TISA

กระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางของโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ TISA โดยตั้งเป้าหมายให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในปีหน้า ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเริ่มออมได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2570 และสามารถนำไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อหักลดหย่อนภาษีได้ภายในเดือนมีนาคม 2571 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับเปลี่ยนการออมให้มีผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง และยืดหยุ่นกว่ามาตรการในอดีต

สำหรับรายละเอียดของ TISA มีการยืนยันแล้วว่าจะยกเลิกตัวคูณสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Multiplier) ออกไป จากเดิมที่เคยพิจารณาให้สิทธิ์ลดหย่อน 1.3 เท่าสำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ขณะที่วงเงินลดหย่อนภาษีแม้จะยังไม่มีการยืนยันตัวเลขแน่ชัด แต่รับรองว่าไม่น้อยไปกว่าเกณฑ์เดิมในประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ยังกระจายความเสี่ยงโดยเปิดกว้างให้เจ้าของบัญชีสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบใหม่ๆ นอกเหนือจากกองทุนรวมแบบเดิมได้ด้วยตนเอง

ภาครัฐมองว่า TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปตลาดทุนไทย และช่วยแก้พฤติกรรมการออมระยะยาวของคนไทยที่สร้างได้ยาก ในอดีตมาตรการส่งเสริมภาษีอย่าง LTF หรือ ThaiESG มักเป็นโครงการชั่วคราวและกำหนดวันถอนตัวพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดแรงขายคืนหน่วยลงทุนพร้อมกันจำนวนมากเมื่อครบกำหนดจนกระทบต่อระบบตลาดหุ้น TISA จึงถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตระยะยาว เพื่อป้องกันการขายคืนฉับพลันและสร้างวินัยการออมที่ต่อเนื่อง

โครงสร้างหลักของบัญชี TISA จะแบ่งออกเป็น 2 บัญชี เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่ต่างกัน ได้แก่ “บัญชีออมเพื่อการเกษียณอายุ” ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์อย่าง RMF, PVD หรือ ThaiESG ไว้ในที่เดียว พร้อมเพิ่มสิทธิ์ลงทุนในสินทรัพย์ตรง แต่ยังคงเงื่อนไขออมจนถึงอายุ 55 ปี หรือถือครองไม่ต่ำกว่า 5 ปี และ “บัญชีออมเพื่อตนเองหรือบุตร” ซึ่งแม้จะนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่จะได้รับยกเว้นภาษีจากผลตอบแทน (ภาษี 0%) พร้อมลดระยะถือครองเหลือ 5 ปีเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

การขับเคลื่อนระบบ TISA ให้ผู้ลงทุนสับเปลี่ยนพอร์ตข้ามประเภทสินทรัพย์ได้อย่างราบรื่น จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ก่อนหน้านี้ จะเข้ามาทำหน้าที่รับรองกระบวนการทางดิจิทัลและระบบหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ช่วยเชื่อมต่อการลงทุนทั้ง TISA หุ้นกู้ และหน่วยลงทุนเข้าด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารกระดาษที่ยุ่งยากในการรายงานกรมสรรพากร

การปรับปรุงกฎหมายและการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อยในการเข้าถึงตลาดทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน ขณะเดียวกันระบบยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้จะช่วยป้องปรามการกระทำความผิดในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชนและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนในระยะยาว


อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ