
กองทัพสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกรุกรานขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การยกระดับความรุนแรงครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบใหญ่ต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เสี่ยงจุดชนวนให้สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง
แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งสร้างความสูญเสียหนักต่ออิหร่านเพื่อตอบโต้การโจมตีเรือพลเรือนในน่านน้ำสากล โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่าพุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศและเครื่องยิงขีปนาวุธ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกแก๊ส Al Rekayyat เรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียจนเสียหาย และเรือลำที่ 3 ตามรายงานของหน่วยความมั่นคงทางทะเลอังกฤษ
นอกเหนือจากมาตรการทางทหาร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกข้อยกเว้น (Waiver) ที่เคยผ่อนปรนให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะยานทะลุ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที สกัดแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดพลังงานโลก ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวร่วงรุนแรงจากความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกดดันให้เฟด (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
การเผชิญหน้าครั้งนี้นับเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อ MOU หยุดยิงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเดิมมีกรอบเวลา 60 วันให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาสันติภาพถาวร หลังสงครามเต็มรูปแบบเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมโจมตีจนเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต โดยปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายต่างสลับกันกล่าวหาอีกฝั่งว่าเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงก่อน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า อิหร่านพยายามแสดงอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก โดยมีการวางทุ่นระเบิดบีบให้เรือพาณิชย์ต้องเปลี่ยนไปใช้ร่องน้ำทางตอนเหนือใกล้ชายฝั่งอิหร่าน แทนเส้นทางปลอดภัยใกล้โอมาน ซึ่งขัดกับความต้องการของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งหวังให้การเดินเรือเป็นไปอย่างอิสระ โดยปัจจุบันทรัมป์อยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ณ กรุงแองการา ประเทศตุรกี
ขณะนี้ การเจรจาสันติภาพถูกระงับชั่วคราวเนื่องจากฝั่งอิหร่านเริ่มพิธีไว้อาลัยและเตรียมจัดพิธีฝังศพของอดีตผู้นำสูงสุดในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ทว่าสิ่งที่ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกลายเป็นจุดแตกหักที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล่มสลายและส่งผลให้สงครามยืดเยื้อต่อไป
อ้างอิง: Bloomberg