
การลงทุนในหุ้นไม่ได้มีเพียงทางเลือกว่าจะ “ซื้อ” หรือ “ขาย” เท่านั้น แต่ยังมีกลยุทธ์จากตลาดอนุพันธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากหุ้นที่ถืออยู่ได้
หนึ่งในนั้นคือ “Covered Call” กลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสร้างกระแสเงินสดจากหุ้นในพอร์ต ผ่านการขาย Call Option และรับค่า Premium โดยไม่จำเป็นต้องขายหุ้นออกไปทันที
แล้ว Covered Call ทำงานอย่างไร เหมาะกับสถานการณ์แบบไหน และมีอะไรที่นักลงทุนควรรู้ก่อนใช้กลยุทธ์นี้? มาทำความรู้จัก Covered Call ไปพร้อมกันในบทความนี้
พอร์ต Global Multi-Income Strategy (GMI) มุ่งสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับโอกาสการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว ผ่านนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทั่วโลก
เริ่มต้นสร้างแผน GMI ได้ที่ https://finno.me/plan-gmi-ws
Covered Call คืออะไร?
Covered Call คือกลยุทธ์การลงทุนในออปชัน (Options) ที่นักลงทุนจะทำการขาย Call Option ของหุ้นที่ตัวเองถือครองอยู่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมจากค่า Premium โดยกลยุทธ์นี้มักนำมาใช้ในช่วงที่คาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ หรือปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย (Sideway)
- Call: นักลงทุนในฐานะผู้ขายออปชัน (Writer) จะได้รับค่าพรีเมียม (Premium) จากผู้ซื้อ (Holder) เพื่อแลกกับสิทธิในการซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ (Strike Price) ภายในระยะเวลาของสัญญา หากผู้ซื้อใช้สิทธิ ผู้ขายจะมีหน้าที่ส่งมอบหุ้นตามราคาที่กำหนดไว้
- Covered: คำว่า Covered บ่งบอกว่านักลงทุนในฐานะผู้ขายมีหุ้นอ้างอิงอยู่ในมือแล้ว จึงสามารถนำหุ้นที่ถืออยู่มาส่งมอบได้หากผู้ซื้อใช้สิทธิ ต่างจาก Naked Call ที่ผู้ขายไม่ได้ถือหุ้นอ้างอิงไว้รองรับ
ดังนั้น Covered Call จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมระหว่างที่ยังถือหุ้นอยู่ โดยค่า Premium ที่ได้รับสามารถช่วยชดเชยการขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงได้บางส่วน
Covered Call ทำงานอย่างไร?
ราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ
หากราคาหุ้นอ้างอิงของ Call Option ยังอยู่ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ (Strike Price) เมื่อถึงวันหมดอายุ ผู้ซื้อ Call Option มักไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้สิทธิ เพราะสามารถซื้อหุ้นในตลาดได้ในราคาที่ถูกกว่า
ในกรณีนี้ ผู้ขาย Call Option จะยังคงถือครองหุ้นที่มีอยู่ต่อไป และได้รับกำไรเป็นค่า Premium จากการขาย Call Option เป็นรายได้เพิ่มเติม
ราคาหุ้นอยู่สูงกว่าราคาใช้สิทธิ
ในทางกลับกัน หากราคาหุ้นปรับตัวสูงกว่าราคาใช้สิทธิ (Strike Price) เมื่อถึงวันหมดอายุ ผู้ซื้อ Call Option อาจเลือกใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา ทำให้ผู้ขาย Call Option ต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ในราคาใช้สิทธิ แม้ว่าราคาตลาดในขณะนั้นจะสูงกว่าราคาดังกล่าวก็ตาม
ในกรณีนี้ ผู้ขาย Call Option จะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างต้นทุนหุ้นกับราคาใช้สิทธิ และค่า Premium ที่ได้รับจากการขาย Call Option
ตัวอย่างการทำ Covered Call
นักลงทุนถือหุ้น XYZ จำนวน 1,000 หุ้น โดยหุ้นมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ 40 บาทต่อหุ้น และคาดการณ์ว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ราคาหุ้นน่าจะเคลื่อนไหวไม่มากนัก จึงเลือกใช้กลยุทธ์ Covered Call เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมจากหุ้นที่ถืออยู่
นักลงทุนตัดสินใจขาย Call Option จำนวน 1 สัญญา ซึ่งครอบคลุมหุ้น 1,000 หุ้น โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ที่ 45 บาท และได้รับค่า Premium 1 บาทต่อหุ้น
กรณีที่ 1: ราคาหุ้นต่ำกว่า 45 บาท
สมมติว่าเมื่อถึงวันหมดอายุ ราคาหุ้นอยู่ที่ 43 บาท ผู้ซื้อ Call Option จะไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้สิทธิซื้อหุ้นในราคา 45 บาท เพราะสามารถซื้อหุ้นในตลาดได้ในราคาที่ถูกกว่า ดังนั้น Option จะหมดอายุโดยไม่มีการใช้สิทธิ
นักลงทุนในฐานะผู้ขาย Call Option จึงยังคงถือครองหุ้นไว้ 1,000 หุ้นเท่าเดิม และได้รับค่า Premium 1,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มจาก 40 เป็น 43 บาทอีกด้วยหากมีการขายหุ้นในภายหลัง
กรณีที่ 2: ราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือ 45 บาท
สมมติว่าเมื่อถึงวันหมดอายุ ราคาหุ้นปรับขึ้นเป็น 50 บาท ผู้ซื้อ Call Option อาจเลือกใช้สิทธิซื้อหุ้นในราคา 45 บาท ทำให้นักลงทุนในฐานะผู้ขาย Call Option ต้องขายหุ้นตามราคาใช้สิทธิ แม้ว่าราคาตลาดในขณะนั้นจะสูงกว่าก็ตาม
ในกรณีนี้ นักลงทุนจะได้กำไรจากราคาหุ้น 5 บาทต่อหุ้น จากราคาที่เพิ่มขึ้นจาก 40 บาทเป็น 45 บาท และได้รับค่า Premium อีก 1 บาทต่อหุ้น รวมเป็นกำไร 6 บาทต่อหุ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ขาย Call Option แม้ว่าราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นไปถึง 60 บาทหรือสูงกว่านั้น นักลงทุนก็ยังคงได้รับกำไรสูงสุดเพียง 6 บาทต่อหุ้น เพราะได้ตกลงขายหุ้นไว้ที่ราคาใช้สิทธิ 45 บาทแล้ว
สถานการณ์ที่เหมาะกับการใช้ Covered Call
1. ตลาดมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
Covered Call เหมาะกับช่วงที่นักลงทุนมองว่าราคาหุ้นน่าจะเคลื่อนไหวไม่มาก หรือมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแต่ยังไม่ถึงราคาใช้สิทธิ (Strike Price) นักลงทุนจะยังได้รับทั้งค่า Premium จากการขาย Call Option และยังคงถือหุ้นไว้ได้ตามเดิม
2. ต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากหุ้นที่ถืออยู่
สำหรับนักลงทุนที่ตั้งใจถือหุ้นระยะยาว แต่ต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติมระหว่างทาง Covered Call เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดจากค่า Premium เปรียบเสมือนรายได้เพิ่มเติมจากหุ้นที่ถืออยู่ โดยไม่จำเป็นต้องขายหุ้นออกไปทันที
3. มีเป้าหมายราคาขายหุ้นที่ชัดเจน
Covered Call ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้น หรือมีเป้าหมายราคาที่ชัดเจน โดยสามารถกำหนดราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ให้อยู่ใกล้เคียงกับราคาที่ต้องการขาย เพื่อรับค่า Premium และเปิดโอกาสให้หุ้นถูกขายที่ราคาดังกล่าว หาก Call Option ถูกใช้สิทธิ
สรุปข้อดี-ข้อจำกัดของ Covered Call
ข้อดีของ Covered Call
- สร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติม: นักลงทุนจะได้รับค่า Premium จากการขาย Call Option ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มเติมจากหุ้นที่ถืออยู่ โดยไม่จำเป็นต้องขายหุ้นออกจากพอร์ตในทันที
- สร้างวินัยในการขายทำกำไร: ช่วยตัดอารมณ์ออกจากการลงทุน เนื่องจากมีการตั้งเป้าหมายราคาขายหุ้นที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้าตามราคาใช้สิทธิ (Strike Price)
- ลดความเสี่ยงขาลงได้บางส่วน: หากราคาหุ้นปรับตัวลดลง ค่า Premium ที่ได้รับจากการขาย Call Option สามารถช่วยชดเชยการขาดทุนจากราคาหุ้นได้บางส่วน
ข้อจำกัดของ Covered Call
- จำกัดโอกาสในการทำกำไร: นักลงทุนอาจพลาดโอกาสในการได้รับกำไรจากส่วนที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงกว่าราคาใช้สิทธิ เนื่องจากหากผู้ซื้อเลือกใช้สิทธิ นักลงทุนจะต้องขายหุ้นตามราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้
- มีความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย: หากราคาหุ้นอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิ หรืออยู่ในสถานะ In the Money (ITM) ผู้ซื้ออาจเลือกใช้สิทธิก่อนที่สัญญาจะหมดอายุ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ตามราคาและเงื่อนไขของสัญญา
- ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงขาลงอย่างรุนแรง: แม้ค่า Premium ที่ได้รับจะช่วยชดเชยผลขาดทุนได้บางส่วน แต่หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าค่า Premium ที่ได้รับ
รวมโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากทั่วโลกกับพอร์ต GMI
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการลงทุนที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง พร้อมโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว พอร์ต Global Multi-Income Strategy (GMI) หนึ่งในแผนการลงทุนของ Finnomena Funds คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์
พอร์ต GMI มุ่งสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ในรูปแบบของกองทุนที่เน้นการจ่ายปันผล หรือการรับซื้อคืนอัตโนมัติ (Auto Redemption) เฉลี่ย 3-5% ต่อปี (ไม่ใช่การการันตี) ควบคู่กับไปสร้างการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว ผ่านนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทั่วโลก และมีเป้าหมายสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเป็นกรอบเบื้องต้นประมาณ 40-60%
จุดเด่นของพอร์ต GMI
- มุ่งสร้างกระแสเงินสด พร้อมโอกาสเติบโตของเงินต้น – ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการรายได้ระหว่างการลงทุน ผ่านกองทุนที่เน้นการจ่ายปันผลหรือการรับซื้อคืนอัตโนมัติ (Auto Redemption) อย่างสม่ำเสมอ พร้อมโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
- กระจายการลงทุนในสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสดทั่วโลก – ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุน และกองทุน Multi-Asset เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มแหล่งที่มาของกระแสเงินสด
- เพิ่มโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากกลยุทธ์ Covered Call – เสริมศักยภาพการสร้างกระแสเงินสดผ่านการลงทุนในกองทุนที่ใช้กลยุทธ์ขาย Call Option ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากความผันผวนของตลาด
พอร์ต GMI เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระหว่างการลงทุน พร้อมกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก
- ผู้ที่สามารถรับความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้ที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นตั้งแต่ 500,000 บาท และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังกล่าวภายในระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี
อ่านเพิ่มเติม แนะนำพอร์ต GMI รวมโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากทั่วโลก
พอร์ต Global Multi-Income Strategy (GMI) มุ่งสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับโอกาสการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว ผ่านนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทั่วโลก
เริ่มต้นสร้างแผน GMI ได้ที่ https://finno.me/plan-gmi-ws
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในกรอบระยะเวลาตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันตามคำแนะนำ | บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT
