Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) อัปเดตมุมมองเดือนตุลาคม 2026: จับตา Bond Yield สูง

มุมมองการลงทุน

ภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกในเดือนกันยายน 2026 อยู่ภายใต้แรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางหลักทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงจากราคาพลังงาน ดัชนี MSCI AC World Index ปรับตัวลดลง 1.1% โดยดัชนี S&P 500 ลดลงเล็กน้อย 0.3% ขณะที่ดัชนี NASDAQ ยังปรับตัวขึ้นได้ 1.9% จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนตลาดหุ้นยุโรปอ่อนตัวลง โดยดัชนี STOXX 600 ลดลง 2.4% และดัชนี DAX ของเยอรมนีลดลง 4.0% ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นทั่วโลกส่งผลให้ดัชนีตราสารหนี้โลกให้ผลตอบแทนติดลบ 2.4% และตราสารหนี้ทุกกลุ่มทั้ง Investment Grade, High Yield และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ติดลบราว 3% ขณะเดียวกันสินทรัพย์ทางเลือกที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยถูกกดดันหนัก โดยราคาทองคำลดลง 6.5% และกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (Global REITs) ลดลง 5.4% มีเพียงราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้น 5.4% ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เหตุการณ์สำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินคือ การประชุม FOMC เดือนกันยายนที่มีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75%–4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2023 หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ส.ค. เร่งตัวขึ้น 0.4% MoM หรือ 3.4% YoY โดย Dot Plot ชี้ว่ากรรมการ 16 จาก 18 คนคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ก่อนคงไว้ในระดับสูงตลอดปี 2027 ในเดือนเดียวกัน BoJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะ 3.075% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996 และ ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ของปีสู่ Deposit Rate ที่ 2.50% แรงกดดันด้านเงินเฟ้อส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมัน หลังการปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีท่อส่งน้ำมันหลักของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่การกลับมาเจรจาผ่านตัวกลางช่วงปลายเดือนจะกดราคา WTI ลง 7.87% ในสัปดาห์สุดท้าย ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 และปิดเดือนที่ราว 5.24% เพิ่มขึ้น 107bp จากสิ้นปี 2025 โดยกว่า 99bp มาจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมองอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพสูงขึ้นตามเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยจึงเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ทองคำปรับตัวลงแรงที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกประจำเดือนนี้ และพลิกกลับมาติดลบ 4.3% นับตั้งแต่ต้นปี

ด้านตลาดหุ้นไต้หวันปรับตัวขึ้น 4.1% และโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตลาดหุ้นหลักที่เราติดตาม ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว โดยบริษัท Hyperscaler รายใหญ่ 5 รายคาดว่าจะใช้งบลงทุน (Capex) รวมกันกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ราคาชิปหน่วยความจำทั้ง DRAM และ NAND ยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. ส่งผลให้ไต้หวันซึ่งเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิปและฮาร์ดแวร์ AI โลกได้รับอานิสงส์โดยตรง กระแสเดียวกันนี้หนุนให้ดัชนี NASDAQ 100 กลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ในวันที่ 23 ก.ย. รวมถึงดัชนี Nikkei 225 และ KOSPI ที่ยังปรับตัวขึ้นได้ 1.2% และ 0.3% ตามลำดับ ท่ามกลางตลาดโลกที่ปรับตัวลง ในเชิงพื้นฐาน ประมาณการกำไรปี 2026 ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วกว่าเท่าตัวนับจากต้นปี ขณะที่ Forward P/E ของกลุ่มอยู่ราว 23 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ระดับราคาจึงยังไม่ตึงตัวเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นจีนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงแรงที่สุด โดยดัชนี STAR 50 ลดลง 9.1% และดัชนี CSI 300 ลดลง 5.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายงานข่าวว่าหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเปิดการสอบสวนด้านความปลอดภัยของข้อมูลในบริษัทพัฒนาโมเดล AI อย่าง DeepSeek และ Moonshot AI ซึ่งกดดันความเชื่อมั่นต่อหุ้นเทคโนโลยีจีนในวงกว้าง ขณะที่การประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24–25 ก.ย. ได้ข้อสรุปเพียงการขยายเวลาพักสงครามการค้าออกไปถึงวันที่ 10 ม.ค. 2027 โดยไม่มีข้อตกลงใหญ่ใหม่ ประกอบกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ โดยการลงทุนพัฒนาอสังหาฯ ช่วง 8 เดือนแรกของปีลดลง 19.9% YoY ด้านตลาดหุ้นอินเดียถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติราว 2.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ทำให้ดัชนี SENSEX ลดลง 5.8% และตลาดหุ้นอินโดนีเซียลดลง 6.9% โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 7.2 ล้านล้านรูเปียห์ในเดือนเดียว ขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามพักฐานลง 3.3% หลังปรับตัวขึ้นแรงในเดือนก่อนหน้า

สำหรับทิศทางในเดือนตุลาคม 2026 ตลาดการลงทุนยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค. ซึ่งตลาดจะจับตาว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหรือรอข้อมูลเงินเฟ้อเพิ่มเติม ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่จะเริ่มในสัปดาห์ที่สองของเดือน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ที่อาจเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาและทิศทางนโยบายการคลัง รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย กลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้จึงยังคงเน้น “การกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล” โดยแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตหลักด้วยกองทุนหุ้นทั่วโลกที่คัดเลือกหุ้นคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และกระจายการลงทุนไปยังหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งยังซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Forward P/E ในอดีต ขณะที่กำไรคาดว่าจะเติบโตได้ราว 30% ในฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เปิดโอกาสให้นักลงทุนทยอยเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ภาครัฐทั่วโลก และกองทุนผสมที่เน้นสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อล็อกผลตอบแทนในระดับสูงและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต พร้อมกันนี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีลักษณะธุรกิจที่ค่อนข้างทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ การผสมผสานที่ดีจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ต และลดการพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนจากตลาดหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป

ที่มา: บลจ. อีสท์สปริง วันที่ 5 ต.ค. 2026

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน Finnomena Port และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น

2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

tax-saving-funds-2026