แจ้งเตือน

แอบฟังนักวางแผนการลงทุน คอมเมนต์กระทู้ “อายุ...ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?”

“อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ดี?” … “ต๊ะ” นักวางแผนการเงินหนุ่ม อ่านกระทู้เด็ดจากเพจดัง แล้วหันไปคุยกับเพื่อนในทีม “นายว่า เราพิมพ์ตอบกระทู้นี้ดีไหม?”

นักวางแผนการลงทุนหนุ่มเลื่อนอ่านคอมเมนต์ต่างๆ พลางออกเสียงตาม “ผมอายุ 25 มี 20 ล้านแล้ว” “ไม่ต้องซีเรียสหรอก ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เก็บเงินเยอะแยะ พรุ่งนี้อาจไม่ได้ใช้ก็ได้!!!” “กระทู้ดัก คนอวดรวยป๊ะเนี่ย” ฯลฯ

“ยังนั่งอ่านกระทู้อยู่อีกเหรอ? นักการเงินหนุ่มอีกคนถาม

“เฮ้ยบอส!! มันน่าสนใจนะ ดักรึเปล่าไม่รู้ แต่ถ้ามีคนอยากรู้จริงๆ เขาก็น่าจะได้คำตอบดีๆ นะ” ต๊ะกล่าว

“โอ้โห เป็นคนดี๊ดีอ่ะ งั้นซ้อมตอบก่อนซิ ว่าจะพิมพ์ยังไงบ้าง?” บอสยักคิ้ว พร้อมขยับหลอดกาแฟ

แอบฟังนักวางแผนการลงทุน คอมเมนต์กระทู้ “อายุ...ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?”

ถ้ามีคนถามว่า “บอกเลยชัดๆ เป๊ะๆ ได้มั้ย ว่าอายุประมาณไหนต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่?”    

นักวางแผนการลงทุนหนุ่มหัวเราะ แล้วตอบว่า “ไม่ด้ายยยยย….คือ โดยทั่วไปแล้วอ่ะนะ การที่จะตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขจำนวนใดจำนวนหนึ่งแบบนี้ เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ จะต้องเอาปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น รายได้ ค่าครองชีพที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงค่านิยมของแต่ละบุคคลด้วย

ดังนั้น เอาแบบนี้… ขอพูดถึงหลักการแบบกว้างๆ เพื่อช่วยบริหารจัดการให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นดีกว่า ซึ่งถ้าโฟกัสกันแบบนี้ก็ทำได้หลายแนวทาง อย่างเช่น การออมเงินเผื่อฉุกเฉินไว้ราว 3-6 เท่า ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน และ การใช้สมการเงินออม แบบนี้

“รายได้ – เงินออม = รายจ่าย”

สมการนี้ จะช่วยให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะมีการหัก “เงินออม” ออกมาก่อนที่จะใช้จ่ายแต่ละเดือน… ไม่ใช่ว่า ใช้จ่ายก่อน ถ้าเหลือ จึงจะมีเงินเก็บ

อ่อๆ นายว่าเราจะตอบเสริมแบบนี้ด้วยดีมั้ยว่า.. นอกจากเรื่องของการออมที่เล่ามาแล้วเนี่ย การจะมีเงินเหลือเท่าไหร่ในแต่ละช่วงอายุนั้น ยังมีอีก “3 ปัจจัย” ที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของเงินออมด้วย ซึ่งกรณีนี้จะอธิบายสำหรับคนที่นำเงินออมที่ออมได้ไปลงทุนต่อ …โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อมูลค่าเงินประกอบด้วย

1. เงินต้น

2. ระยะเวลาในการลงทุน

3. ผลตอบแทน

โดยส่วนประกอบทั้ง 3 ข้อนี้ จะส่งผลอย่างมากต่อมูลค่าเงินออมและเงินลงทุนในอนาคต โดยสมมุติว่านาย A อายุ 25 ปี ได้เงินเดือน 20,000 บาท/เดือน เงินเดือนขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี มีการหักรายได้ 10% เพื่อนำไปลงทุนในกองทุนรวมที่มีการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทุกปี และได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7% ต่อปี ซึ่งในช่วงอายุต่างๆควรจะมีเงินเก็บ ในส่วนที่เป็นเงินลงทุนดังนี้

a. อายุ 30 ปี จะมีเงินราว 200,000 บาท

b. อายุ 40 ปี จะมีเงินราว 1,000,000 บาท

c. อายุ 50 ปี จะมีเงินราว 3,500,000 บาท

d. อายุ 60 ปี จะมีเงินราว 8,400,000 บาท

ถ้าสมการเป็นแบบนี้ ณ อายุ 60 ปี นาย A จะมีเงินเก็บรวมทั้งสิ้น 8.4 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินต้นที่หักจากรายได้ไปลงทุนทุกปีเป็นระยะเวลา 35 ปี ราว 3.3 ล้านบาท และจะมีกำไรจากการลงทุนถึงเกือบ 5.1 ล้านบาท

ซึ่งตัวเลขทั้งหมดที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ไม่ต้องสับสนวุ่นวายใจกับมันมากนัก เพราะเป้าหมายหลักจริงๆ ก็คือ อยากจะชี้ให้เห็นว่า “การกันรายได้ของเราออกมาเพียงแค่ 10% ของเงินเดือน และนำมาลงทุนต่อ ก็สามารถทำให้เงินของเรางอกเงยได้อย่างมากแล้ว”

แอบฟังนักวางแผนการลงทุน คอมเมนต์กระทู้ “อายุ...ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?”

แล้วถ้ามีคอมเมนต์อีกล่ะว่า “ง่ายไป! แค่ออมทุกเดือนแล้วรวย เศรษฐีก็เต็มประเทศสิ!!”

ฮ่าๆๆๆ อินเนอร์ล้วนๆ เลยอ่ะ ขอบใจที่ช่วยคิดนะ …คือ เราก็คงพิมพ์บอกเขาไปอ่ะว่า ช่ายยยย…มันไม่ง่ายจริงๆ เพราะนอกจากประเด็นที่ว่า “อายุเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่?” แล้วอ่ะนะ หลายๆ คนมองข้ามเรื่องๆ นึงไปจริงๆ  นั่นก็คือ “การวางแผนเพื่อรักษาความมั่งคั่งที่เราได้สะสมมา”

ลองคิดดูนะว่า ถ้าเราหรือคนในครอบครัวต้องป่วยเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนหลายล้านบาทในการรักษา เงินที่เราได้เก็บสะสมมาทั้งหมดจะลดลงขนาดไหน หรือๆๆๆ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเราหรือคนในครอบครัว ฐานะทางการเงินและอนาคตของเราจะเป็นยังไง ต่อให้มีเงินเก็บหลักล้านก็อาจจะสะดุ้งสะเทือนเหมือนกันนะ เรื่องพวกนี้ สำคัญไม่แพ้คำถามที่ว่า “อายุเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่?” เลยล่ะ

ดังนั้น ตัวช่วยรักษาความมั่งคั่งที่น่าสนใจให้กับชีวิตก็คือ การทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากเหตุไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี

แอบฟังนักวางแผนการลงทุน คอมเมนต์กระทู้ “อายุ...ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?”

ขอวกมาเรื่องการลงทุนอีกนิด ถ้ามีคนคอมเมนต์ถามว่า “ขอคำแนะนำการลงทุนที่ได้กำไรเยอะๆ เร็วๆ ได้ไหม?” จะตอบยังไง?

นักวางแผนการลงทุนหนุ่มมองหน้าเพื่อน เออ…เนอะ คำถามนี้ต้องมีแน่ อันนี้ก็ต้องตอบว่า…ในโลกของการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ก็มักต้องแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ตรงกันข้าม ถ้าเราลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนที่คาดหวังได้ก็จะต่ำเช่นกัน

ดังนั้น เราจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าเราต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ รับความผันผวนเหล่านั้นได้มาก-น้อยแค่ไหนและมีกรอบระยะเวลาในการลงทุนนานเท่าไหร่ ปัจจัยพวกนี้จะนำไปสู่ทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเรา

หากเราเป็นคนที่มีระยะเวลาในการลงทุนยาวนานพอก่อนเกษียณ เช่น 5-10 ปีขึ้นไป คาดหวังผลตอบแทนที่สูงและสามารถรับความผันผวนได้ สินทรัพย์ที่เหมาะกับเราก็คือ หุ้น, กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หากเราเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือมีกรอบระยะเวลาการลงทุนไม่ยาวนาน เช่น ต่ำกว่า 1 – 3 ปี ผลตอบแทนที่คาดหวังก็ควรจะลดต่ำลงมา ดังนั้น สินทรัพย์ที่เหมาะกับเราก็คือ ตราสารหนี้, หุ้นกู้ รวมถึง กองทุนรวมที่มีนโยบายเน้นลงทุนในสินทรัพย์ข้างต้นที่ได้กล่าวไป

ส่วนการลงทุนฮิตๆ ใน “Forex” และ “Cryptocurrency” ที่พูดถึงกันมากนั้น ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับการลงทุนสินทรัพย์เหล่านี้ ดังนั้น ถ้าจะลงทุนผู้ลงทุนจะต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนไว้ด้วยตัวเอง ก็ต้องแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนพวกนี้ไปก่อน

และก็เหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนการตัดสินใจลงทุนมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเลือกแนวทางการลงทุนแบบไหน ดังนั้น เมื่อเราสามารถประเมินตนเองได้แล้ว ก็ควรเริ่มศึกษาและวางแผนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเรา เพื่อที่จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ในระยะยาว…แบบนี้พอได้มั้ยอ่ะ

“อืม…พอได้” บอสคอมเมนต์

“นี่คือ พูดให้กำลังใจรึเปล่า” ต๊ะถาม

เสียงดูดกาแฟแบบรวดเดียวหมดแก้วดังขึ้น …พร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายว่า “ดูออกเลยเหรอ?”

ที่มาบทความ : https://www.facebook.com/tiscomastery/

“หนี้” 1 ในคำสั้นๆ ที่กลายเป็นสภาวะทิ้งตัวของใครหลายๆ คน และ 1 ในภาวะที่เชื่อว่าทุกๆ คนคงไม่อยากเป็นกัน วันนี้ #อ่านข่าวนอก ขอมาแชร์มุมมองการบริหารหนี้ สำหรับคนที่เป็นหนี้กันไปแล้ว ว่าทำอย่างไร จะได้ใช้หนี้อย่างคุ้มค่าและหมดให้ไวที่สุด

ในกรณีที่หนี้สิน “รุงรัง” ไปหมด ก่อนอื่นเลยมี 4 สิ่งที่ต้องรู้้

  1. ยอดหนี้มีเท่าไหร่ – เพื่อที่จะได้เห็นเป้าหมายว่าการปลดหนี้ของเรานั้นใกล้ หรือไกลเพียงใด ซึ่งจะช่วยให้เรานั้นบริหารกระแสเงินสดได้ดียิ่งขึ้น
  2. รายได้คงเหลือของเรา – เราควรเช็ครายได้รายเดือนของเรา ทั้งก่อน และหลังชำระสินเชื่อในแต่ละเดือน เพื่อนำมาวางแผนในการชำระให้ถูกต้อง
  3. ดอกเบี้ยคิดอย่างไร และเท่าไหร่ – สิ่งสำคัญต่อมาก็คือ เราต้องรู้ให้ได้ว่า “หนี้” ที่เราติดอยู่นั้นมีวิธีการคิดดอกเบี้ยแบบใด เช่น ชำระแบบลดต้นลดดอก หรือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งมีความสำคัญมาก จึงขอลงรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

โดยทั่วไปแล้วการคิดดอกเบี้ยนั้นมี 2 แบบข้างต้น ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อเราชำระเงินเข้าไปจำนวนหนึ่ง เช่น 2,000 บาท เงินจำนวนนั้นจะถูกกันส่วนหนึ่งเพื่อไปชำระดอกเบี้ย และส่วนที่เหลือจะถูกนำไปชำระเงินต้น แต่สิ่งที่ต่างคือภาระดอกเบี้ยที่ เท่าเดิม หรือ ลดลง ในการชำระงวดถัดๆ ไป โดยในกรณีของแบบลดต้นลดดอกนั้น เมื่อชำระแล้วงวดถัดไปเราจะเสียดอกเบี้ยน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากคิดบนเงินต้นที่น้อยลง เช่น ติดหนี้ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 2% (สมมติว่าต่องวด) จะทำให้ดอกเบี้ยเท่ากับ 200 บาท (10,000 x 2% = 200) ทำให้เหลือชำระเข้าเงินต้นที่ 1,800 บาท

ส่งผลให้ในงวดถัดมาดอกเบี้ย 2% ต่องวดดังกล่าวจะคิดจากเงินต้นเพียง 8,200 บาทเท่านั้น ทำให้เราเสียดอกเบี้ยในงวดถัดมาเพียง 164 บาท และ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะชำระเงินต้นทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า หากเรายิ่งชำระต่องวดมากเท่าไหร่ งวดถัดๆ ไปจะเสียดอกเบี้ยน้อยลงเท่านั้น และทำให้เราเสียดอกเบี้ยโดยรวมทั้งหมดน้อยลง

ในขณะที่หากเป็นการคิดดอกแบบอัตราคงที่ หากเราชำระเท่ากันที่ 2,000 บาท งวดต่อๆมาก็จะเสียดอกเบี้ย 200 เท่าเดิมอยู่ดี เนื่องจากคิดจากเงินต้นที่ 10,000 เสมอ ส่งผลให้ไม่มีความจำเป็นอันใดที่เราจะต้องชำระเกินเข้าไป เพราะไม่ช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้แม้แต่บาทเดียว ซ้ำยังทำให้เราเสียโอกาสที่จะนำไปลงทุน หรือชำระสินเชื่อตัวอื่นที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ส่วนถัดมา คือ คิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ ซึ่งจะช่วยให้เราเลือกถูกว่าควรชำระหนี้ก้อนไหนก่อน หากเป็นการคิดแบบลดต้นลดดอกเหมือนกัน กล่าวง่ายๆ คือ หากคิดดอกแบบลดต้นลดดอกเหมือนกันแล้ว ก็แนะนำให้ชำระตัวแพงก่อน เพื่อประหยัดดอกเบี้ยที่จะต้องเสียทั้งสัญญาให้ได้มากที่สุด

และข้อสุดท้าย 4. ผ่อนเท่าไหร่ และคิดอัตราผ่อนอย่างไร – การที่เรารู้ว่าผ่อนเท่าไหร่ จะช่วยให้เราคำนวณได้ถูก ว่ารายได้ที่เหลือนั้นพอชำระหรือไม่ แต่สำคัญกว่าก็คือ ผ่อนอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปแล้วสินเชื่อเงินก้อนทั้งหลายจะมีอัตราผ่อนแบบคงที่ กล่าวคือ กรณีกำหนดมาแล้วว่า 2,000 ต่อเดือน ก็จะต้องชำระ อย่างน้อย 2,000 ต่อเดือนเสมอ ไม่ว่าเดือนก่อนหน้าจะผ่อนไปกี่แสนก็ตาม กับอีกกรณีคือ อัตราผ่อนที่ลดตามเงินต้น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นรูปแบบของบัตรกดเงินสด และบัตรเครดิต (ต้องมิใช่กรณีทำผ่อนของตามโปรโมชั่น) โดยทั่วไปบัตรกดเงินสดมักมีกำหนดอัตราผ่อนไว้ 3-5% ของเงินต้นคงเหลือ หรือขั้นต่ำ 500-1,000 บาท แล้วแต่อัตราไหนสูงกว่า กับบัตรเครดิตทีมักกำหนดให้ชำระขั้นต่ำ 10% ของเงินต้นหรือ 500-1,000 บาทแล้วแต่ตัวไหนสูงกว่าเช่นเดียวกัน ส่งผลให้การชำระสินเชื่อประเภทนี้เป็นจำนวนมากในเดือนนั้นๆ จะทำให้อัตราผ่อนในเดือนหน้าของเราลดลง

สุดท้ายแล้ว เมื่อเงินเริ่มเหลือ ก็อย่าลืมเก็บออม และวางแผนให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาติดวังวนนี้อีกต่อไป…

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

เพราะการใช้ชีวิตของเรานั้น ไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราหรือครอบครัวบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเราหรือไม่ การวางแผนหรือเตรียมการณ์เผื่อไว้จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำ เพราะหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ถือว่าเราโชคดี แต่หากมันเกิดขึ้นกับเราจริง ๆ อย่างน้อย ๆ เราก็ได้วางแผนไว้บ้างแล้วก็ยังดี ซึ่งเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย ภาษีต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อรายได้ของเรา ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ลดลง หรือ ตกงาน รวมถึง การเจ็บป่วย โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ พิการ การเสียชีวิต ไฟไหม้ เป็นต้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง บางกรณีอาจมีผลกระทบและเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของครอบครัวไปเลยก็เป็นได้

วันนี้เรามีแนวทางการวางแผนสำรอง เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยแยกเป็นแต่ละหัวข้อ ดังนี้

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

1. รายได้สำรอง / รายได้เสริม

การมีรายได้ทางเดียว ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเงินค่อนข้างสูง เพราะหากเกิดตกงาน หรือธุรกิจนั้นเกิดมีปัญหา อาจทำให้รายได้ที่มีอยู่หายไป หรือลดลง ซึ่งต้องมีผลกระทบทางการเงินอย่างแน่นอน ฉะนั้น หากท่านใด ยังมีรายได้แค่ทางเดียว ลองมองหาธุรกิจอื่นเสริม หรือ หารายได้เสริม ที่คิดว่าเหมาะกับความถนัดของเรา

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

2. แบ่งเงินสำรองไว้ ขั้นต่ำ 3 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน

หลายท่านอาจจะกันเงินส่วนนี้ไว้อยู่แล้ว แต่สำหรับบางท่านที่ยังไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก้อนนี้ ท่านสามารถทยอยเก็บเงินส่วนนี้ โดยอาจจะมีเป้าหมายเก็บเงินก้อนนี้ภายใน 1 – 2 ปี แนะนำฝากเงินก้อนนี้ ในรูปแบบของการฝากธนาคาร หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ฝากง่าย ถอนง่าย สภาพคล่องสูง สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

3. ป้องกันความเสี่ยงด้วยแผนประกันภัย

วิธีนี้ จะเป็นวิธีที่โอนความเสี่ยง ด้านการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ เสียชีวิต ประกันภัยทรัพย์สิน เช่น ประกันรถ ประกันอัคคีภัย ให้กับบริษัทประกันภัยรับความเสี่ยง ทั้งนี้ สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนวิธีนี้ คือ ความสามารถในการชำระเบี้ย โดยพิจารณาว่าเบี้ยประกันที่ชำระนั้น เราสามารถชำระได้ ไม่ได้สูงเกินความสามารถในการชำระของเรา และที่สำคัญแผนประกันที่เราซื้อนั้น ครอบคลุมคุ้มครองมากน้อยเพียงไร เพราะแต่ละแผนนั้น จะมีวงเงินคุ้มครองที่ต่างกัน และควรศึกษาถึงเงื่อนไขและข้อยกเว้นด้วยนะคะ ว่ามีอะไรบ้างที่บริษัทประกันไม่คุ้มครอง

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

4. บัตรเครดิต / บัตรกดเงินสด

หากยังไม่มีเงินสำรองที่มากพอ ลองสำรวจวงเงินบัตรเครดิต / บัตรกดเงินสดของเราดูสิคะ ว่ามีวงเงินเหลือไว้ใช้ เผื่อกรณีฉุกเฉินเท่าไหร่ หรือเราอาจจะวางแผนการใช้บัตรเหล่านี้ ไม่ใช้จนเต็มวงเงิน หรือใช้เท่าที่จำเป็นเพราะหากเรามีวินัยในการใช้บัตรเหล่านี้ ฉุกเฉินก็ยังมีตัวช่วยอีกทางนะคะ และสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน อัตราดอกเบี้ย เพราะส่วนมากอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 20% – 25% ต่อปี

แผนสำรอง..เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน

5. สินทรัพย์ที่มีอยู่

ลองมาสำรวจสินทรัพย์ที่มีอยู่กันค่ะ ว่าหากฉุกเฉินสินทรัพย์ตัวไหนจะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนำไปขาย หรือค้ำประกันการกู้ยืม ยกตัวอย่างเช่น

ทองคำ , ของมีค่า , ของใช้ส่วนตัว เช่น พระเครื่อง นาฬิกา กระเป๋า แบรนด์เนม ต่าง ๆ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในวันฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่ควรพิจารณา คือ ความคุ้มค่าระหว่างหากขายไป กับ จำนำ อย่างไหนจะดีกว่ากัน เพราะหากวันหนึ่งอยากจะกลับมาซื้อใหม่ จะคุ้มค่าหรือไม่

รถ , โฉนดที่ดิน หากต้องการใช้เงินด่วน ๆ ที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สภาพคล่องต่ำ เพราะหากต้องการขาย อาจจะขายไม่ได้ในทันที กรณีฉุกเฉินที่ดินจึงอาจจะนำไปจำนอง เพื่อให้ได้เงินใช้ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ก็พิจารณาให้ดีถึง เงื่อนไขของสัญญาและอัตราดอกเบี้ย นะคะ

สลากออมสิน / สลาก ธกส. หากท่านมีอยู่ก็สามารถนำไปค้ำประกัน เพื่อขอเงินกู้ได้นะคะ โดยทางธนาคารจะให้กู้วงเงิน 90% – 95% ของจำนวนเงินที่ซื้อสลาก และอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำเพียง 2.5% – 4% ต่อปี ทั้งนี้ เป็นไปตามอัตราที่ธนาคารกำหนดนะคะ

กรมธรรม์ประกันชีวิต หากขอยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบสัญญา อาจจะไม่คุ้มกับเบี้ยประกันที่เราชำระไป ท่านมีทางเลือกหากต้องการใช้เงิน สามารถขอกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของเราได้ ซึ่งวงเงินกู้จะได้มากน้อยเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับแบบประกันหลักที่เราทำ เพราะแต่ละแบบมูลค่ากรมธรรม์จะต่างกัน และขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราชำระเบี้ยไปแล้ว ส่วนสัญญาเพิ่มเติมประเภท ประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ หรือโรคร้ายแรง นั้นจะไม่ได้นำมาคิดเป็นมูลค่าของกรมธรรม์ให้กับเรานะคะ เพราะเบี้ยเหล่านี้เป็นสัญญาเพิ่มเติม หรือที่หลายท่านคุ้นเคยเรียกกันว่า เบี้ยทิ้ง นั่นเองค่ะ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กรมธรรม์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 6% – 8% ต่อปี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันแต่ละที่นะคะ

ทั้ง 5 แนวทางที่ได้กล่าวข้างต้น ในการวางแผนสำรอง เผื่อกรณีฉุกเฉินทางการเงิน ก็คงเป็นประโยชน์กับทุกท่านได้บ้างนะคะ จะเลือกวางแผนแบบไหน เปรียบเทียบถึงอัตราดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ด้วยนะคะ

เพราะถ้าเราไม่วางแผนไว้เลย นั่นเท่ากับว่าเรารับความเสี่ยงไว้เต็ม ๆ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ถือว่าโชคดี แต่หากเกิดโชคร้าย เราก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย เพราะไม่มีใครที่ล่วงรู้อนาคตว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

“กันไว้ดีกว่าแก้” ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทกันดีกว่านะคะ

By Thidarat Keereeta, Finance Coach.

How to ทำอย่างไรให้งบงานแต่งงานไม่บานปลาย

สำหรับบทความที่แล้ว เป็นเรื่องของการวางแผนของฝ่ายเจ้าสาว ก่อนตัดสินใจแต่งงานนะคะ หวังว่าจะได้รับประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ เพราะแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายๆ คน และเรื่องใหญ่ต่อมาก็คงไม่พ้น “งานพิธีการ” ซึ่งแล้วแต่ครอบครัวไหนจะเรียกกัน ไม่ว่าจะเป็น พิธีมงคลสมรส พิธีฉลอง งานหมั้น งานแต่ง ก็คงจะกังวลเรื่องงบประมาณ แต่ถ้าสมมติว่า ได้ฤกษ์ยามที่จะจัดพิธีแล้วนั้น ลองมาดูสูตรที่ทำให้งบงานแต่งงานไม่บานปลาย ด้วย SSST กันค่ะ

S ที่ 1 : Sequence

Sequence เป็นตัวกำหนดอย่างดีว่า จะมีพิธีการอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็น จะหมั้นเช้า แต่งเย็น หมั้นปีนี้ แต่งปีหน้า หรือ จะมีช่วงเวลาสำคัญๆ อะไรบ้างในแต่ละพิธีการ หรืองานเลี้ยง จะทำพรีเว็ดดิ้งหรือไม่ ต้องมีชุดเช้า ชุดเย็น ชุด after party หรือเปล่า เมื่อกำหนดออกมาแล้ว จะทำให้เห็นภาพ และจะทำให้รู้ว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดงานแบบนั้นขึ้นมาค่ะ

S ที่ 2 : Scale

Scale คือ ตัวกำหนดขนาดของงานค่ะ จากประสบการณ์แล้ว งบประมาณราว 50% จะอยู่ที่ค่าอาหารเครื่องดื่มค่ะ ถ้าจัดที่โรงแรม หรือสถานที่ที่ขายอาหารเครื่องดื่มด้วยแล้ว ก็จะไม่มีค่าสถานที่ ถ้างานพิธีนั้น เชิญผู้มีเกียรติเป็นจำนวนมาก งบประมาณค่าอาหารก็จะสูงตาม เช่น ถ้าเป็นจัดเลี้ยงบุฟเฟต์อาหารฝรั่ง หรืออาหารจีน มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล งบค่าอาหารเครื่องดื่ม อาจจะมากกว่าหัวละ 1,000 บาท แต่ถ้าลดขนาดงานลงมา หรือ เปลี่ยนเป็นอาหารบุฟเฟต์อาหารไทย (ข้าว แกง ขนมจีน) อาจจะลดงบประมาณลงมาได้ แต่ที่สำคัญคือ แขกได้รับอาหารทั่วถึง และอร่อยถูกปากนะคะ และถ้าขนาดงานใหญ่แล้ว การตกแต่งประดับ ซุ้มถ่ายรูป อาจจะต้องใหญ่ตาม หรือแม้กระทั่งต้องมีวงดนตรี มีช่างภาพช่างไฟ แบบฟูลออปชั่นขนาดไหน อย่าลืมคิดเผื่อไปด้วยนะคะ

S ที่ 3 : Scope

Scope คือ ตัวที่บอกว่า งานชิ้นไหน ที่บ่าวสาวจะรับผิดชอบตัดสินใจตั้งแต่ต้นจนจบ จริงๆ แล้วหน้าที่ของบ่าวสาวในพิธี คือ การเป็นเจ้าบ่าว เจ้าสาวค่ะ ไม่ใช่การที่ต้องมานั่งวิ่ง แย่งไมค์พิธีกร ตัดสินใจว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร ปัญหาส่วนตัวที่เจอมาในงานของตัวเองก็เรียกว่าเพียบเลยค่ะ ทั้งดอกไม้รับตัวเจ้าสาวไม่มาส่งทั้งๆ ที่สั่ง และโอนเงินไว้แล้ว พี่สาวของเจ้าสาวก็เลยแก้ปัญหาด้วยการให้พี่เขยวิ่งไปซื้อให้ทันที เพื่อให้ทันฤกษ์รับตัว ก่อนสวมแหวน หรือแม้แต่เรื่องแขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เดินไปตักอาหารก่อนที่จะถึงเวลาอาหารเที่ยง ซึ่งเจ้าสาวตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นช่วงพิธีรดน้ำสังข์อยู่ พอรับสัญญาณมาจากพี่ทีมอาหารและสถานที่มาแล้ว เราก็คิดว่า Scope งานสำหรับเรา คือ ทุกคนในงานต้องได้กินอิ่มและอร่อย ก็เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการเปิดไลน์อาหารไปเลย และให้พิธีกรประกาศออกไมค์ไปแทนว่าเรียนเชิญตักอาหารได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ไม่มีใครคาดคิด จริงไหมคะ

T สุดท้าย : Theme

หลายครั้งที่งานพิธีไม่ใช่แค่สาระสำคัญ คือ การเลี้ยงข้าว และถ่ายรูป ไม่เช่นนั้นก็คงแค่ปิดห้องอาหาร แล้วประกาศไปเฉยๆ ว่า “แต่งงานกันแล้ว” เช่นนั้น บางบ้านผู้ใหญ่เองก็อาจจะไม่ยอม แต่เพราะพิธีการแต่ละช่วง แต่ละตอนมีความหมายสำคัญ หรือจะมีลูกเล่นสนุกๆ อะไร ให้แขกได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับงานเลี้ยงของเราไปด้วย

ที่พบเจอบ่อยๆ คือมี Theme สี ซึ่งคู่บ่าวสาวมักจะบอกกันตั้งแต่ในการ์ดเชิญ หรือเขียนให้รู้ในการ์ดเชิญเป็น Dress code หรืออาจจะเป็น Theme เรื่องราวในสายอาชีพของทั้งสองฝ่าย (หากสองฝ่ายมีเครื่องแบบ) หรือจะเป็น Theme ตามเทพนิยาย, การ์ตูน Disney หรือแม้กระทั่งการทำพิธีอย่างเคร่งครัดตามศาสนา หรือตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอด และมีการสอดแทรกความรู้ ความหมายระหว่างพิธีการ ก็จะช่วยให้แขกรู้สึกมีส่วนร่วม และเกิดความประทับใจ เป็นที่จดจำมากขึ้น

เมื่อทำตามนี้ อาจจะไม่ได้รับรองว่างบประมาณงานเลี้ยงฉลองจะถูกสตางค์ลง แต่มันจะช่วยให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว เห็นภาพมากขึ้นว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญสำหรับงานเลี้ยงฉลองของตัวเอง โดยเมื่อหาค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการออกมาได้แล้ว คู่บ่าวสาวอาจจะมาช่วยพิจารณากันได้อีกว่า สิ่งไหนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งไหนตัดออกได้ และต้องไม่ลืมกันงบประมาณเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหน้างาน อีกซัก 5-10% เช่น ค่าซองใส่ให้บริกร, ค่าดอกไม้ที่คนลืมมาส่ง เป็นต้น

เจ้าบ่าวเจ้าสาว มีหน้าที่มีความสุข และรู้สึกขอบคุณแขกผู้มีเกียรติในงานพิธีค่ะ การเตรียมตัวที่ดีมาก่อนงานเริ่ม จะช่วยให้คู่บ่าวสาวสามารถเก็บช่วงเวลาประทับใจครั้งสำคัญของชีวิตได้อย่างเต็มที่

จับตากองทุนหุ้นเทคโนโลยี หลังงบออก จะไปต่อหรือไม่… ใช่จังหวะซื้อหรือยัง!? คืนนี้พบกับ Mr. Messenger และ BuffettCode

ประเด็นเด่นประจำสัปดาห์

– ดอกเบี้ยเงินฝาก สรุปเก็บไม่เก็บ?
– เจ้าสัว ลาออก CPF กระทบหรือไม่?
– ราคาน้ำมันจะขึ้นได้ถึงไหน!?

ช่วง FINNOMENA PORT มาดูกันว่าสัปดาห์นี้อย่างไร? พร้อม Market Factors เปิดงบหุ้นกลุ่มเทคฯ Facebook Twitter Microsoft ห้ามพลาดนะครับ…

ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/finnomena/videos/

Financial Life – EP 8 : อย่าวัดความ “รวย” ด้วยตัว “เงิน”
ติดตาม FINNOMENA PODCAST


ฝันของคนจำนวนมาก วาดไว้ว่าตัวเองจะต้องเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านพันล้านให้ได้ก่อนลมหายใจสุดท้าย บางคนอาจไม่ได้ฝันถึงตัวเลขแบบเป๊ะๆว่าจะเป็นเท่าไหร่ แต่ก็คิดไว้เล่นๆว่า เอาให้มากสุดเท่าที่เราจะทำได้

ฝันให้ยิ่งใหญ่นั้นทำได้ครับ เปรียบเหมือนโฆษณาหนึ่งที่พูดว่า “ตีลูกกอล์ฟ ต้องตีลูกให้ไกลถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดเราก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” ลองได้ฟังมาอย่างนี้ หวังอะไร เราก็หวังไกลๆไว้ก่อน ยิ่งใหญ่ไว้ก่อน โดยไม่ประเมินศักยภาพของตัวเองเลยว่าจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหน พอนานเข้า เราทำได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้ จากแรงบันดาลใจกลับกลายเป็นความท้อแท้หมดกำลังใจไปในที่สุด กลายเป็นปมในชีวิตทันที

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัทได้เงินเดือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ บาท วาดฝันว่าตัวเองจะมีเงินเก็บให้ได้ ๑๐ ล้านบาท ภายในสิบปี คิดเล่นๆว่าเงินเดือนที่ได้มา เราไม่ใช้เลยซักเดือน เก็บไปตลอดสิบปี ถามตรงนี้เลย คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมครับ? ลองดูตาราง ผมสมมติว่าเราเริ่มต้นทำงานในปีแรกเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ทำงานเก่งมาก เงินเดือนขึ้นปีละ ๑๕% ทุกปี ได้มาเท่าไหร่ เก็บมันเท่านั้น และเอาไปลงทุนต่อเนื่อง ได้ปีละ ๕% ทุกปี

จากตารางข้างบน ผ่านไป ๑๐ ปี เงินออมเราอยู่ที่หกล้านบาทต้นๆเอง พลาดจากเป้าหมายไปเกือบๆ ๕ ล้านบาท หลายคนอาจจะเถียงผมว่า เรามีวิธีเพิ่มรายได้ทำให้เงินออมเราเพิ่มขึ้นด้วยวิธีอื่น เช่น หาอาชีพเสริม หรือ เปลี่ยนงาน ไปทำงานในที่ที่ให้เงินเดือนสูงกว่า หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ นำเงินออมที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ๕% ต่อปี อันนี้ก็ไม่เถียงครับ แต่อย่าลืมว่า ตัวอย่างที่ผมยกมาให้ดูอันนี้ หมายถึง เราได้เงินเดือนมาเท่าไหร่ เราไม่ใช้เงินนั้นเลยซักบาทนะครับ เพราะฉะนั้นในชีวิตจริงมันคงเป็นไปได้ยากกว่าตัวอย่างที่ผมยกมาให้ดู เห็นอย่างนี้เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก ดูจะไกลเกินเอื้อมขึ้นมาอีกเยอะ คิดไปคิดมา หมดกำลังใจออมเงิน กลับไปช้อปปิ้งเที่ยวเล่นกับเพื่อนดีกว่า นี่คือชีวิตจริงหลังจากเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจไปก่อน

ลองเปรียบเทียบอย่างนี้ดูนะครับ ถ้าเรารู้ตัวว่าเป็นคนมีทุนน้อย เราก็ค่อยๆตั้งเป้าหมายของการเจริญสติปัญญาว่า เราจะเรียนรู้กายเรียนรู้ใจไปเรื่อยๆทุกๆวัน ขยันก็ปฏิบัติ ขี้เกียจก็ปฏิบัติ ไม่รีบร้อนเกินไป ทำไปเรื่อยๆ ส่วนอีกคน พอรู้จักพระพุทธศาสนาปุ๊บก็ลงมือปฏิบัติปั๊บ กะว่าจะบรรลุให้ได้ภายในหนึ่งปี ผลจากการปฏิบัติของคนสองคนนี้จะเป็นอย่างไร ผมอยากให้นึกกันเอาเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างเชื่อ ก็คือ ความสุขที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติของคนสองคนไม่น่าจะเท่ากัน

ใช่ครับ ผมกำลังจะบอกว่า บางครั้งความสำเร็จมันไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมายให้สูงและบอกกับตัวเองว่าเราต้องวิ่งไปให้ถึงให้ได้ซักวัน นักวิ่งมาราธอน เป้าหมายของเขาคือเข้าเส้นชัยให้ได้ที่หนึ่ง เป้าหมายนั้นมีไว้สำหรับตอนซ้อม และก่อนออกสตาร์ท แต่พอตอนออกสตาร์ทไปแล้วนะ เขาจะค่อยๆมองไปทีละก้าวทีละก้าว ทำแต่ละก้าวให้เหมือนกับที่เคยซ้อมมา ลองถ้าคิดถึงเส้นชัย อยากจะไปให้ถึงเร็วๆ เร่งฝีเท้าตั้งแต่กิโลเมตรแรก รับรองหมดแรงก่อนแน่นอน

ปรับเป้าหมายให้เหมาะกับตัวเอง ความรวยของแต่ละคน เมื่อวัดเป็นตัวเงิน อาจจะไม่เท่ากัน จำไว้ การมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เรามีมากกว่าคนอื่นเท่าไหร่ แต่มันขึ้นอยู่กับคำว่า “พอ” ที่มีในใจเรามากกว่าครับ ตัวอย่างก็ให้เห็นอยู่ทุกวัน คนรวยไม่จำเป็นต้องมีความสุข คนมีความสุขไม่จำเป็นต้องรวย

คำถามสำคัญคือ คำว่า “พอ” เนี่ย เท่าไหร่เราถึงเรียกว่าพอ?

ยากนะครับ เพราะต่างคนก็ต่างความคิดเห็น ส่วนตัวแล้วผมมองว่า ความสำเร็จมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าจะต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ เป็นขั้นตอนไปเรื่อยๆ แต่จุดเริ่มต้นของคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การงาน หรือการปฏิบัติธรรม ก็คือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และการมีความเชื่อว่า ตัวเราสามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ ลองได้คิดอย่างนี้ ต่อให้มีปัญหารุมเร้า หรือมีอุปสรรคเกิดขึ้น เราก็มองว่ามันคือประสบการณ์ที่ดี ไม่ได้มองว่ามันเป็นความล้มเหลวของชีวิต กำลังใจที่ทำให้คนเราสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้แต่ละครั้ง เกิดจากการที่เราเคยพลาดและล้มลงในอดีต แต่ยังสามารถลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ทุกครั้งๆนะครับ

ถ้าเราไม่วัดความรวยด้วยตัวเงิน แล้วเราควรวัดด้วยอะไร?

วัดด้วยความสุขดีกว่าไหมครับ สุขที่ได้เดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่ประมาท สุขที่ได้วางแผนชีวิตอย่างมีสติ สุขที่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นทุกวันทุกวัน สุขที่ได้มารู้จักกับพระพุทธศาสนา ต่อให้เรามีเงินทองมากมายซักแค่ไหน ลมหายใจสุดท้ายของเราก็เอาเงินซักบาทที่เราหามาทั้งชีวิตไปด้วยไม่ได้นะครับ เราทำงานเก็บเงินสร้างฐานะ ก็เพื่อไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ครั้นจะไม่เก็บเลย มีเท่าไหร่ก็ใช้อย่างเดียว มันก็ดูจะประมาทเกินไป ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ตั้งใจปฏิบัติมากก็เครียด ไม่ตั้งใจปฏิบัติก็ไม่เห็นผล พระพุทธองค์ถึงสอนเราเรื่องการเดินทางสายกลาง ไม่ตึงจนเกินไป ไม่หย่อนจนเกินไป การอยู่บนทางสายนี้ต่างหากครับ ที่ยืนยันว่าเราจะพบกับความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขแบบนี้ เราเรียกอีกอย่างว่า “ความพอดี” เมื่อมีคำว่า “พอ” เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็ถือว่าเรารวยแล้ว

โชคดีในการลงทุนครับ 🙂โดย Mr. Messenger


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

10 เคล็ดลับที่ช่วยให้ร่ำรวย จาก Tony Robbins

หลายคนวิ่งร่วมงานสัมมนาการเงินการลงทุนเพื่อให้ชีวิตร่ำรวยขึ้น

หลายคนบ่นด่าชีวิตของตัวเองว่า ทำไมไม่มีโอกาสร่ำรวย

หลายคนหาหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิดของคนประสบความสำเร็จมาอ่าน

แต่หลายคนยังหาไม่ได้ว่า บทสรุป หรือ อะไรคือเคล็ดที่นำไปสู่ความร่ำรวย

Tony Robbins ได้คุยและเก็บข้อมูลในการคุยกับคนประสบความสำเร็จและร่ำรวย เขาสรุปว่า

10 เคล็ดลับที่ช่วยให้ร่ำรวย จาก Tony Robbins

1. จงมีฝัน

เมื่อมีฝัน มีภาพตัวคุณในอนาคตให้ชัดเจน เป้าหมายของคุณจะเกิดขึ้น ดังนั้นจงชัดเจนกับเป้าหมายนั้น ทำเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ พลังงานทุกอย่างในตัวคุณเกิดจากความฝันที่คุณอยากจะได้ มันจะผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ

เมื่อคุณไร้ฝัน คุณไม่เคยเชื่อมต่อกับมัน คุณก็จะไม่มีพลังงาน สุดท้ายชีวิตคุณก็จะไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมาย

2. หยุดซื้อขายเวลาแลกกับเงิน

ถ้าคุณทำงานเพื่อการมีชีวิต คุณกำลังซื้อขายเวลาของคุณเพื่อเงิน คุณสามารถได้รับเงินมากขึ้น แต่คุณไม่สามารถได้รับเวลามากขึ้น

เวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด เวลาไม่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้ และไม่ไหลย้อนกลับ คุณจะต้องคิดให้ได้ว่า จะต้องทำสิ่งที่ได้เงินมากขึ้น ในช่วงเวลาที่เท่าเดิมได้อย่างไร

คุณจะต้องคิดให้ได้ว่า จะทำอย่างไร คุณจะต้องทำงานเพื่อเป้าหมายของคุณ ไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่ไปวันๆ

3. เคารพ กตัญญู และ รักตัวเอง

แม้คุณจะไม่มีเงินมากมาย แต่รู้จักคุณค่าในตัวเอง เคารพตัวเอง และรักตัวเอง คุณก็เป็นคนรวยได้

ความมั่งคั่ง เป็น อารมณ์ความรู้สึก
ความมั่งคั่ง เริ่มจากวิธีคิดในจิตใจ

ไม่สามารถทำให้ความมั่งคั่งทางการเงินสำคัญไปกว่าความมั่งคั่งของสุขภาพ อารมณ์ ความสัมพันธ์ และ เวลา

4. เป็นนักลงทุนที่มีวินัย

“อย่าคิดว่า การรับความเสี่ยงได้อย่างมาก คุณจะรับรางวัลได้เยอะ”

ให้คิดว่า ทำอย่างไรจะทำความเสี่ยงให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้รางวัลเยอะ

หลักใหญ่ในการลงทุน คือคุณจะต้องรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงสิ่งที่คุณลงทุนลงไป การกระจายความเสี่ยงเป็นหลักการสำคัญในการลงทุน

รู้จักเลือกสินทรัพย์ที่ดี จับจังหวะของการซื้อขาย วินัยในการเรียนรู้ และลงทุนต่อเนื่องระยะยาว

5. อย่ากลัวแพ้ อย่ากลัวผิดหวัง

น่าเสียดายนักที่เรากำลังตั้งโปรแกรมที่จะต้องกลัวความผิดพลาด กลัวการโดนปฏิเสธ

คนที่ร่ำรวยคิดว่าความล้มเหลวมักจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ แต่ถ้ายังกลัวความผิดหวัง กลัวเจ๊ง กลัวเหนื่อย แนะนำให้นอนอยู่บ้าน ให้พ่อแม่เลี้ยง จนแก่ตายไปเอง ไม่เหลือให้ลูกให้หลานได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยทำอะไรให้คนรอบข้างครับ

10 เคล็ดลับที่ช่วยให้ร่ำรวย จาก Tony Robbins

6. ทำงานหนักขึ้น เพิ่มสร้างคุณค่าตัวเอง มากกว่าสิ่งอื่นใด

จงหาหาวิธีที่จะเพิ่มมูลค่าของคุณให้มากขึ้นกว่าคนอื่น คุณค่าของคุณจะต้องเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องการ เงินและความมั่งคั่งจะไหลตามคุณค่าที่คุณมีอยู่

7. ออมโดยอัตโนมัติ

ถ้าการออมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่คุณไม่คิดเกี่ยวกับมัน เงินก็จะเริ่มสะสมและหวังว่าจะเติบโต เนื่องจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น

8. ให้ในสิ่งที่คุณไม่คิดว่าคุณสามารถให้

เป็นคนมีเมตตา ใจกว้าง เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญในชีวิต ถ้าคุณไม่เคยให้ใครเงินเลยซักบาท คุณจะไม่มีทางได้เงิน 1 ล้าน 10 ล้านได้เลย

การมีเมตตา การให้ ทำให้คุณรู้จักพอ เมื่อคุณรู้จักพอ คุณก็จะเป็นอิสระจากเงิน เมื่อคุณเป็นอิสระจากเงิน เมื่อคุณไม่คิดเรื่องเงิน คุณก็จะสัมผัสได้ถึงความมีอิสรภาพทางการเงิน

9. มีจิตใจที่แข็งแรงและมั่นคง

คนหลายคนไม่สามารถก้าวหน้าและเดินไปข้างหน้าได้ เนื่องจาก Mindset เป็นสำคัญ หากคุณแข็งแกร่งทางจิตใจมากพอ คุณจะไม่เพียงอยู่รอดได้ แต่คุณสามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อคุณเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก ความแข็งแรงภายในตัวเองมีเพื่อให้คุณสามารถพิชิตโลกภายนอกรอบตัวคุณ

10. จงมีความสุขกับความคืบหน้า

ถ้าคุณต้องการที่จะมีความสุข แต่คุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตอันเนื่องมาจาก ปัญหาส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน มันเป็นสิ่งสำคัญ คุณค่อยๆ ทำทีละขั้นตอน แบ่งซอยเป้าหมายเป็นชิ้นเล็กๆ พยายามทำให้สำเร็จทีละเล็กทีละน้อย

10 เคล็ดลับที่ช่วยให้ร่ำรวย จาก Tony Robbins

และสุดท้าย เป้าหมายใหญ่ จึงบรรลุเป้าหมาย 

เช่นคุณอยากจะมีเงิน 10 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

คุณจะแบ่งเป้าหมายว่า ขอเก็บ 1 ล้านแรก ก่อนภายใน 1 ปีก่อน นี่คือการแบ่งซอยเป้าหมายในแต่ละเป้าหมายย่อยที่คุณบรรลุ จงมีความสุขไปกับผลสำเร็จนั้นๆในแต่ละขั้น

เริ่มเก็บเงินด้วยการลงทุนกับพอร์ตลงทุนแบบ เก็บทุกโอกาส ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ด้วยพอร์ตการลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างครับ

สมพจน์ พัดสุวรรณ
Wealthguru

วงการกาแฟสั่นสะเทือน... เมื่อ Luckin Coffee คู่แข่ง Starbucks วางแผนจะปล่อย IPO ที่สหรัฐฯ

เมื่อเทรนด์กาแฟกำลังมาแรง แม้กระทั่งที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน… เหมือนอย่าง Luckin Coffee แบรนด์กาแฟน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานเมื่อปีสองปีที่แล้ว ที่พร้อมท้าชนกับกาแฟแบรนด์ชื่อดังอย่าง Starbucks และประกาศพร้อมที่จะขาย IPO ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562)

IPO ครั้งนี้ของ Luckin Coffee แบรนด์กาแฟสัญชาติจีน

การปล่อย IPO ครั้งนี้ของ Luckin Coffee ภายใต้ชื่อว่า “LK” ในตลาด Nasdaq คาดว่ากระดมทุนให้ได้ประมาณ 500 ล้าน ถึง 800 ล้านดอลล่าร์ในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยตอนนี้ยังไม่ได้ระบุจำนวนหุ้นที่กำหนดขาย ทั้งนี้การขาย IPO ของ Luckin Coffee มี underwriter อยู่ทั้งหมด 4 เจ้าดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็น CICC หรือ Credit Suisse รวมไปถึง Haitong International และ Morgon Stanley ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขายหุ้นประเภท IPO โดยบริษัทสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้

มาทำความรู้จักกับ Luckin Coffee

ผู้ให้กำเนิดแบรนด์กาแฟ Luckin Coffee มีชื่อว่า  Qian Zhiya ซึ่งเป็น Chief Executive พร้อมกับ senior executive อีกสองท่าน และผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่จากบริษัทสัญชาติสิงคโปร์อย่างบริษัท GIC รวมไปถึงนักลงทุนท่านอื่นๆ อีกด้วย

ถึงแม้ Luckin Coffee จะมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ล่าสุดมีจำนวน 2,370 สาขา ทั่ว 28 เมืองในประเทศจีน และมีแผนการจะเปิดสาขาใหม่อีก 2,500 แห่ง เพื่อจะเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนพร้อมจะมาแทนที่ Starbucks และพร้อมขยายสาขาเพื่อตอบรับจำนวนการบริโภคกาแฟของคนจีนที่คาดว่าจะขึ้นมาเรื่อยๆ

แต่ ณ ปัจจุบัน Luckin Coffee ยังอยู่ในสภาพขาดทุนอยู่

และคาดว่าขาดทุนอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ทางร้านเริ่มต้นด้วยการขาดทุน และเมื่อปีพ.ศ. 2561 บริษัทรายงานการขาดทุนด้วยมูลค่า 125.27 ล้านดอลล่าร์ และเมื่อไตรมาสที่ผ่านมา มูลค่าการขาดทุนอยู่ที่ 85.3 ล้านดอลล่าร์

ทว่าต้นทุนในการสร้างลูกค้า (Acquisition cost per new customer) ของ Luckin Coffee ได้มีการปรับลดลงจากราคา 103.5 หยวนในไตรมาสที่ 1 ของปีพ.ศ. 2561 มาอยู่ที่ราคา 16.9 หยวนของไตรมาสแรกปีพ.ศ. 2562 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของตัวแบรนด์ รวมไปถึงการเพิ่มระดับ Brand recognition จากผู้บริโภคเช่นกัน

ทั้งนี้ก็ต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่าการขาย IPO ในเดือนพฤษภาคมครั้งนี้ของ Luckin Coffee บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติจีนจะสามารถขายหุ้นได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังหรือไม่ แล้วจะสามารถโค่นยักษ์ใหญ่อย่าง Starbucks ผู้ครองพื้นที่ตลาดกาแฟไปทั่วโลกได้หรือไม่

ที่มา:
https://www.businessinsider.com/starbucks-chinese-rival-luckin-coffee-files-united-states-ipo-2019-4

ถ้ากล้า...ก็ทำดิครับ

บ่ายวันที่ 24 เม.ย. 62 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ไม่รับวินิจฉัยสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้สิสต์ โดยระบุว่ายังไม่ปรากฎว่า กกต. ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ?

อย่างที่ศาลท่านระบุครับ คือ กกต. ยังไม่ได้ใช้อำนาจกำหนดสูตรคำนวณเลยว่าตกลงจะเอาแบบไหน ศาลท่านจึงรับพิจารณาไม่ได้ ก็ต้องกลับมาที่ กกต. ละว่าจะเอาสูตรไหน

1. ใจกล้าที่จะเอาสูตรที่ตั้งใจไว้เดิม ที่จะคิดทุกคะแนนของทุกพรรคไม่ให้ตกน้ำ ด้วยการยึด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 128 (1),(2),(3),(6),(7) ซึ่งจะทำให้มีพรรคที่ได้ สส. มีกว่า 26 พรรค

2. กลับใจและใช้สติมายึด รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 128 ตั้งแต่ (1),(2),(3),(4),(5),(6),(7) โดยเฉพาะ (5) ซึ่งจะทำให้พรรคที่ได้คะแนนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไม่สามารถมี สส. ระบบบัญชีรายชื่อได้ กรณีนี้จะมีเพียง 14-16 พรรคเท่านั้นที่จะได้ สส. เข้าสภาฯ

ความต่างระหว่าง 2 สูตร อยู่ตรงที่สูตร 1 มองข้าม ในสิ่งที่สูตร 2 ยึดคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 128 (5) จะมีใจความสำคัญที่เหมือนกันคือ

1. ถ้าพรรคการเมืองได้ สส. เขต มากกว่า สส. ที่พึงได้ ให้พรรคนั้นได้จำนวน สส. ตาม สส. เขต และไม่มีสิทธิ์ได้รับ สส. บัญชีรายชื่อ

2. ให้นำ สส. บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองที่มี สส. เขตน้อยกว่า สส. ที่พึงได้ ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่ให้พรรคการเมืองใดได้ สส. เกินกว่า สส. ที่พึงได้

ความสำคัญอยู่ที่ท่อนสุดท้าย “ต้องไม่ให้พรรคการเมืองใดได้ สส. เกินกว่า สส. ที่พึงได้” ดังนั้นถ้ายึดตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันชัด พรรคไหนได้คะแนนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ไม่ควรได้ สส. บัญชีรายชื่อ

ถ้าถามผมว่าสูตรไหนจะถูกต้องมากกว่ากัน เอาตรงๆ จากความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และเคยได้คะแนนคณิตศาสตร์ Top ของรุ่น และเคยเรียนคณะนิติศาสตร์ภาคบัณฑิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาแล้วนั้น ก็ต้องยึดสูตร 2 เป็นหลัก แต่อย่างว่าผมไม่ใช่ กกต. ดังนั้นก็ต้องอยู่ที่ท่านจะว่าอย่างไรก็ต้องตามนั้น

สูตรในการคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อ จะมีผลโดยตรงต่อการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ถ้ายึดตามสูตร 1 ฝั่ง 7 พรรคการเมือง อันประกอบไปด้วย เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย จะรวมเสียงได้ 246 เสียง เหลือ 254 เสียงให้พรรคพลังประชารัฐไปรวบรวม (ไม่นับกรณีการแจก ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง การนับคะแนนใหม่ การเลือกตั้งแต่ล่ะหน่วยหรือเขตใหม่)

แต่ถ้าไปเอาสูตร 2 ฝั่ง 7 พรรคจะรวมเสียงได้ถึง 252 เสียง เหลือให้พรรคพลังประชารัฐไปรวบรวมเพียง 248 เสียง

ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าสูตรไหนเอื้อประโยชน์ให้กับใคร

มาถึงบรรทัดนี้ต้องถามใจ กกต. ว่าจะกล้าใช้สูตร 1 ไหม จริงอยู่ว่าสามารถยืนยันเสียงแข็งว่าทำตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 128 แต่ขอโทษนะครับ อย่าลืมว่า พ.ร.ป. เป็นเพียงกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมายแล้ว รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ซึ่งมันเห็นชัดๆอยู่แล้วว่า สูตร 1 มีโอกาสที่จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 128 (5) หากดึงดันใช้สูตร 1 รับรองได้เลยว่าต้องมีการไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการใช้อำนาจของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ย้ำอีกครั้ง ถ้าคุณกล้า…ก็ทำดิครับ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร ผมคิดว่าไม่ว่าทางไหนก็เป็นปัจจัยลบทั้งนั้น

กรณีที่ 1 ถ้า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค.62 ด้วยการรับรอง สส.ระบบเขตเกิน 95% และรับรอง สส.บัญชีรายชื่อด้วยการเลือกสูตร 1 ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกต่อความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่จะตลาดจะสดใสได้ไม่นาน ก็ต้องมานั่งกังวลต่อการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการใช้สูตรดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องเตรียมยาวววว ตลาดเตรียมซีด เพราะกว่าจะรู้ว่าขัดหรือไม่ขัด ก็ต้องหลังจากมีการเปิดสภาฯและเลือกตัวนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งถ้าผลการวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ การเลือกตัวนายกรัฐมนตรีก็เตรียมเป็นโมฆะได้เลย

กรณีที่ 2 ถ้า กกต. ประกาศรับรอง สส. เขตเกิน 95% และรับรอง สส. บัญชีรายชื่อจากสูตร 2 ตลาดหุ้นอาจมึนๆและเคลื่อนไหวในทางลบ เพราะเกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ตลาดอาจแกว่งตัวตามกระแสข่าวรายวันในการดูดงูเห่า แต่สุดท้ายก็เชื่อว่าหน้าตาการจัดตั้งรัฐบาลคงดูเละเทะและตลาดไม่น่าจะแฮบปี้แน่นอน

ผมเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้ย่ำแย่ลงไปอีก และแม้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ หน้าตาและความเชื่อมั่นของรัฐบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากปริ่มๆแบบผสมร้อยพ่อพันแม่ ก็รังแต่จะสร้างความหดหู่ ความน่าเชื่อถือในสายตาต่างชาติแทบไม่เหลือ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นจะยังดีอยู่ไหม เอาตรงๆ เบื่อที่จะคิด

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
นักกลยุทธ์การลงทุน

Elon Musk ประกาศในงาน Tesla Autonomy Day เตรียมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (robo-taxi) ภายในอีก 1 ปี ถึง 1 ปี 3 เดือนข้างหน้า โดยจะมีรถติดตั้งคอมพิวเตอร์สำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติถึงล้านคัน และทุกคันสามารถเข้ามาให้บริการแท็กซี่ได้ผ่านแอป Tesla เอง

  • Musk ระบุว่าต้นทุนของรถ Tesla อยู่ที่ 3.6 บาทต่อกิโลเมตร (0.18 ดอลลาร์ต่อไมล์) เมื่อคิดอายุใช้งานรถ 11 ปีที่ 1,600,000 กิโลเมตร และรถสามารถวิ่งได้ถึง 144,840 กิโลเมตรต่อปี (16 ชั่วโมงต่อวัน ที่ความเร็ว 16 ไมล์ต่อชั่วโมง)
  • ทั้งนี้เขาไม่ได้ระบุว่าราคาค่าเรียกรถต่อกิโลเมตรเป็นเท่าใด เพราะต้องมีค่าธรรมเนียมเครือข่ายอีก แต่ระบุว่าเฉลี่ยแล้วเจ้าของรถจะกำไรปีละ 30,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 930,000 บาท
  • โดยรอบนี้กำหนดของ Elon Musk คือบริษัทจะสามารถทำให้รถวิ่งโดยไม่มีคนขับได้ภายในสิ้นปีนี้ อย่างน้อยในเขตเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ค

ที่มา : https://www.blognone.com/node/109326

FINNOMENA Hot News Digest

คือการนำข่าวเรื่องการเงินการลงทุนที่สำคัญ ๆ ในแต่ละวัน มาทำการย่อย (digest) ให้เข้าใจง่าย ๆ รวมถึงอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องดังกล่าว โดยทีมงาน FINNOMENA เพื่อให้นักลงทุนได้เสริมความเข้าใจในข่าวสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง

  • เหตุเนื่องจากมีภารกิจมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติงานให้กับบริษัทได้อย่างเต็มที่ โดยมีผลในวันที่ 24 เม.ย.2562
  • โดยคณะกรรมการได้กำหนดค่าตอบแทน และสรรหากรรมการของบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทพิจารณา แต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลงต่อไป
  • ทั้งนี้ CPF คือบริษัทประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่จำแนกธุรกิจหลักตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ธุรกิจอาหารสัตว์ 2) ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ 3) ธุรกิจอาหาร

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 24/04/19 เวลา 12:35:52
http://www.efinancethai.com/news/2019/4/T/5057258.pdf

FINNOMENA Hot News Digest

คือการนำข่าวเรื่องการเงินการลงทุนที่สำคัญ ๆ ในแต่ละวัน มาทำการย่อย (digest) ให้เข้าใจง่าย ๆ รวมถึงอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องดังกล่าว โดยทีมงาน FINNOMENA เพื่อให้นักลงทุนได้เสริมความเข้าใจในข่าวสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

รู้เท่าทัน... ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ (แบบใหม่)

เป็นประเด็นที่แต่ละคนอาจจะข้องใจเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์” ในอัตรา 15% กับผู้ที่มีดอกเบี้ยรวมกัน ‘ทุกบัญชี’ เกิน 20,000 บาท และบุคคลประเภทใดที่จะโดนละการจ่ายภาษีดอกเบี้ย ทั้งนี้เราจะมาสรุปเรื่องนี้กันให้เข้าใจกันอีกทีดีกว่า

รู้เท่าทัน... ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ (แบบใหม่)

มาตราการภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

จริงๆ การจัดเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เป็นเรื่องที่เคยบังคับใช้ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นการให้สิทธิ์ยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลที่มีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทุกบัญชี จำนวนไม่เกิน 20,000 บาท แต่ถ้าใครได้รับดอกเบี้ยรวมกันแล้วเกิน 20,000 บาท ก็จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% นั่นเอง

ย้ำว่าเป็นจำนวนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์! ไม่ใช่จำนวนเงินฝากที่อยู่ในบัญชี

รู้เท่าทัน... ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ (แบบใหม่)

ความแตกต่างจากเดิม

จากเดิมที่ผู้ฝากเงินมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ธนาคารรับรู้เมื่อได้รับดอกเบี้ยรวมทุกบัญชีเกิน 20,000 บาท เพื่อให้ธนาคารเป็นคนที่ทำการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร

แต่ตอนนี้ผู้ฝากเงินเพียงต้องแจ้งต่อธนาคารว่ายินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ให้แก่กรมสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูลและทราบจำนวนดอกเบี้ยของผู้ฝากเงินในทุกบัญชีของทุกธนาคารของเรานั่นเอง

รู้เท่าทัน... ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ (แบบใหม่)

สรุปแล้ว…

แสดงว่าคนที่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากไม่ถึง 20,000 บาท และลงทะเบียนยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลไปให้กรมสรรพากรเท่านั้น ก็ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเหมือนเดิมแล้วค่ะ

ส่วนคนที่มีเงินฝากจำนวนมากๆ คิดแบบคร่าวๆ ก็ในกรณีหลักล้านขึ้นไป ถึงจะมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท และต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเป็นอัตราเดิมที่เคยเสียก่อนหน้านี้อยู่แล้วค่ะ

แต่ว่าถ้าคนไหนไม่ได้เซ็นยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลดอกเบี้ยไปให้ทางกรมสรรพากร ก็โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตั้งแต่บาทแรกของดอกเบี้ยที่ได้รับเลย (ถึงแม้จะดอกเบี้ยจะมีจำนวนไม่เกิน 20,000 บาทก็ตาม)

ซึ่งจริงๆ แล้ว มาตรการแบบใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการจ่ายภาษี ณ ที่จ่ายไปยังกรมสรรพากรเท่านั้น แต่อัตราภาษีและจำนวนเงินขั้นต้นยังเป็นจำนวนเดิม เพื่อลดอัตราการหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีนั่นเอง

และนี่คือสรุปข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ประกาศจากกรมสรรพากรนะคะ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยินยอมที่ต้องแจ้งให้กับแต่ละธนาคาร ก็ต้องรอการประกาศอีกทีค่ะ

แต่ถ้าคนไหนไม่อยากเสียทั้งเงินภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก และแถมอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารก็น้อยนิดเหลือเกิน ก็มาลงทุนที่กองทุนรวมสิคะ ทาง FINNOMENA มีบริการให้คำปรึกษาอยู่ ถ้าสนใจ คลิกเลย https://www.finnomena.com/nter-exclusive

ที่มา:
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news32_2562.pdf
https://money.kapook.com/view209033.html

แน่นอนว่าเพื่อนๆทุกคนลงทุนก็เพราะหวังว่าวันหนึ่งเราจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจากสินทรัพย์ที่เราลงทุน จะระยะสั้นระยะยาว ความเสี่ยงต่ำหรือสูง ก็มีกันอยู่หลากหลาย แต่เหตุผลที่เราใช้ในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ มันมาจากกระบวนการความคิดที่ถูกต้องแล้ว หรือมาจากความเชื่อที่เลื่อนลอย เรามาเช็กความเข้าใจกันสักหน่อยดีกว่า โดยเริ่มจากพื้นฐานก่อนเลย

1. สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน

การลงทุนไม่ได้ทำให้เรารวย แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เรามี ยิ่งเงินต้นมาก ก็ยิ่งได้ผลตอบแทน หรือขาดทุนมากตาม ยกตัวอย่างง่ายๆ ระหว่างคนที่ลงทุนด้วยเงินต้น 50,000 บาท ถึงแม้จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากถึง 20% หรือคิดเป็นเงิน 10,000 บาท ก็ไม่สามารถเทียบได้เลยกับคนที่ลงทุนด้วยเงิน 10,000,000 บาท ที่ถึงแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนเพียง 2% ก็สามารถสร้างรายได้มากถึง 200,000 บาท แล้ว สิ่งที่จะทำให้เรารวยขึ้นคือการออมเงิน หรือก็คือการเพิ่มพูนเงินต้นนั่นเอง เพราะยิ่งเงินต้นมาก การลงทุนก็เห็นผลมากตามนั่นเอง

2. สิ่งที่ต้องถามตัวเองก่อนจะลงทุน

เป้าหมายในการลงทุนของคุณคืออะไร? ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อ ซื้อบ้าน, อิสรภาพทางการเงิน, ค่าเทอม หรือเงินที่จะไว้ใช้ในยามเกษียณ เพราะการลงทุนอย่างไม่มีเป้าหมาย จะทำให้เราหลงทางเผลอบินเข้ากองไฟได้ และการมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสที่เราบรรลุเป้าหมายให้มากขึ้นจากการวางแผนที่ชัดเจน

หลังจากที่มีเป้าหมายของการลงทุน สิ่งที่เราต้องสามารถตอบกับตัวเองได้คือ ระดับความสำคัญ และระยะเวลาที่สามารถรอได้ ของเป้าหมายนั้นๆ เพื่อที่จะได้สามารถเลือกระดับความเสี่ยง และเงินที่ต้องออมได้อย่างเหมาะสม

+/- 1 ปี หมายถึง เงินลงทุนควรจะถึงเป้าตามระยะเวลาที่เรากำหนดไว้ตอนแรก หรืออาจจะช้ากว่าแต่ไม่ควรช้าเกิน 1 ปี แปลง่ายๆ คือ มีระยะเวลาที่ต้องการเก็บเกี่ยวเงินลงทุนที่ชัดเจนไม่สามารถรอได้ในกรณีที่ “ติดดอย” ในขณะที่ +/- 5 ปี หมายถึง เงินลงทุนจะก่อนหรือหลังเป้าหมายสัก 5 ปี ก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น ค่าเทอมตอนลูกจะเข้าเรียนมหาลัย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการของลูกอย่างมาก จึงจัดว่าเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญสูง และมีระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่าเป็นเป้าหมายที่ห้ามผิดพลาด ซึ่งหมายความว่า เราก็ควรที่จะจัดพอร์ตที่มีระดับความเสี่ยงที่ต่ำด้วยการกระจายความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะถ้าหากว่าสินทรัพย์นั้นอยู่ในช่วงขาลงในวันที่เราต้องจ่ายค่าเทอม อาจจะทำให้เราไม่เหลือเงินมากพอที่จะจ่ายให้ลูกได้ สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่เห็นภาพว่าทำไมความเสี่ยงถึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “คุณลงทุนแบบรอวันเจ๊งอยู่หรือเปล่า?

3. สิ่งที่นักลงทุนหลายคนพลาด

หลังจากที่มีเป้าหมาย, ระยะเวลาที่กำหนด และระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่นักลงทุนหลายคนเจอคือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง ไม่สูงพอที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แล้วเพื่อนๆ บางคนก็จะเกิดความคิดที่ว่าการเพิ่มระดับความเสี่ยงคือคำตอบ โดยหวังว่าการเพิ่มความเสี่ยงนั้นจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมากตาม

ไหนๆ มีใครคิดแบบนี้บ้าง ยอมรับมาซะดีๆ

การคิดแบบนี้อาจทำให้เราเจ๊งได้ สาเหตุก็เพราะว่า การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงขึ้น เราไม่ได้เพียงแต่เพิ่มโอกาสที่จะได้รับกำไรมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่โอกาสที่เราจะขาดทุนก็มากขึ้นตามเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อระยะเวลา “เก็บเกี่ยวผลผลิต” ทำให้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นตาม แล้วยิ่งถ้าเป็นเป้าหมายที่สำคัญ และเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนั้นยิ่งแย่ใหญ่

ลองคิดภาพตามว่าถ้าเราสอบติดปริญาโทหรือเอกในมหาวิทยาลัยต่างประเทศชื่อดัง แล้วจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ แต่ดันอยู่ในช่วงขาลง หรือติดดอยอยู่ กลายเป็นว่าเราต้องตัดใจขาย ทั้งๆ ที่ติดดอย ส่วนเงินที่ยังขาดอยู่ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินอีก แต่แน่นอนว่าเหรียญมันก็ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ซึ่งแปลว่าเราอาจจะได้ผลตอบแทนที่สูงจนทำให้ถึงเป้าก่อนเวลากำหนดก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้มันก็อย่างที่เราบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเป้าหมายนี้มันสำคัญกับเราแค่ไหน และถ้าสำคัญมากเราจะเอามันไปแขวนบนด้ายจริงๆ หรอ ?

ด้วยสาเหตุนี้เอง วิธีที่ถูกต้องและควรทำจึงเป็น การเพิ่มเงินต้น หรือเงินออมที่เราคอย DCA หรือมาตรวจสอบกันใหม่อีกครั้งว่า เป้าหมายที่เราวางไว้มันเกินตัวเราเกินไปหรือเปล่า?

สรุปแนวคิดง่ายๆ คือ การลงทุนควรเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย, ตั้งระดับความสำคัญ และระยะเวลา จากนั้นจึงเลือกระดับความเสี่ยง แล้วจึงคำนวณหาเงินต้นที่ต้องใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

3.5 อะ… แถมให้นิดนึง ก่อนจะแยกย้าย

สุดท้ายคือ คุณมีพร้อมที่จะให้เวลากับการลงทุนมากแค่ไหน? เพราะการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทอาศัยความรู้และความเข้าใจ จึงจะสามารถลงทุนและบริหารความเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนหุ้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนหุ้น และที่สำคัญการลงทุนอย่างไม่มีความรู้และขาดความเข้าใจก็ไม่ต่างอะไรกับ Mind Set ของการพนัน เพราะเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเชื่อเพียงเท่านั้น

สมาคมธนาคารไทยประชุมด่วนหามาตรการให้ลูกค้าเงินฝาก 88 ล้านบัญชี ลงทะเบียนเปิดเผยข้อมูลให้กรมสรรพากรแบบง่ายๆ แลกกับการไม่ต้องเสียภาษี 15% หากได้รับดอกเบี้ยเงินฝากไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อปี

  • ที่ผ่านมากรมสรรพากร จะให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งข้อมูลเงินฝาก และดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับลูกค้าปีละ 2 ครั้ง คือเดือน พ.ค. และเดือน พ.ย. เพื่อนำมาคำนวณภาษีสิ้นปี
  • ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่งได้เอื้อต่อลูกค้าเงินฝากรายใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเงินฝากออมทรัพย์ โดยช่วงระยะเวลาที่ใกล้คำนวณภาษีก็แนะนำให้โยกเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปฝากอีกบัญชีหนึ่ง เพื่อไม่ให้รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่อปีเกิน 20,000 บาท และไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ย
  • ทั้งนี้สมาคมและธนาคารพาณิชย์ ย้ำว่า ประชาชนยังไม่ต้องไปลงนามความยินยอมที่ธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ เพราะต้องรอให้สมาคมสรุปแนวทาง และออกหนังสือการเซ็นยินยอมส่งข้อมูลแก่กรมสรรพากรให้เรียบร้อยก่อน
  • อัพเดตล่าสุด สรรพากรจ่อออกประกาศใหม่ไม่เก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อปี พร้อมใช้อำนาจให้ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากออทมทรัพย์ให้กรมสรรพากรโดยที่ไม่ต้องให้ผู้ฝากเงินมาแสดงความยินยอมให้เกิดความวุ่นวาย

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1550746

FINNOMENA Hot News Digest

คือการนำข่าวเรื่องการเงินการลงทุนที่สำคัญ ๆ ในแต่ละวัน มาทำการย่อย (digest) ให้เข้าใจง่าย ๆ รวมถึงอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องดังกล่าว โดยทีมงาน FINNOMENA เพื่อให้นักลงทุนได้เสริมความเข้าใจในข่าวสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

 

วิเคราะห์ต้นทุนขายแบบเข้าใจง่าย ตอน 1

  • ต้นทุนขายคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับกำไรสุทธิมากที่สุด
  • การวิเคราะห์ต้นทุนขายช่วยให้การประเมินกำไรแม่นยำขึ้น
  • ต้นทุนขายแบ่งออกเป็นหลายประเภท ต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน
  • คลิปนี้รวมตัวอย่างการอธิบายการประเมินต้นทุนผันแปร

ลงชื่อเข้าใช้ด้านล่างเพื่อเรียนคอร์ส “เล่นหุ้นเป็นใน 30 วัน ฟรี!”

ดูข้อมูลหุ้นรายตัวเพื่อทำการบ้านได้ที่
https://www.finnomena.com/stock/setindex

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดเมื่อต้นสัปดาห์ปรับตัวขึ้น 2.7% ทะลุ 65 ดอลลาร์ หลังจากหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมประกาศยกเลิกคำสั่งผ่อนผันให้ 8 ประเทศนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน

  • นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมัน จากการลดลงของสต็อกน้ำมันสหรัฐ การปรับลดกำลังการผลิตของ OPEC รวมทั้งการที่สหรัฐทำการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา
  • ทั้งนี้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว สหรัฐได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน โดยมีผลต่อภาคธุรกิจพลังงาน ธนาคาร การต่อเรือ และการเดินเรือ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ รวมทั้งยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง
  • อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศผ่อนผันให้ 8 ประเทศยังคงสามารถนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านได้เป็นเวลา 6 เดือน โดยประเทศดังกล่าว ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตุรกี อิตาลี และกรีซ

ที่มา : https://www.cnbc.com/2019/04/22/energy-prices-up-on-reported-end-to-sanctions-waiver-for-iranian-oil.html

FINNOMENA Hot News Digest

คือการนำข่าวเรื่องการเงินการลงทุนที่สำคัญ ๆ ในแต่ละวัน มาทำการย่อย (digest) ให้เข้าใจง่าย ๆ รวมถึงอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องดังกล่าว โดยทีมงาน FINNOMENA เพื่อให้นักลงทุนได้เสริมความเข้าใจในข่าวสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ อะไร?

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ การระดมเงินจากนักลงทุน ในรูปการขายหน่วยลงทุน และนำเงินที่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งเน้นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปของค่าเช่า โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาเพื่อการพัฒนาและขายต่อ ผลตอบแทนหรือรายได้ที่ได้รับจากการบริหารอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จะถูกนำไปแบ่งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของเงินปันผล ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางอ้อมผ่านการถือหน่วยลงทุน

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

ประเภทของอสังหาริมทรัพย์สำหรับการลงทุน

อสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนก็มีให้เลือกหลากหลายประเภท ทั้งสนามบิน อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า คลังเก็บสินค้า โรงแรม ศูนย์ประชุม เป็นต้น โดยเมื่อระดมทุนเสร็จแล้วก็จะปิดกอง คือ เปิดให้จองซื้อเพียงครั้งเดียวเมื่อจัดตั้งโครงการ (IPO) และนำไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อขายเปลี่ยนมือบนกระดานผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง ไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนกลับให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนได้เหมือนกองทุนรวมทั่วไป ดังนั้นผู้ลงทุนต้องมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ก่อน

ปัจจุบันไม่มีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองใหม่เปิดเพิ่มแล้ว เพราะทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ให้ออกเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) แทน ซึ่งจริงๆ แล้ว REIT ก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกองทุนรวมอสังหาฯ ที่เราคุ้นเคยกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้าง ในเรื่องของกฏเกณฑ์และข้อกำหนดต่างๆ

นอกจากนี้แล้วยังมีกองทุนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกองทุนอสังหาฯ อีกประเภทหนึ่งก็คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น ระบบขนส่งทางราง โรงไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม ระบบประปา ถนน ทางด่วน สนามบิน ฯลฯ โดยรวมๆ แล้วผมจะขอเรียกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีหลักการที่คล้ายกัน

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ก่อนลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

นักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เรื่องแรกที่จะต้องดู คือ

1. เรื่องกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ว่าเป็นกองทุนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ (Freehold) หรือ กองทุนที่ลงทุนในสิทธิการเช่าของอสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) เรียกง่ายๆว่า “ขายขาด” หรือ “เซ้ง” นั่นเอง

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

2. เรื่องต่อมา คือ เรื่องของทรัพย์สินที่ลงทุน อสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนนั้น เป็นธุรกิจประเภทใด สนามบิน เสาโทรคมนาคม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า คลังเก็บสินค้า โรงแรม หรือศูนย์ประชุม สถานที่ตั้งของทรัพย์สินนั้นอยู่ทำเลไหนบ้าง มีความหลากหลายของทำเลไหม จำนวนแห่งที่อยู่ในกอง มีสาขาไหนบ้าง เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีที่มาและการกระจุกตัวของรายได้ต่างกัน

หากเป็นสินทรัพย์ประเภทโรงแรม สถานตากอากาศ รายได้หลักจะมาจากปริมาณผู้เข้ามาใช้บริการ ที่อาจมีข้อจำกัดบางเรื่อง เช่น วันหยุด ฤดูกาล สภาพอากาศ โรคระบาด การเมือง สิ่งที่ต้องดูคือ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย ช่วง High Season อาจจะมีผู้เข้าพักเต็ม 100% แต่ช่วง Low Season อาจจะมีผู้เข้าพักไม่ถึง 50% ดังนั้นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของธุรกิจโรงแรมยังไงก็ไม่ถึง 100% บางกองทุนจะลงทุนโรงแรมเพียงแห่งเดียว ก็อาจจะได้รับผลกระทบจากฤดูกาลท่องเที่ยวที่ทำให้รายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอ

หากเป็นสินทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่า ก็ต้องดูว่าอยู่ทำเลไหน อยู่ย่านธุรกิจหรือไม่ มีคู่แข่งมาสร้างอาคารในบริเวณใกล้เคียงไหม ถ้ามีอนาคตลูกค้าอาจจะย้ายหนีได้ มีการกระจุกหรือกระจายตัวของผู้เช่าเป็นอย่างไร รายได้ค่าเช่านั้นมาจากผู้เช่าเพียงรายเดียวหรือน้อยราย หากผู้เช่ามีปัญหาทางการเงิน กองทุนก็จะขาดรายได้ไปด้วย การหาผู้เช่าใหม่มาแทนก็จะลำบาก มีโอกาสปรับขึ้นค่าเช่าได้มากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาของสัญญาเช่าคงเหลืออีกกี่ปี หากหมดจะมีโอกาสต่อสัญญาไหม หรือหากผู้เช่าหมดสัญญาพร้อมๆกันจะหาคนเช่ามาทดแทนทันไหม

หากเป็นสินทรัพย์ประเภทศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ก็ต้องดูว่ามีจำนวนกี่แห่งที่ลงทุน มีความหลากหลายของทำเลไหม มีผู้เช่าเต็มไหม มีการกระจุกหรือกระจายตัวของผู้เช่าเป็นอย่างไร มีลักษณะการพึ่งพิงผู้เช่าไหม มีแนวโน้มปรับอัตราค่าเช่าขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน มีปริมาณลูกค้ามาเดินมากน้อยเพียงใด

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจ คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน กองทุนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะแตกต่างจากกองทุนที่เป็นสิทธิการเช่า หากเป็นกองทุนที่เป็นสิทธิ์การเช่า สิทธิ์ในการรับรายได้นั้นก็จะหมดไปเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด ดังนั้นผลตอบแทนที่เราได้รับมานั้นก็จะมีดอกผลจากการลงทุนและเงินต้นของเราทยอยคืนมาบางส่วนด้วย

การจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนที่เป็นสิทธิการเช่า มักจะประกอบด้วยเงิน 2 ส่วน ได้แก่

1. เงินปันผล

2. การลดทุน (หรือการคืนเงินต้นบางส่วน)

ซึ่งผู้ลงทุนบางท่านอาจมองข้ามรายละเอียดของการลดทุนไป และเข้าใจว่า เงินที่ได้รับทั้งก้อนนั้นเป็นเงินปันผลทั้งหมด เมื่อกองทุนมีการจ่ายเงินปันผลและลดทุน จะมีการประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า เงินส่วนใดเป็นเงินปันผล และเงินส่วนใดเป็นเงินลดทุน โดยในส่วนของเงินปันผล จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% แต่ในส่วนของเงินลดทุน จะไม่ถูกหักภาษี

รู้ก่อนลงทุน: สรุปแล้ว "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" คือ อะไร?

ถ้าเราไม่มีเวลาศึกษารายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท ผมแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อีกทีก็ได้ โดยจะมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้นำเงินจากนักลงทุนหลายๆคนไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน หรือที่เรียกว่า Fund of Property Funds

โครงสร้างทั่วไปของ Fund of Property Funds จะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ/หรือหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ/หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น ข้อเสีย คือ จะมีค่าบริหารจัดการที่ซ้ำซ้อนทั้งจากตัวกองทุนรวม และค่าบริหารจัดการในตัวทรัพย์สินนั้น

แต่ ข้อดี ของกองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนก็คือ ใช้เงินน้อย มีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญช่วยบริหาร มีการกระจายความเสี่ยงในหลายประเภทอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสนามบิน เสาโทรคมนาคม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ศูนย์แสดงสินค้า คลังเก็บสินค้า โรงแรม ศูนย์ประชุม เป็นต้น

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจะลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลของโครงการอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุนรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนรวมจะลงทุน นโยบายการจ่ายเงินปันผล ตลอดจนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ นอกจากนั้นผู้ลงทุนควรจะศึกษาปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนรวมกองนั้นๆ ลงทุนอยู่ด้วยครับ

ที่มา : Bird Finance

หากสนใจลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.finnomena.com/bic/

Key Highlights 

  • Global Aggressive Hybrid เป็นพอร์ตเชิงรับแบบ Value ผสมเชิงรุกแบบ Growth โดยกระจายในหลายสินทรัพย์ทั้งไทยและทั่วโลก หุ้นไทยเน้นเชิงรับ หุ้นต่างประเทศเน้นเชิงรุก นอกจากนี้มีการลดความเสี่ยงด้วยการกระจายการลงทุนไปยัง REIT และตราสารหนี้ทั้งในไทยและต่างประเทศ
  • พอร์ตนี้เหมาะสำหรับคนที่มีเป้าหมายด้านการศึกษาบุตร การเกษียณ และการสะสมความมั่งคั่งระยะยาว มีเงินพร้อมลงทุนครั้งแรกอย่างน้อย 50,000 บาท โดยหวังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% และมีระยะเวลาการลงทุนอย่างต่ำ 7 ปี
  • กูรูผู้ออกแบบพอร์ตนี้ คือคุณสมพจน์ พัดสุวรรณ (คุณหนุ่ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาด้านการเงิน เป็น Speaker ในงานสัมมนาด้านการเงิน รวมถึงเป็นเจ้าของเพจ WealthGuru

แนะนำตัว

ผมชื่อสมพจน์ พัดสุวรรณ ชื่อเล่น หนุ่ม  จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

ตอนจบมาใหม่ๆ  ไม่รู้จักใช้เงิน ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักคิด  ประกอบกับธุรกิจที่ทำล้มละลาย  จึงมีหนี้สินมาก พยายามแสวงหาโอกาสโดยใช้ความรู้วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่เรียนมาหางานทำต่างประเทศ และได้โอกาสได้วีซ่าแบบ H1B ทำงานของ USA จาก บริษัทด้าน IT (Information Technology) แห่งหนึ่ง แต่บริษัท IT แห่งหนึ่ง ไม่เรียกตัวไปทำงาน จึงตัดสินใจไปหางานทำเอง แต่ก็ไปได้เป็นเด็กเสิร์ฟ และล้างจาน สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงาน IT จริงๆ

หลังจากผ่านชีวิตที่ผิดหวัง  สุดท้ายก็สมหวังได้ย้ายกลับมาทำงานที่สิงคโปร์ เป็นวิศวกรระบบคอมพิวเตอร์ ทำงานอยู่ 2 ปี และย้ายกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ในบริษัทด้าน IT ข้ามชาติหลายแห่ง ในตำแหน่ง Technology Consultant ที่ปรึกษาระบบสารสนเทศ

ทำไมเข้าสู่วงการการเงิน?

ในขณะที่ทำงานในต่างประเทศ  ได้พิจารณาตัวเองและพบว่า ขาดความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคล การลงทุน และการบริหารธุรกิจ   ดังนั้นจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรการวางแผนการเงินส่วนบุคคล พร้อมกับหาความรู้ด้านการลงทุนในแบบต่างๆ ไม่ว่าแนว Value, Technical หรือ Momentum

โดยแนวทางการลงทุนที่ชอบเป็นส่วนตัวคือการลงทุนอย่างเป็นระบบ (Quantitative Investing) โดยชอบแบบ Hybrid Investment ที่ผสม Fundamental และ Technical เช่นหลักการของ CANSLIM เป็นต้น

งานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

1. ตำแหน่ง Head of Financial Consultant กลุ่ม Kompass Wealth 

กลุ่มที่ปรึกษาการเงินอิสระ โดยมองที่เป้าหมายของผู้มารับคำปรึกษาเป็นลำดับแรก

งานที่ทำมีดังต่อไปนี้

  • Goal Planning & Accountability
  • Survivor Need Analysis
  • Financial Assessment
  • Income Protection Planning
  • Education Funding Strategy and Planning
  • Retirement Strategy and Detailed Projections
  • Customized Investment Strategy and Planning
  • Tax Management
  • Legacy and Estate Planning
  • Real Estate Investment Management

ตัวอย่างแผนการเงินผู้รับคำปรึกษาที่เป็น เจ้าของธุรกิจ

  • มูลค่าทางธุรกิจ > 60 ล้านบาท
  • ความมั่งคั่งส่วนตัว > 30 ล้านบาท

2. เป็น Speaker ในความรู้ทางการเงินในองค์กรต่างๆ เช่น

  • งานมหกรรมบ้านและคอนโด เรื่อง ลงทุนอย่างไรให้มั่งคั่งเพื่อเกษียณสุข
  • Ascend Group เรื่อง Money Management 101 ตอนการเงิน 5 ภาค
  • FINNOMENA เรื่อง วางแผนเกษียณ 360 องศา

3. เป็นผู้ก่อตั้ง Page : WealthGuru

โดยมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้ทางการเงินแก่คนไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เกษียณสุข  โดยมีบทความที่หลากหลายแต่จะเน้นเรื่องการเกษียณ เช่น

ปณิธานส่วนตัวคือ ชีวิตต้องสมดุล 3 สิ่งคือ สุขภาพ ความร่ำรวย และความสงบทางใจ 

และ อยากจะทำให้คนไทยมีแผนเกษียณสุข

จุดเด่นของพอร์ต Global Aggressive Hybrid Portfolio

1. Global Diversification with Robust Assets Allocation

กระจายการลงทุนทั่วโลกผ่านการจัดสัดส่วนการลงทุนที่จะป้องกันการ Downside ที่เกิดขึ้น

2. Hybrid Investment Value & Growth

ลงทุน Passive เน้นความมั่งคั่งระยะยาวค่าใช้จ่ายต่ำ พร้อมกับลงทุน Activeในระยะกลางเพื่อไม่พลาดโอกาสการเติบโต

3. Balance & Simple

ลงทุนแบบ Hybrid จะทำให้เกิดความสมดุลของผลตอบแทนและค่าใช้จ่าย เน้นความเรียบง่าย

กระบวนการสร้างพอร์ต (Portfolio Construction Process)

ก่อนจะรู้ถึงรายละเอียดของพอร์ต Global Aggressive Hybrid ต้องเข้าใจถึงกระบวนการทั้งหมดในการสร้างก่อน โดยมีกระบวนการดังนี้

  • กลยุทธ์สร้างพอร์ตโฟลิโอ อะไรคือเป้าหมายและกลยุทธ์ในการลงทุน?
  • สัดส่วนการลงทุน จะแบ่งสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ในการลงทุนอย่างไร?
  • เลือกกองทุน กองทุนแบบใดที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนนี้?
  • ทดสอบผลย้อนหลัง ทำการทดสอบลงทุนจริงโดยใช้ข้อมูลในอดีต ถ้าผลไม่น่าพอใจจะย้อนกลับไปข้อ 1 ใหม่

กลยุทธ์การสร้างพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Construction Strategy)

แนวคิดที่ทำให้เกิดกลยุทธ์จะประกอบด้วย

Capital Appreciation with downside protection

เป้าหมายของกลยุทธ์นื้คือ   มุ่งหวังมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยมีการจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ความผันผวนมากเกินไป โดยจะลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

Hybrid Investment

เน้นลงทุนในหุ้นเน้นคุณค่า (Value Stock)  ที่มีความมั่นคงสูงแต่ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ดังนั้นจะเลือกลงทุนในหุ้นเน้นคุณค่าผ่านกองทุนแบบ Passive เพื่อการลงทุนระยะยาว แต่ไม่พลาดโอกาสการลงทุนหุ้นเติบโตผ่านกองทุนประเภท Active

ทำไมต้องลงทุนทั้ง Passive และ Active?

ผลงานวิจัยพบว่า “กองทุน Active ที่ผลการดำเนินการดีในอดีตนั้นไม่ต่อเนื่องไปถึงอนาคต”

เก็บทุกโอกาส ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ด้วยพอร์ตการลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio

กองทุน AA เป็นกองทุนที่ติดลำดับ 1 ในปี 2000-2004 แต่พอในปี 2005-2009 กลับติดลำดับ 9

หรือ กองทุน BB เป็นกองทุนที่ติดลำดับ 2 ในปี 2000-2004 แต่พอในปี 2005-2009 กลับติดลำดับ 71

การเอาชนะตลาดระยะยาวเป็นเรื่องยาก ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่ดี คือ ซื้อแล้วถือกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ

John C. Bogle ผู้คิดค้นการลงทุนแบบ Passive บอกว่า บริษัทล้มตายได้ แต่ Index ไม่มีวันตาย ดังนั้นเราจึงสามารถถือกองทุนประเภท Passive ไปได้ในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภท Active ที่เน้นเลือกหุ้นรายตัว หลายกองทุนเน้นหุ้นเติบโต ก็จะมีผลงานที่ดีในระยะสั้น-กลาง

การผสมกันระหว่าง Passive กับ Active หรือ แบบ Hybrid  จึงรวมผลข้อดีของการลงทุนทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ คือ ลงทุน Passive เน้นความมั่งคั่งระยะยาวค่าใช้จ่ายต่ำ พร้อมกับลงทุน Active ในระยะกลางเพื่อไม่พลาดโอกาสการเติบโต

Balance

เก็บทุกโอกาส ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ด้วยพอร์ตการลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio

การลงทุนแบบ Active ผลตอบแทนดี แต่ค่าใช้จ่ายสูง แต่การลงทุนแบบ Passive ผลตอบแทนเท่าตลาด แต่ผลตอบแทนต่ำ

การลงทุนเป็นแบบ Hybrid จะทำให้เกิดความสมดุลของผลตอบแทนและค่าใช้จ่าย

Simple

มีคนกล่าวไว้ว่า The Best Investment Strategy is Simple.

กลยุทธ์การลงทุนที่ดีที่สุด คือ ความเรียบง่าย

กลยุทธ์จะต้องเรียบง่าย แต่ต้องไม่ง่าย

ความเรียบง่ายของกลยุทธ์จะต้องตรงไปตรงมา

ความเรียบง่ายของกลยุทธ์จะเน้นที่การลงทุนระยะยาว

ถ้าพูดถึงความเรียบง่ายของกลยุทธ์ ขอยกตัวอย่างที่ Warren Buffett ชนะพนันผู้จัดการกองทุน Hedge Fund

Warren Buffett ได้ท้าพนันกองทุน Hedge Fund ว่า ดัชนี S&P 500 จะชนะผลตอบแทนของ Hedge Fund มี Hedge Fund Manager เจ้าหนึ่งยอมรับพนันด้วย นั่นก็คือ Ted Seides ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ชื่อ Protégé Partners

โดยวัดผลกันด้วยดัชนี S&P 500 กับ ผลการดำเนินงานของกองทุนที่ Protégé บริหารอยู่สักหนึ่งกอง ผลคือ กองทุนที่ Protégé เลือก ได้ผลตอบแทน 24% จากเงินต้น $1,000,000 ในขณะที่ ดัชนี S&P 500 ได้ผลตอบแทนมา 94%

Warren Buffett กำลังจะบอกอะไรเรา? ท่านบอกว่า แท้จริง วินัย เป็น Key ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการลงทุน“ สิ่งที่เต่าชนะกระต่าย ไม่ใช่ความเร็วว่องไว แต่คือการก้าวต่อไปอย่างสม่ำเสมอ การลงทุนไม่ได้จำเป็นต้องซับซ้อน ความเรียบง่ายก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้เช่นกัน

สัดส่วนการลงทุน (Portfolio Asset Allocation)

สินทรัพย์ที่เลือกใช้ในการลงทุนจะมีแค่ 3 รูปแบบ

  • หุ้น
  • ตราสารหนี้
  • กองอสังหาริมทรัพย์

เป็นการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ทั่วโลก โดยมีสัดส่วนในการจัดพอร์ตดังนี้

Layer 1: จัดสัดส่วนการลงทุนระหว่าง 3 สินทรัพย์หลัก

  • หุ้น : 60%
  • อสังหาริมทรัพย์: 10%
  • ตราสารหนี้ : 30%

Layer 2: จัดสัดส่วนการลงทุนภายในสินทรัพย์กันเอง

เป็นการแบ่งภายในสินทรัพย์ เช่น หุ้นก็แบ่งเป็น

  • หุ้นประเทศไทย และ ทั่วโลก สัดส่วน 35% และ 25% ตามลำดับ
  • หุ้นไทย แบ่งเป็นลงทุนแบบ Passive  และ Active สัดส่วน 20% และ 15% ตามลำดับ
  • หุ้นต่างประเทศ แบ่งเป็นลงทุนแบบ Passive และ Active สัดส่วน 10% และ 15% ตามลำดับ

ตราสารหนี้ก็แบ่งเป็นระยะสั้น และระยะกลาง สัดส่วน 10% และ 20% ตามลำดับ

ส่วน อสังหาริมทรัพย์ ลงทุนทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ รวมกันเป็น 10%

กระบวนการคัดเลือกกองทุนมีดังนี้

1. เลือกนโยบายที่ไม่มีปันผล

2. เลือกตามกลุ่ม เช่น กลุ่มหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ เป็นต้น โดยจะเลือกกลุ่มตามกลยุทธ์การลงทุนที่วางไว้ โดยมีแนวทางการเลือกดังนี้

3. คัดเลือกกองที่ได้ 4-5 ดาว โดยเฉพาะกลุ่มกองทุนแบบ Active

4. เลือก Best In Class แต่ละกลุ่มโดยใช้การเปรียบเทียบ

  • Sharpe Ratio
  • FINNOMENA Indicator–performance / Maximum Drawdown / Risk Adjusted Return

การคัดเลือกกองทุน

เก็บทุกโอกาส ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ด้วยพอร์ตการลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio

สินทรัพย์ประเภทหุ้น

แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ

กองหุ้นไทย แบบ Passive จะเลือกกองทุนแบบ SET50 เนื่องจากผลงานของ Index แบบ SET50 จะดีกว่า SET100 และ SET

กองหุ้นต่างประเทศแบบ Passive แม้ MSCI Index จะมีหลายตัว  แต่จะเลือกกองทุนแบบ MSCI World ที่เน้นลงทุนทั่วโลก 23 ประเทศที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

กองหุ้นไทยแบบ Active ตามกลยุทธ์การลงทุน นอกจากลงทุนตาม Index แล้ว ยังลงทุนในหุ้นเติบโต จึงเลือกกองทุนที่อยู่ใน Small/Mid Cap

กองหุ้นต่างประเทศแบบ Active กลุ่มกองทุนต่างประเทศมีให้เลือกมากหลากหลาย แต่พอเราใช้กลยุทธ์เน้นความเรียบง่าย จึงเลือกกลุ่ม Global Equity  เราไม่ได้เลือกเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ หรือ รายอุตสาหกรรม เพราะหากเลือกแบบนั้น ก็จะมีความยุ่งยากในการกำหนดสัดส่วน

สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้และอสังหาริมทรัพย์

กองอสังหาริมทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุนจะลงทั่วโลก ดังนั้นจึงเลือกกองทุนกลุ่ม Property – Indirect Global ซึ่งลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กองตราสารหนี้ มีหลายกลุ่มให้เลือก แต่จะเลือกลงทุนตาม Duration ของตราสารหนี้ จึงเลือกกองทุนกลุ่ม Short Term Bond และเลือกกองทุนกลุ่ม Mid/Long Term Bond

ปรับพอร์ตอย่างไร?

เก็บทุกโอกาส ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ด้วยพอร์ตการลงทุน Global Aggressive Hybrid Portfolio

Time Interval Method

จะทำการปรับพอร์ตโดยใช้ระยะเวลาเช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี

วิธีนี้ง่ายที่จะเตือนตัวเองให้ตรวจสอบพอร์ต  เมื่อครบ 1 ปี จะมีการตรวจสอบผลงานของกองทุนแบบ Active โดยเฉพาะกองทุนหุ้น  เพื่อตรวจสอบถึงผลงานและแนวโน้มในอนาคต

ตัวอย่างการทำ Time Interval Method Rebalance

ผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtesting)

เงื่อนไขการทดสอบมีดังนี้

Universe ของสินทรัพย์

  • หุ้น
  • ตราสารหนี้
  • อสังหาริมทรัพย์

ช่วงเวลา

  • 1 มกราคม 2016 ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2019

เงินลงทุน

  • ซื้อครั้งเดียวไม่ได้ทำ DCA

ผลการทดสอบ

ผลการดำเนินงานของพอร์ต Global Aggressive Hybrid นั้น ใน 3 ปีที่ผ่านมาสามารถทำผลตอบแทนได้ 8.47 ต่อปี ซึ่งแม้ว่าจะแพ้ SET Index Total Return แต่ก็เป็นธรรมชาติของพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์ สังเกตได้จากความผันผวนของพอร์ตการลงทุนนั้นน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น (SET Total Return Index) อย่างมีนัยยะชัดเจน

สนใจลงทุนใน Global Aggressive Hybrid คลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/wealthguru/ หรือแบนเนอร์ข้างล่าง เพื่อรอรับข้อมูลพอร์ตได้เลย

หากสนใจในพอร์ตนี้ จะสามารถลงทุนได้อย่างไร?

คุณสามารถลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid by WealthGuru โดยผ่าน 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ

1. เลือกแผนการลงทุน

ศึกษาข้อมูลของแผนการลงทุน ตรวจสอบว่าเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณหรือไม่

2. เปิดบัญชีลงทุน​

สามารถเปิดบัญชีได้ทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ FINNOMENA เอง โดยบัญชีนี้สามารถลงทุนได้กว่า 600 กองทุนจาก 14 บลจ.

3. ลงทุนตามคำแนะนำ

รอรับคำแนะนำจากทางระบบทั้งผ่าน Notification และอีเมล และเริ่มลงทุนตามแผนที่วางไว้ได้ทันทีครับ

มีคำถามถึงทีมงาน FINNOMENA IC หรือ ผม WealthGuru สามารถฝากไว้ได้ที่

https://www.finnomena.com/ask/categories/global-aggressive-hybrid-portfolio/

WealthGuru

Donald Tapscott ประธานบริหารของสถาบันวิจัย Blockchain กล่าวว่าเงินหยวนของจีนนั้นจะกลายมาเป็นรูปแบบของคริปโต

  • โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้เข้าร่วมประชุมกับรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน โดยประธานาธิบดี Xi Jinping คิดว่า Blockchain เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคต ทำให้จีนกำลังพิจารณาที่จะห้ามการขุด cryptocurrency
  • ทั้งนี้ทางจีนได้คุยเรื่องการแบนขุดเหมืองมานานแล้ว แต่อย่างไรก็ตามจีนยังคงเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมคริปโต เพราะพวกเขามีแหล่งขุดเหรียญที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อกลางปี 2018 Bitmain เหมืองขุดที่ใหญ่ที่สุกในจีนรายงานว่าได้ดำเนินการเปิดเหมืองขุดกว่า 11 แห่งในจีน
  • สำหรับ Blockchain นั้น จีนรายงานว่าเป็นผู้นำของโลกในจำนวนโปรเจกต์ด้าน Blockchain ที่กำลังดำเนินการอยู่ในประเทศ มีโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain กว่า 263 โปรเจกต์ในประเทศจีนคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวมทั่วโลก

ที่มา : https://siamblockchain.com/2019/04/19/renminbi-to-become-cryptocurrency-expert-says

FINNOMENA Hot News Digest

คือการนำข่าวเรื่องการเงินการลงทุนที่สำคัญ ๆ ในแต่ละวัน มาทำการย่อย (digest) ให้เข้าใจง่าย ๆ รวมถึงอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากเรื่องดังกล่าว โดยทีมงาน FINNOMENA เพื่อให้นักลงทุนได้เสริมความเข้าใจในข่าวสารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

เศรษฐกิจจีนใน 10 ปีต่อจากนี้...

บทสรุปหนึ่งหากได้พิจารณาจากการติดตามการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ คือ ‘ไม่มีใครที่สามารถอยู่ค้ำฟ้าได้ โดยงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา’

จีนที่ว่าเติบโตแบบแน่นๆ มากว่า 15 ปี ถึงวันนี้ ก็ต้องชะลอลง คำถามคือมากน้อยแค่ไหน บทความนี้ จะขอประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจากจุดนี้ มองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า จะเดินต่อไปในแนวทางใด

หากมองย้อนกลับไปจากอดีตถึงปัจจุบัน จะพบว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจจีน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้

ช่วงที่หนึ่ง เกิดขึ้นหลังสิ้นสุดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของอดีตประธานาธิบดีและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ เหมา เจ๋อตง ในปลายทศวรรษที่ 1970 โดยปีสุดท้ายของยุคท่านเหมา ได้เกิดเศรษฐกิจหดตัวลงร้อยละ 1.7 ในยุคดังกล่าว ปรัชญาการเติบโตในช่วงนั้น คือเน้นให้ซึมซับในปรัชญาการปกครองของประธานเหมา โดยไม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้การลงทุนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงนั้นได้ถูกบิดเบือนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ต่ำกว่าอัตราที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ดี หนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น ยุคของการเฟื่องฟูผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้น โดยปีที่อัตราการเติบโตของจีดีพีต่ำสุด คือต่ำกว่าร้อยละ 7 เท่านั้น ซึ่งมีอยู่เพียงปีเดียวเท่านั้น ด้วยนโยบายทีเน้นการปรับเพิ่มขึ้นของระดับผลิตภาพ ด้วยการให้อิสระกับภาคแรงงานและเกษตรกรให้สามารถทำงานในโครงการหรือหน่วยงานที่ตนเองต้องการจะทำ รวมถึงยกเลิกกฎเกณฑ์ที่มุ่งให้การตัดสินใจกระจุกตัวเฉพาะในส่วนกลาง ด้วยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความมั่งคั่งของชาวจีนก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาช่วงที่สอง เริ่มเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โดยแบบจำลองของการเติบโตเศรษฐกิจจีน ใช้การลงทุนเป็นหัวใจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ทางการจีนใช้เม็ดเงินจากการออมของภาคครัวเรือนเพื่อไปสนับสนุนการลงทุนที่ทางการจีนสนับสนุนแบบเต็มที่ สิ่งนี้ ส่งให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจจีน 2 ประการในเวลาต่อมา คือ ภาคครัวเรือนไม่มีความสามารถในการตรวจสอบการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิดการ Overinvestment ในโครงการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่คุ้มค่า และ การบริโภคภาคครัวเรือนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น

ช่วงที่สาม เริ่มต้นในปี 2015 ซึ่งในตอนนั้น มาตรการกระตุ้นด้านการคลัง ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 เริ่มหมดอานิสงส์ลง หากพิจารณาในประวัติศาสตร์ของพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศดาวรุ่งที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ มีอยู่น้อยรายที่จะประสบความสำเร็จแบบที่ไม่ต้องผ่านวิกฤติครั้งใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาที่กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งทางเศรษฐกิจของโลกก็ต้องผ่าน Great Depression ในทศวรรษ 1930 ก่อนที่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ก้าวขึ้นมาอย่างเช่นในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งจีนเอง ที่ใช้เวลาในช่วงทศวรรษที่ 1980 ในการบ่มเพาะจนเกิดการตกผลึกทางความคิดจากท่านผู้นำ เติ้ง เสี่ยวผิง ในปี 1992 เมื่อใช้เมืองเซินเจิ้น เป็นแม่แบบในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเมืองใหญ่อื่นๆ ของประเทศจีน

แล้วเศรษฐกิจจีน จากนี้ไปอีก 10 ปี จะมีรูปแบบการพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อก้าวมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ท่ามกลางอุปสรรคจากทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ และ โดนัลด์ ทัสก์ จากสภายุโรป ที่ตามมาสกัดดาวรุ่งอย่างมังกรจีนนับต่อจากนี้

ผมมองว่ามีอยู่ 3 แนวทางที่เศรษฐกิจจีน จะก้าวต่อไปจากจุดนี้ ดังนี้

หนึ่ง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง สามารถที่จะสามารถใช้ขุมพลังด้านการเมืองที่สามารถจะถ่ายเทความมั่งคั่งจากภาคราชการและรัฐวิสาหกิจไปสู่ประชาชนภาคครัวเรือน ผ่าน 3 ลูกศรการเงินของ Xi-nomics ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อให้สามารถใช้ในการทำธุรกิจได้ รวมถึงผ่านการใช้วลีขนาดความยาวอักษร 8 ตัวที่ชาวจีนจากอดีตถึงปัจจุบันจะใช้ เพื่อทำความเข้าใจในปรัชญาทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ของผู้นำสูงสุดยุคต่างๆ ที่จะชี้นำไปในการมุ่งกระจายความมั่งคั่งไปสู่ภาคครัวเรือน

โดยหากทำได้จริง สัดส่วนของจีดีพีจีนจะสามารถขยับขึ้นมาจาก 16-17% ของมูลค่าจีดีพีทั้งโลก ไปสู่ระดับ 20% ได้ โดยที่การเติบโตของภาคครัวเรือนจะเติบโตได้ดี แม้จะไปลดสัดส่วนของภาครัฐบาลต่อจีดีพีในปัจจุบันก็ตาม ด้วยการพัฒนาในรูปแบบนี้ ถือเป็นแนวทางการพัฒนาที่ดีที่สุด สำหรับเศรษฐกิจจีนหากมองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เป้าหมายข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะสามารถบรรลุได้ โดยในอดีต มีเพียง เติ้ง เสี่ยวผิง ท่านเดียวเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งที่เป็นงานยากมากๆ ที่ใกล้เคียงกับสิ่งนี้จนประสบความสำเร็จได้

แนวทางที่สอง เป็น Scenario ที่ถือว่าเป็น Baseline ซึ่งเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันดูจะเดินทางไปในแนวทางนี้มากที่สุด นั่นคือทางการจีนสามารถที่จะทำให้มูลค่าหนี้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ไม่ให้เกิดการหลุดเป็นวิกฤติหนี้อย่างที่ประเทศในตลาดเกิดใหม่มักจะประสบกันในอดีต นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากภาครัฐบาลสู่ภาคเอกชน ทว่าทำได้ค่อนข้างน้อย โดยที่โครงการการลงทุนของภาครัฐยังคงมีเยอะอยู่ ทว่ามีสัดส่วนไม่น้อยที่ไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีผลตอบแทนเพียงพอต่อต้นทุนทางการเงิน สำหรับในกรณีนี้ อัตราการเติบโตของจีดีพีของจีนจะชะลอลง แม้ว่าจะไม่รุนแรงเหมือนกับดาวรุ่งทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในอดีต อย่างไรก็ดี ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเป็นวิกฤติหนี้ลากยาวไปจนกลายเป็นภาวะที่เศรษฐกิจหยุดนิ่งและเกิดเงินฝืดหรือ Stagflation

แนวทางที่สาม ถือเป็นกรณีที่เสี่ยงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจจีน ทว่าโอกาสเกิดขึ้นก็ต่ำสุดเช่นกัน นั่นคือ การเกิดวิกฤติการเงินขนาดย่อมๆ หรือผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อให้เกิดเงินเฟ้อในการลดมูลหนี้ ผมมองว่าโอกาสในการเกิดวิกฤติของจีนน่าจะค่อนข้างน้อย เนื่องจากระบบการเงินของจีนที่มีปัญหาอย่าง Shadow Banking น่าจะไม่บานปลายไปกว่าในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจในกรณีนี้จะลดลงเร็วมากจากระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จนอาจลงสู่ในระดับศูนย์เลยก็เป็นได้

ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนในอนาคตจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐและยุโรป การเติบโตของเศรษฐกิจโลกว่าจะเป็นเช่นไร รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในทศวรรษหน้า โดยผมมองว่าไม่ง่ายทว่าก็ไม่ยากเกินไปเช่นกัน ที่เศรษฐกิจจีนจะไปสู่จุดที่เท่าเทียมกับสหรัฐ

ที่มาบทความ: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647019