รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

สรุปกองทุน LHLONGEVITY จาก บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้าน Oncology เพื่อเปิดรับโอกาสการเติบโตระยะยาวไปเทรนด์ Longevity

Highlights


รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราว 62 ปี เป็นมากกว่า 73 ปีในปัจจุบัน และคาดว่าในปี 2050 จะมีผู้สูงอายุพุ่งสูงถึง 1.6 พันล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก แต่ความจริงที่น่าตกใจคือช่องว่างระหว่างการมีชีวิตอยู่ (Lifespan) กับการมีสุขภาพดี (Healthspan) กลับกว้างขึ้นเรื่อย ๆ (Source: WHO, World Economic Forum, Garmany & Terzic 2024, JAMA Network Open)

โดยเฉพาะช่วงท้ายของชีวิตที่หลายคนต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมถึง “โรคมะเร็ง” ที่ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก และจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร

โจทย์นี้เองกำลังผลักดันให้เกิดเทรนด์ “Longevity” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการยืดอายุให้ยาวนานขึ้น แต่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่ไปกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ กองทุน LHLONGEVITY หนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสสร้างการเติบโตไปกับเมกะเทรนด์ด้าน Healthcare และนวัตกรรมการแพทย์ยุคใหม่ ผ่านการลงทุนในบริษัทที่ดําเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมด้านมะเร็งวิทยา (Oncology) ทั่วโลก

สรุปข้อมูลกองทุน LHLONGEVITY

กองทุน LHLONGEVITY หรือ กองทุนเปิด แอล เอช ลองจิวิตี้ เฮลธ์แคร์ มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก Tema Oncology ETF ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่บริหารเชิงรุก (Active Managed ETF) มีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตในระยะยาว ผ่านการลงทุนในบริษัทที่ดําเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมด้านมะเร็งวิทยา (Oncology) ซึ่งรวมถึงบริษัทเวชภัณฑ์ ชีวรักษา เทคโนโลยีการรักษา และการวินิจฉัยโรคมะเร็ง

รายละเอียดต่าง ๆ ของกองทุน

  • กองทุนนี้มีความเสี่ยงระดับ 7 – เสี่ยงสูง ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Healthcare
  • นโยบายปันผล: ไม่จ่าย
  • มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท และครั้งถัดไป 100 บาท
  • ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end Fee) 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน (Back-end Fee) ไม่มี
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.60% ต่อปี
  • รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2.0981% ต่อปี
  • ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 31/08/2026
  • ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/LHLONGEVITY

กองทุน LHLONGEVITY ลงทุนอะไรบ้าง?

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: National Cancer Institute (NCI), AstraZeneca, Tema Oncology ETF

กองทุน LHLONGEVITY มุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่ม Precision Oncology หรือการรักษามะเร็งแบบแม่นยำ โดยให้น้ำหนักไปที่นวัตกรรมการรักษาแบบมุ่งเป้าเซลล์มะเร็งโดยตรง (Direct Cancer Targeting) ครอบคลุมทั้งการยับยั้งเป้าหมายเฉพาะที่ทำให้มะเร็งเติบโต (Targeted Therapies) การใช้แอนติบอดีนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็ง (Antibody-Drug Conjugate: ADC) การส่งสารกัมมันตรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งแบบมุ่งเป้า (Radiotherapeutics) และการกำจัดโปรตีนผิดปกติออกจากเซลล์โดยตรง (Protein Degradation)

นอกจากนี้ กองทุนยังลงทุนในนวัตกรรมการรักษาที่อาศัยระบบภูมิคุ้มกัน (Immune-based Therapies) ทั้งการใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง (Immuno-Oncology: IO) รวมถึงการใช้เซลล์และการปรับแต่งยีนเพื่อพัฒนาการรักษาที่มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากขึ้น (Cell Therapy/Gene Editing) เช่น CAR-T Cell Therapy เพื่อเปิดรับโอกาสจากนวัตกรรมการรักษามะเร็งในหลากหลายมิติ

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: Tema Oncology ETF

ในด้านกระบวนการคัดเลือกหุ้น กองทุนเริ่มจากการคัดกรองบริษัทในกลุ่ม Healthcare ทั่วโลกกว่า 3,000 บริษัท ด้วยกระบวนการแบบ Top-down เพื่อค้นหาบริษัทที่มีธุรกิจและศักยภาพโดดเด่นในด้าน Oncology โดยพิจารณาทั้งสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและความแข็งแกร่งของ R&D Pipeline จนเหลือประมาณ 300 บริษัท ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงลึกแบบ Bottom-up เพื่อคัดเลือกประมาณ 30-60 บริษัท มาประเมินปัจจัยพื้นฐานใน 4 มิติ ได้แก่ ความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ความมั่นคงของงบการเงินและกระแสเงินสด ความคุ้มค่าของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยง และมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากทีม Tema

จากนั้นจึงกำหนดน้ำหนักการลงทุน พิจารณาจากระดับความเชื่อมั่นและความเสี่ยงของแต่ละบริษัท โดยบริษัทที่มีความมั่นคงและมีความเชื่อมั่นสูงจะได้รับน้ำหนักประมาณ 1-5% ขณะที่บริษัทเกิดใหม่หรือบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเติบโตสูงซึ่งมีความผันผวนมากกว่า จะจำกัดน้ำหนักไว้ที่ประมาณ 0-3%

ตัวอย่างหุ้นในพอร์ต LHLONGEVITY (ข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2026)

  1. REVOLUTION MEDICINES INC – บริษัทด้าน Precision Oncology ที่พัฒนา Targeted Small-Molecule Therapies โดยมุ่งเน้นกลุ่ม RAS(ON) Inhibitors เพื่อพัฒนาการรักษามะเร็งที่มีสาเหตุจาก RAS Mutations
  2. MERCK & CO INC – ผู้พัฒนา Keytruda หนึ่งในยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษามะเร็งหลายชนิด และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท
  3. COGENT BIOSCIENCES INC – บริษัทที่พัฒนา Targeted Therapies ซึ่งมุ่งเป้าไปยัง Molecular Drivers ที่มีบทบาทต่อการเกิดและการเติบโตของมะเร็ง เช่น KIT Mutation ในมะเร็งเลือดและโรคที่เกี่ยวข้อง
  4. ELI LILLY & CO – บริษัทที่เดินหน้าขยาย Oncology Pipeline อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้าน Targeted Therapy และ Immuno-Oncology เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในธุรกิจยารักษามะเร็งในระยะยาว
  5. NOVARTIS AG – บริษัทชั้นนำด้าน Targeted Therapy และ Radioligand Therapy โดยมี Pluvicto และ Lutathera เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญ พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านการรักษาด้วยรังสีแบบมุ่งเป้าในอนาคต

ทำไม Oncology ถึงน่าสนใจ

1. หนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมยา

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: IQVIA Institute for Human Data Science

ตลาดการรักษามะเร็ง (Oncology) เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ที่มีการเติบโตโดดเด่นในอุตสาหกรรมยา โดยคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านยารักษามะเร็งทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 251 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 441 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 12% ต่อปี

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 35.53 ล้านคนภายในปี 2050 และมีประเทศขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน และอินเดีย เป็นหนึ่งในตลาดที่มีจำนวนผู้ป่วยสูง ขณะเดียวกัน การรักษามะเร็งยังมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้ความต้องการใช้ยามีแนวโน้มต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราการหยุดการรักษาอยู่ที่เพียง 15% ซึ่งต่ำกว่าโรคเรื้อรังหลายประเภท

2. ครองตำแหน่งศูนย์กลางนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยา

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: Nature analysis of FDA data, CEDR a department of FDA, International Federation of Pharmaceutical Manufacturers & Associations (IFPMA)

ตลาดการรักษามะเร็ง (Oncology) ยังครองตำแหน่งศูนย์กลางนวัตกรรมสำคัญของอุตสาหกรรมยา โดยคิดเป็นสัดส่วนการอนุมัติยาใหม่ของ FDA สูงถึง 29% ในช่วงปี 2020-2024 และมีตัวยารักษามะเร็งที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกกว่า 5,250 รายการ หรือคิดเป็น 41% ของยาทั้งหมดในชั้นคลินิก โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบเดิม (Traditional) ไปสู่การรักษาแบบแม่นยำ (Precision Oncology) ที่ช่วยให้การรักษาสามารถมุ่งเป้าไปยังเซลล์มะเร็งอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในวงการ Biotech ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการค้นหาและออกแบบโมเลกุลยาใหม่จากเดิมที่อาจใช้เวลานานหลายปี เหลือเพียง 3 ถึง 12 สัปดาห์ ส่งผลให้โมเลกุลยาที่ค้นพบโดย AI ถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มอัตราความสำเร็จในการพัฒนายา

3. อุตสาหกรรมยามีความทนทานสูงต่อภาวะเศรษฐกิจ

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: IQVIA, LHFund

อุตสาหกรรมยามีความทนทานสูงต่อภาวะเศรษฐกิจ สะท้อนจากยอดขายในสหรัฐฯ ที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 1984 แม้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญอย่างวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ภาวะ Patent Cliff และการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม กระบวนการการพัฒนายาใหม่ต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนสูงกว่าจะนำยาออกสู่ตลาดได้ แต่มีอัตราความสำเร็จในการพัฒนายาจนได้รับอนุมัติเพียงประมาณ 5%

ข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลา ต้นทุน และโอกาสความสำเร็จที่ต่ำ ทำให้นวัตกรรมหรือสิทธิบัตรยาที่มีคุณภาพและศักยภาพ กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่าสูง และเป็นที่ต้องการของบริษัทยายักษ์ใหญ่ (Big Pharma) ที่ต้องการเสริมพอร์ตผลิตภัณฑ์และต่อยอดการเติบโตในอนาคต

4. นวัตกรรมยาใหม่กระจุกอยู่ใน Emerging Biopharma

รีวิวกองทุน LHLONGEVITY ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

Source: IQVIA

นวัตกรรมยาใหม่กำลังกระจุกตัวอยู่ในบริษัท Emerging Biopharma ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนายาและนำรูปแบบการทดลองทางคลินิกที่ยืดหยุ่นและซับซ้อน (Novel Trial Designs) มาใช้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Oncology

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Big Pharma ซึ่งมีเงินสดและสภาพคล่องสะสม (Dry Powder) รวมกันกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องเร่งเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อเติมนวัตกรรมใหม่เข้าสู่พอร์ตผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้บริษัท Oncology Biotech กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในการเข้าซื้อกิจการ โดยในช่วงปี 2019-2025 บริษัทในกลุ่มนี้มีการซื้อขายด้วยส่วนต่างราคา (Premium) เฉลี่ยสูงถึง 89%

กองทุน LHLONGEVITY เหมาะกับใคร?

กองทุน LHLONGEVITY เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเปิดรับโอกาสการเติบโตระยะยาวจากธีม Healthcare และ Longevity โดยเฉพาะนวัตกรรมการรักษามะเร็ง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านรูปแบบการรักษาสู่การรักษาที่แม่นยำและตรงเป้าหมายมากขึ้น รวมถึงผู้ที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare จึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนได้สูง โดยสามารถใช้เป็นส่วนเสริม (Satellite Portfolio) เพื่อเพิ่มโอกาสรับการเติบโตจากธีม Healthcare และนวัตกรรมการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของการดูแลสุขภาพ

สนใจกองทุน LHLONGEVITY นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena

คลิกที่นี่เพื่อซื้อกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.


อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Land and Houses Fund Management

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนไม่มีการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (unhedged) ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | กองทุนรวมนี้ลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
tax-saving-funds-2026