แจ้งเตือน

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

เพื่อนผู้ใจดี
4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีกำลังคืบคลานไปในทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการเงินที่มีเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ มากมายมาช่วยอำนวยความสะดวก เราขอรวบรวม 4 ปรากฏการณ์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้และในอนาคตอันใกล้มาให้ทำความรู้จักกัน

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

การจ่ายเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment)

หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับการจ่ายเงินผ่านมือถือกันอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยในประเทศไทยนั้นก็มีบริการ Mobile Payment หลายเจ้า เช่น Rabbit LINE Pay, Airpay, True Money เป็นต้น ส่วนในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) ที่นิยมก็มี Apple Pay, Google Pay, Samsung Pay ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือในเมืองจีน ทีมี Alipay, WeChat Pay ใช้กันในชีวิตประจำวันแบบออฟไลน์ โดย Mobile Payment นั้นสะดวกตรงที่เราไม่ต้องพกกระเป๋าตังค์ ใช้แค่มือถือก็จ่ายเงินได้เลย

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

เทรนด์การใช้ Mobile Payment ทั่วโลก
ที่มา: eMarketer

รายงานจาก Fortune Business Insights[i] ระบุว่า มูลค่าเงินที่ใช้จ่ายผ่านระบบ Mobile Payment น่าจะแตะระดับ $6.9 ล้านล้าน ภายในปี 2026 ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึง CAGR ระดับ 28.7% ถือว่าโตขึ้นมากหากนับจากระดับมูลค่าในปี 2018 ซึ่งอยู่ที่ $9.3 แสนล้าน โดยภูมิภาคที่นำหน้าก็คือเอเชีย-แปซิฟิก เดาได้ไม่ยากว่าส่วนใหญ่มาจากประเทศจีนนั่นละ  โดยในรายงานจาก eMarketer[ii] มีการประเมินว่า ปี 2020 จะเป็นครั้งแรกที่มีผู้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก ใช้ Mobile Payment ซื้อของในร้านค้า อย่างน้อยสุดก็ครั้งหนึ่งทุก ๆ 6 เดือน

แม้ว่า Mobile Payment จะมีความสะดวกสบาย แต่สำหรับหลาย ๆ ประเทศกำลังพัฒนานั้นอาจจะยังไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่กว้าง อาจจะเพราะระบบเครือข่ายยังไม่พร้อมบ้าง ผู้คนยังปรับตัวให้คุ้นชินไม่ได้บ้าง (ชินกับการใช้เงินสดมากกว่า) และคนบางกลุ่มอาจจะยังไม่ไว้วางใจในประเด็นของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ซึ่งถ้าประเทศเหล่านี้สามารถข้ามผ่านจุดนี้ได้ ก็จะยิ่งช่วยดันให้ Mobile Banking ได้รับความนิยมขึ้น

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

สินเชื่อออนไลน์ระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending)

เรียกสั้น ๆ ว่า P2P Lending โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยเชื่อมผู้กู้ยืมเงินกับผู้ให้กู้ยืมเงินเข้าด้วยกัน สิ่งที่ง่ายคือผู้กู้ยืมไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร ซึ่งเวลากู้ก็จะต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน หรือ รายได้ที่มั่นคงระดับหนึ่ง เจออุปสรรคแบบนี้ผู้กู้อาจจะไปกู้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยก็จะสูงมาก อยู่ที่ 60-240%[iii] ต่อปี แพลตฟอร์ม P2P Lending ก็จะมอบโอกาสเข้าถึงเงินกู้ที่สะดวกขึ้น ในประเทศไทยนั้นผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยปีละไม่เกิน 15% ซึ่งถือว่าถูกกว่ากู้จากสถาบันการเงินซึ่งอยู่ที่ 28% ในฝั่งผู้ให้กู้ยืมเงิน แพลตฟอร์ม P2P Lending ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากเงินที่ตัวเองมีอยู่ เพราะเมื่อให้กู้ก็จะได้รับดอกเบี้ยตอบแทน

จากรายงานของ Allied Market Research[iv] ได้ระบุว่าในปี 2019 มูลค่าของ P2P Lending ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ $6.8 หมื่นล้าน โดยมีการประเมินว่าจะแตะระดับ $5.6 แสนล้านภายในปี 2027 คิดเป็น CAGR ที่ 29.7% โดยได้แรงหนุนจากผู้ขอกู้ยืมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศที่ใช้ P2P Lending สูงสุดคือจีน รองลงมาก็สหรัฐฯ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้ก็คลุมไปแล้วกว่า 95% ของตลาด P2P Lending ทั่วโลก ถึงอย่างนั้นรายงานจาก Paypers[v] ก็ระบุว่ายังมีประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ที่ P2P Lending กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสเปน

แม้จะเริ่มได้รับความนิยม แต่ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ย่อมมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนไม่รู้จักกัน มาให้กู้ยืมเงินกัน ก็มีความเสี่ยงว่าผู้ให้กู้อาจจะไม่ได้รับเงินคืน หรือได้รับคืนไม่ตรงเวลา เพราะการให้สินเชื่อนั้นไม่เหมือนการฝากเงิน ไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะได้เงินนั้นคืนมา หรือแม้กระทั่งตัวแพลตฟอร์มเองก็อาจจะโกงผู้ใช้บริการได้เช่นกัน ซึ่งก็เคยมีเคสของต่างประเทศว่าเกิดเรื่องแบบนี้ ส่วนในประเทศไทยนั้นก็วางใจได้ระดับหนึ่งเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามากำกับดูแลให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

การระดมทุนจากฝูงชน (Crowdfunding)

ใครที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะเหล่าสตาร์ตอัป อาจจะเคยได้ยินวิธีการระดมทุนรูปแบบนี้ โดย Crowdfunding คือการระดมทุนจากบุคคลหลาย ๆ คนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ถือเป็นโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนที่สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับเหล่าสตาร์ตอัพหรือโครงการต่าง ๆ ที่มีไอเดียบรรเจิดแต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ เช่น ธนาคาร หรือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในขณะเดียวกัน ฝั่งผู้คนที่ระดมเงินก็ไม่ต้องออกเงินเยอะ ช่วยกันคนละนิดละหน่อย เพื่อสนับสนุนไอเดียธุรกิจที่ตนชื่นชอบ อย่างเว็บไซต์ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันก็เช่น Kickstarter, Indiegogo เป็นต้น

ซึ่งจริง ๆ แล้ว คำว่า Crowdfunding ถือเป็นคำที่ใหญ่มาก เพราะใน Crowdfunding ยังมีประเภทแยกย่อยไปอีก (หนึ่งในนั้นก็คือ P2P Lending นั่นละ) โดยรายงานจาก P2P Market Data[vi] ระบุว่า ในปี 2018 นั้นมูลค่าตลาด Crowdfunding อยู่ที่ $3 แสนล้านจาก 171 ประเทศทั่วโลกที่มีความ Active ในส่วนของ Crowdfunding เห็นตัวเลขใหญ่แบบนี้แต่จริง ๆ แล้ว 2018 เป็นปีแรกที่มูลค่าลดลง หลังจากเติบโตมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2015 เหตุผลก็เพราะจีนซึ่งมีมูลค่า Crowdfunding อันดับหนึ่ง (ส่วนแบ่ง 71%) นั้นเจอมาตรการที่เข้มงวดขึ้นและมีการฉ้อโกง หากตัดจีนออกไป เทรนด์ภาพรวมก็จะเป็นขาขึ้น

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

มูลค่า Crowdfunding ทั่วโลก ไม่รวมจีน
ที่มา: P2P Market Data

อย่างไรก็ตาม ก็มีความท้าทายในเรื่องความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม ว่ามีความโปร่งใส และมีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้งาน หากมีองค์กรที่เข้ามาตรวจสอบดูแลก็จะช่วยให้แพลตฟอร์มนั้น ๆ น่าเชื่อถือขึ้น อย่างในเมืองไทย แพลตฟอร์มก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กลต.[vii] เป็นต้น

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

Blockchain

หลายคนน่าจะรู้จัก Blockchain ในฐานะระบบเบื้องหลังการทำงานของ Bitcoin ซึ่งก็ต้องขอย้ำอีกทีว่า Blockchain กับ Bitcoin นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าให้เล่าก็เดี๋ยวจะยาว ขอสรุปสั้น ๆ ว่า Blockchain นั้นเป็นระบบการกระจายข้อมูลโดยไม่ผ่านคนกลาง มีการจัดเก็บข้อมูลเป็นบล็อก ๆ โดยแต่ละบล็อกก็จะมีสิ่งที่เปรียบเสมือนสายโซ่เชื่อมโยงกันหมด โดยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วจะถูกกระจายไปบันทึกในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่าย ทุกคนจะเห็นข้อมูลนั้นกันหมด ทำให้มีความโปร่งใส ใครมีการเคลื่อนไหวอย่างไรก็รู้กัน มีความน่าเชื่อถือเพราะหากใครคิดอยากแก้ไขให้มีความคลาดเคลื่อนก็ทำได้ยากเพราะต้องไปแก้ในทุก ๆ Block ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจาก Block มีการเชื่อมโยงถึงกัน

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

ขนาดข้อมูลของระบบ Blockchain ของ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2010-2019
ที่มา: Statista

ถ้าหากอยากรู้ว่า Blockchain ได้รับความนิยมแค่ไหน ก็ลองดูได้จากขนาดข้อมูลระบบ Blockchain ของ Bitcoin ซึ่งข้อมูลจาก Statista ระบุให้เห็นเติบโตทุกปี โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสที่ 3 ปี 2019 นั้นความใหญ่โตของข้อมูลในระบบอยู่ที่ 242,386 เมกะไบต์ (MB) หรือ 242 กิกะไบต์ (GB)[viii] ซึ่งเทียบเท่ากับการสตรีม Netflix คุณภาพ Ultra HD เป็นเวลาติดต่อกัน 34 ชั่วโมง[ix]

อุตสาหกรรมที่ใช้ Blockchain ที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือด้านการเงิน โดยมี Cryptocurrency อย่าง Bitcoin เป็นตัวชูโรง แต่จริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เพราะจริง ๆ มันก็คือระบบการจัดการข้อมูลโดยไม่พึ่งตัวกลางนั่นเอง ความท้าทายของ Blockchain หลัก ๆ น่าจะเป็นการทำให้เกิดการยอมรับและใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งแต่ละคนก็จะต้องยินยอมพร้อมใจเปิดเผยข้อมูลกัน อีกทั้งนี่ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่จึงอาจจะยังไม่สมบูรณ์ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความรวดเร็วในการทำธุรกรรม ซึ่งอาจจะยังไม่ได้รวดเร็วว่องไวเท่าการใช้บัตรเครดิต[x] เป็นต้น

4 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในธุรกิจการเงิน

จำนวนธุรกรรมต่อวินาทีของแต่ละระบบ
ที่มา: howmuch

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเทรนด์เทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนในเรื่องของการเงิน หากธุรกิจไหนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทรนด์เหล่านี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสเติบโตและทำกำไร ในฐานะนักลงทุน หากเราได้มีส่วนร่วมในบริษัทเหล่านี้ ก็ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจ

โดยหากในอนาคต FINNOMENA เปิดบริการ Private Fund ซึ่งจะมีการจัดพอร์ตตามธีม Mega Trend ที่กำลังมาแรง ทางทีมงานจะแจ้งให้ท่านทราบ สามารถลงชื่อรับข่าวสารเมื่อมีการอัปเดตได้ที่ https://www.finnomena.com/private-fund/

เพื่อนผู้ใจดี

ข้อมูลอ้างอิง:

[i] https://www.fortunebusinessinsights.com/industry-reports/mobile-payment-technology-market-100336

[ii] https://www.emarketer.com/content/global-mobile-payment-users-2019

[iii] https://kasikornbank.com/th/k-expert/knowledge/articles/loan/Pages/Debt_A053.aspx

[iv] https://www.alliedmarketresearch.com/peer-to-peer-lending-market

[v] https://thepaypers.com/payments-general/fintech-lending-industry-to-hit-usd-3905-billion-by-2023–1240552

[vi] https://p2pmarketdata.com/crowdfunding-statistics-worldwide/

[vii] https://www.sec.or.th/TH/pages/lawandregulations/crowdfundingregulatorysummary.aspx

[viii] https://www.statista.com/statistics/647523/worldwide-bitcoin-blockchain-size/

[ix] https://www.howtogeek.com/353116/how-big-are-gigabytes-terabytes-and-petabytes/

[x] https://howmuch.net/articles/crypto-transaction-speeds-compared

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

Mr. Serotonin
ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

มีเงินจะทำอะไรก็ได้ คำนิยามนี้คงเหมาะสมกับ Fed มากที่สุด แต่ใครเล่าจะรู้ว่าการกระทำครั้งนี้ของ Fed อาจเหมือนกับการเฉือนเนื้อตัวเอง เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเหมือนกับหนัง Superhero ที่แท้จริงแล้วจุดจบมันอาจจะไม่ได้งดงามเหมือนในหนังเสมอไป เรามาดูกันว่าการเข้าไปช่วยแบ่งรับความเจ็บปวดของบริษัทเอกชนจะส่งผลเสียอย่างไร

หลายคนอาจมองว่าการกระทำของ Fed เป็นการกระทำที่ห้าวหาญและแปลกใหม่จนอาจลืม ผลเสียไปแล้วว่า ณ ตอนนี้ Fed เข้าไปเป็นเจ้าหนี้บริษัทเอกชนที่ไม่เพียงแต่เกรดลงทุน แต่รวมถึงบริษัทที่มีเครดิตที่แย่ด้วย

ในระยะยาวภาพที่อาจจะถูกเปิดเผยออกมาอาจไม่สวยงามดังตลาดหุ้นตอนนี้นัก เพราะ เนื่องจาก Fed อาจเป็นคนจุดชนวนฟองสบู่ลูกถัดไปให้เร็วขึ้น ทั้ง ๆ ที่วิกฤติครั้งนี้เราควรจะมาเริ่มต้นกันใหม่

ในวันนี้พิเศษสักหน่อย ผมขอนำเสนอมุมมองสถานการณ์ตลาดและระบบการเงินของอเมริกาโดย Mr. Serotonin กัน ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

สัญญาณการฟื้นตัวของตลาดที่เริ่มชัดเจน

เป้าหมายหลัก ๆ ของการดำเนินนโยบายโดยธนาคารกลาง คือการสร้างอัตราการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อรวมถึงการทำให้ตลาดหุ้นดำเนินขึ้นต่อไปได้

ตลาดแรงงานอาจกำลังกลับมา

Initial jobless claims ฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนการว่างงานในอนาคตซึ่งที่ผ่านมาลดลงเรื่อย ๆ ถึงแม้สื่อต่าง ๆ จะตีความไปในเชิงลบก็ตาม แต่แท้จริงแล้วผมมองว่าสิ่ง ๆ นี้อาจสะท้อนอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) ที่อาจลดลงได้ในอนาคต

เงินเฟ้อเริ่มกลับมาได้อีกครั้ง

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

อัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันเริ่มดีดตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างมาก และอาจใกล้แต่ที่ระดับ 2% ตามเป้าหมายของธนาคารกลางในอนาคต

ตลาดหุ้นวิ่งต่อไป ไม่หยุดหย่อน

ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าตลาดหุ้นหลาย ๆ ตลาดเริ่มมีการฟื้นตัวและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด V-shape (NASDAQ เกิดขึ้นเรียบร้อย) ส่วนตัวผมมองว่าดัชนีอื่น ๆ อย่าง S&P 500 และ Dow Jones จะกลับมาได้ในไม่ช้า

และหากเรามองเช่นนี้แล้ว ลองนำตัวเองจินตนาการเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางดู เราคงรู้สึกอุ่นใจไม่ใช่น้อย

ดังนั้นสิ่งต่อไปที่ต้องจับตามอง อาจจะเป็นตลาดและเศรษฐกิจที่อาจร้อนแรงเกินควรหลังจากนี้ ซึ่งผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันครับ…

Fed อาจกำลังเอาตัวเองไปเป็น Lehman Brothers

คงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ว่า Fed มองเกมขาดในครั้งนี้จากการที่เข้าช่วยบริษัทเอกชนโดยตรง เพราะ ต้นตอของวิกฤติครั้งนี้ ก็อยู่ที่บริษัทต่าง ๆ อย่างแท้จริง เพราะ เนื่องจากภาคธุรกิจที่ไม่อาจดำเนินการจากการ Lockdown จึงอาจต้องการแรงสนับสนุนให้ตัวเองยืนต่อไปได้จนกว่าจะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ Fed ควรทำผมมองว่าอาจจะเป็นการเข้าไปช่วยบริษัท ที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ขนาดใหญ่ 

ดังนั้นการเข้าไปช่วยอุ้มตราสารหนี้เอกชนเกรดตํ่าและธุรกิจขนาดเล็ก ผมมองว่าอาจจะดูมากเกินไปสักนิด สำหรับมาตรการกระตุ้นจำนวน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อเข้าช่วยธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง รวมถึงตราสารหนี้เกรดตํ่า ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าบริษัท เหล่านี้ในบางส่วนจะจ่ายเงินที่ได้รับความช่วยคืนได้หรือไม่?

อาจจะจริงอยู่ที่ข้อแตกต่างระหว่าง Fed กับ Lehman Brothers คือ Fed สามารถพิมพ์เงินมาโปะหนี้ได้ แต่คำถามก็คือ Fed จะทำได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่? หลังการอัดฉีดเงินเข้าระบบ รวมถึงบริษัทจำนวนมากได้รับการ Leverage ที่มากเกินไป ซึ่งอาจเร่งอัตราเงินเฟ้อ ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็นในคราวนี้

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

ภาพแสดงการปล่อยกู้ของ Fed ให้กับธนาคารที่เข้ามากู้ยืม (เส้นสีส้ม) อาจมีการไปปล่อยกู้ในระบบอีกต่อนึง

ตลาดอาจยังอยู่ในช่วง Late bull cycle ดังเดิม หรือ วัฎจักรตลาด (Market Cycle) ใหม่ที่อาจไม่เสถียร (Sustain)

มุมมองส่วนตัววิกฤติครั้งนี้ควรเกิด Debt restructuring หรือการปรับโครงสร้างหนี้ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีผลกระทบมากออกไป แต่กลับกันในวิกฤติครั้งนี้แ Fed เองกลับเข้าช่วยทุกอย่างไว้กับตัว ในเมื่อบริษัทที่ล้มลงมีจำนวนน้อย แต่มีการอัดฉีดมาตรการ QE มาเยอะมาก จึงอาจทำให้หลาย ๆ บริษัท Leverage ตัวเองเกินตัวไปอีก (โดยเฉพาะมาตรการเข้าช่วยตราสารหนี้เอกชนโดยตรง) จึงอาจทำให้หลาย ๆ บริษัท มีมูลค่าสูงกว่าที่เกินจะเป็น (Overvalued)

นอกจากนั้นการที่ Fed เข้าอุ้มบริษัทต่าง ๆ โดยตรงอาจทำให้ Fed เปิดความเสี่ยงทางด้านการกู้ยืม (Credits) ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ว่าจะจัดการเช่นไรและบริษัทเอกชนที่โดนเข้าช่วยจะจ่ายหนี้ในจำนวนที่เหมาะสมทันท่วงทีก่อน Recession รอบหน้าอีกหรือไม่ (ซึ่งอาจเกิดได้เร็วจากการ Leverage บริษัทและมาตรการอัดฉีดจำนวนมาก) อีกทั้งยังมีราคานํ้ามันที่อยู่ในระดับตํ่าจึงอาจหนุนนำเงินเฟ้อให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ภาวะเศรษฐกิจอาจจะร้อนแรงดังเดิมหรือมากกว่าเดิม (จากราคานํ้ามันในระดับตํ่า) และอาจนำไปสู่รอบขาขึ้นของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนในอนาคต

โลกไม่ต้องการ Ben Bernanke แต่ต้องการ Alan Greenspan

จริงอยู่ว่าช่วงวิกฤติปี 2008 Alan Greenspan อาจจัดการระบบการเงินผิดพลาด อย่างการมองข้ามความเสี่ยงของ MBS ที่เป็นตัวจุดชนวนฟองสบู่คราวที่แล้ว แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงก่อนหน้าที่เขาจะโดนปลดออกจากการเป็นประธาน Fed เขาแสดงผลงานทิ้งท้ายอย่างการเหลืออัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่สูง ซึ่งถึงแม้การขึ้นดอกเบี้ยจำนวนมากจะเป็นการแสดงถึงภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างตึงตัวและใกล้จบรอบ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปอยู่แล้วในวัฎจักรเศรษฐกิจทุก ๆ ครั้ง (ปล่อย Credits จนกว่าจะตึงตัว ขึ้นดอกเบี้ย ไปต่อไม่ได้และจบรอบโดยการลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนการกู้ยืมใหม่)

ในช่วงนั้นเราอาจได้ Alan Greenspan ควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับถึง 5.25% ก่อนเกิดวิกฤติจน Ben Bernanke เหลือเครื่องมือใช้งานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอัดการทำ QE ในตอนนั้นผ่านการซื้อ MBS ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

ภาพแสดงอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2008 เทียบกับปัจจุบัน

Jerome Powell ส่วนผสมที่อาจไม่ลงตัวของ Ben Bernanke และ Alan Greenspan

ในยุคของ Jerome Powell ก็ถือได้ว่าแก้ปัญหาได้ตรงจุดไม่แพ้กันอย่างการเข้าช่วยภาคเอกชนโดยตรง เพราะ ต้นตอของวิกฤติครั้งนี้มาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติจึงต้องการความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ Jerome Powell ทำอาจจะมากเกินไปดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น (คล้าย ๆ กับการช่วยปล่อยกู้บริษัทโดยตรง) อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาที่ตลาดได้เริ่มแสดงสัญญาณการพักฐานอย่างการเกิด Inverted Yield Curve ทาง Jerome Powell เองก็ยังจัดการเร่งอัตราเงินเฟ้อและรีบเก็บดอกเบี้ยสำหรับการถดถอยครั้งถัดไปได้ไม่มากพอ จนทำให้วิกฤติครั้งนี้มีดอกเบี้ยเหลือใช้จำนวนน้อย จนต้องลามไปพึ่งการทำ QE เข้าซื้อสินทรัพย์ปริมาณมาก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จะว่าไปแล้ว Jerome Powell อาจกำลังทำแบบ Ben Bernanke โดยขาดส่วนผสมของ Alan Greenspan ไป…

ฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ กระทิงรอบนี้ไปได้ไกลสักแค่ไหน?

ภาพแสดงการเข้าซื้อสินทรัพย์ทำ QE ของ Fed มีจำนวนมากกว่าวิกฤติ 2008 ที่อาจมีผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่เหลือน้อย

สิ่งที่ทาง Fed ควรจะทำแต่ไม่ได้ทำ

1) การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt restructuring)

นี่คือสิ่งที่ Fed ควรทำแต่ไม่ได้ทำในวิกฤติครั้งนี้เนื่องจากเข้ามาอุ้มบริษัทจำนวนมาก และอาจไม่ได้เลือกเฉพาะบริษัทที่จำเป็นจริง ๆ จนทำให้ต้องทำ QE จำนวนมาก

2) ดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสมเก็บกระสุนดอกเบี้ยให้มากพอ (Tightening Policy)

ตามเหตุผลข้างต้นและผมมองว่าเป็นข้อผิดพลาดที่น่าเสียดาย…

สิ่งที่ทาง Fed จะทำถัดไป

ผมเชื่อว่าการลงทุนที่ดีเราควรมองข้ามช็อต ในเมื่อตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวได้แล้วสิ่งที่เราควรจับตามองต่อไป คือ ตลาดกระทิงครั้งถัดไปที่จะยั่งยืนได้แค่ไหน และผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ Fed และรัฐบาลอาจจะทำและควรทำ

1) มาตรการแบบรัดกุม (Austerity)

คือการลดค่าใช้จ่ายของทางรัฐเพื่อรักษางบดุลที่ตอนนี้ขาดดุลอยู่ค่อนข้างมาก แต่อาจจะเป็นไปได้ยากหาก Donald Trump ยังดำรงตำแหน่งอยู่

2) กระจายรายได้ (Wealth Redistributing)

อาจทำได้โดยการเก็บภาษีคนที่มีรายได้และสินทรัพย์ที่สูงมาก ๆ ซึ่งมีความจำเป็น เพราะ หากเราลองมาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว คนที่มีรายได้หลักหลายร้อยล้านจนเหลือใช้ก็คงจะเก็บความมั่งคั่งไว้กับตัว ไม่ได้นำมาใช้ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป ดังนั้นการกระจายรายได้ให้คนที่มีฐานรายได้น้อย ที่จะใช้จ่ายแน่ ๆ จะเป็นกำลังหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะการให้กู้ยืมทางด้านการศึกษา

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ? วันนี้มาแบบเข้มข้นสักนิด และเป็นการวิเคราะห์ไปในอนาคตข้างหน้าจากมุมมองผมเอง ซึ่งผมมองว่าตอนนี้ตลาดหุ้นได้ฟื้นตัวแล้ว แต่สิ่งที่เราควรจับตามองคือ มันจะไปได้อีกแค่ไหน และผมเชื่อการลงทุนที่ดี คือการมองไปข้างหน้าและประมาณการคร่าว ๆ เพื่อเราจะได้รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้อนาคต สำหรับวันนี้ผมฝากไว้เท่านี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาก ๆ นะครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

References

https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-04-09/fed-unleashes-fresh-steps-for-as-much-as-2-3-trillion-in-aid

 

การวางแผนการเงินของแพทย์จบใหม่ (เขียนโดย พี่หมอนักลงทุน)

FINNOMENA STORY

การวางแผนการเงินของแพทย์จบใหม่

เขียนโดย พี่หมอนักลงทุน

ว่ากันว่าอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มั่นคง ทั้งด้านสายอาชีพและรายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็แลกมาด้วยสุขภาพกับการทำงานหนัก อดหลับ อดนอน ห่างไกลครอบครัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เฉลี่ยเงินเดือนเริ่มต้นก็มากกว่าอาชีพอื่นจริง ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ถึงกับยากจน

พี่หมอเป็นแพทย์จบใหม่เมื่อสิบปีก่อน ไม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องการออมเงิน การลงทุนเลย จึงเริ่มศึกษาด้วยตนเอง จากหนังสือ สื่อออนไลน์ต่างๆ แต่ก็ยังขาดความรู้อีกมาก จึงตัดสินใจเรียนต่อบริหารธุรกิจ เอกการเงิน จึงอยากนำความรู้มาถ่ายทอดให้แพทย์จบใหม่ และแพทย์ท่านอื่นๆ

Phase 1 เริ่มต้นชีวิตแพทย์

จากชีวิตนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ เราจะเริ่มมีรายได้จากการทำงานเป็นครั้งแรก เงินเดือน (Base Salary) ตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนของโรงพยาบาลรัฐบาล ไม่ได้มากนัก ตามอัตราของราชการ เงินที่ได้เยอะคือเงินค่าอยู่เวรนอกเวลาราชการ และเงินตรวจคลินิกนอกเวลาราชการ หลังจากน้องๆมีรายได้แล้ว ควรวางแผนการเงินดังนี้

  1. แบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่ง ตอบแทนบุพการี

  2. รู้จักสมการการออม รายรับ – เงินออม = รายจ่าย หมายถึง ได้เงินเดือนมาแล้ว ให้หักเงินออมที่คิดว่าจะออมต่อเดือนไปก่อนที่จะนำออกมาใช้จ่าย เช่น ได้เงินเดือน 50,000 บาท จะออม 20% คือ 10,000 บาท ก็นำเงินส่วนนี้ เป็นเงินออมต่อเดือน เปอร์เซ็นการออมที่แนะนำสำหรับแพทย์จบใหม่คือ 10-20%

  3. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น จะทราบถึงรายจ่ายจำเป็น รายจ่ายไม่จำเป็น รายจ่ายคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องจ่ายทุกเดือน

  4. การทำบัตรเครดิต เชื่อว่าน้องๆหลายคน สมัครบัตรกันตั้งแต่จับฉลากแพทย์ใช้ทุน ตั้งแต่ได้ใบประกอบวิชาชีพ โดยยังไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน พี่หมอมีมุมมองว่า บัตรเครดิต สามารถใช้ได้ ถ้ามีวินัยการเงินที่ดี ต้องมีเงินสดเพียงพอ ก่อนการรูดบัตรเครดิต การมีเครดิต ทำให้เราจ่ายเงินออกไปช้าลง ตามหลักการทางการเงิน เงินเข้าให้รีบเอาเข้ากระเป๋าให้เร็วที่สุด เงินออกให้จ่ายออกไปให้ช้าที่สุด ดังนั้น การจะซื้อของราคาแพงที่มีโปรโมชั่น 0% 10 เดือน ไม่ได้เป็นข้อห้าม แต่ต้องมั่นใจว่า เรามีเงินสดกำไว้ในมือเพียงพอแล้ว ก่อนที่จะรูดออกไป แล้วนำเงินสดไปทำให้เกิดดอกผล ก่อนที่จะจ่ายออกไป

  5. การวางแผนภาษี เมื่อมีรายได้ จะมาพร้อมกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องจ่าย หลักการคือ ให้วางแผนภาษี คำนวณรายรับที่พึงได้ต่อปี และวางแผนลดหย่อนภาษี ว่าจะมีอะไรลดหย่อนได้บ้าง และวางแผนว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี

  6. เงินสำรองฉุกเฉิน อยากให้สะสมเงินสำรองฉุกเฉิน แม้จะเป็นอาชีพที่มั่นคง เสี่ยงต่อการโดน Lay off น้อยกว่าอาชีพอื่น แต่อยากให้ฝึกเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้เป็นนิสัย โดยเก็บเงินตามค่าใช้จ่ายที่คาดว่าต้องใช้ในแต่ละเดือน ให้อยู่ได้ 3-6 เดือน โดยที่ยังไม่มีรายรับเข้ามาใหม่

  7. รถหรือบ้าน แพทย์จบใหม่ มักเกิดคำถามว่าจะซื้อบ้านหรือรถก่อนกันดี ประเด็นนี้ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่พี่หมอให้มุมมองไว้ว่า ขณะที่เราใช้ทุน และเรียนต่อเฉพาะทาง ถ้ายังไม่มีความแน่นอนในสถานที่ทำงานในอนาคต การซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ อาจไม่ใช่คำตอบ อีกประเด็นคือ รถ เมื่อซื้อแล้วมีแต่ราคาจะลดลง สมชื่อ แต่ถ้ารถจำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ การไปทำงานของเรา ผู้เขียนถือว่า รถเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนอย่างนึง

  8. การลงทุนในระยะแรก หลังจากมีเงินออมจำนวนหนึ่ง ที่เป็นเงินเย็น ไม่จำเป็นต้องใช้อะไร ขอให้เริ่มจากการศึกษาหาความรู้ด้านการเงินด้วยตนเองก่อน ซึ่งจากประสบการณ์ วงการแพทย์ไม่ชอบหาความรู้ในส่วนนี้ ชอบสูตรสำเร็จ ว่าให้ทำอย่างไร ซื้ออะไร ตอนไหน ซึ่งพี่หมอไม่แนะนำ

Phase 2 เรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง

หลังจากใช้ทุนในโรงพยาบาลระยะเวลาหนึ่ง ก็ถึงเวลาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง 3-5 ปี แล้วแต่สาขา บางคนอาจเรียนแพทย์ต่อยอดอีก 1-2 ปี ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่กลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง จำเป็นต้องทุ่มเวลาเพื่อการเรียน การรักษาคนไข้ รายรับที่ได้ จะมาจาก 1) เงินเดือนจากโรงพยาบาลต้นสังกัด 2) เงินเวรเหมาจ่าย ซึ่งรวมกันแล้วไม่มาก เมื่อเทียบกับตอนเป็นแพทย์ใช้ทุน

ดังนั้นจึงต้องวางแผนให้ตนเองมีเงินสำรอง ตั้งแต่ระยะเวลาเป็นแพทย์ใช้ทุน เพื่อให้ตอนมาเรียนต่อ ไม่ต้องลดคุณภาพการใช้ชีวิต

การวางแผนการเงินในระยะนี้ คือ

  1. แบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่ง ตอบแทนบุพการี เหมือนเดิม แต่อาจลดสัดส่วนลงตามรายได้ อธิบายพ่อแม่ให้เข้าใจ

  2. มีวินัยในการออม ลดสัดส่วนลงได้ อาจเหลือ 5-10% ของรายรับ แต่ยังคงต้องมีวินัยในการออม

  3. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย แต่อาจลดความละเอียดลง ทำเป็นภาพรวมรายสัปดาห์แทนได้

  4. การวางแผนภาษี ช่วงนี้ แม้รายได้จะไม่เยอะ แต่ยังคงต้องเสียภาษี ยังคงต้องวางแผนภาษี ช่วงอายุนี้ แนะนำการทำประกันชีวิต (ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ) และกองทุน SSF (Super Saving Funds) หรือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (ซึ่งพี่หมอจะมีบทความเรื่อง SSF มาให้อ่านเร็วๆนี้) ยังไม่แนะนำกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

  5. การลงทุน ช่วงนี้ไม่เหมาะกับการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) เพราะมีเวลาติดตามข่าวสารน้อย ต้องเรียนและดูแลคนไข้เป็นหลัก แนะนำการลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Fund) ที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแล และการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (dollar-cost averaging)

Phase 3  จบแพทย์เฉพาะทาง

หลังจากจบแพทย์เฉพาะทาง ส่วนใหญ่ก็กลับไปทำงานในโรงพยาบาลต้นสังกัด หรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ระยะนี้เป็นระยะที่สร้างรายได้ จบใหม่ ไฟแรง มีรายรับเข้ามามาก แนะนำวางแผนการเงินดังนี้

  1. แบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่ง ตอบแทนบุพการี เหมือนเดิม และเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น ระยะนี้ พ่อแม่หลายคนเริ่มเข้าสู่ระยะเกษียณ ซึ่งตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่คาดคิด ต้องเผื่อเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับดูแลบุพการีด้วย

  2. มีวินัยในการออม ในสัดส่วนที่มากขึ้น จะมากน้อยแล้วแต่บุคคล

  3. ควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการลดรายจ่าย ง่ายกว่าการเพิ่มรายได้ ให้ลดกิเลส ลดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นลง คิดให้เยอะ ก่อนที่จะซื้ออะไรสักอย่างนึง

  4. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย แบบละเอียดอีกครั้ง เพื่อหารอยรั่วที่ป้องกันได้

  5. การวางแผนภาษี ช่วงนี้เป็นช่วงที่จ่ายภาษีมากที่สุด ตามฐานรายได้ แนะนำประกันชีวิต กองทุน SSF (Super Saving Funds) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ประกันแบบบำนาญ ประกันสุขภาพ (รายละเอียดค่อนข้างมาก ขอเจาะลึกในบทความต่อไป)

  6. การลงทุน ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีเวลาศึกษาหาข้อมูลตลาด เศรษฐกิจ ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการลงทุนมากขึ้น เป็นเวลาที่เหมาะกับการการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตลาดตราสารหนี้ ลงทุนในทองคำแท่ง โดยใช้การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือ การวางแผนกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) หลายประเภทที่แตกต่างกันไปเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนระยะยาว (Long – term Investment Goal) ลงทุนตามความเสี่ยงที่ตนเองยอบรับได้ โดยใช้กองทุนรวม (Mutual Fund) เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการลงทุนระยะยาว แต่ถ้าเราไม่มีเวลาติดตาม Portfolio อาจใช้บริการของ Private Wealth ก็ได้ (ซึ่งทาง FINNOMENA Private Wealth มีบริการแนะนำการลงทุนในกองทุนรวม สำหรับการลงทุน 3 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะดูแลตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย วางแผน และการแนะนำพอร์ตที่เหมาะกับนักลงทุน)

  7. วางแผนชีวิต เป็นช่วงที่ต้องคิดเรื่องการแต่งงาน การมีบุตร การซื้อบ้าน คอนโด เปลี่ยนรถ เป็นต้น หลักการคือ การเงินต้องวางแผน ต้องคิดล่วงหน้า การเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ต้องเป็นหนี้ที่มีประโยชน์ เพื่อการดำรงชีวิต ให้สนใจเรื่องดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย การ Refinance ให้ประหยัดดอกเบี้ยมากที่สุด

  8. การวางแผนการเกษียณ เป็นช่วงที่ต้องคิดเรื่องการวางแผนเกษียณแต่เนิ่นๆ เพราะการวางแผนเร็ว ทำให้การทำงานของดอกเบี้ยทบต้น มีประโยชน์สูงสุด

เหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของพี่หมอ ในการแบ่งปันประสบการณ์ ไม่ใช่ Guideline ที่ต้องทำตาม จุดประสงค์คือ อยากนำความรู้ทางการเงินมาเผยแพร่กับเพื่อนแพทย์ โดยแพทย์ที่เป็นนักวางแผนการเงิน

พี่หมอนักลงทุน
facebook.com/investdoctor

ส่งต่อเรื่องราวการเงินการลงทุนของคุณ

อ่่านเรื่องราวอื่นๆ

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับพอร์ต Money Plus

FINNOMENA Investment Team
คำแนะนำพิเศษ : สำหรับพอร์ต Money Plus

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนลดลง ซึ่งเป็นผลให้กองทุนตลาดเงินที่มีนโยบายการลงทุนในพันธบัตรและตั๋วเงินคลังเป็นหลักมีผลตอบแทนที่คาดหวังลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 1.0%

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับพอร์ต Money Plus

รูปที่ 1 ดัชนี Bloomberg US Aggregate Bond Fund And US BBB Spread l Source : Bloomberg As of 25/05/20

ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ซึ่งปรับตัวลดลงจากความกังวลของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น (Yield Spread) อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ดำเนินนโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์การเงินอย่างไม่จำกัด (Unlimited QE) ลดความกังวลในตลาดตราสารหนี้ลงทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลง

ดังนั้นด้วยส่วนต่างผลตอบแทนที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตพร้อมด้วยมาตรการจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เข้าหนุนตลาดตราสารหนี้โดยตรงช่วยลดความกังวลประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ทำให้กองทุนตราสารหนี้ที่มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนตลาดเงิน

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับพอร์ต Money Plus

รูปที่ 2 สัดส่วนสินทรัพย์กองทุน Jupiter Dynamic Bond Fund ถือครองตามช่วงเวลา l Source : jupiteram.com As of 25/05/20

FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำให้ลูกค้าที่ลงทุนในพอร์ต Money Plus ปรับลดสัดส่วนการลงทุนบางส่วนจากกองทุน PHATRA MP ไปยังกองทุน PHATRA G-UBOND-H ซึ่งคาดหวังผลตอบแทนที่ประมาณ 2-3% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม FINNOMENA Investment Team แนะนำให้พิจารณาจากความจำเป็นด้านสภาพคล่อง ความผันผวนที่ยอมรับได้ ควบคู่กับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อสร้างผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตการลงทุนให้สูงขึ้น โดยไม่ขัดต่อจุดประสงค์เรื่องสภาพคล่อง และอยู่ภายใต้ความผันผวนที่รับได้

คำแนะนำพิเศษ : สำหรับพอร์ต Money Plus

รูปที่ 3 ผลตอบแทนกองทุน PHATRA G-UBOND-H และ PHATRA MP คำนวณ ณ วันที่ 26/05/20 l Source : FINNOMENA.com As of 28/05/20

เนื่องจากกองทุน PHATRA G-UBOND-H นั้น มีการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก อายุเฉลี่ย 6.27 ปี ซึ่งส่งผลให้มีความคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนตลาดเงิน อย่างไรก็ตามด้วยอายุเฉลี่ยที่สูงกว่าส่งผลให้มีระดับความผันผวนที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน

อีกทั้งกองทุน PHATRA G-UBOND-H นั้นมีระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือภายใน 5 วันทำการ (T+5) ต่างจากกองทุน PHATRA MP ซึ่งมีระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนปัจจุบันภายใน 1 วันทำการ (T+1) ทำให้กองทุน PHATRA G-UBOND-H มีความเหมาะสมในการถือครองในฐานะสินทรัพย์สภาพคล่องน้อยกว่า PHATRA MP

โดยที่หากนักลงทุนต้องการปรับสัดส่วนการลงทุนตามคำแนะนำข้างต้น FINNOMENA Investment Team แนะนำให้ปรับลดสัดส่วนการลงทุนตามที่ได้พิจารณา คู่กับการแก้ไขพอร์ตการลงทุนจาก Money Plus ให้เป็น DIY เพื่อให้สถานะการลงทุนและคำแนะนำสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

สงครามจีน-สหรัฐ ใน 3 สมรภูมิ

MacroView
สงครามจีน-สหรัฐ ใน 3 สมรภูมิ

ถือเป็นข่าวที่มาแรง ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมใหญ่สภาแห่งชาติจีนที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อรัฐบาลจีนเตรียมที่จะออกกฎหมายด้านความมั่นคง ที่จะทำให้ทางการจีนสามารถบังคับใช้กฎหมายในฮ่องกงได้แบบเข้มข้นขึ้นเลยทำให้ชาวฮ่องกงบางส่วนมองว่าการออกกฎหมายดังกล่าวน่าจะออกมาเพื่อที่จะจัดการกับผู้ประท้วงชาวฮ่องกงที่เคยเกิดขึ้นมาแบบดุเดือดเมื่อปีที่แล้ว

ทางด้านสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก็จ้องหาเหตุผลที่จะดำเนินการทางการเมืองเพื่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอยู่แล้ว เลยถือโอกาสเปิดสงครามกับจีนใน 3 สมรภูมิดังนี้

สมรภูมิแรก ได้แก่สงครามด้านเงินทุน หรือ Capital

เริ่มจากทรัมป์สั่งห้ามกองทุนบำนาญของภาครัฐ ลงทุนในตราสารทางการเงินของจีน นอกจากนี้ ยังเตรียมออกกฎหมายใหม่ให้กลต. สหรัฐสามารถตรวจสอบว่าบริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบใด ๆ จากทางการจีนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าบริษัทจีนได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ทางบัญชีของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ Luckin Coffee มีการบันทึกรายได้ทางบัญชีที่ผิดพลาดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยกลต.สหรัฐจะสามารถมีอำนาจในการถอดถอนหรือ Delist บริษัทสัญชาติจีนให้ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐได้ หากกฎหมายดังกล่าวผ่านออกมาในกรณีเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งน่าจะมองว่าสามารถทำได้ไม่ยากจากการที่ขึ้นกับดุลยพินิจของหน่วยงานสหรัฐ และก็ไม่แคล้วถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง

ซึ่งแน่นอนว่าในสนามเงินทุนนี้ สหรัฐถือว่าได้เปรียบจีนชัดเจน หากพิจารณาหุ้นจีนที่เป็นตัวหลัก ๆ ที่เทรดอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐ จะพบว่าหุ้นอะลีบาบา ที่จดทะเบียนแบบ 2 ตลาดนั้นหุ้น Baba ในตลาดฮ่องกงมีพรีเมียมจากหุ้นที่เทรดในสหรัฐค่อนข้างมาก ด้านหุ้นไป้ตู้ก็มีบางกระแสข่าวระบุว่ามีแผนเตรียมจะถอนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐเร็ว ๆ นี้

สมรภูมิที่ 2 ได้แก่สงครามด้านเทคโนโลยี

นั่นคือการออกกฎหมายให้หัวเว่ยซึ่งมีเทคโนโลยี 5G ที่ล้ำหน้ากว่าสหรัฐ ห้ามขายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนที่ผลิตจากอเมริกาในอุปกรณ์ 5G และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงทุกผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย ซึ่งจากเดิมที่สหรัฐเมื่อปีที่แล้วได้ออกกฎห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกรรมหรือห้ามเกี่ยวข้องให้หัวเว่ยใช้ Software ใด ๆ จากบริษัทของสหรัฐ แล้วปรากฎว่าไม่ได้ทำให้ยอดขายและกำไรของ Huawei ลดลงแต่ประการใด หนำซ้ำกลับยังสามารถเติบโตได้ไปเสียอีก

นอกจากนี้ หากพิจารณาลงไปในสมรภูมิของ AI ในสาขาต่าง ๆ จะพบว่ามีอยู่ 4 สาขาหลักได้แก่

1. Internet AI ซึ่งหมายถึง AI ที่คอยตรวจสอบและสังเกตว่าคุณกำลังทำอยู่ในอินเตอร์เน็ต ตรงนี้หากท่านผู้อ่านเล่นเฟซบุ๊คหรือหาข้อมูลใน Google น่าจะพบเจอสิ่งนี้อยู่บ่อย ๆ สำหรับสมรภูมินี้ในตอนนี้ทั้งจีน-สหรัฐถือว่าสูสีกัน โดยในอนาคตอันใกล้จีนน่าจะเหนือกว่านิด ๆ

2. Business AI นั่นคือ AI ที่เน้นให้ธุรกิจนำข้อมูลไปใช้งานเพื่อกำไรที่สูงขึ้น สหรัฐถือว่าเหนือกว่าจีนเยอะ โดยในอนาคตอันใกล้สหรัฐน่าจะเหนือกว่านิด ๆ

3. Perception AI หมายถึง AI ที่เฝ้ามองโลกภายนอกโดยในตอนนี้ทั้งจีนเหนือกว่าสหรัฐนิดๆ  โดยในอนาคตอันใกล้จีนน่าจะเหนือกว่ามากขึ้น

4. Autonomous AI หรือ AI ที่สามารถโต้ตอบกับมนุษย์เราได้ ในสมรภูมินี้สหรัฐถือว่าเหนือกว่าจีนเยอะ โดยในอนาคตอันใกล้สหรัฐน่าจะเท่าเทียมกับจีน โดยยังมองไม่เห็นคู่แข่งอื่นที่ใกล้เคียงกับทั้งคู่ในเร็ว ๆ นี้

โดยสรุปสำหรับสนามเทคโนโลยีมีแนวโน้มว่า ท่าทีล่าสุดของสหรัฐต่อหัวเว่ยกลับกลายว่าจะเข้าเนื้อตัวเอง จากการที่บริษัทอื่น ๆ ทั่วโลกแทนที่จะย้ายฐานการผลิตเข้าสหรัฐอย่างที่ล่าสุดแม้ TSMC บริษัทชิพขนาดใหญ่ของไต้หวันสร้างโรงงานผลิตชิพอิเล็คทรอนิคส์ที่รัฐอริโซน่าด้วยเม็ดเงินกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็จะทำให้ต่างอยากไปตั้งฐานผลิตนอกสหรัฐกันหมด จึงมองไม่ยากว่าสนามเทคโนโลยีจีนได้เปรียบอย่างชัดเจน ในส่วนของ 5G และยังค่อนข้างสูสีกันในส่วนของ AI ในตอนนี้ อย่างไรก็ดี ในระยะยาว จีนก็ถือว่าน่าจะได้เปรียบสหรัฐเช่นกัน

สมรภูมิที่ 3 สงครามการค้า

ล่าสุดสหรัฐจะใช้เหตุกฎหมาย Security Law ของรัฐบาลจีนในการบังคับใช้กฎหมายที่ให้ฮ่องกงต้องมีอิสระในการปกครองตนเอง ซึ่งผ่านสภาคองเกรสเมื่อปีที่แล้วเพื่อเลิกสถานะพิเศษด้านการค้ากับฮ่องกง รวมถึงน่าจะมีการเริ่มตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่กับจีนในอีกไม่นานนี้ และรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้งในไตรมาส 4 ของปีนี้ ในส่วนนี้ ถือว่าจีนได้เปรียบ เนื่องจากสหรัฐเสียความได้เปรียบเชิงการแข่งขันด้านการค้าต่อญี่ปุ่นและจีนมาตั้งแต่ยุค 1980 และ 1990 ตามลำดับ แม้ว่าทรัมป์จะพยายามใช้นโยบายการนำโรงงานต่าง ๆ กลับมาที่สหรัฐก็ตาม ทว่ายังทำได้ค่อนข้างน้อยมาก

หันมาพิจารณาฝั่งจีนกันบ้าง เริ่มจาก รมต.ต่างประเทศหวางอี้ ถือว่าได้ตอบโต้สหรัฐค่อนข้างแรงกว่าที่เคย โดยกล่าวว่าสหรัฐอย่าได้ใช้ ‘ไวรัสทางการเมือง’ มาเป็นชนวนในการเกิดสงครามเย็นรอบใหม่ โดย 2 เหตุผลที่การปะทะคารมของทั้ง 2 ฝั่งออกมาแรงกว่าที่เคย ได้แก่ 1. การที่นายไมค์ ปอมปิโอ รมว.ตปท.สหรัฐ กล่าวหาว่าไวรัสโควิด-19 แท้จริงแล้วมาจากห้องทดลองของจีง ซึ่งต้องบอกว่าไม่ค่อยมีใครคล้อยตามสักเท่าไหร่ และ 2. แทบจะทุกครั้งในระหว่างการประชุมสภาแห่งชาติประจำปี ผู้นำของจีนมักจะมีจุดยืนต่อสหรัฐ ในประเด็นการเมืองค่อนข้างหนักแน่นกว่าช่วงเวลาปกติ เนื่องจากท่าทีของผู้นำจีน

ด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นโลกผมมองว่า

1. ในมิติสงครามด้านตลาดทุนระหว่างจีน-สหรัฐ น่าจะมีผลที่จำกัดเฉพาะหุ้นจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐอย่างอะลีบาบา เทนเซ้นท์ ไป้ตู้ และอาจรวมถึง Luckin Coffee รวมถึงฟันด์โฟลว์ในเชิงลบจากกองทุนบำนาญภาครัฐของสหรัฐ ซึ่งมีอยู่ราวเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ น่าจะอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อตลาดหุ้นจีน

2. ในมิติสงครามเทคโนโลยี ด้านหัวเว่ย คงจะโดนผลกระทบจากสงคราม 5G ของสหรัฐและจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการเลือกตั้งสหรัฐในปลายปีนี้ส่วนบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ น่าจะพยายามหาแหล่งผลิตหรือ Supplier ที่นอกเหนือจากจีนและสหรัฐ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบจากสงครามนี้ของทั้งคู่

3. ในมิติสงครามการค้า คาดว่าน่าจะรุนแรงขึ้นตามลำดับจนไปสูงสุดก่อนเลือกตั้งใหญ่สหรัฐ โดยระยะแรก ๆ ตลาดหุ้นจีนอาจโดนผลกระทบจากกำแพงภาษีมากกว่า จากนั้นเมื่อใกล้เข้าช่วงเลือกตั้งสหรัฐ ทางการจีนน่าจะเร่งตอบโต้เพื่อลดคะแนนเสียงของทรัมป์

ในส่วนตลาดหุ้นไทยนั้น แน่นอนว่าในช่วงสั้น ๆ ที่เกิดสงครามทั้ง 3 มิตินี้ แนะนำให้เลี่ยงหุ้น Cyclical อย่างหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานแล้วเข้ามาพักในหุ้น Defensive อย่างกลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยตลาดหุ้นไทยในช่วงต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาคือสถานการณ์โควิด-19 หลังผ่อนคลายการล็อกดาวน์ครับ

MacroView

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/650301

“From Globalization to Regionalization” พบกลยุทธ์การลงทุนเดือนมิถุนายน 2563 – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดูผ่าน Facebook:
https://www.facebook.com/finnomena/posts/1245499305795704

ดูผ่าน Youtube:
https://youtu.be/zHsH7NI_9KI

ดูผ่าน LINE TV:
https://tv.line.me/special/live/3782

“From Globalization to Regionalization” พบกลยุทธ์การลงทุนเดือนมิถุนายน 2563

ข่าวเด่นรอบสัปดาห์

  • Facebook Twitter จะโดนทรั้มป์ปิด!!
  • เกาหลีลดดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์!!
  • CRC ซื้อหุ้น FamilyMart 49%!!
  • บอิ้ง โละพนักงาน 12,000 คน!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA Investment Team
FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยที่กดดันตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหนักในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ถึงเราจะเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ทยอยลดลงในหลายประเทศ การกลับมาเปิดเศรษฐกิจกันอีกครั้งในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา

แต่ก็กลับมีความตึงเครียดเข้ามาให้เราต้องมาประเมินสถานการณ์กันรายวันอีกรอบ จากประเด็นข้อขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโดยเฉพาะตลาดหุ้นตอบสนองต่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความหวังต่อการเปิดเมือง การคลายมาตรการ Lockdown และการค้นพบยารักษาและวัคซีน รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์การเงิน (QE) และนโยบายการคลังนับปัจจัยที่หนุนตลาดการเงินนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยังมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะธุรกิจ E-Commerce และ Cloud Service ที่เปิดเผยผลประกอบการดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งแสดงหลักฐานให้เห็นชัดเจนว่าในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเกิดการชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แต่บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ กลับได้ประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจากวิกฤตได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งอาจยกระดับเป็นสงครามการค้า ความล่าช้าของการคิดค้นยารักษาและวัคซีน รวมไปถึงระดับหนี้รัฐบาลที่สูงขึ้นจากมาตรการการคลัง ต่างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงในช่วงเวลาต่อจากนี้ ซึ่งทาง FINNOMENA Investment Team ยังติดตามทั้งปัจจัยหนุนและกดดันตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาโอกาสและให้คำแนะนำการลงทุนเหมาะสมต่อสถานการณ์

From Global to Regional 

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 1 ความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ และนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมเครต จากการสำรวจของ 5 สถาบันหลัก l Source : Statista.com as of 12/05/20

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีคะแนนความนิยมต่ำกว่าระดับ 50.0% มาโดยตลอดนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่ง บ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนต่อการครองตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีกทั้งคะแนนกลับลดลงไปอีก หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 กดดันสภาพเศรษฐกิจ เมื่อเทียบคะแนนเสียงของนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมเครต พบว่ามีคะแนนความนิยมที่สูสี (และสูงกว่าในโพลบางสำนัก) กับประธานาธิบดีทรัมป์ทีเดียว

ด้วยความนิยมที่ลดลงส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันกลับมาใช้กลยุทธ์ สร้างศัตรูเพื่อร่วมใจชาวอเมริกาเข้ามา ด้วยการยกประเด็นความขัดแย้งกับประเทศจีนเพื่อสร้างคะแนนความนิยมอีกครั้ง โดยเรียกร้องความรับผิดชอบจากทางการจีนต่อการแพร่ระบาด และต่อด้วยประเด็นเรียกร้องอิสระของประชาชนฮ่องกง ซึ่งความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจอาจยกระดับเป็นสงครามการค้าอีกครั้ง

เรามองว่า สงครามการค้าที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หรือ การใช้กฎหมายกดดันตอบโต้กันไปมาระหว่าง 2 มหาอำนาจ มีโอกาสทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในอนาคต

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 2 สัดส่วนการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Product) จากจีน l Source : Bloomberg.com as of 22/02/20

ที่บอกว่าเร็วขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สะท้อนความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาประเทศจีนเป็นหลัก สร้างผลกระทบไปยังภาคการผลิตในทุกทวีป โดยสะท้อนผ่านการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรม และที่เด่นชัดคือมูลค่าการค้าของแต่ละประเทศกับประเทศจีน เช่น คาดการณ์มูลค่าการค้าระหว่างประเทศในเอเชียกับประเทศจีนในปีนี้ที่จะลดลงประมาณ 3.1%

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 3 คาดการณ์ปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่จะลดลงหลัง COVID-19 l Source : intracen.org as of 05/05/20

ดังนั้นด้วยแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ดำเนินมาตลอด 2 ปี รวมทั้งความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานที่สะท้อนออกมาผ่านการแพร่ระบาด อาจเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น หรือเข้าสู่ภูมิภาคเดียวกันในอนาคตเร็วขึ้น

How The Market Reacted

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 4 MSCI World Index และการตอบรับต่อข่าววัคซีน COVID-19 l Source : Bloomberg As of 26/05/20

แม้แรงกดดันจากการแพร่ระบาดต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจจะเทียบเท่ากับช่วงวิกฤติปี 2008 แต่ตลาดการเงินกลับฟื้นตัวในลักษณะ V-shape โดยการคิดค้นวัคซีนนับเป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุนในระยะที่ผ่านมา ซึ่งหลายประเทศมหาอำนาจของโลกต่างกำลังเร่งคิดค้น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่อยู่ในกระบวนการทดสอบความปลอดภัยและปริมาณที่เหมาะสม หรือประเทศจีนซึ่งกำลังทดสอบผลข้างเคียงและความปลอดภัย รวมไปถึงอังกฤษและเยอรมนีที่อยู่ในขั้นตอนดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 5 ความพยายามพัฒนาวัคซีน COVID-19 ทั่วโลก l Source : gavi.org As of 11/05/20

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวการคิดค้นวัคซีนเป็นปัจจัยหนุนตลาดในช่วงที่ผ่านมาแต่ก็ยังเป็นเพียงปัจจัยหนุนระยะสั้น ในขณะทื่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงินและการคลังนับเป็นปัจจัยที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการทำ Unlimited QE จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

New Normal I “ดอกเบี้ย 0% หรือติดลบ”

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 6 ปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางกลุ่มประเทศ G10 l Source : Deutsche Bank As of 20/03/20

ความตื่นตระหนกของตลาดการเงินในช่วงเดือนมีนาคม ส่งให้มีแรงเทขายออกมาทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยอัตราผลตอบแทนของตลาดสารหนี้ปรับตัวขึ้นสูง (Yield) แต่การประกาศทำ Unlimited QE จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึงการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนโดยตรง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนโยบายการเงินทั้งโลก อีกทั้งสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตวิทยาทั้งต่อตลาดการเงินและธนาคารกลางประเทศอื่นให้ตัดสินใจดำเนินการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 7 ดัชนี Bloomberg US Aggregate Bond Fund And US BBB Spread l Source : Bloomberg As of 25/05/20

นับตั้งแต่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศ G10 เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวช่วยลดความกังวลในตลาดตราสารหนี้ หนุนให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงแต่ยังไม่ลดลงมาแตะระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด

FINNOMENA Investment Team มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดสารหนี้สหรัฐฯ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่ลดลงแต่ยังไม่แตะระดับก่อนเกิดการระบาด รวมทั้งนโยบายการเงินจาก Fed ที่เข้าหนุนตลาดตราสารหนี้โดยตรงช่วยลดความกังวลประเด็นการผิดชำระหนี้ (Default Risk)

Equity is More Attractive

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 8 Expected Return และ Sharpe Ratio ของตลาดหุ้นทั่วโลก l Source : LTCMA As of 25/05/20

นอกจากจะช่วยลดความกังวลในตลาดการเงินแล้ว การทำ Unlimited QE เป็นการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบซึ่งเงินจำนวนนั้นยังไม่ไหลเข้าไปยังระบบเศรษฐกิจจริง (Real Sector) นอกจากการทำ QE แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจะแตะระดับ 0 – 0.25% ซึ่งผลของ 2 นโยบายการเงินดังกล่าว สะท้อนออกมาผ่าน Sharpe Ratio และ Expected Return ของตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 9 S&P 500 Index , Trailing 12 Months EPS และ EPS Consensus l Source : Bloomberg As of 27/05/20

ย้อนกลับไปเมื่อวิกฤติ Dot Com ปี 2000 และ Subprime เมื่อปี 2008 พบว่าตลาดหุ้นปรับตัวลงพร้อมกับกำไรต่อหุ้น และการปรับลดประมาณการกำไรจากนักวิเคราะห์ ซึ่งตลาดหุ้นมักฟื้นตัวก่อนที่กำไรและคาดการณ์กำไรจะแตะระดับต่ำที่สุด นอกจากนี้กำไรและคาดการณ์กำไรจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาแตะระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤติได้ สะท้อนว่ามุมมองของนักวิเคราะห์ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในระดับหนึ่ง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 10 S&P 500 Index และ PEG Ratio l Source : topdowncharts.com As of 26/05/20

และหากพิจารณาผ่านอัตราส่วน PEG ซึ่งเป็นอัตราส่วนระหว่างอัตราส่วน P/E และการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) จะพบว่าก่อนที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนเข้าสู่วิกฤติ และมีความน่าสนใจมากขึ้นจากอัตราส่วน PEG ที่จะลดต่ำลง บ่งบอกว่าตลาดหุ้นยังมีมูลค่าที่ไม่สูงเนื่องจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงที่กำไรมีการเติบโต ในทางกลับกันช่วงที่ตลาดหุ้นเผชิญกับวิกฤติ อัตราส่วน PEG จะปรับตัวขึ้นอย่างมากทำให้ตลาดหุ้นดูมีมูลค่าที่สูงมาก

ดังนั้นการพิจารณามูลค่าตลาดหุ้นผ่านอัตราส่วน P/E ในช่วงวิกฤติอาจสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปในทันที และหากนักลงทุนคาดว่าผลกระทบวิกฤติในแต่ละครั้งเป็นผลกระทบเพียงชั่วคราว การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาในช่วงวิกฤติก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้น

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 11 S&P 500 Index และ Earning Yield Gap l Source : topdowncharts.com As of 28/05/20

สอดคล้องกับ การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้ Earnings Yield Gap ของดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงทศวรรษที่ 70 และช่วงวิกฤติปี 2008 เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรและระดับดัชนี S&P 500 ที่ลดลง สร้างความน่าสนใจให้ตลาดหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว

New Normal II โลกแห่ง Cloud Computing

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 12 Nasdaq Earning Surprise By Sector l Source : Bloomberg As of 25/05/20

แม้การแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง แต่ยังมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังมีผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ โดยกลุ่มธุรกิจ Cloud Computing เป็นกลุ่มที่มีรูปแบบธุรกิจซึ่งได้ประโยชน์จากมาตรการ Lockdown นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นกลุ่มผู้นำตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่สะท้อนผ่านหุ้นที่ Market Cap ขนาดใหญ่ในดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ต่างดำเนินธุรกิจดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Amazon Microsoft หรือ Google

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 13 Enterprise SaaS Market Growth l Source : Synergy Research Group As of 23/05/20

รายได้ของหุ้นจากกลุ่ม Cloud Services (SaaS) มีสัดส่วนในรายได้รวมของธุรกิจ Software เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนประมาณ 1% เมื่อปี 2009 ไปที่ 20% ในปี 2018 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาพร้อมกับการดำเนินธุรกิจขาย Software หรือ Cloud ให้ลูกค้าในรูปแบบ Subscription

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 14 รายได้ต่อปีของบริษัทในกลุ่ม Cloud Computing l Source : Synergy Research Group As of 23/05/20

ไม่เพียงแต่ Amazon Microsoft หรือ Google แต่ยังมีอีกหลายบริษัทในกลุ่ม Cloud Services ที่มีรายได้ต่อปีเกินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยจากรูปที่ 14 มีถึง 3 บริษัท คือ Workday, ServiceNow และ Atlassian ที่อยู่ใน Top 10 Holdings ของกองทุน T. Rowe Price Global Technology Fund ซึ่งเป็นกองทุนหลักของกองทุน KF-GTECH

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 15 ดัชนี MSCI World และสัดส่วนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ l Source : Bloomberg As of 27/05/20

อย่างไรก็ตามภาวะการลงทุนทั่วโลกยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ทั้งในด้านของ COVID-19 ที่มีโอกาสจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ขึ้นได้ดังเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ รวมไปถึงความไม่แน่นอนของวัคซีนที่อาจไม่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วตามที่คาดการณ์เอาไว้

และในด้านของความเปราะบางในการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา มีลักษณะกระจุกตัว ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี และ สาธารณะสุขเป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนเชื่อว่าจะได้รับผลเชิงบวกจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างชัดเจน

เมื่อประกอบกับกรณีสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้เป็นระยะ FINNOMENA Investment Team จึงแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งได้รับผลเชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และแนวโน้มหลักหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาทิ กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี และตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน

ควบคู่ไปกับการควบคุมความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมผ่านทางการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และกองทุนตลาดเงินซึ่งมีสภาพคล่องในระดับที่สูงเพื่อรอจังหวะโอกาสการลงทุนในอนาคตอีกครั้ง

GCP (Global Conservative Port)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน KF-GTECH ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่เหนือดัชนีเปรียบเทียบ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยที่ยังคงบริหารความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างการลงทุนในกองทุนตลาดเงิน และทองคำสัดส่วนรวม 60%

ควบคู่ไปกับการรับโอกาสการสร้างผลตอบแทนเอาชนะเงินฝากและเงินเฟ้อ ผ่านทางกองทุน PHATRA G-UBOND-H ด้วยสัดส่วนการลงทุน 15% และ กองทุน REITs ไทยอย่าง LHTPROP 15% ที่ได้รับผลเชิงบวกจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก 

GAR (Global Absolute Return)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน KF-GTECH ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่เหนือดัชนีเปรียบเทียบ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยที่ยังคงบริหารความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างการลงทุนในกองทุนตลาดเงิน และทองคำสัดส่วนรวม 60%

ควบคู่ไปกับการรับโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่ากองทุนตลาดเงิน ในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกอย่างกองทุน PHATRA G-UBOND-H ด้วยสัดส่วนการลงทุน 10% จากส่วนต่างของตราสารหนี้เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลที่ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และได้รับแรงหนุนจากมาตรการเสริมสภาพคล่องของธนาคารกลางหลักทั่วโลก

GIF (Global Income Focus)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน K-USXNDQ-A(D) ซึ่งเป็น กองทุนรวมที่ลงทุนแบบ Passive สร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนหลัก ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระดับทีต่ำ และมีโอกาสฟื้นตัวได้สูงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลตอบแทนตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างกระแสเงินสดตามแนวคิดหลักของ GIF

TOP5

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA Investment Team แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน KF-GTECH ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่เหนือดัชนีเปรียบเทียบ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยที่ยังคงบริหารความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างการลงทุนในทองคำด้วยสัดส่วน 20% พร้อมทั้งยังคงน้ำหนักการถือครองในกองทุนตลาดเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ความผันผวนต่ำ เหมาะแก่การถือครองเพื่อรอจังหวะในการลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าสนใจในอนาคตต่อไป

Money Plus

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนกองทุนตลาดเงินที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลงต่ำกว่า 1.00%สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในพอร์ต Money Plus และมีความสามารถรับความผันผวนจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางได้ FINNOMENA Investment Team แนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนบางส่วนจากกองทุน PHATRA MP ไปยังกองทุน PHATRA G-UBOND-H เพื่อสร้างอัตราผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตการลงทุนให้สูงขึ้นในระยะ 6 -12 เดือนข้างหน้า

กองทุน PHATRA G-UBOND-H

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 16 สัดส่วนสินทรัพย์กองทุน Jupiter Dynamic Bond Fund ถือครองตามช่วงเวลา l Source : jupiteram.com As of 25/05/20

กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกแบบ Active ที่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยอายุการถือครองตราสารหนี้อายุเฉลี่ย 6.27 ปี เมื่อประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ และมาตรการเสริมสภาพคล่องของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ช่วยให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มาก กว่ากองทุนตลาดเงินในช่วงเวลานี้

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 17 ผลตอบแทนกองทุน PHATRA G-UBOND-H l Source : FINNOMENA.com As of 25/05/20

กองทุน KF-GTECH

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 18 TOP 10 Holding T-Rowe Price l Source TRowePrice.com As of 25/05/20

ลงทุนใน T-Rowe Price ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Software as a Service เป็นหลัก ซึ่งได้รับผลกระทบเชิงลบต่ำจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีแนวโน้มเติบโตสูง ส่งผลให้สามารถสร้างผลตอบแทนเอาชนะ Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จดทะเบียนซื้อขายมากที่สุดในโลกได้ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 19 ผลตอบแทนกองทุน KF-GTECH l Source : FINNOMENA.com As of 25/05/20 

กองทุน K-USXNDQ-A(D)

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 20 สัดส่วนการลงทุนกองทุน K-USXNDQ-A (D) l Source KASSET As of 25/05/20

กองทุนหุ้น Passive ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีในระดับที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระดับที่ต่ำ และมีโอกาสฟื้นตัวได้สูงจากแนวโน้มการพัฒนาของเทคโนโลยี พร้อมทั้งความสามารถในการจ่ายกระแสเงินสดผ่านการจ่ายปันผลประมาณ 4-5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตามแนวคิดหลักของ GIF

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

FINNOMENA PORT Strategy เดือนมิถุนายน 2020 : From Globalization to Regionalization

รูปที่ 21 ผลตอบแทนและประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลัง 3 ปี กองทุน K-USXNDQ-A(D) l Source : FINNOMENA.com As of 25/05/20

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT

FINNOMENA Investment Team


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

อนาคตตลาดหุ้นโลก: Volatility is the new normal

Ran Pravithana
อนาคตตลาดหุ้นโลก: Volatility is the new normal

ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มันเกิดความขัดแย้งสำคัญของตลาดหุ้นอยู่สองอย่าง

1. พื้นฐานแย่ – Fundamental ปัจจัยพื้นฐานในระยะสั้นถึงกลางเรียกได้ว่าแย่ถึงแย่มาก ๆ

ภาคธุรกิจประสบปัญหาจาก Covid-19 คนตกงานพุ่งสูง รายได้ธุรกิจหดหาย สภาพคล่องติดขัด หลายบริษัทลุยต่อไม่ไหวต้องเข้ากระบวนการล้มละลาย รัฐบาลหนี้ท่วม ธนาคารกลางปั๊มเงินไม่อั้น คลังอัดฉีดไม่อั้น เพื้อยื้อเศรษฐกิจไม่ให้พัง

แต่ในอีกด้าน

2. เงินต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ย – Fund Flow ของเงินจำนวนมากกำลังหาที่พักเงินใหม่

สาเหตุจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยิงกระสุนเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยไปถึงระดับติดลบ การอัดฉีด QE ปริมาณมหาศาลเข้าระบบเศรษฐกิจ

เมื่อคนกลัว เงินจะไหลจากที่เสี่ยงสูงไป ที่เสี่ยงต่ำ (Minimize Risk)
เมื่อคนกล้า เงินจะไหลจากที่ผลตอบแทนต่ำ ไปที่ผลตอบแทนสูง (Maximize Return)

ปัญหาสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่เรากำลังจะเจอคือ อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ คำถามสำคัญคือ ใครจะได้รับผลกระทบในแง่ลบ จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำระดับนี้บ้าง..?

1. อันดับแรกเลย Pension Fund

เหล่ากองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั่วโลก ถือพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าความเสี่ยงต่ำ ปลอดภัย แต่พอดอกเบี้ยลงต่ำถึงขั้นติดลบ การถือพันธบัตรระยะยาว ในยุค Aging Society ก็คือระเบิดเวลาดี ๆ นี่เอง

กองทุนเหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ ตาม Aging Society ที่คนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น ๆ และกลับจะมีรายได้น้อยลง จากคนวัยทำงานที่ลดลง ๆ จากอัตราการเกิดที่ต่ำ การถือพันธบัตรที่ผลตอบแทนติดลบ คือการเอาเงินไปฝากไว้ที่ที่เงินจะหดตัวลงเรื่อย ๆ ทุกปี ๆ กลุ่ม Pension Fund เหล่านี้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง “ล้มละลาย” ในวันหนึ่ง ถ้าไม่ย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

2. ถัดมาธุรกิจประกัน

เช่นกันกับกลุ่ม Pension Fund บริษัทประกันเหล่านี้เอาเงินไปวางในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตร นั่นแปลว่าผลตอบแทนของเงินลงทุนจะน้อยลง ๆ เรื่อย ๆ บริษัทประกันจะต้องเพิ่มเบี้ยประกันเรื่อย ๆ หรือไม่ก็จะต้องย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่มากขึ้น เพื่อหวังให้ผลตอบแทนสูงขึ้น จะได้ไม่ต้องไปขึ้นเบี้ยประกันแทน

3. ถัดมาก็กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ต่าง ๆ

ก็จะต้องรับกับผลตอบแทนที่ต่ำลง ๆ เรื่อย ๆ

พูดง่าย ๆ ว่าตอนนี้คุณต้องเลือก ว่าจะ

(A) วางเงินที่สินทรัพย์ปลอดภัย แต่ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อย หรือ

(B) จะวางเงินในสินทรัพย์เสี่ยง ที่ผลตอบแทนอาจจะกำไรระเบิด หรือขาดทุนกระจายก็ได้

ถ้าเจ้าของเงินส่วนใหญ่ เลือก “ความปลอดภัย” ตลาดหุ้นหลังจากนี้ก็จะวิ่งยากหน่อย เงินจะจอดนิ่ง ๆ อยู่ในตลาดตราสารหนี้ อย่างพันธบัตร หรือหุ้นกู้เอกชน

แต่ถ้าเจ้าของเงินส่วนใหญ่ เลือก “ผลตอบแทน” ตลาดหุ้นหลังจากนี้อาจจะวิ่งฉิว

วิ่งฉิว ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกกำลังเลวร้ายเนี่ยนะ..!!

ใช่ครับ ถ้าคนบ้าคลั่งเทเงินไหลเข้าตลาดหุ้นจริง ๆ แล้ว ตลาดหุ้นอาจจะวิ่งทำ New All Time High ก็มีความเป็นไปได้

แต่นั่นไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจฟื้นแล้ว

แต่สาเหตุเป็นเพราะ เจ้าของเงิน ทนวางเงินในตลาดตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนต่ำเตี้ยติดดินไม่ไหว โดนบีบ ให้ต้องโยกเงินมาลงในตราสารทุนอย่างตลาดหุ้นแทน

คิดในทาง Fundamental แล้ว บริษัทจดทะเบียนกำไรลดลง ๆ เรื่อย ๆ เพราะภาวะเศรษฐกิจ.. แต่ถ้าตลาดหุ้นวิ่งขึ้นเรื่อย ๆ PE ตลาดจะพุ่งขึ้นแรงกว่า

PE อนาคตอาจจะไปถึงระดับ 30-50 เป็นเรื่องธรรมดา ลองดู PE ของตลาด Bombay Stock Exchange ช่วงก่อน Covid ดูเป็นตัวอย่างครับ (ดูภาพ) PE เกือบแตะ 30 นั่นคือช่วงกำไรตลาดยังเป็นปกตินะครับ

อนาคตตลาดหุ้นโลก: Volatility is the new normal

นั่นแปลว่า โลกในอนาคต ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานอีกต่อไปแล้ว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปริมาณเงิน เพราะเงินปริมาณมากในโลก จำเป็นต้องมีที่พักเงินที่ให้ผลตอบแทนที่ดีพอให้พวกเขาอยู่ได้

คิดถึงเหล่า Pension Fund กับบริษัทประกันไว้ การย้ายเงินไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือสิ่งที่ “ต้องทำ” เพื่อการอยู่รอด

หุ้นอาจจะขึ้น ทั้งที่เศรษฐกิจย่ำแย่

แต่เราลืมไม่ได้ว่า การขึ้นแบบไม่มีพื้นฐานรองรับ มันก็คือฟองสบู่ดี ๆ นี่เองครับ

ถึงวันหนึ่งมันก็ต้องแตก ราคาหุ้นจะกลับลงมาที่พื้นฐาน

โลกทุกวันนี้เป็นโลกของการพยายามยื้อชีวิตไม่ให้เศรษฐกิจพัง

โลกเรายื้อมายาวนานร่วมยี่สิบปีแล้วครับ ตั้งแต่ Dot Com bubble, Subprime, Euro Crisis, Covid-19

รัฐบาลทั่วโลก ธนาคารกลางทั่วโลก โกงเกมส์เศรษฐกิจด้วยท่าแปลก ๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เงิน การลดดอกเบี้ยติดลบ การเป็นเจ้ามือปล่อยกู้ให้รัฐบาลที่ถังแตก

ยิ่งยื้อนาน ตอนมันระเบิด มันยิ่งรุนแรง

รอบนี้เราเจอ Covid-19 การยื้อชีวิตเศรษฐกิจโลกขั้นสุดขีด ผมไม่รู้หรอกว่า ตลาดหุ้นหลังจากนี้

จะวิ่งขึ้นแรงมาก จาก Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้น หรือ
จะตกหนักมาก จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

ที่แน่ ๆ ความผันผวนในตลาดทุนในอนาคตข้างหน้า จะพุ่งขึ้นไปอีกระดับแน่นอน

ถ้าคุณวางเงินในตราสารหนี้แล้วผลตอบแทนต่ำ แต่วางเงินในตลาดทุนแล้วความเสี่ยงสูง

สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) อาจจะเป็นคำตอบของการลงทุนหลังจากนี้ครับ

นิรันดร์ ประวิทย์ธนา

ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/1014780851/posts/10220732486394755/

เอาคืน!? ทรั้มป์ เตรียมใช้คำสั่งพิเศษ (executive order) ที่อาจปิด Google, Facebpok, Twitter ได้

FINNOMENA Reporter

ทรัมป์เตรียมลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดีย โดยหวังจะยกระดับการกำกับดูแลโซเชียลมีเดียให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และหากแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามแล้วก็จะต้องถูกสั่งให้ปิดตัวลง

  • ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะเร่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางเปิดกระบวนการพิจารณาทบทวนขอบเขตของกฎหมายที่รู้จักกันในมาตรา 230 ที่ออกเมื่อปี 1996 ที่ช่วยคุ้มครองบริษัทโซเชียลมีเดียไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของผู้ใช้งาน รวมถึงมีสิทธิที่ค่อนข้างเยอะในการควบคุมเนื้อหา
  • โดยทรัมป์ได้ออกมาวิจารณ์ทวิตเตอร์ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีความลำเอียงทางการเมือง และลามไปถึงโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของฝั่งอนุรักษ์นิยม ซึ่งก็คือฝั่งพรรครีพับลิกันของตนเอง
  • ด้านนาย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊ก ได้ออกมาวิจารณ์ถึงมาตรการดังกล่าวว่า การที่รัฐบาลต้องการเข้ามาเซ็นเซอร์ข้อมูลในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนั้นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐบาลที่มีความกังวลเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลอย่างสหรัฐเอง
  • ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของปธน.ทรัมป์เกิดขึ้นเนื่องจากไม่พอใจการกระทำของทวิตเตอร์ หลังทวิตเตอร์ได้ขึ้นแถบข้อความเตือนเกี่ยวกับข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ใต้ทวีตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวน 2 ทวีต 

ที่มา : https://www.washingtonpost.com/technology/2020/05/27/trump-twitter-executive-order/

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

เพื่อนผู้ใจดี
กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่ากองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Fund กันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่แน่ใจว่ากองทุนประเภทนี้ต่างจากกองทุนทั่วไปอย่างไร มีอะไรแถมมาเป็นพิเศษ แล้วเหมาะกับใครกันแน่? วันนี้จะขอมาสรุปเนื้อหาสำคัญ ๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นนะ

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

คำจำกัดความ

กองทุนรวม: กองทุนรวม คือ กองทุนที่รวบรวมเงินจากผู้ลงทุนหลาย ๆ คน โดยมีผู้จัดการกองทุนจาก บลจ. เจ้าของกองทุน ที่จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ภายใต้กรอบนโยบายของกองทุนนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทน แล้วจึงนำมาคืนให้ผู้ลงทุนแต่ละคนตามสัดส่วนที่ลงทุน หรือก็คือ ตามจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครอง 

กองทุนส่วนบุคคล: กองทุนส่วนบุคคล คือ กองทุนที่บริหารจัดการเงินของผู้ลงทุน โดยมีผู้จัดการกองทุนจากบริษัทจัดการมาช่วยบริหาร แต่เนื่องเพราะเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจึงสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย หรือรายละเอียดในการลงทุนได้ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของตนมากที่สุด

สรุปคือ หากลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจะสามารถร่วมกำหนดได้ว่านโยบายการลงทุนจะเป็นอย่างไร จะเรียกว่าเป็นการลงทุนแบบตามใจฉันก็ได้ มีความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ถ้าเป็นกองทุนรวมนั้น หน้าที่นี้จะเป็นของผู้จัดการกองทุน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ส่วนผู้ลงทุนนั้นทำเพียงเลือกกองทุนที่มีนโยบายสอดคล้องแนวทางของตนมากที่สุด 

โดยกองทุนส่วนบุคคลนั้นผู้ลงทุนสามารถเป็นบุคคลธรรมดาเพียงคนเดียว เป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัท มูลนิธิ สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ) หรือจะเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 2-35 คนก็ได้

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

นโยบายการลงทุน

กองทุนรวม: บลจ. เจ้าของกองทุนเป็นผู้กำหนด

กองทุนส่วนบุคคล: บริษัทจัดการกับผู้ลงทุน สามารถกำหนดร่วมกันได้

ดังที่กล่าวข้างต้น หากเป็นกองทุนรวม นโยบายและกลยุทธ์จะถูกกำหนดไว้โดย บลจ. แล้ว แต่หากเป็นกองทุนส่วนบุคคล เราในฐานะผู้ลงทุนสามารถมีส่วนร่วมได้ เราแจ้งได้ว่าจุดประสงค์ของเราเป็นอย่างไร รับความเสี่ยงได้แค่ไหน คาดหวังผลตอบแทนเท่าไร อยากลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งว่าไม่อยากลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน ก็ระบุมาได้เลย ทำให้กองทุนส่วนบุคคลมีความยืดหยุ่นกว่า

ซึ่งในเบื้องต้น บริษัทจัดการก็จะขอข้อมูลของผู้ลงทุน เช่น ฐานะทางการเงิน ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนที่หวังไว้ ฯลฯ เพื่อทำความรู้จักสถานะของผู้ลงทุน (Know Your Customer) จากนั้นก็ค่อยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่านโยบายการลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับผู้ลงทุน (Suitability)

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

สินทรัพย์ที่ลงทุน

กองทุนรวม: อยู่ภายใต้กรอบนโยบายของกองทุนนั้น ๆ

กองทุนส่วนบุคคล: สามารถลงทุนได้หลากหลาย

โดยปกติแล้ว กองทุนรวมกองใดกองหนึ่งก็จะเน้นลงทุนในประเภทสินทรัพย์หนึ่งไปเลย เช่น กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นโลก กองทุนทองคำ กองทุนตราสารหนี้ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ลงทุนอยากกระจายการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ ก็จะต้องซื้อหลายกองทุน แต่ถ้าเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าอยากลงทุนในสินทรัพย์ไหนบ้าง ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องลงแค่ประเภทนี้เท่านั้น ลงทุนได้ทั้งในและนอกประเทศ โดยกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ก็จะเป็นชื่อของผู้ลงทุนเลย ไม่ใช่ชื่อของบริษัท แต่จะมีระบุชื่อบริษัทควบคู่ไปด้วยเพื่อแสดงถึงสิทธิ์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้ผู้ลงทุน เวลาได้รับผลประโยชน์ เช่น หุ้นตัวนี้มีการจ่ายปันผล เราก็จะได้รับเต็ม ๆ ในฐานะนักลงทุนคนหนึ่ง อันนี้ไม่เหมือนในกรณีกองทุนรวมที่เราเป็นเจ้าของแค่หน่วยลงทุน ไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรงของสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอีกที

ฝั่งบริษัทจัดการ ต้องแต่งตั้งผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. มาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินรวมถึงคอยติดตามสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนนั้น ๆ ซึ่งผู้รับฝากทรัพย์สินจะต้องเป็นบุคคลที่ 3 ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบริษัท อาจจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีการควบคุมและสอบยัน (Check & Balance) ให้มั่นใจว่าทรัพย์สินนั้นปลอดภัย

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุน

กองทุนรวม: ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุน ขั้นต่ำสุดอยู่ที่ 1 บาท

กองทุนส่วนบุคคล: ส่วนใหญ่อยู่ที่หลักสิบล้านบาทขึ้นไป แต่บางเจ้าเริ่มให้ขั้นต่ำที่ 1 ล้านบาท

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ปกติเรามักจะเข้าใจว่ากองทุนส่วนบุคคลนั้นต้องมีเงินเยอะมากจำนวนหนึ่งถึงจะเปิดได้ แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เริ่มให้ขั้นต่ำที่ 1 ล้านบาท ช่วยให้การเข้าถึงกองทุนส่วนบุคคลนั้นง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน จะมีบริษัทไหนบ้างนั้นเรายังไม่ขอบอกในนี้ละกัน ลองไปค้นหากันเองดูนะ

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

ค่าธรรมเนียม

กองทุนรวม: หลัก ๆ ก็จะมีค่าธรรมเนียมซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยน/โอนหน่วย และค่าใช้จ่ายรวมซึ่งก็จะประกอบไปด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นต้น หากเป็นกองทุนประเภท Active หรือ ลงทุนในต่างประเทศ ก็จะเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่ากองทุนประเภท Passive หรือ ลงทุนในประเทศ

กองทุนส่วนบุคคล: หลัก ๆ ก็จะมีค่าบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน และอาจจะมีค่าส่วนแบ่งกำไร หากบริษัทจัดการสามารถทำผลงานได้เกินเป้ากำไรที่ตั้งไว้

กองทุนส่วนบุคคลนั้นจะมีความ Personalized หรือสามารถปรับให้ตรงกับความต้องการส่วนบุคคลได้ จะว่าไปเป็นบริการพิเศษเพื่อเราคนเดียวก็ว่าได้ ซึ่งกองทุนส่วนบุคคลก็จะคิดทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน และอาจจะมีค่าธรรมเนียมจากกำไรที่เราได้รับด้วยเช่นกัน โดยในส่วนค่าบริหารจัดการและค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สินนั้นจะขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินลงทุนกับนโยบายการลงทุนอีกทีหนึ่ง

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

เหมาะกับใคร

กองทุนรวม: ผู้ลงทุนทั่วไป ทุกระดับกำลังทรัพย์ ที่ไม่มีเวลาติดตาม สามารถเลือกกองทุนประเภทที่ตรงกับความต้องการตัวเองได้ 

กองทุนส่วนบุคคล: ผู้ลงทุนทั่วไปที่มีแนวทางการลงทุนชัดเจน มีกำลังทรัพย์ในระดับสูง อยากได้การบริหารแบบเฉพาะตัว

กองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้จริง ๆ ก็เหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตาม อยากได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแล แต่สิ่งที่ต่างกันคือหากเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการลงทุนได้ และการลงทุนก็จะสามารถทำได้หลากหลายสินทรัพย์ในบัญชีเดียว หากเป็นกองทุนรวมทั่วไปนั้น โดยปกติแล้วกองทุนหนึ่งก็จะลงทุนในประเภทสินทรัพย์หนึ่งไปเลย เช่น กองทุนรวมหุ้นไทย กองทุนรวมตราสารหนี้ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ลงทุนต้องการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ ก็จะต้องซื้อหลายกองทุนตามกันไป

ผู้ที่สนใจในกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) สามารถลงชื่อรับข่าวสารได้ที่ https://www.finnomena.com/private-fund ซึ่งหากในอนาคต FINNOMENA เปิดให้บริการกองทุนส่วนบุคคล ทางทีมงานจะแจ้งให้ท่านทราบครับ

เพื่อนผู้ใจดี

แบงก์ชาติเกาหลีใต้ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์!

FINNOMENA Reporter

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 0.50% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

  • โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว หลังจาก GDP หดตัวลงอย่างรุนแรงในไตรมาส 1 ปีนี้ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • อย่างไรก็ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมเดือนนี้
  • ทั้งนี้เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 หดตัวลง 1.4% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งเป็นการหดตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2551

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-05-28/bank-of-korea-cuts-key-rate-to-fresh-low-as-economic-pain-grows

EP 24 : Value Stock วิ่งแรงกว่า Growth Stock ตลาดขาขึ้นเต็มสูบใช่ไหม? – THE MARKET PODCAST

FINNOMENA Podcast

Soundcloud : https://soundcloud.com/finnomena/ep-24-the-market-podcast

THE MARKET PODCAST – EP 24 : Value Stock วิ่งแรงกว่า Growth Stock ตลาดขาขึ้นเต็มสูบใช่ไหม?

“THE MARKET PODCAST” รายการที่ไม่ใช่แค่เล่าข่าว แต่เป็นการเจาะข่าว เจาะประเด็น เพื่อให้นักลงทุนรู้ก่อนเทรด!

ดำเนินรายการโดย คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ หรือ Mr.Messenger เจ้าของเพจ Sinthorn


 


ติดตาม FINNOMENA Podcast ได้ทุกช่องทางที่คุณมี

App Spotify
https://finno.me/spotify

App Google podcasts
https://finno.me/googlepodcast

Apple podcast
https://finno.me/applepodcast

App Soundcloud
https://finno.me/soundcloud

Podbean
https://finno.me/podbean

Youtube
https://finno.me/youtubepodcast

โบอิ้งเลิกจ้างงาน 12,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ

FINNOMENA Reporter

บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินโบอิ้ง ประกาศจะเลิกจ้างงาน กว่า 12,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ เนื่องจากพิษเศรษฐกิจท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

  • โดยยังอาจปลดพนักงานต่อเนื่องในอีก 2-3 เดือนจากนี้ แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นตำแหน่งงานในประเทศใด
  • ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน บริษัทประกาศเป้าลดพนักงานร้อยละ 10 ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก 160,000 คนก่อนสิ้นปีนี้
  • ทั้งนี้โบอิ้งกล่าวว่า ได้อนุมัติพนักงานที่ลาออกโดยสมัครใจจำนวน 5,520 คนในสหรัฐฯ และเตรียมที่จะบอกเลิกจ้างพนักงานอีก 6,770 คนในสัปดาห์นี้

ที่มา : https://www.voathai.com/a/business-news-ro/5438855.html

เป็นเจ้าของเต็มตัว! “เซ็นทรัล รีเทล” ซื้อหุ้น FamilyMart ในไทยจากหุ้นส่วนญี่ปุ่น เรียบร้อย!

FINNOMENA Reporter

เซ็นทรัล รีเทล ซื้อหุ้น FamilyMart ในไทยจากหุ้นส่วนญี่ปุ่น 49% เรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มโอกาสการขยายกิจการ

  • ก่อนหน้าที่จะเป็นเจ้าของ “เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท” นั้น ในช่วงปี 2012 บริษัทมีชื่อก่อนหน้านี้ว่า “สยามแฟมิลี่มาร์ท” ซึ่งหุ้นสัดส่วน 50.29% นี้ถือโดยกลุ่มสหพัฒน์ ขณะที่เหลือถือโดย FamilyMart ผู้ร่วมลงทุนจากญี่ปุ่น
  • ซึ่งหลังจากนั้น FamilyMart ได้ประกาศหาพันธมิตรรายใหม่แทนกลุ่มสหพัฒน์ และท้ายที่สุดเป็น เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ที่ชนะการประมูล
  • ในรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ของ CRC ได้ชี้แจงว่า FamilyMart ซึ่งเป็นผู้เล่นในธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่น ได้มีนโยบายถอนการลงทุนในประเทศไทย อย่างไรก็ดีเซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท ยังสามารถใช้ชื่อร้าน FamilyMart ในไทยต่อได้

ที่มา : https://brandinside.asia/central-retail-buy-stakes-49-pc-of-central-familymart-from-jp-partners-27-may-2020/

สรุป LIVE: เจาะลึกกลยุทธ์ Passive Investing โดย Andrew Stotz (27 พ.ค. 63)

TUM SUPHAKORN
สวัสดีครับ LIVE วันนี้ FINNOMENA เชิญ Dr. Andrew Stotz มาพูดคุยกันในหัวข้อกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Investing ซึ่งคุณ Andrew เป็นผู้ออกแบบแผนการลงทุน All Weather Strategy (AWS) ให้กับ FINNOMENA โดยมีนักลงทุนมากมายที่ลงทุนในแผนนี้ ซึ่งในปีที่ผ่านมาพอร์ตของคุณ Andrew ก็ทำผลงานได้ดี ถึงแม้จะเจอวิกฤตครั้งใหญ่มาก็ถือว่ามี downside ไม่มากเมื่อเทียบกับตลาด ถือว่าทำตามคอนเซ็ปต์ Catch up Growth and Protect Downside ของพอร์ตได้เป็นอย่างดี
เนื้อหาใน LIVE วันนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจซึ่งเราจะตามไปสรุปกัน ทั้งเรื่องงานวิจัยเปรียบเทียบ Performance ของ Passive Fund กับ Acitive Fund ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าตกใจ มุมมองตลาดช่วงนี้ และเรื่องราวการลงทุนของหลานแท้ๆ ของคุณ Andrew เนื่องจากเวลาที่จำกัดทำให้ LIVE อาจจะครอบคลุมเนื้อหาได้ไม่ทั้งหมด สามารถดาวน์โหลดสไลด์เต็มๆ ได้ที่ลิงก์ finno.me/passive

แผน All Weather Strategy ลงทุนด้วย Passive Fund เป็นหลัก

ใครที่เคยติดตามแผน AWS ของคุณ Andrew จะสังเกตว่า แทนที่จะเป็น Active Fund แต่กองทุนในพอร์ตกลับเป็น Passive Fund อยู่เยอะมาก คุณ Andrew เล่าให้ฟังว่าย้อนกลับไปตอนที่ออกแบบกลยุทธ์การลงทุนนี้ มีเป้าหมายคือ “ต้องการสร้างแผนการลงทุนให้คนหนุ่มสาว เพื่อให้ลงทุนในระยะยาวได้โดยไม่ต้องซื้อขายบ่อยๆ” เพราะฉะนั้น Passive Fund จึงเป็นคำตอบในการเริ่มต้นออกแบบพอร์ตนี้ โดยพอร์ตของคุณ Andrew จะไม่ได้มีการปรับพอร์ตบ่อย จะมีการรีวิวพอร์ตทุกๆ 3 เดือน ในระหว่างนั้นก็จะปล่อยให้กลยุทธ์การลงทุนได้ทำหน้าที่ของมัน

Passive กับ Active ต่างกันยังไง

เป้าหมายหลักของ Active Fund คือ การเอาชนะตลาด โดยคาดหวังให้ผู้จัดการกองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาด

เป้าหมายหลักของ Passive Fund คือ การโตไปกับตลาด สร้างผลตอบแทนให้เท่ากับตลาดไปเรื่อยๆ โดยการลงทุนตามดัชนี

ทางเลือกที่ดีที่สุดในอุดมคติ คือ การที่เราเอาเงินไปลงทุนในกอง Active ที่เอาชนะตลาดได้ แต่ปัญหาก็คือ มันยากมากที่ผู้จัดการกองทุนจะสามารถเอาชนะตลาดได้ตลอด เพราะตลาดหุ้นมีความซับซ้อนมาก ถ้าเกิดเลือกผิด ไปลงทุนในกองที่ผู้จัดการกองทุนทำผิดพลาด ก็จะกลายเป็นได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดไป ก่อนจะไปตอบคำถามว่าเราควรจะเลือก Passive Fund หรือ Active Fund ดี ไปดูผลลัพธ์ของงานวิจัยที่คุณ Andrew ทำมากันก่อนครับ

Research บอกว่า Active Fund ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ของแท้

คุณ Andrew ทำงานวิจัยมางานหนึ่ง มีเป้าหมายเพื่อตอบคำถามว่า Active Fund ในไทย มัน Active จริงหรือเปล่า ถ้าเกิดมัน Active จริงๆ ผลตอบแทนไม่ควรจะสอดคล้องไปตามดัชนีของตลาดหุ้น

แต่จากผลลัพธ์ของงานวิจัยกองทุนไทย 277 กอง ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่า กองทุน Active Fund กว่า 85% มี Correlation ที่สูงมากกับ SET Index แสดงว่า Active Fund เหล่านี้ทำผลตอบแทนไหลไปตาม SET Index ไม่ได้ Outperform อะไรเลย

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นคุณ Andrew ให้เหตุผลไว้ 2 ข้อ เหตุผลข้อแรก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีขนาดเล็ก ทำให้ตัวเลือกในการลงทุนน้อย พอผู้จัดการกองทุนจะลงทุนอะไรก็เลยตกไปอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่อยู่ใน SET Index อยู่แล้ว สุดท้ายก็ซ้ำกัน เหตุผลข้อสอง คือ ความกลัวของผู้จัดการกองทุน ว่าจะถูกต่อว่าถ้าเผลอทำผลตอบแทนแย่กว่าตลาด สุดท้ายก็ไม่กล้าเสี่ยง เลยทำผลตอบแทนได้แค่ล้อไปตามตลาด

ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ค่า Fee ของ Active Fund แพงกว่า Passive Fund ถ้าเกิดเราเสียค่า Fee เพื่อไปลงทุนใน Active Fund แล้วยังทำผลตอบแทนได้ไม่ต่างไปจาก Passive Fund มันก็ไม่คุ้มที่จะไปลงทุน อย่างไรก็ตาม Active Fund ที่ดีในไทยก็ยังมีอยู่ งานวิจัยชิ้นนี้เพียงสะท้อนให้เห็นว่า ผู้จัดการกองทุนส่วนมากไม่สามารถชนะตลาดได้ และเตือนว่าเราอาจจะไม่ควรไปเสียค่า Fee ที่แพงจากตรงนั้น

อัปเดตตลาดในมุมมองของคุณ Andrew Stotz

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ช่วงนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นมาเยอะ เนื่องจากเกิดการ Outperform ของหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของตลาด และเนื่องจากตลาดมีสภาพคล่องสูง มีคนรอซื้อเยอะ ราคาร่วงมาก็มีคนซื้อ ตลาดจึงพยุงขึ้นไปได้

แต่สาเหตุที่พอร์ต AWS มีการลดสัดส่วนของหุ้นสหรัฐฯ ลง เป็นเพราะว่าตอนนี้รัฐบาลซื้อทุกอย่างเพื่อช่วยตลาด ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะดีหรือแย่ก็ซื้อหมด ประกอบกับอัตราว่างที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อที่กำลังจะลดลง และจากสถิติในอดีต เมื่อเกิดวิกฤต ตลาดใช้เวลาประมาณ 500 วันในการลงจากจุดสูงสุดไปจุดต่ำสุด ถ้าเป็นไปตามนี้จุดต่ำสุดจะอยู่ที่เดือนกรกฎาคม ปี 2564 ซึ่งแสดงว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงกึ่งกลางของวิกฤตเท่านั้นเอง การขึ้นครั้งนี้จึงอาจจะเป็นแค่ short term rally และอาจจะตกลงมาในอนาคต ภาพรวมของตลาดสหรัฐฯ ตอนนี้ยังถือว่าไม่ยั่งยืน ซึ่งขัดกับแนวความคิดเริ่มต้นของพอร์ตที่มองหาการเติบโตระยะยาว พอร์ตจึงลดสัดส่วนการลงทุนตรงนี้ไปก่อน

สำหรับคนที่บอกว่า พลาดแล้วที่ไม่ลงหุ้นสหรัฐฯ ในตอนนี้ มันขึ้นไปแล้ว คุณ Andrew อยากให้นึกภาพการลงทุนเป็นการวิ่งมาราธอน เป็นการลงทุนโดยใช้มุมมองระยะยาว ไม่ใช่การเอาชนะตลาดในการวิ่งระยะสั้น การมองภาพที่ปลายสุดว่าสุดท้ายแล้วการลงทุนแบบไหนที่จะเอาชนะในการวิ่งมาราธอนในระยะยาวได้ นี่คือเกมที่คุณ Andrew พยายามจะเล่น

ทองคำ

จากมุมมองของคุณ Andrew ราคาทองที่ขึ้นตอนนี้เกิดจากการที่คนตื่นตระหนกจากการพิมพ์ธนบัตร อย่างไรก็ตามทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง จึงไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ราคาทองร่วงรุนแรง

ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ราคาทองตกลงมา เป็นเพราะว่าคนอยากได้เงินสดมาบริหารสภาพคล่อง จึง liquidate ทองคำที่มีออกมา จึงเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คุ้นเคยที่ราคาทองลงมาพร้อมกับตลาด จากที่ปกติจะไปคนละด้านกัน

คุณ Andrew เสริมว่า การที่พอร์ต AWS ลงทุนในทองไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไรว่ามันจะสร้างผลตอบแทนได้สุดยอด แต่มีไว้เพื่อปกป้องมูลค่าของพอร์ต (protect downside) ทำให้เวลาตลาดแย่พอร์ตไม่ได้ติดลบลงไปมาก

เรื่องราวการลงทุนของหลานๆ

คุณ Andrew มีหลานอยู่ 5 คน และเคยให้เงินหลานคนละ 3,000 ดอลลาร์เพื่อใช้สำหรับสร้าง Wealth ให้ตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปเงินในบัญชีของหลานๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นคนหนึ่งที่เงินในบัญชีเพิ่มขึ้นกลายเป็น 2 เท่า ทั้งๆ ที่หลานคนนี้เป็นคนที่สนใจเรื่องการเงินน้อยที่สุด เมื่อคุณ Andrew ไปถามก็ได้คำตอบว่า หลานคนนี้เพียงแค่ลงทุนทุกๆ เดือนตามที่คุณ Andrew บอกเท่านั้นเอง นักลงทุนส่วนใหญ่โฟกัสผิดจุด ไปโฟกัสที่ตัวแปรที่ไม่ได้มีความสำคัญ ทั้งๆ ที่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนก็คือ “เวลา” นั่นเอง จึงเป็นที่มีของพอร์ต AWS ที่ใช้หลักการ Long Term Investment Strategy in Passive Fund นั่นเอง

ตอนที่ตั้งใจสอนหลานเรื่องการเงิน คุณ Andrew เขียนหนังสือกับทำคอร์สออนไลน์ไว้ด้วย ซึ่งเป็นคอร์สยาว 4 ชั่วโมง ชื่อ How to Start Building Your Wealth Investing in the Stock Market เป็น 4 ชั่วโมงที่คุณ Andrew บอกว่าตัดอะไรออกไม่ได้แล้ว ท่านใดที่สนใจคอร์สนี้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ bit.ly/finnomenaBYW และใช้โค้ดส่วนลดที่อยู่ท้ายสไลด์ที่แจกในลิงก์ finno.me/passive ได้เลยครับ

ส่งท้าย: What is the Right Mindset for Investors to get over Crisis

คุณ Andrew บอกว่าวิกฤตนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดีให้กับทุกคน Mindset ที่ควรมีข้อแรก คือ เราควรเก็บออมเงินมากขึ้น ไม่ควรไปตามวัตถุนิยม คนไทยใช้จ่ายผ่าน Credit ค่อนข้างเยอะ จุดนี้เป็นจุดที่ต้องระวัง ข้อที่สอง คือ This too shall pass วิกฤตนี้ซักวันก็ต้องจบ คำถามคือ เราแข็งแรงขึ้น เร็วขึ้น ฉลาดขึ้นหรือเปล่า เพลาความกังวลเรื่องวิกฤต แล้วกลับมาคิดเรื่องที่เราจะ Comeback Stronger ได้อย่างไรดีกว่า

เขียนโดย TUM SUPHAKORN

ทวิตเตอร์ขึ้นคำเตือน ‘ทรัมป์’ แพร่ ‘ข้อมูลเท็จ’ กรณีเลือกตั้งทางไปรษณีย์

FINNOMENA Reporter

“ทวิตเตอร์” แสดงคำเตือนเกี่ยวกับข้อมูลเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดบนข้อความในบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ผ่านข้อความสีฟ้าว่า “Get the facts about mail-in ballots”

  • ซึ่งทวิตดังกล่าว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์ โดยทรัมป์ระบุว่า การลงคะแนนรูปแบบดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดการทุจริตและบิดเบือนผลการเลือกตั้งได้
  • นับเป็นครั้งแรกของทวิตเตอร์ที่ดำเนินการดังกล่าวกับบัญชีผู้ใช้ของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากที่ทวิตเตอร์เป็นช่องทางหลักที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ในการสื่อสารความเคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนตัวของเขามาเป็นเวลานาน โดยมีผู้ติดตามมากกว่า 80 ล้านคน
  • อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาตอบโต้ทวิตเตอร์ว่า บริษัทกำลังแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 และในฐานะประธานาธิบดี เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น

ที่มา : https://www.prachachat.net/world-news/news-469717

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – LIVE กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Investing ของคุณ Andrew

FINNOMENA Reporter

พิเศษ! สำหรับสามาชิก FINNOMENA

ดาวน์โหลดฟรี! Presentation – LIVE กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Investing ของคุณ Andrew

กด “ที่นี่” เพื่อดาวน์โหลดได้เลย


ถึงเวลาใช้ตำราการลงทุนเล่มใหม่หรือยัง?

FundTalk
ถึงเวลาใช้ตำราการลงทุนเล่มใหม่หรือยัง?

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และการลงทุน 100 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจถดถอยมักจะมาคู่กับตลาดหุ้นที่ปรับลดลงรุนแรงกินระยะเวลาเฉลี่ยนับปี อย่าง 2 ครั้งล่าสุดก็คือวิกฤตดอทคอมในช่วงปี ค.ศ. 2000 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปี 2008 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤต COVID-19 รอบนี้เหมือนกับเราจะได้เจอประวัติศาสตร์การเงินหน้าใหม่ ที่การปรับฐานกินเวลาเพียงประมาณ 1 เดือนที่ตลาดเข้าสู่ภาวะ Bear Market และหลังจากนั้นตลาดก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทันที อันเป็นผลมาจากการอัดฉีดทางการเงินที่เร็วและแรงที่สุดที่เคยมีมาของ FED

โดย FED ได้ขยายขนาดงบดุลของตัวเองประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญในรอบเดือนกว่า ๆ เมื่อเทียบกับขนาด GDP สหรัฐฯ ที่ประมาณ 20 ล้านล้านเหรียญแล้วก็คิดเป็นประมาณ 15% ของ GDP สหรัฐฯ พร้อมกับส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะอัดฉีดเงินเพิ่มอย่างไม่มีลิมิต

ขณะที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก็ไม่น้อยหน้ากันโดยออกมาให้สัมภาษณ์เลยว่าโครงการปล่อยกู้ในภาคเศรษฐกิจจริง 5 แสนล้านเหรียญนั้นยอมรับได้ถ้าเงินปล่อยกู้ดังกล่าวจะกลายเป็นหนี้เสียทั้งจำนวน โดยบอกว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาได้แล้วเดี๋ยวการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นก็จะมาชดเชยส่วนตรงนี้ได้เอง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือแบงค์ชาติและธนาคารกลางเห็นว่าถ้ายอมให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง (Depression) นั้นเป็นการสูญเสียที่มาก และไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการอัดฉีดเงินอย่างไม่ยั้งเพื่อดันไม่ให้เศรษฐกิจถดถอย ประกอบกับการมี QE ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านนโยบายการเงินที่นาย เบน เบอร์นันเก้ อดีตประธาน FED ในยุควิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้สร้างไว้

เมื่อวิกฤต COVID-19 เกิดขึ้นเราจึงได้เห็นภาพการทำ QE รวดเดียว 3 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับ QE ทั้ง 3 รอบที่ทำในช่วงปี 2008 – 2013 รวมกันซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดือนกว่า ๆ เท่านั้น โดยในวันแรกที่ FED ออกมาประกาศการทำนโยบายนั้น ตลาดให้ผลตอบรับในเชิงลบ คือไม่เชื่อมั่นในความสามารถของ FED ว่าจะสามารถหยุดยั้งวิกฤตครั้งนี้ได้

แต่หลังจาก FED ดำเนินการปล่อยหมัดชุดออกมาอย่างต่อเนื่องและฉีดเงินเข้าสู่ระบบรวดเดียวนับล้าน ๆ เหรียญ ตลาดตราสารหนี้ที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง (จนกระทบมาที่กองทุนตราสารหนี้ไทยด้วย) ก็เริ่มสงบลง โดยดูได้จาก Spread ส่วนต่างผลตอบแทนของตราสารหนี้เอกชนกับรัฐบาลที่แคบลง หมายถึงนักลงทุนกลัวบริษัทต่าง ๆ จะเจ๊งน้อยลง ท่ามกลางภาวะวิกฤต COVID-19 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นิตยสาร The Economist ถึงกับขึ้นหน้าปกในเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาเลยว่า The Dangerous Gap “Wall Street Vs Main Street” หมายถึงการที่เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างหนัก แต่ดัชนีหุ้นกลับไม่ลงตาม ส่งผลให้ Valuation ของตลาดที่มักวัดกันในรูป P/E ปรับขึ้นไปสูงมาก ๆ

ถ้าเราอยู่ที่ตำราการลงทุนเล่มเก่า สิ่งที่เราควรทำคือ “ถือเงินสด” ให้มากไว้ และรอให้ตลาดปรับลงมาอย่างรุนแรงเพื่อเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน ซึ่งล่าสุดวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกดูเหมือนจะเลือกแบบนั้น ดูได้จากการตัดสินใจขายหุ้นธนาคารอย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan รวมถึงการขายหุ้นสายการบินที่ถือไว้ทั้งหมดออกมา

ในระยะยาวผมเชื่อว่าหนี้กองยักษ์ที่ FED ก่อไว้น่าจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่อีกครั้งในวันที่โลกไม่เชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์อีกต่อไป แต่ในระยะสั้นดูเหมือนสิ่งนั้นจะยังไม่มาถึง โลกวันนี้ยังอยู่บนพื้นฐานว่าใช้ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินสกุลหลัก และ FED มีความสามารถในการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบได้ต่อเนื่อง รวมไปถึงสามารถเข้าไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลได้เรื่อย ๆ จึงเป็นไปได้เช่นกันว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจจะไม่มีการปรับฐานใหญ่อีกแล้ว ในวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรอบนี้ ซึ่งดูเหมือนว่า ณ เวลานี้นักลงทุนในตลาดจะเริ่มเทไปที่ New Investment Playbook หรือตำราการลงทุนเล่มใหม่กันเยอะทีเดียว ซึ่งเราจะได้เห็นคำตอบของเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ

FundTalk รายงาน

สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

เพื่อนผู้ใจดี
สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

กำไรบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1 ปี 2563 ออกมาแล้ว เราลองมาดูสรุปกันเลยว่าโดยรวมแล้วบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นอย่างไรบ้าง โดนผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกันไปขนาดไหน

สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียน ประจำไตรมาส 1/2563

ขอบคุณแหล่งข่าวจาก https://www.prachachat.net/finance/news-468211

ดูงบการเงินของแต่ละบริษัทได้ที่ https://www.finnomena.com/stock/

FA Guide ตอน FA 1 คน ทำอะไรให้กับประเทศได้บ้าง

FINNOMENA Admin

ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก และสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย หนี้ครัวเรือนคือหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมของคนในประเทศ ทั้งการกู้ยืมไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ทำธุรกิจ นำเงินไปหมุน นับเป็นหนี้ครัวเรือนหมด โดยในปี 2562 เฉลี่ยคนไทยมีหนี้ประมาณ 340,053 บาท/ครัวเรือน

ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ปัญหาหนี้ของคนไทยอาจเกิดจากทั้งรายได้ที่ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การติดนิสัยใช้บัตรเครดิตและการผ่อนจ่าย

ปัญหาบางอย่างเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น การยกเลิกจ้าง หรือผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโคโรน่า แต่ปัญหาส่วนใหญ่ลึกๆ แล้วไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้เงินแบบผิดๆ ของคนไทยที่สั่งสมกันมานานแล้ว และถ้าหากจะขุดลึกไปถึงต้นตอของพฤติกรรมการใช้เงินแบบผิดๆ ก็จะพบว่า มันเกิดจากการที่คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ทางการเงินที่ดี หรือขาด Financial Literacy นั่นเอง

ต้นตอของปัญหาหนี้ คือ การขาด Financial Literacy

Financial แปลว่า การเงิน Literacy แปลว่า ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ แปลรวมกัน Financial Literacy คือ การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงิน ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากการขาด Financial Literacy ที่ดี เช่น ประเมินรายได้ของตัวเองต่ำเกินไป ทำให้ใช้จ่ายเกินตัว อยากได้อะไรก็ซื้อทันที หรือหาเงินมาได้แล้วไม่เก็บออม ไม่เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้เงินก็ลำบาก ต้องไปกู้เงินเพิ่ม เป็นหนี้อีก

จะเห็นว่าต้นตอของปัญหาหนี้จริงๆ มันเริ่มต้นมาจากพฤติกรรมการใช้เงินส่วนบุคคล แต่ถามว่าคนที่เป็นหนี้ผิดหรือไม่ที่บริหารเงินได้ไม่ดี ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องเงินมาก่อน ไม่ได้เรียนรู้เรื่องเงินมาก่อน ก็ยากที่จะทำอะไรถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก และการศึกษาไทยก็ไม่ได้สอนเรื่องนี้กันในโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องเงินสำหรับคนไทย ถ้าไม่ไปเจอประสบการณ์จริงด้วยตัวเองแล้วเรียนรู้ ก็ต้องมีคนคอยช่วยเหลือแนะนำให้ไปในทางที่ถูกต้อง

FA จะช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร

คนที่เป็น Financial Advisor ถือว่าเรามีความรู้เรื่องการเงินเยอะกว่าคนทั่วไป ทั้งเรื่องการบริหารค่าใช้จ่าย เรื่องการวางแผนการเงิน เรื่องประกัน เรื่องการลงทุน ในขณะที่คนไทยกว่าครึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจ และประสบปัญหาเรื่องเงินอยู่ ดังนั้น FA สามารถใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองที่มีในการแก้ปัญหาตรงนี้ให้กับคนที่เดือดร้อนได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งได้เลย

ทีนี้มีคำถามว่า FA ซึ่งเป็นผู้แนะนำการลงทุน แนะนำกองทุนให้ลูกค้า ต้องดูแลเฉพาะลูกค้าที่มีเงินเยอะๆ หรือเปล่า คนที่ยังมีเงินน้อยหรือเป็นหนี้ FA ไม่เห็นเกี่ยวอะไรด้วยเลย คำตอบคือไม่ใช่ครับ จริงอยู่ว่าคนที่เป็นหนี้ไม่ควรลงทุน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับประเภทของหนี้ ถ้าเกิดเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว กรณีนั้นไม่ควรเริ่มลงทุน ควรบริหารค่าใช้จ่ายให้เป็นบวกให้ได้ก่อน ส่วนถ้าเป็นหนี้จากของจำเป็น เช่น ผ่อนซื้อบ้าน ซื้อรถหนี้จากการประกอบอาชีพ หนี้การศึกษา กรณีนี้สามารถลงทุนได้ ส่วนกรณีคนที่ยังมีเงินน้อย ยิ่งควรต้องเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อให้ในอนาคตจะได้มีเงินเยอะขึ้นและไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้ไวขึ้น

จะเห็นว่าไม่ว่าใครก็ต้องการคนให้คำปรึกษาเรื่องเงิน ในช่วงชีวิตที่แตกต่างกันจะมีปัญหาเรื่องเงินที่แตกต่างกันมาให้แก้เสมอ เพราะฉะนั้นในทุกยุคทุกสมัยความสามารถของ FA จึงเป็นสิ่งที่ต้องการ และถือว่าเป็นโอกาสของ FA ด้วย เพราะคนไทยที่ต้องการความช่วยเหลือเรื่องเงินยังมีอีกเยอะเหลือเกิน

เริ่มล้มโดมิโน่ตัวแรก

โดมิโน่ตัวหนึ่งสามารถล้มโดมิโน่ตัวที่มีขนาดใหญ่เป็น 1.5 เท่าของมันได้ มีคำเปรียบเทียบว่า ถ้าเริ่มผลักโดมิโน่ตัวแรกขนาด 2 นิ้ว แล้วผลักไปโดนโดมิโน่ตัวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดมิโน่ตัวที่ 23 จะสามารถล้มหอไอเฟลได้

ปัญหาเรื่องเงินของคนไทยก็คงเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าปัญหามันจะดูใหญ่ แต่ถ้าเราเริ่มผลักโดมิโน่ตัวแรกให้ถูกตัว แล้วผลักมันล้มไปเรื่อยๆ ซักวันนึงก็จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ และโดมิโน่ตัวแรกในมุมมองของ FINNOMENA ก็คือ FA ทุกท่าน ที่จะช่วยส่งต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน และช่วยแนะนำให้คนไทยรู้จักโลกของการเงินการลงทุน จาก FA 1 คนไปสู่ลูกค้า 1 คน และจากลูกค้าที่มีสุขภาพการเงินที่ดีแล้ว 1 คน ส่งต่อไปสู่คนรอบตัวอีกมากมาย สิ่งที่ FA จะสามารถทำให้กับประเทศได้ คือการเริ่มต้นดูแลลูกค้า 1 คนให้ดีที่สุดครับ

ส่งท้าย

FINNOMENA เราเปิดรับสมัคร FA ทุกท่านที่สนใจจะร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา โดยเรามีสิทธิประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้ FA สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ FINNOMENA ให้สิทธิประโยชน์อะไรกับ FA บ้าง

ท่านที่สนใจสมัครมาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ FA กับ FINNOMENA สามารถลงทะเบียนได้ที่ finnomena.com/fa/ ประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม ตอนนี้ FINNOMENA กำลังเปิดรับสมัคร FA ในรูปแบบ FA Open House ซึ่งเป็นการรับสมัครตัวแทนอิสระในรูปแบบ Online ผ่านทาง Video Call (App Hangouts) ท่านที่สนใจสามารถเลือกวันเวลาที่สะดวกในการเข้าร่วม และลงชื่อสมัครได้ที่ลิงก์ finnomena.com/fa/ เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้วจะมีอีเมลจากทีมงานติดต่อกลับไป

ท่านใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามเข้ามาได้ที่ช่องทาง LINE ID: @FINNOMENA ครับ

เขียนโดย FINNOMENA Admin