
มุมมองการลงทุน
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงแรง นำโดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเมมโมรี หลังราคาปรับตัวขึ้นมามาก ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าราคาหุ้นอาจแพงเกินไป จึงมีแรงขายทำกำไรและย้ายไปลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ราคายังไม่ปรับขึ้นมาก กอปรกับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง และความกังวลว่าเฟดอาจพิจารณาประกาศขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเมมโมรียังเผชิญแรงกดดันจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน ซึ่งอาจทำให้ข้อจำกัดด้าน Supply ของ AI คลี่คลายเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับการปรับตัวลงของราคาหุ้นได้เพิ่มแรงขายจากนักลงทุนที่ใช้ Leverage ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเมมโมรีปรับฐานลงราว 40–50%
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีในการเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านผลประกอบการและแนวโน้มการเติบโต โดยคาดว่าข้อจำกัดด้าน Supply ของ AI จะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงปีหน้า ขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังสะท้อนว่า การลงทุนใน AI เริ่มสร้างรายได้และผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง โดยบริษัทชั้นนำยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง จึงยังสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะกลางถึงยาว
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างประเทศ หลังมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจประเทศไทยในฐานะหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่มีศักยภาพของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนและสนับสนุนการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไป นอกจากนี้ มีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะทยอยปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หากแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นตามคาด
ในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ไทยให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังอัตราเงินเฟ้อของไทยชะลอลงมากกว่าที่คาด และตลาดลดความคาดหวังว่า กนง. จะประกาศขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศให้ผลตอบแทนเป็นลบ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่า Fed อาจกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
The Masterpiece ประเมินว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน่าจะอยู่ใกล้จุดต่ำสุดหรืออาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้น และจะเป็นปัจจัยที่หนุนให้ตลาดหุ้นหลักปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีขึ้น แต่ตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศจะยังได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงและความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินของ Fed
The Masterpiece แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (KFGTECH-A) หลังราคาปรับตัวลดลงมามากและ Valuation มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยมองว่าการปรับฐานเป็นโอกาสในการทยอยสะสมเพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตของ AI ในระยะกลางถึงยาว ขณะเดียวกัน แนะนำ ลดน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ (KF-CSINCOME) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการเงินของ Fed
สรุปคำแนะนำปรับพอร์ต
ดู Fund Fact Sheet กองทุนที่เพิ่มน้ำหนัก/ปรับเข้า
ที่มา: บลจ. กรุงศรี วันที่ได้รับเอกสาร 3 สิงหาคม 2026
สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Krungsri The Masterpiece สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ที่
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena
ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomenaสำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนในพอร์ต Krungsri The Masterpiece คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร 0 2657 5757 | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
