the fact that my wife and I are very family-oriented. As parents, we have often prioritized time and involvement with our children’s activities on the weekends. Now, our kids have increasingly become more involved in the business.

The group focused on building luxury houses

K.E. Group focused on building luxury houses in areas closest to the city so that residents could enjoy access to transportation and the key areas of Bangkok. The company developed its niche by prioritizing community engagement, client relationships, and customized housing. Our houses are not only located in prime areas but are also done with a creative, luxury, and functional design. Our designs are more family-oriented, unlike others that focus on the traditional Thai detached housing design. We had to find our own niche by introducing something new to the market.

Competitive advantage through internal sales

By using our internal sales teams instead of third-party sales agents, we built a tight-knit housing community by promoting community engagement in our luxury housing compounds. Finding our niche proved to be successful early on. After finishing our first housing project in 2001-2002, we saw that our housing development style allowed us to compete with the big players. Although we didn’t and still don’t advertise much, we were able to build and close all 60 houses within one year. We sold out very, very fast. Clearly, we emphasized on our customers’ needs and fulfillment.

The K.E. Group has grown into other businesses

The K.E. Group has now grown to include three businesses: Luxury housing, shopping centers, and REITs (asset management). My sons are actively running the asset management business in line with our goal to turn K.E. Group into the next-generation business.

For each of the business divisions, we are differentiating ourselves from the rest. In luxury housing projects, our focus is on family-oriented designs and personalized service. With the shopping centers, we get the tenant involved from the planning stage, and with the REITs, we fund, manage, and grow it.

Leader DNA: Kaveepan Eiamsakulrat

Business DNA: Professional Teamwork to Build Growth in Real Estate

Can you share with us what motivates you? What is your source of inspiration during difficult times? Think about a time that you had to dig deep and rely on this inspiration.

KAVEEPAN: What helps me get through difficult times is my belief that there is always a way to find a solution to any problem. When you can truly believe this, you can always find a solution to all the problems. In terms of my inspiration, it is the vision to build a business empire for the next generation. I can trace this back to when my dad started accumulating more land while partnering in the liquor business. Even though he played an advisory role at K.E. Group, he never interfered with what we’re doing. Instead, he provided support, let us make our own decisions, and sometimes challenged us. But again, that gave me the independence to think about new business ideas. Similarly, I want to do that for my children by building a strong foundation for them to manage.

Differentiation has been a constant challenge

KAVEEPAN: One of my biggest challenges has been to keep dynamic to make the three businesses run their operations differently. Many times people look at our houses, malls, and even the REITs and think we’re passionate about running them the way we do. My motivation, though, is that we want to be different and we want to continue to foster a community and not just make money.

Another challenge has been to remove myself from all the decision making and give my sons the independence to make major decisions just in the same way my dad did for me. Sometimes I don’t totally understand what they are doing, but I trust that I passed on good business DNA to them.

What was the most difficult situation you’ve faced or possibly the biggest mistake that made?

KAVEEPAN: The biggest challenge for me, right now, is transforming the company culture. We built K.E. Group as a family business, but now we want to develop a more professional culture in the office. We believe this cultural shift would help our people feel a stronger sense of ownership over their work and in the business.

Cultural shift on the way

KAVEEPAN: We’re in the process right now, and I believe that we cannot grow much if you keep it as a family business. If you want to grow, we must transform internally. My son is starting to come in, and he also envisions the company growing more if we further develop professionalism in the workplace. However, the difficult part is the decision-making process because sometimes people like things the way they are.

Key Takeaways

  • Differentiate yourself and find your niche – K.E. Group had to find their niche by introducing something new to the market and also add to the technology innovation to improve revenue and cost management.
  • Always build your client relationships – It’s easy to use a third-party agent for sales. However, building strong client relationships requires an internal sales team and meeting with clients yourself. Your future self will thank you for developing your inhouse sales team.
  • Your path to success is a team game –  Kaveepan’s success stems from his ideas and experiences and from his collaboration with his wife and the influences that his father and sons have had on his business, life, and career.
  • An evolving investment arm to support growth – K.E. Group is building an asset management division, similar to what has been done at Blackstone, and is not only concentrate on community malls in Thailand and overseas but also moving into new asset classes, like hotels and offices.
  • Professionalism is necessary for growth – At a certain stage, a business needs professionalism and robust internal processes to continue to grow. This cultural transformation is the number one constraint to growth for the K.E. Group.

Learn more about Kaveepan and K.E. Group in the full interview.

Download the full interview (4.8MB pdf)

Andrew Stotz

Originally Published on: https://becomeabetterinvestor.net/business-dna-professional-teamwork-to-build-growth-in-real-estate/


**สนใจลงทุนพอร์ต All Weather Strategy พอร์ตกองทุนรวมจัดโดย Andrew Stotz ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากหุ้นในระยะยาว ในขณะที่ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงภาวะตลาดขาลง หากสนใจดูข้อมูลและลงทุนในพอร์ตนี้ สามารถคลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/andrew/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลยครับ

FinTech StartUp Ep 7 – Traction สายงานที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ขาดไม่ได้หากคิดจะ Startup !!

Traction คืออะไร? ทำไมชื่อไม่คุ้นเลย? ทีม Traction เค้าทำงานอะไรกัน? แล้ว Traction สำคัญสำหรับ Startup ยังไงเนี้ย!! มาฟังตัวอย่างงานของสายอาชีพชื่อแปลก “Traction” จาก FinTech StartUp แห่งหนึ่งย่านสีลม กันได้เลย

สัมภาษณ์ แนวคิด บทเรียน การใช้ชีวิต ของคนที่ทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของบริษัท FinTech Startup แห่งหนึ่งย่านสีลม

ติดตาม FINNOMENA PODCAST

 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

ถึงตรงนี้ ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงมากน้อยแค่ไหน ทั้งจากความล่าช้าในงบภาครัฐ ปัญหาภัยแล้ง และผลจากไวรัส Covid-19

บทความนี้จะขอประเมินว่าภูมิภาคใดที่น่าจะรับผลเชิงลบจาก Covid-19 ในรอบนี้มากที่สุด และจากสาเหตุใด

ผมมองว่าภูมิภาคยุโรปน่าจะมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในครึ่งแรกของปี 2020 โดยจะพบว่าค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์ Covid-19 รุนแรงขึ้นในตอนต้นปีนี้ โดยอยู่ในระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2017 ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ในแง่ของความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ นั้น ภูมิภาคยุโรปถือว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเชื่อมโยงกับจีนที่ค่อนข้างเหนียวแน่น โดยจะพบว่ามูลค่าการส่งออกของประเทศหลักๆ ในยุโรปไปสู่จีนในปี 2019 มีอยู่ถึงร้อยละ 2.8 ในเยอรมัน นอกจากนี้ มูลค่าการลงทุนทางตรงหรือ FDI จากจีนไปยังเยอรมันและอังกฤษถือว่ามีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศที่นำเงินไปลงทุนทางตรงไปยังประเทศทั้งสอง

แน่นอนว่าหากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ภูมิภาคยุโรปต้องได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ เป็นภูมิภาคแรกๆ เช่นกัน

2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไอร์แลนด์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ พรรค Sinn Fein ภายใต้การนำทีมหาเสียงของหัวหน้าพรรคหญิงที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวไอริช นามว่า แมรี ลู แม็คโดนัลด์ ที่สามารถชนะการเลือกตั้งใหญ่ ด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด โดยมีแนวโน้มว่าไอร์แลนด์จะสามารถรวมเป็นประเทศเดียวได้ภายใต้พรรค Sinn Fein ซึ่งเมื่อกว่า 40 ปีก่อนมีความเกี่ยวพันกับขบวนการบ่งแยกดินแดนอย่าง IRA เป็นรัฐบาล นอกจากนี้ ยังเน้นรัฐสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยที่จะช่วยให้ชาวไอริชมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น อีกทั้งมีแนวโน้มว่ารัฐบาลใหม่ของไอร์แลนด์จะไม่ร่วมสังฆกรรมกับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ การเมืองเยอรมันยังออกจะดูยุ่งเหยิง จากการที่ มินิ (แองเจลล่า) แมร์เคิลหรือ นาง AKK ประกาศไม่รับตำแหน่งผู้นำพรรค CDU ของเยอรมัน ต่อจากแองเจลล่าแมร์เคิล ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเมืองเยอรมันยังจะขาดเอกภาพไปอีกพักใหญ่ โดยทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจยุโรปในปีนี้

3. ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปลดลง 2.1% ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าผลผลิตในโรงงานของเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ได้ลดลงอย่างรุนแรง โดยตัวเลขตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนธ.ค.2019 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปได้ลดลง 4.1% ซึ่งถือว่าแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 โดยเหตุการณ์ Covid-19 ในจีนย่อมจะส่งผลต่อดัชนีดังกล่าวให้ลดลงไปอีก อย่างน้อยจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ แม้เหตุการณ์จะบรรเทาลงในเร็ววันก็ตาม โดยล่าสุด ตัวเลขจีดีพีเศรษฐกิจของยุโรปออกมาเติบโตในไตรมาสสุดท้ายปี 2019 เพียง 0.1% ถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2013

4. ในปีนี้ที่สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งใหญ่ มีแนวโน้มว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะหันมาเก็บภาษีนำเข้าต่อยุโรปในหมวดยานยนต์ (Us Auto tariff) ซึ่งถือว่ายิ่งจะส่งผลให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปลดลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้อีก และจะส่งผลต่อ Supply Chain ปลายน้ำของอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุโรปอีกด้วย

5. การที่ตัวเลขล่าสุด ณ 16 ก.พ. 2020 ที่มีผู้ติดเชื้อในยุโรปทั้งหมด 46 คน และมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าในฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมจะส่งผลให้ชาวยุโรประมัดระวังในการเดินทาง ซึ่งยิ่งส่งผลต่อการท่องเที่ยวในยุโรปและการบริโภคในร้านอาหารนอกบ้าน นั่นคือ กิจกรรมภาคบริการของเศรษฐกิจในภาพรวมให้ลดลงไปอีก

นอกจากนี้ การที่ยุโรปมีขนาดของภาคการเงินจากกลุ่มเศรษฐกิจจริงต่อขนาดเศรษฐกิจโดยรวมหรือจีดีพีในสัดส่วนที่มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งกลัวความเสี่ยงมากตอนเกิดวิกฤตมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการด้านกฎเกณฑ์ทางการเงินสูงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่รับและจ่ายของสถาบันการเงินมากขึ้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ยิ่งไปกดให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำให้ต่ำลงไปอีก

ท้ายสุด การที่เศรษฐกิจยุโรปมีอัตราเงินเฟ้อต่ำมากหรือเงินฝืด จะทำให้อัตราเงินดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น ซึ่งจะไปลดความต้องการลงทุนให้ลดลงไปอีก หนำซ้ำยังไปลดระดับผลผลิตที่อยู่ในจุดที่ใช้ศักยภาพสูงสุดของเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้าทุนและแรงงานที่ลดลงจากระดับการลงทุนที่ลดลง

อย่างไรก็ดี แม้บางท่านจะประเมินว่ายุโรปอาจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “doom loop” ระหว่างสถาบันการเงินที่ถือครองหนี้ภาครัฐ กับรัฐบาล และเข้าสู่วิกฤตการเงินในที่สุด ตรงนี้ ผมยังมองว่าสถานการณ์สถาบันการเงินของยุโรปได้ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว ส่วนอังกฤษน่าจะพยายามที่จะเจรจากับยุโรปให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับยุโรปให้มากที่สุด

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/649503

คนมันรวยช่วยไม่ได้! ทรัมป์พร้อมเปย์ยึด Youtube วันเลือกตั้ง
Youtube นี้ผมขอ! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เผยพร้อมเปย์ ซื้อโฆษณาหน้า Homepage ยูทูปยกแผงสำหรับโฆษณาวันเลือกตั้ง
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
โดยcampaign โฆษณาออนไลน์ของทรัมป์อาจใช้เงินมากถึงราวๆ 16,000 ล้านบาท
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
แล้วเงิน 16,000 ล้านบาทเอาไปทำอะไรได้บ้าง?
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
คุณสามารถนำเงิน 16,000 ล้านบาทไป “ใช้ชีวิตโง่ๆนอนเฉยๆ” ได้ถึง 40,404.04 ปี
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
คุณสามารถนำเงิน 16,000 ล้านบาทไปกิน “Omakase” ได้ราวๆ 3,555,555.55 ครั้ง
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
คุณสามารถนำเงิน 16,000 ล้านบาทไปกิน “บาบีก้อน” ได้ราวๆ 32,000,000 ครั้ง
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
คุณสามารถนำเงิน 16,000 ล้านบาทไปซื้อ “Iphone 11 Pro” ได้ราวๆ 400,000 เครื่อง
‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍‍‍‍‍ ‍‍
ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะเลือกเอาเงิน 16,000 ล้านบาทไปทำอะไร?

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1165622593783376

ดูผ่าน Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=C5VYB6t2X1g

วิกฤตเศรษฐกิจไทย ปู่ SET หลุด 1,500 จะรอดหรือร่วงต่อ? ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตอะไรบ้าง?

พิเศษ! เจาะลึก GDP ไทยต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?

  • ทองคำนิวไฮ 7 ปี ไปต่อได้หรือไม่?
  • “แอปเปิล” ติดไวรัส? จะหายเมื่อไหร่?
  • HSBC ปลดพนักงาน 35,000 คน!!
  • ประมูล 5 ปี AIS แชมป์!!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัวขึ้นใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยนักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะจับตาผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจโลก

  • สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ดีดตัวขึ้น 6.50 ดอลลาร์ หรือ 0.40% สู่ระดับ 1,610.10 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ขณะที่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) เปิดเผยในวันนี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 1,749 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.
  • ด้านนักวิเคราะห์จากมอร์แกน สแตนลีย์ระบุในรายงานว่า เศรษฐกิจจีนจะมีการขยายตัวเพียง 3.5% ในไตรมาสแรก หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ที่มา : https://www.marketwatch.com/story/gold-prices-add-to-climb-above-1600-try-for-5th-straight-gain-2020-02-19

หุ้นโรงไฟฟ้า ถือเป็นหุ้นกลุ่มขวัญใจนักลงทุน และราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้แรลลี่จนเรียกได้ว่า ขี่พายุทะลุฟ้าเลยก็คงจะไม่เป็นการกล่าวกันเกินเลยไป โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ ๆ สามตัว อันได้แก่ GULF GPSC BGRIM ราคาแรงแซงทุกโค้ง

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีอะไรที่จะขึ้นไปได้ตลอดกาล พอถึงจุด ๆ หนึ่งก็ต้องมีการปรับขยับพักฐานกันลงมาบ้าง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้หลายตัวราคาเริ่มลง และลงค่อนข้างรุนแรงเสียด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ราคาลงมาแรงขนาดนี้ มันไม่ดีแล้วหรือ แล้วทำไมราคาลงแรงจัง … มาหาคำตอบกันครับ

ประการแรก … “ผลการดำเนินงานล่าสุดของ GPSC”

เฟ้นหาหุ้นเด้งหลังวิกฤต 2020 … “ทำไม GPSC ราคาลงแรง ?”

ภาพแสดงผลการดำเนินงาน
ที่มา: คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562

ถ้าเรามาดูผลการดำเนินงานล่าสุดก็พบว่า กิจการมีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้เติบโตคงหนีไม่พ้นการควบรวมกิจการกับ GLOW ซึ่งทำให้มีรายได้รับเข้ามา แม้ยังไม่เต็มปี แต่ก็ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสสี่ดีขึ้นมาก

โดยรายได้เติบโตกว่า 212% ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว รายได้เฉพาะไตรมาสสี่ทำได้ 18,279 ล้านบาท รายได้ทั้งปีทำได้ 68,635.26 ล้านบาท ผมขอสรุปรายได้ และกำไรดังต่อไปนี้

รายได้ปี 2559 ทำได้ 21,784.83 ล้านบาท กำไร 2,699.90 ล้านบาท

รายได้ปี 2560 ทำได้ 21,289.96 ล้านบาท กำไร 3,174.58 ล้านบาท

รายได้ปี 2561 ทำได้ 25,895.56 ล้านบาท กำไร 3,359.19 ล้านบาท

รายได้ปี 2562 ทำได้ 68,635.26 ล้านบาท กำไร 4,060.80 ล้านบาท

รายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2562 แล้วทำไมราคาถึงลง … ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า GPSC มีจำนวนหุ้นเพิ่มจาก 1,321,428,567 หุ้น เมื่อมีการเพิ่มทุนเพื่อซื้อ GLOW ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 2,819,729,367 หุ้น เพิ่มขึ้นราวเท่าตัว แต่นี่เป็นสาเหตุให้ราคาหุ้นลงหรือไม่ ติดตามกันต่อ

ประการที่สอง … “สัดส่วนรายได้ และการเติบโต”

เฟ้นหาหุ้นเด้งหลังวิกฤต 2020 … “ทำไม GPSC ราคาลงแรง ?”

ภาพแสดงสัดส่วนรายได้
ที่มา: คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562

หากเรามาดูสัดส่วนรายได้เฉพาะไตรมาสที่สี่หลังการควบรวมแล้ว จะพบว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ SPP รองลงมาคือ โรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ IPP และส่วนที่น้อยที่สุดคือ โรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก และอื่น ๆ หรือ VSPP

เฟ้นหาหุ้นเด้งหลังวิกฤต 2020 … “ทำไม GPSC ราคาลงแรง ?”

แผนการเติบโต
ที่มา: คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562

หากเรามาดูแผนการเติบโต ก็จะพบว่า กิจการมีแผนที่จะเติบโตจนมีขนาดเมกะวัตต์ที่เป็น Equity Capacity ราว 5,026 MW ในปี 2023 โดยแผนการเติบโตก็ยังมีอย่างต่อเนื่องนะครับ

ประการสุดท้าย … “แล้วทำไมราคาหุ้นถึงตกลงแรง”

หากเราดูพีอีของหุ้นจะพบว่า พีอีสูงมาก (เกิน 50 เท่า) แบบนี้เท่ากับมีแรงเก็งกำไรที่เข้ามาค่อนข้างมาก แม้ปัจจัยพื้นฐานจะดี แต่ราคาแพง เปรียบเหมือนเราซื้อรถญี่ปุ่นในราคารถยุโรป

แล้วอนาคตล่ะจะเป็นอย่างไร ?

สำหรับอนาคตผมเข้าใจว่า เมื่อ Glow ที่ควบรวมมาได้มีรายได้เข้ามาเติมปี พีอีของหุ้นจะลดลง และราคาหุ้นอาจจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งอาจเป็นราคาปัจจุบันก็ได้นะครับ แต่อย่างว่า ตลาดหุ้นแสนจะผันผวนคาดเดาได้ยากมาก ๆ

ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ …

หุ้น GPSC ผมเข้าใจว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี และมีอนาคตเติบโต แต่ราคาที่ตกลงมาแรงมาก ถือว่าน่าสนใจมากขึ้นแน่นอน สำหรับราคาที่ควรจะเป็นคิดว่าคาดเดาได้ยาก เพราะตลาดหุ้นเราไม่สามารถทำนายได้ ด้วยราคาหุ้นในตอนนี้ทำให้ผมรู้สึกสนใจหุ้นนี้มากขึ้น และเฝ้าติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

#นายแว่นลงทุน

ที่มาบทความ: http://www.topofliving.com/12932.html

ดูข้อมูลหุ้น GPSC เพิ่มเติมได้ที่ FINNOMENA MONEY บนแอปฯ LINE

—————————-

Jessada Sookdhis
Investment Analyst (IA)
ตรวจทานบทความ

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


**สนใจลงทุนในพอร์ต RUNNING for Growth พอร์ตกองทุนรวมหุ้นซึ่งจัดโดยนายแว่นลงทุน คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดเลย https://www.finnomena.com/port/naiwaen

ข้อมูลล่าสุดที่ผมค้นจาก Bloomberg พบว่า ตัวเลขการถือครองทองคำผ่านการลงทุน ETFs ปรับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งที่ปริมาณการถือครองทองคำสูงถึง 2,500 ตัน และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ค่อย ๆ ปรับขึ้นมาจนใกล้เคียง 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

ลงทุนอย่างไรเมื่อหุ้น ทอง พันธบัตร ขึ้นพร้อมกัน?

รูปที่ 1 ปริมาณถึงครองทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลก

เช่นเดียวกับราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยล่าสุด Yield พันธบัตรรัฐบาล 10 ปีสหรัฐฯ ยังคงยืนอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 1.60%

ขยายความอีกครั้งว่าสำหรับตลาดตราสารหนี้นั้น เมื่อมีแรงซื้อมากกว่าแรงขายจะส่งผลให้ Yield หรือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับตลอดช่วงระยะเวลาลงทุนลดลง ซึ่งหมายถึงราคาตราสารหนี้ที่แพงขึ้นนั่นเอง (ตลาดขาขึ้น = Yield ขาลง)

ขณะเดียวกันราคาหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ก็อยู่ในทิศทางขาขึ้นเช่นเดียวกัน โดยล่าสุดดัชนี S&P 500 และ NASDAQ ยังคงทำจุดสูงสุดใหม่อยู่บ่อยครั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แปลว่าอะไร ? เมื่อหุ้น ทอง พันธบัตร ราคาปรับขึ้นพร้อม ๆ กัน

โดยปกติเมื่อหุ้น หรือกลุ่ม Risky Asset ราคาปรับเพิ่มขึ้น มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับทองคำ และพันธบัตร ซึ่งเป็น Low Risk Asset ราคาปรับลดลง นั่นคือเมื่อตลาดหุ้นขาขึ้นนั้น เม็ดเงินลงทุนมักจะไหลจากทองคำ และพันธบัตรไปหาตลาดหุ้น

กลับกัน ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตไม่ดี เม็ดเงินลงทุนมักไหลออกจากตลาดหุ้น วิ่งไปหาทองคำ และพันธบัตร เนื่องจากกลัวความเสี่ยง

แต่วันนี้เรากลับเจอภาวะที่สินทรัพย์ลงทุน ทั้งเสี่ยงสูง เสี่ยงต่ำเหล่านี้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วยกัน

ลงทุนอย่างไรเมื่อหุ้น ทอง พันธบัตร ขึ้นพร้อมกัน?

สิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2019 ที่ผ่านมาคือธนาคารกลางสหรัฐฯ กลับมาฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีกแล้ว ซึ่งทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน Risk Free Asset อย่างพันธบัตรรัฐบาลอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น อยู่ในระดับต่ำมาก ส่งผลให้เม็ดเงินในระบบสถาบันการเงินไหลไปหาการลงทุนที่มีผลตอบแทนมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งก็ไหลไปที่การปล่อยกู้กับภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น และแน่นอนอีกส่วนหนึ่งก็ไหลไปที่สินทรัพย์การลงทุนต่าง ๆ

โดยล่าสุดข้อมูลจาก Bloomberg พบว่าสินทรัพย์รวมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นชั่วโมงนี้รวมกันสูงกว่า 14.5 ล้านล้านเหรียญเข้าไปแล้ว และเมื่อดูจากสัญญาณของธนาคารกลางทั้งสามประเทศล่าสุดก็ดูพร้อมที่จะเป่าลูกโป่ง ฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นต่อไปในปีนี้

ลงทุนอย่างไรเมื่อหุ้น ทอง พันธบัตร ขึ้นพร้อมกัน?

เมื่อกลับมาที่ภาคเศรษฐกิจจริง ดูเหมือนความพยายามฉีดเงินอย่างต่อเนื่องของเหล่าธนาคารกลางนั้นเริ่มส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมอีกครั้ง โดย Citi Global Economic Surprise Index เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก หมายถึงตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มประกาศออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

เช่นเดียวกับผลประกอบการของบริษัทจะทะเบียนของปี 2019 ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทีได้ทยอยประกาศงบการเงินรวมของทั้งปีออกมาเกือบครบแล้ว โดยรวมมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไปพอสมควรทีเดียว

จัดพอร์ตลงทุนแบบ Don’t Fight The FED

คำว่า Don’t Fight the FED เป็นวลีคลาสสิคอันหนึ่งสำหรับนักลงทุนสถาบันว่าอย่าลงทุนสวนทางกับทิศทางของธนาคารกลาง เพราะหน้าตักของธนาคารกลางนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามาก เช่นถ้าธนาคารกลางกำลังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนพันธบัตรระยะยาว

ผู้เขียนมีมุมมองต่อการจัดพอร์ต ณ เวลานี้ว่า เมื่อเหล่าแบงค์ชาติกำลังฉีดเงินเข้าระบบต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุด และไม่ควรมีในพอร์ตมากนักก็คือเจ้า “เงินสดนั่นเอง” เพราะดอกเบี้ยนั้นต่ำ และจะคงต่ำต่อไปอีกนาน คำถามต่อไปคือถ้าไม่ลงเงินสดแล้วไปลงอะไรดี

พันธบัตร และหุ้นกู้ผมมองว่า ณ ระดับ Yield ตอนนี้ต่ำจนไม่น่าสนใจ แนะนำเป็น Underweight โดยพันธบัตร 10 ปีของไทยให้ผลตอบแทน (Yield) อยู่ที่ 1% ต้น ๆ เท่านั้น ขณะที่ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.6% ดังนั้นผลตอบแทนการลงทุนในตราสารหนี้สำหรับระยะเวลาการลงทุน 1 ปีต่อจากนี้ไม่น่าจะสูงนัก เว้นแต่กรณีที่โลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งของสหรัฐฯ และไทยสามารถปรับตัวลงได้อีก

มาที่กองทุนอสังหาฯ (REITs) ผมมองว่า ณ ตอนนี้ Yield ของกองอสังหาฯ ที่ประมาณ 5% จัดว่าน่าสนใจทีเดียวโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% อย่างไรก็ตามผมคิดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนอสังหาฯ ไทยจากตรงนี้คงไม่ได้สูงมากเหมือน 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงแนะนำเป็น Neutral Weight คือมีในพอร์ต 10-20% ก็พอแล้ว

ขณะที่หุ้นผมเป็น Overweight โดยเฉพาะหุ้น Asia ex Japan รองลงมาเป็นญี่ปุ่น และยุโรป ขณะที่หุ้นอเมริกายังชอบแต่ติดตรงระดับ Valuation ที่แพงไปนิด ส่วนหุ้นไทยไม่ชอบจากพื้นฐานเศรษฐกิจ และการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ดูไม่ดีเลย

สุดท้ายคือทองคำซึ่งจากข้อมูลล่าสุดผมแนะนำให้กลับไป Overweight กันอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจาก Demand ทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งคือการที่เรา Overweight หุ้นในปลายวัฏจักรขาขึ้นแบบนี้ เราควรมีการลงทุนในทองคำมากระดับหนึ่งเพื่อใช้ในการ hedge หรือลดความเสี่ยงหากตลาดหุ้น หรือเศรษฐกิจผันผวนเอาไว้ด้วย

FundTalk รายงาน

ในบรรดาคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการออม และการบริหารเงินส่วนบุคคล ผมมีความเห็นว่าคำแนะนำที่บอกให้เรา “ก่อหนี้ให้น้อยและช้าที่สุด” เป็นคำแนะนำที่ผู้นำไปใช้งานจะได้ประโยชน์มากที่สุดคำแนะนำหนึ่ง ในบทความนี้ผมจะมุ่งประเด็นไปที่การก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยจะขยายความเพิ่มเติมและแสดงตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่าการก่อหนี้เพื่อซื้อบ้านนั้น เราก็ควรที่จะก่อหนี้ให้น้อยที่สุดและช้าที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน

ประเด็นของการสร้างหนี้นั้นส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการก่อหนี้เพื่อนำไปใช้จ่าย หรือซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น แต่สำหรับการก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นประเด็นยกเว้นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะถึงแม้ว่าที่อยู่อาศัยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ แต่เป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง ซึ่งหากต้องซื้อด้วยการก่อหนี้มักจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่และระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน

มุมมองด้านการบริหารเงินส่วนบุคคล การสร้างหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นการเร่งนำเงินก้อนใหญ่ที่เราไม่มีมาใช้ในปัจจุบันและจะต้องมีภาระเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งตรงข้ามกับการออมเงินระยะยาวและนำเงินที่ออมไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตรงข้ามกัน คือ ถ้าเราพิจารณาเรื่องค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) ด้วยมูลค่าเงินที่เท่ากัน ตัวเลขของเงินในปัจจุบัน (Present Value) จะน้อยกว่า ตัวเลขเงินในอนาคต (Futures Value) อย่างมาก และถ้ายิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร ส่วนต่างนี้จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ไอเดียเบื้องต้นที่เป็นตัวเลขกลม ๆ เกี่ยวกับการกู้เงิน โดยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่ 6% ต่อปี คือ การกู้เงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนจ่าย 30 ปี จะมีภาระในการผ่อนเดือนละ 6,000 บาท แต่ถ้าเราปรับระยะเวลาในการผ่อนชำระลง เหลือ 25 ปี จะมีภาระในการผ่อนละประมาณ 6,500 บาท และถ้าระยะเวลาในการผ่อนชำระลดลงเหลือ 20 ปี จะมีภาระในการผ่อนเดือนละประมาณ 7,200 บาท

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าปัจจุบันเรากู้เงินซื้อบ้านเป็นจำนวนเงิน 3,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ระยะเวลาในการผ่อนบ้าน 30 ปี เราจะมีภาระต้องชำระค่าผ่อนบ้าน เดือนละ 17,986.52 บาท (ประมาณ 18,000 บาท) ตลอดระยะเวลา 30 ปี

ในทางกลับกัน ถ้าเราออมเงินได้เดือนละ 18,000 บาท และเงินออมของเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 6% ต่อปี เราจะมีเงินหลังจากครบ 30 ปี ประมาณ 18,000,0000 บาท (18 ล้านบาท !!!) จะเห็นได้ว่าพลังของดอกเบี้ยทบต้น (อัตราผลตอบแทนทบต้น) ถ้าเราอยู่ในฝั่งที่เป็นหนี้ คือ การนำเงินที่ไม่มีมาใช้ก่อนในปัจจุบัน จะสร้างภาระให้เราอย่างมาก แต่ถ้านำเงินส่วนนี้ไปสร้างผลตอบแทนจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้เราอย่างมากในอนาคต

จากตัวอย่างที่ยกขึ้นมาข้างต้นจึงมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการซื้อที่อยู่อาศัย คือ พยายามก่อหนี้ให้น้อยที่สุด ซึ่งการจะก่อหนี้ให้น้อย สามารถทำได้โดยการใช้เงินกู้เพียงบางส่วน หรือเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่สูงจนเกินไป สำหรับประเด็นด้านระยะเวลาหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็ไม่ควรรีบสร้างภาระหนี้ เพื่อให้เราสามารถนำเงินส่วนนี้ไปสร้างผลตอบแทนให้เงินเติบโต และเมื่อมีความจำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยจริง ๆ เงินส่วนนี้จะช่วยลดภาระในการผ่อนชำระให้กับเราได้อย่างมาก

DaddyTrader


หากสนใจลงทุนใน Long Term Defensive Plus พอร์ตกองทุนรวมเน้นลงทุนระยะยาวที่จัดโดย DaddyTrader สามารถคลิกที่ https://www.finnomena.com/port/daddytrader/

Michael Bloomberg อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก และหนึ่งในผู้ลงสมัครเป็นตัวแทนพรรค Democrat ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ได้มีคุณสมบัติผ่านเข้าร่วมการโต้วาทีระหว่างผู้สมัครภายในพรรคเป็นครั้งแรก

  • โดยคะแนนนิยมระดับประเทศของ Mike Bloomberg ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 19 ซึ่งผ่านเกณฑ์ใหม่ของ Democratic National Committee ที่กำหนดให้ผู้เข้าร่วมโต้วาทีต้องมีคะแนนนิยมระดับประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10
  • นอกจากนี้ คะแนนนิยมของ Mike Bloomberg ยังสูงเป็นอันดับที่สองรองจาก Bernie Sanders (ร้อยละ 31) ขณะที่แซงหน้านาย Biden (ร้อยละ 15)
  • ทั้งนี้นาย Bloomberg เน้นการหาเสียงในรัฐใหญ่ ที่จะจัดการเลือกตั้ง primary ในวันที่ 3 มี.ค. พร้อมชูนโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลตลาดการเงิน และการเก็บภาษีบนธุรกรรมในตลาดการเงินที่อัตราร้อยละ 0.1

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/02/18/mike-bloomberg-sees-bernie-sanders-as-only-threat-to-capturing-nomination.html

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. แอปเปิลระบุว่า รายได้ของบริษัทมีแนวโน้มจะไม่เป็นไปตามเป้าในไตรมาสเดือนมี.ค. เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ทำให้การผลิตไอโฟนชะลอตัวและดีมานด์อ่อนแรงลงในจีน

  • ส่งผลให้ราคาหุ้นแอปเปิล อิงค์ ดิ่งลงกว่า 3% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทใ หลังบริษัทยอมรับว่ารายได้ในเดือนม.ค.-มี.ค. ซึ่งเป็นไตรมาส 2 ตามปีงบการเงินของบริษัทอาจต่ำกว่าคาด
  • แอปเปิลระบุว่า การผลิต iPhone ในจีนได้สะดุดลงชั่วคราว เนื่องจากสายการผลิตได้หยุดชะงักลง ขณะที่จีนประกาศขยายวันหยุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้ร้านค้าและโรงงานจำนวนปิดการดำเนินงานนานกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
  • ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ แอปเปิลคาดการณ์ว่า รายได้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 6.3-6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในในเดือนม.ค.-มี.ค. ซึ่งเป็นไตรมาส 2 ตามปีงบการเงินของบริษัท

ที่มา : https://www.cnbc.com/2020/02/18/apple-shares-slide-after-coronavirus-revenue-guidance-warning.html

HSBC Holdings PLC สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักร ประกาศปรับโครงสร้างทางธุรกิจ โดยมีแผนจะปรับลดขนาดสินทรัพย์ลงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

  • พร้อมทั้งลดสัดส่วนธุรกิจในภาควาณิชธนกิจ และปรับโครงสร้างทางธุรกิจในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับลดพนักงานลงเป็นจำนวนกว่า 35,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี
  • โดยในเบื้องต้น HSBC มีแผนจะรวมธุรกิจ Private banking และ Wealth businesses เข้าด้วยกัน รวมทั้งลดสัดส่วนธุรกิจค้าหลักทรัพย์ในยุโรปและลดจำนวนสาขาในสหรัฐฯ เพื่อประหยัดต้นทุนจำนวนกว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์
  • HSBC ต้องการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีกลุ่มธุรกิจหลักที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมรองรับกับความเสี่ยงในปัจจุบัน เช่น ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า และสถานการณ์ Brexit

ที่มา : https://www.dealstreetasia.com/stories/hsbc-restructuring-layoff-175378/

"ไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุน แต่คือผู้จัดการกองทุนบริหารพอร์ตให้คุณ"

Exclusive Fund House Portfolio

วางโบรชัวร์กองทุนที่คุณมีไว้ก่อน...

ถ้าคุณกำลังหาผู้ให้คำแนะนำการลงทุนที่น่าเชื่อถือ หรือ หาพอร์ตกองทุนที่จะให้ผลตอบแทนดีๆอยู่ เราอยากให้คุณอย่าพึ่งด่วนตัดสินใจ 

FINNOMENA ได้เสริมทัพพอร์ตการลงทุนของเราด้วย 5 พอร์ตใหม่ จากทีมผู้จัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พร้อมให้คุณได้ลงทุนแล้ววันนี้

ทุกพอร์ตส่งตรงจากทีมผู้จัดการกองทุนของบลจ.
อย่างที่เรากล่าวไป พอร์ตที่คุณจะได้รับนั้นไม่ได้มาจากที่ปรึกษาการลงทุน แต่คือผู้จัดการกองทุนมาบริหารพอร์ตให้คุณเอง

Exclusive หาไม่ได้อีกแล้วที่ไหน
พอร์ตเหล่านี้ไม่ใช่ว่าคุณจะเดินเข้าไปตามบลจ.หรือธนาคารแล้วจะได้ลงทุน ทุกพอร์ตการลงทุนที่บลจ.สร้างให้ FINNOMENA คุณจะพบได้ที่นี่ ที่เดียว

พิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น
สามารถรับคำแนะนำและลงทุนได้ผ่านทางทีมงานของ FINNOMENA ทันที

"ทุกพอร์ตในที่นี้ ทีมผู้จัดการกองทุนได้ขับเน้นจุดเด่นของ บลจ. ออกมา เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้คุณ"

ทำไมนักลงทุนถึงเลือกลงทุนกับ FINNOMENA

เปิดบัญชีเร็ว ไม่ต้องส่งเอกสาร

เพียงแค่โหลดแอพพลิเคชัน FINNOMENA คุณก็สามารถเปิดบัญชีได้ทันทีภายใน 15 นาที ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารใดๆ

แจ้งเตือนปรับพอร์ต

เราดูแลพอร์ตการลงทุนคุณไปตลอด หากอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงมุมมองหรือปรับสัดส่วนการลงทุน เราจะแจ้งคุณทันที

ไม่ถูกใจ เปลี่ยนได้ทันที

เปิดบัญชีครั้งเดียว สามารถสร้างแผนการลงทุนได้กว่า 22 แผน และสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ทันทีหากไม่พอใจ

FINNOMENA คือใคร?

FINNOMENA เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อเหล่ากูรูทางการเงินชั้นนำได้ร่วมกันทำหน้าที่ “ปลดล็อค” ศักยภาพการลงทุนและยกระดับความรู้ทางด้านการเงินการลงทุนให้แก่คนไทย เพื่อให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองและเริ่มต้นลงทุนได้อย่างถูกต้องและถูกหลักการผ่านกองทุนรวม

FINNOMENA ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก กลต. และอยู่ภายใต้โครงการ “5 ขั้นมั่นใจลงทุน”  ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาเราได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐฯ อาทิเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม

ในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าถึง FINNOMENA กว่า 70 ล้านคน มีผู้ติดตามบนสื่อออนไลน์รวมกันกว่า 1.2 ล้านคน และมีสมาชิกเว็บไซต์กว่า 120,000 คน

ส่งผลให้ FINNOMENA ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของบริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นเม็ดเงินที่ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนกว่า 8,400 ล้านบาท ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2563)

ทีมงานมืออาชีพ

ดูแลการลงทุนอย่างใกล้ชิดผ่านแอปพลิเคชัน

ซื้อขายกองทุนกว่า 19 บลจ. ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

พันธมิตรของเรา

คำถามที่พบบ่อย

FINNOMENA ได้มีใบอนุญาตการประกอบกิจการหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงอยู่ในโครงการ 5 ขั้นมั่นใจลงทุน ที่จัดโดย ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย

ดูรายละเอียดใบอนุญาต

พอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ FINNOMENA รวมถึงพอร์ตการลงทุนใหม่ในโครงการนี้ เปรียบเสมือนแม่พิมพ์ที่บอกสัดส่วนการลงทุนต่างๆที่นักลงทุนควรจะต้องลงทุนตามเพื่อให้ได้เป้าหมายผลตอบแทนและความเสี่ยงที่วางไว้

โดยปัจจุบันพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ FINNOMENA จะเป็นการบอกสัดส่วนว่าในเงินก้อนหนึ่งของนักลงทุน ควรจะนำไปลงทุนในกองทุนใดบ้าง

คุณสามารถเลือกแผนการลงทุนที่สนใจจากพอร์ตการลงทุนทั้งหมดข้างบน และดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำได้ทันที ดูขั้นตอนอย่างละเอียด

การเปิดบัญชีผ่าน FINNOMENA นอกจากจะสามารถลงทุนใน 800 กองทุนจาก 19 บลจ. ได้ทันทีแล้ว นักลงทุนจะได้รับคำแนะนำสัดส่วนในการลงทุนของพอร์ตที่คุณเลือกไว้ ทั้งนี้ในอนาคตหากมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน คุณจะได้รับ Notification / Email แจ้งเตือนทันที

และที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ คุณลงทุนที่บลจ. หรือธนาคารต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร มาที่เราเสียเท่ากัน

พอร์ตการลงทุนเหล่านี้เป็นพอร์ตที่เกิดขึ้นจากทีมนักวิเคราะห์กลยุทธ์ของบลจ.ต่างๆ ซึ่งต่างจากพอร์ตของฟินโนมีนาซึ่งมีการวางกลยุทธ์โดยทีมงานของฟินโนมีนาเอง

หากมีการปรับสัดส่วนการลงทุนเกิดขึ้น คุณจะได้รับ Notification / Email แจ้งเตือนในทันที

ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการจัดพอร์ตแต่อย่างใด

(ยังมีค่าธรรมเนียมการซื้อ ขาย และการจัดการกองทุน ที่เป็นค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปเมื่อนักลงทุน ลงทุนในกองทุนอยู่แล้ว คุณเส่ียที่บลจ.หรือธนาคารเท่าไร เสียที่เราเท่ากัน)

ทุกพอร์ตการลงทุน จะเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปที่สามารถซื้อขายได้ในตลาด

สำหรับคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งาน FINNOMENA PORT คุณสามารถสอบถามได้ที่ LINE @FINNOMENAPORT หรือโทรติดต่อที่ 02-026-5100 (10.00 – 17.00 น.)

  • ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • พอร์ตการลงทุนในโครงการเป็นพอร์ตการลงทุนจากทีมนักวิเคราะห์ของบลจ.ต่างๆที่เข้ามาร่วมในโครงการ
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุน โดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้

ทำไมต้องวางแผนการเงิน?

ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากวันนี้ เราตกงาน ไม่มีรายได้ไปอีก 6 เดือน จะทำอย่างไร?

แล้วถ้าเกิดอยู่ดีๆ เราประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้าโรงพยาบาล เราจะมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายนั้นหรือไม่?

และหากในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เราต้องเกษียณโดยที่เงินไม่เพียงพอ เราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร?

พอลองคิดตามสถานการณ์นี้ดูแล้ว เราคงไม่อยากให้เรื่องพลิกผันไปแบบนั้น ทางที่ดีเราควรจะหาทางจัดการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เพราะความเสี่ยงนั้นควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ ก็คือแผนการเงินของเรา ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงควรเริ่มต้นวางแผนการเงิน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบกับการเงินของเรา

โหลดแอปฯ FINNOMENA ได้ที่
Play Store – https://finno.me/finno-playstore
App Store – https://finno.me/finno-appstore


ติดตาม Video Content ของ FINNOMENA ทาง Youtube
ที่ https://finno.me/LifestylePlaylist

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

โรคระบาดจากไวรัสต่างๆ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้กลายเป็นปัญหาที่รุมเร้า จนทำให้โลก เกิดอาการป่วย สถานการณ์ลักษณะนี้ นักลงทุนควรทำอย่างไรดี ที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตได้ในยามที่โลกยังไม่ฟื้นตัว

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณจำเป็นจะต้องหาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เรียกได้ว่า เป็น “วัคซีน” ที่จะมาช่วยให้พอร์ตโดยรวมมีความเสี่ยงลดลง ในช่วงที่โลกยังไม่ฟื้นไข้จากอาการป่วย … ซึ่ง “คุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า วัคซีนการลงทุนที่ว่านี้ ควรจะมีคุณสมบัติโดดเด่น 2 เรื่อง

1. สามารถต้านทานต่อภาวะความผันผวนได้ในระยะยาว

2. สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี 

หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่นี่แหละโอกาส!

รอบนี้ ประเทศจีน เป็นต้นทางของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 แต่ทำไมเราถึงยังแนะนำให้ลงทุนหุ้นในกลุ่ม A-Shares ซึ่งเป็นบริษัทที่มีถิ่นฐานการทำธุรกิจในประเทศจีนล่ะ ?

“คุณณัฐกฤติ” อธิบายว่า นั่นก็เป็นเพราะหุ้นในดัชนี A-Shares มีกลุ่มที่น่าสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ กลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค (consumer) และกลุ่มธุรกิจการแพทย์ (Health care) ยกตัวอย่างเช่น บริษัทยา ซึ่งมีความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงมาก จึงทำให้ได้รับผลกระทบภาวะโรคภัยที่เกิดขึ้นน้อย ในทางตรงกันข้าม กลับมีความต้องการเพิ่มขึ้นมากด้วย

ความน่าสนใจยังไม่จบเพียงแค่นี้! เพราะในภาพรวม หุ้นจีนในกลุ่ม A-Shares ยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลจีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบอย่างต่อเนื่อง และเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้คนตื่นตระหนกมากเกินไป ตั้งแต่ต้นปี 2563

และที่สำคัญก็คือ อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของตลาดหุ้น A-Shares ยังไม่ได้อยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด fwd P/E อยู่ที่ราว 11.2 ซึ่งสะท้อนว่า หากเข้าไปลงทุนในเวลานี้ นักลงทุนก็จะได้หุ้นในราคาที่ไม่แพงนัก

ลงทุนอย่างไร เมื่อโลกกำลังป่วย?

ที่มา: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (ESU)

หุ้นกลุ่มดิจิทัลเฮลธ์แคร์ทั่วโลก

แนะนำหุ้นดิจิทัลเฮลธ์แคร์ทำไมไม่เห็นจะต่างกับการลงทุนหุ้นโรงพยาบาลเลย ?!” ต้องขอบอกว่า นี่ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะหุ้นดิจิทัลเฮลธ์แคร์ คือตัวแทนของ “การแพทย์ยุคใหม่” ที่เน้นใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ของบริษัทตัวเอง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น

“Teladoc” บริษัทผู้พัฒนาระบบเครือข่ายโทรศัพท์และ video conferencing ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงคนไข้และบุคคลากรทางการแพทย์ ผ่านโทรศัพท์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ท ในชื่อ Telehealth ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ออนไลน์ทั่วโลก

“Novocure” ผู้คิดค้นการรักษามะเร็งในสมอง เนื้องอก โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงการใช้แม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อลดการเติบโตของเซลล์ ซึ่งผลของการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น

โดยทั้งหมดนี้ สรุปได้เลยว่า “ดิจิทัลเฮลธ์แคร์” เป็นสิ่งที่จะอยู่ในกระแสความต้องการของคนทั้งโลกในระยะยาว หรือเรียกได้ว่าเป็น “เมกะเทรนด์” นั่นเอง

หุ้น E-commerce ดาวเด่นที่น่าสนใจ

นอกจากธุรกิจ E-Commerce จะอิงกระแส Mega Trend ในเรื่อง Internet Breakthrough เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง ทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว อย่างที่หลายๆคนทราบแล้ว ธุรกิจนี้ ก็ยังมีความโดดเด่นอีกหลายเรื่อง ยกตัวอย่างคร่าวๆ ก็คือ

1. ปัจจุบัน ผู้บริโภคเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นและมีแนวโน้มใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น (อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยทั่วโลก ประมาณ 53% โดยอเมริกามีอัตราประมาณ 88%)

2. ธุรกิจ E-Commerce แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

  • Traditional Retailers
  • Online Travel Agency
  • Market Place

ซึ่งธุรกิจเหล่านี้อยู่ในช่วง Growth Stage และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้าจะยังคงเติบโตได้กว่า 15%

3. ธุรกิจ E-Commerce สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ทำให้สามารถนำเสนอสินค้า บริการ และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

4. ผู้บริโภคมีความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ และการชำระเงินทำให้ง่ายต่อการใช้จ่าย

…ดังนั้น แม้จะเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เกิดปัญหาทางการเมืองระดับโลก หรือมีปัญหาโรคระบาดเกิดขึ้น ในระหว่างที่ลงทุน ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อธุรกิจกลุ่มนี้

แม้โลกจะยังไม่ฟื้นตัว แต่คุณยังมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

TISCO Wealth Advisory

ที่มาบทความ: bit.ly/tiscofeboa


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สินทรัพย์ดิจิทัลนั้นจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากหากเรารู้วิธีที่จะลงทุนกับมัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย หากเรากำลังสงสัยสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมีอะไรบ้าง บทความนี้น่าจะตอบคำถามของทุกคนได้ไม่มากก็น้อย

Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกที่ถือกำเนิดขึ้น โดยมีมูลค่าเริ่มต้นที่ประมาณ 0.003 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นมาถึง 9,795.01 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่เขียนบทความนี้

ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในปี 2017 โดยที่มูลค่าตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นจาก 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในเวลานี้ไม่ได้มีแค่ Bitcoin อีกต่อไปแต่ยังมีเหรียญอื่น ๆ ที่เรียกกันว่า Altcoins เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น Ethereum , Litecoin , Ripple ดังนั้นปัญหาคือนักลงทุนจะเลือกซื้อเหรียญชนิดใดดีให้ได้ประโยชน์สูงสุด เรามาดูกันครับ

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ดังที่ Warren Buffet นักลงทุนระดับโลกเคยกล่าวไว้ว่า “อย่าลงทุนในสิ่งที่ตัวเราไม่มีความเข้าใจ” เพราะฉะนั้นขั้นตอนแรกของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คือ ทำความเข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ มันทำงานอย่างไรและมีประโยชน์อย่างไร แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ เรายังต้องทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ศูนย์ซื้อขายรวมถึงแนวโน้มราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละตัวอีกด้วย เพราะตลาดนี้มีความผันผวนค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ ยังต้องมีการพิจารณาเรื่อง Utility หรือเรียกง่าย ๆ ว่าที่ประโยชน์ใช้สอยของเหรียญนั้น ๆ ก็ได้ครับ ซึ่งเหรียญแต่ละแบบ ก็จะมี Utility ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องค้นคว้าและทำการบ้านเยอะหน่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยผ่านหนังสือชี้ชวน หรือ Whitepapers ของเหรียญที่เราสนใจ เพราะ Utility นี้หากเรามีความเข้าใจถึงประโยชน์ใช้สอย ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง เราจะสามารถตีมูลค่าเบื้องต้นในอนาคตของมันได้เลยทีเดียว ดังนั้นหากทีมที่ออกเหรียญ ไม่ระบุให้ชัดเจนถึงประโยชน์ใช้สอย ก็อาจไม่คุ้มค่าที่เราจะเสี่ยงลงทุนในโครงการนั้นครับ แต่เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่ โครงการต่าง ๆ ก็ยังใหม่ การที่นักลงทุนจะเลือกซื้อขายเหรียญเพียงชนิดเดียวก็ถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยการเลือกซื้อเหรียญหลายๆ ชนิดเข้ามาในพอร์ตด้วย จึงจะสามารถปิดโอกาสเจ๊งและยังสามารถเพิ่มก็โอกาสการลงทุนของเราได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังในการลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัลคือเรื่องของ Scam หรือเหรียญที่หลอกลวง ปั่นกระแส ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่มี Utility ซึ่งอาจนำมาสู่การศูนย์เสียเงินลงทุนของท่านรวมถึงยังกระทบภาพลักษณ์ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย ทาง Zipmex  ก็ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงมีการคัดกรองเหรียญที่จะสามารถเข้ามาซื้อขายในศูนย์ซื้อขายของ Zipmex โดยผ่านการคัดกรองและพิสูจน์หลายขั้นตอนเพื่อเป็นการป้องกันนักลงทุนจากเหรียญ Scam ให้ได้มากที่สุด

ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล คือหนทางเดียวที่จะเอาชนะตลาดนี้ได้

การจะใช้แค่เพียงการคาดเดาว่าสกุลเงินดิจิทัลตัวใดจะร้อนแรงและมีมูลค่ามากกว่าตัวอื่นนั้น ทำได้ยากมาก ๆ เนื่องจากความไม่แน่นอนของโครงการรวมถึงความผันผวนของราคาเหรียญที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงพริบตา

นักลงทุนเองจึงต้องอาศัย 3 ปัจจัยในการพิจารณาเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

  1. การวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อจับจังหวะการซื้อขาย เพื่อดูแนวโน้มของราคา
  2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อดูสิ่งที่จะมาขับเคลื่อนและเป็นปัจจัยในการผลักดันราคาให้เพิ่มสูงขึ้น
  3. การวิเคราะสภาพตลาดหรืออารมณ์ตลาด เพื่อตรวจสอบจิตวิทยาของผู้อื่นที่เข้ามาลงทุนว่าคนส่วนใหญ่มองไปในทิศทางไหน ความโลภหรือความกลัวที่กำลังครอบงำตลาดอยู่ในตอนนี้

หากเราพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัยประกอบกัน เชื่อว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของท่านจะปลอดภัยและมีประสิทธิเพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการวิเคราะห์และค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ก็ยังเป็นงานที่เหนื่อยพอสมควร แต่เชื่อเถอะครับ ว่ามันคุ้มค่าแน่นอนหากเราตั้งใจกับมัน

ในปัจจุบันก็ยังมีบริการให้คำแนะนำด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการคาดการณ์อนาคตเกี่ยวกับเหรียญต่าง ๆ ให้เราเลือกใช้บริการอยู่มากมาย แต่อย่าลืมว่า เราควรใช้เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาเข้าลงทุนเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ เงินของเรา เราต้องรับผิดชอบมันให้ดีที่สุด ไม่มีใครห่วงเงินของเราเท่ากับเราอีกแล้ว ฉะนั้นประสบการณ์จึงมีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาที่จะเข้าซื้อ ถือ หรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลในมือของท่านนะครับ

สกุลเงินดิจิทัลที่น่าสนใจในการพิจารณาเข้าลงทุน

การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกของเหรียญใด ๆ มีความจำเป็นอย่างมาก การที่เหรียญนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในอนาคตมีหลายปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบ ข้อมูลต่อจากนี้เป็นเหรียญที่ถือว่าน่าสนใจในปี 2020 นี้เลย แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นเพียงคำแนะนำ นักลงทุนยังต้องนำไปพิจารณาควบคู่กับองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย

Ethereum (ETH) หรือ อีเธอร์เลียม

Ethereum (ETH) เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัล (Cyptocurrency) ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ สกุลเงิน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Vitalik Buterin เด็กหนุ่มอัจฉริยะชาวรัสเซีย ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ในทีมพัฒนาของ Bitcoin ก่อนจะแยกตัวออกมาสร้าง Ethereum ในปี 2013 ช่วงที่ผ่านมา นอกจากมูลค่าเหรียญของ Ethereum จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว ความสามารถของตัวเหรียญเอง ก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจไม่แพ้กัน เช่น Smart Contract

Smart Contract นับว่าเป็นความเจ๋งและเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ Ethereum ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งาน เขียนโปรแกรมลงไปในข้อมูลของเหรียญได้ โดยจะเป็นการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาตามที่เรากำหนด เมื่อมีใครทำตามเงื่อนไขนั้นสำเร็จ ก็จะได้รางวัลที่เรากำหนดไว้เป็นการตอบแทน ทำให้นักพัฒนาจำนวนมากหันมาสนใจ Ethereum และนำระบบ Smart Contract ไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายธุรกิจทั่วโลก ตัวอย่างของการนำระบบ Smart Contract ไปใช้งาน ก็อย่างเช่น การชำระค่าเช่าหอพัก การชำระค่าบัตรเครดิต ธุรกิจเช่ารถ นอกจากนี้ Smart Contract ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์, โอนเงินข้ามประเทศ, การขอใบอนุญาตต่าง ๆ หรือแม้แต่การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

Ethereum ถูกแบ่งออกเป็น Ethereum (ETH) และ Ethereum Classic (ETC) ปัจจุบัน Ethereum (ETH) มีมูลค่าตลาดกว่า 2 หมื่น 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 1ETH ต่อ 250.60 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020

Ripple (XRP) หรือ ริปเปิ้ล

เปิดตัวในปี 2012 Ripple เป็นระบบการชำระเงินแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยน และวิธีการชำระเงินที่ส่งไปยังธนาคารและเครือข่ายการชำระเงินอื่น ๆ มีแนวคิด คือการจัดหาระบบสำหรับการโอนสินทรัพย์ เช่น เงิน หรือทองไปยังระบบอื่นที่ใช้โดยธนาคารเช่น SWIFT โดยการโอนสินทรัพย์นี้จะทำงานได้จริงแบบเรียลไทม์ ทำหน้าที่เป็นทางเลือกที่ถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

โทเคนของ Ripple หรือ XRP ไม่สามารถขุดได้เหมือนกับ Bitcoin, Ether, Litecoin และ Crypto อื่น ๆ โทเคนทั้งหมดได้รับการออกจำหน่ายตั้งแต่ช่วงเวลาเริ่มต้นของ Ripple แล้ว เช่นเดียวกับการที่บริษัทออกหุ้นบางจำนวนเมื่อออกสู่สาธารณะ ผู้สร้าง Ripple แค่ตกลงจำนวน ซึ่งก็คือ 1 แสนล้าน XRP และออกจำหน่าย ปัจจุบัน Ripple มีมูลค่าตลาดสูงสุดอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 1Ripple ต่อ 0.282 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020

เราเชื่อว่า 2 เหรียญนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษถ้าเทียบกับเหรียญอื่นในท้องตลาด แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น นักลงทุนควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อที่ผลการลงทุนของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปี 2020 นี้ครับ

Zipmex


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน