
สถาบันนโยบายสาธารณะ ลี กวน ยู (Lee Kuan Yew School of Public Policy) ประเทศสิงคโปร์ ได้ถูกใช้เป็นเวทีจัดงานเปิดม่านการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) หรือ “2026 Annual Meetings Curtain Raiser” เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดหมุดหมายทางนโยบาย ก่อนที่การประชุมใหญ่ประจำปีจริงจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมี ดร. คริสตาลินา จอร์เจียวา (Dr. Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF เป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์หลัก พร้อมร่วมเวทีหารือแลกเปลี่ยนเชิงลึก ร่วมกับ นายธาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ถึงความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ดร. จอร์เจียวา ได้ฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงดึงรั้งจาก 3 ปัจจัยหลักซึ่งปะทะกันใน 2 ทิศทาง โดยปัจจัยแรกคือ แรงส่งอุปสงค์เชิงบวก (Positive Demand Shock) จากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของ AI ซึ่งสร้างเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทัดเทียมหรือสูงกว่ายุคการวางระบบไฟฟ้าและโทรคมนาคมในอดีต โดยฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนพุ่งเกิน 10% ของมูลค่าการค้าโลก อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เกิดขึ้นยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มประเทศผู้นำโครงสร้างพื้นฐานและผู้ผลิตชิป เช่น สหรัฐฯ จีน อินเดีย และอีก 5 ประเทศในเอเชีย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำและอัตราการใช้พลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจโลกยังต้องรับ แรงกดดันอุปทานเชิงลบ (Negative Supply Shock) จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นผลกระทบยืดเยื้อมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามในยูเครนที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 และสงครามในอ่าวที่ดำเนินมาครบ 1 ปี ประกอบกับวิกฤต El Niño ที่กดดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงดันราคาอาหารและปุ๋ยให้สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ซ้ำเติมด้วยปัจจัยที่ 3 คือ ระดับหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งชิดและมีแนวโน้มทะลุ 100% ของ GDP โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วซึ่งแบกภาระหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด ยิ่งเมื่อเจออัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการชำระหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งทำให้พื้นที่ทางการคลังของหลายรัฐบาลตึงตัวถึงขีดสุด
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว เวทีการประชุมได้เสนอ 4 แนวทางเชิงนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยประเด็นแรกคือการปรับนโยบายการคลังในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (R>G) ทำให้รัฐบาลไม่สามารถพึ่งพียงการเติบโตของเศรษฐกิจในการลดสัดส่วนหนี้ได้อีกต่อไป รัฐบาลต้องเร่งลดการขาดดุล บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คุมเข้มการใช้จ่ายโดยอธิบายความจำเป็นให้ประชาชนเข้าใจ แต่ยังคงต้องปกป้องกลุ่มเปราะบาง ซึ่งประธานาธิบดีทาร์แมนได้เน้นย้ำว่า ตลาดพันธบัตรกำลังทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนวินัยทางการคลังแก่นักกำหนดนโยบายอย่างตรงไปตรงมา
ประการที่ 2 และ 3 คือการปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ยึดการคาดการณ์เงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และต่อต้านแรงกดดันทางการเมืองหรือภาวะการครอบงำทางการคลัง ที่อาจบีบให้ผ่อนคลายนโยบายเพื่อช่วยภาระหนี้ของรัฐ ควบคู่ไปกับการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยการลดขั้นตอนทางราชการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และพัฒนาทักษะแรงงานรองรับระบบดิจิทัล ซึ่ง IMF ประเมินว่า หากดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง AI จะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP โลกได้สูงสุดถึง 0.5 Percentage Point ต่อปี
ปิดท้ายด้วยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องประสานนโยบายร่วมกัน โดยสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการออม จีนจำเป็นต้องกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ขณะที่ยุโรปต้องเร่งอัดฉีดการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยข้อสรุปและทิศทางเชิงนโยบายทั้งหมดนี้ จะถูกนำไปต่อยอดและหารืออย่างเป็นทางการในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป
อ้างอิง: 2026 Annual Meetings Curtain Raiser