แจ้งเตือน

จะซื้อบ้านหลังแรก แน่ใจหรือว่าพร้อมแล้ว?

Get Wealth Soon
จะซื้อบ้านหลังแรก แน่ใจหรือว่าพร้อมแล้ว?

การมีบ้านเป็นของตัวเองนั้น ถือเป็นเป้าหมายชีวิตของใครหลายๆ คนเลยทีเดียว ไม่ว่าคุณจะซื้อบ้านให้ใคร… ให้ตัวเอง ให้ครอบครัว หรือให้พ่อแม่ ก็ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เพราะบ้านถือเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูง ลองมาตรวจสอบความพร้อมกันดีกว่าว่า เราพร้อมจะผ่อนซื้อบ้านหรือยัง?

1. ตรวจสอบรายรับรายจ่าย

ใครที่ยังไม่เคยบันทึกรายรับรายจ่าย ขอแนะนำว่าให้ลองทำก่อน สัก 3-6 เดือน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าแต่ละเดือนเราใช้เงินไปเท่าไร ใช้เงินไปกับอะไร พอจะลดได้ไหม แล้วค่าใช้จ่ายของเราเหวี่ยงมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน ถ้าไม่เหวี่ยงมาก็แสดงว่ามีความมั่นคงที่ใช้ได้ แต่ถ้าเหวี่ยงเกินไปก็ต้องตรวจสอบว่าทำไมถึงเหวี่ยง บางทีเราอาจจะเจอค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเราสามารถปรับลดมันได้ เราก็จะมีเงินเหลือไว้สำหรับภารกิจซื้อบ้านมากขึ้น

2. ตรวจสอบหนี้บัตรเครดิต

การจ่ายหนี้บัตรเครดิตก็ส่งผลต่อเครดิตความน่าเชื่อถือของเราได้ หากเราจ่ายเกินเวลา หรือไม่สามารถจ่ายได้ตามกำหนด ก็จะทำให้เราเสียเครดิต ส่งผลกระทบต่อการขอกู้เงินจากธนาคาร

3. ตรวจสอบความพร้อมสำหรับการผ่อน

หากอยากรู้ว่าเราจะสามารถผ่อนหนี้ได้ไหม ให้ลองใช้เกณฑ์ 40% ของรายได้เป็นตัววัด ลองเก็บเงิน 40% นี้ดูในแต่ละเดือน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน แล้วตรวจสอบว่าเราสามารถอยู่ได้ไหม ชีวิตเคร่งเครียดเกินไปไหม ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็ต้องหาทางลดรายจ่าย หรือเพิ่มรายได้เข้ามา

สุดท้ายแล้ว การจะตัดสินใจผ่อนหนี้อะไรสักอย่าง เราก็ควรจะเตรียมความพร้อมให้มั่นใจว่าสถานะการเงินของเราแข็งแรงดี และหนี้จะไม่ทำให้ชีวิตเราลำบากมากขึ้น ถ้าหากว่ายังไม่พร้อม ก็อาจจะต้องชะลอการตัดสินใจซื้อ แล้วเตรียมสถานะการเงินให้พร้อมก่อนจะดีกว่า

สำหรับใครที่มีเป้าหมายอยากเก็บเงินซื้อบ้าน สามารถใช้การลงทุนเป็นตัวช่วย ด้วยแผน GOAL ที่จะช่วยให้คุณเก็บเงินเพื่อเป้าหมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/goal หรือแบนเนอร์ข้างล่างได้เลย

อยากมีบ้านขนาดเท่านี้ ต้องมีเงินเท่าไหร่?

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

จัดพอร์ตแบบ “บูรพาไม่แพ้” ด้วยกลยุทธ์ Risk Parity

WealthGuru
จัดพอร์ตแบบ “บูรพาไม่แพ้” ด้วยกลยุทธ์ Risk Parity

หนึ่งในกุญแจสำคัญในการลงทุน คือการจัดพอร์ต

เราจะลงทุนอย่างไรในตลาดที่ผันผวนสูง?

หนึ่งในกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนคือการกระจายลงทุนไปในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก

หลังจากเลือกสินทรัพย์แล้ว ก็มาจัดสัดส่วนการลงทุน เช่น  หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ตัวอย่างคือ มีเงินลงทุน 1,000 บาท จะลงทุนในหุ้น 600 บาท และ ตราสารหนี้ 400 บาท ซึ่งเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ตามแนวคิดดั้งเดิม (Traditional approach)

แบบดั้งเดิมนั้น การกระจายสินทรัพย์จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ตรงกันข้าม เช่น หุ้น กับ ตราสารหนี้  มีความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้ามกัน  ถ้าหุ้นดี ตราสารหนี้ไม่ดี  ถ้าหุ้นไม่ได้ ตราสารหนี้จะดี

แต่แนวคิดของ Risk Parity ไม่ได้ใช้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ในการแบ่งสัดส่วนของการลงทุน แต่จะใช้ความเสี่ยงเป็นตัวกำหนดสัดส่วนของการลงทุน จะแบ่งตามความเสี่ยงตามความสัมพันธ์ของสินทรัพย์กับปัจจัยกระตุ้นในแต่ละสภาวะตลาด

การให้สัดส่วนและน้ำหนักการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ง่ายเหมือนกับเราจัดสัดส่วนแบบดั้งเดิม (Traditional approach)

ดังนั้นบทความนี้จึงจะไม่ขอกล่าวถึงวิธีการให้น้ำหนัก  แต่จะให้เห็นผลของการจัดพอร์ตแบบ Risk Parity โดยจะใช้แนวคิดการให้น้ำหนักแบบง่ายๆ  ดังนี้

จัดพอร์ตแบบ “บูรพาไม่แพ้” : Risk Parity

ผมใช้การ backtest ผ่าน ETF 2 ตัวคือ

SPY SPDR S&P 500 ETF Trust เป็นการลงทุนแบบหุ้นตาม Index ตาม S&P500

AGG iShares Barclays Aggregate Bond เป็นการลงทุนแบบตราสารหนี้

การทดสอบจะใช้เวลาปี 2007 ถึง 16-Aug-2019 ผ่าน www.etfreplay.com

ผลที่ได้คือ  

จะให้ได้ว่า ผลตอบแทนจะใกล้เคียง Benchmark ที่ใช้การจัดพอร์ตแบบแนวคิดดั้งเดิม หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% แต่กลับมี Max Draw down ที่ดีกว่ามาก คือ ติดลบไปเพียง -17.5% ในปี 2008 ที่เป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis)

ถ้าดูผลตอบแทนเป็นปีต่อปีเทียบกัน ส่วนใหญ่จะแพ้ด้านผลตอบแทน แต่จะชนะ เรื่อง Max Drawdown

Risk Parity เป็นแนวคิดหลักสำคัญในกลยุทธ์ All Weather ของผู้จัดการกองทุนชื่อดัง Ray Dalio แห่ง Bridgewater Associate ด้วยจุดเด่นของ Risk Parity เปรียบได้กับ จอมยุทธ์ บูรพาไม่แพ้” สามารถลงทุนได้ทุกสภาวะการของเศรษฐกิจ

การจัดพอร์ตแบบนี้เหมาะสม ถ้าเป็นนักลงทุนรายย่อย ก็น่าจะเป็นการลงทุนเพื่อเกษียณ ให้เวลาที่เข้าใกล้อายุเกษียณ เช่น อยากจะเกษียณอายุ 55 ตอนนี้อยู่ที่อายุ 50 เป็นต้น หรือ ลงทุนหลังเกษียณก็ได้ โดยเงินที่ลงทุนด้วยการจัดพอร์ตแบบ Risk Parity อยู่ในตะกร้าที่ 3

อ่านรายละเอียดได้ที่ กลยุทธ์ถอนเงินแบบ “3 Buckets” สำหรับคนเกษียณ
https://www.finnomena.com/wealthguru/3-buckets-retired-people/

WealthGuru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่
https://www.finnomena.com/port/wealthguru/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างเลย

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เฟ้นหาหุ้นดีลงทุนระยะยาว … “ทำไมคนส่วนใหญ่จึงผิดเสมอ ?”

นายแว่นลงทุน
เฟ้นหาหุ้นดีลงทุนระยะยาว ... “ทำไมคนส่วนใหญ่จึงผิดเสมอ ?”

“อย่าแห่ตามคนส่วนใหญ่”

ประโยคทองที่นักลงทุนระดับโลกหลายท่านกล่าวกันเอาไว้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น คุณวอเรนต์ บัฟเฟตต์ คุณเรย์ ดาลิโอ คุณปีเตอร์ ลินซ์ และนักลงทุนระดับโลกหลาย ๆ ท่านกล่าวคล้าย ๆ กัน

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงผิดเสมอ ? สาเหตุอาจเป็นเพราะธรรมชาติในตัวมนุษย์ที่ชอบแห่ตามกันทำ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของสินค้าเกษตร หากเกษตรกรพบว่า พืชเศรษฐกิจชนิดใดขายได้ราคาดี ก็มักจะแห่ตามกันปลูก และผลที่ตามมาก็คือ การตกต่ำของราคาสินค้าเกษตรเหล่านั้น

ในตลาดหุ้นก็หนีไม่พ้นเช่นเดียวกัน การแห่ตามกันซื้อหุ้นร้อน มักจะทำให้นักลงทุนต้องเจ็บตัวเสมอ เมื่อทุกคนแห่ตามกันซื้อ ๆๆ หุ้นที่ทุกคนคิดว่าดี สุดท้ายราคาหุ้นก็จะแตก และหุ้นจะตกอย่างรุนแรง และไม้สุดท้ายที่ไปรับราคาหุ้นที่จุดสูงสุดก็จะต้องเจ็บตัวอย่างหนัก

เราจะมีวิธีหลีกเลี่ยงการแห่ตามกันแบบนี้ได้อย่างไร จะบ่มเพาะให้เป็นนิสัยที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาวได้อย่างไร ไปติดตามกันครับ

ประการแรก … “จงเข้าถึงความคิดที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน”

คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวของ คุณเรย์ ดาลิโอ หมายถึง ไม่ให้เราติดแจกับความคิดอะไร เราต้องเป็นอิสระจากความคิดที่แห่ตาม เราต้องมีความคิดเป็นของตัวเราเอง

การที่เราคิดเอง และแตกต่างจากคนหมู่มาก จะทำให้การตัดสินใจของเราเป็นอิสระไปได้ และนั่นจะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นในตลาด

แต่การที่เราแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในตลาด ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะความคิดที่แตกต่างอาจเป็นความคิดที่แย่ก็ได้ เราต้องตรวจสอบความคิดนั้นให้รอบด้าน

ประการที่สอง … “อย่ามั่นใจในตนเองมากเกินไป”

หากเรามั่นใจในตนเองมาก ๆ เราจะขาดความรอบคอบ และโอกาสแห่งความผิดพลาดก็จะเผยตัวตนของมันออกมา เราต้องรู้จักตัวเราเองดีพอ ในยามที่เรามั่นใจเกินไปเรามักจะไม่ฟังใครทั้งสิ้น

แนวคิดก็คือ “ทางสายกลาง” เราควรอยู่ตรงกลางระหว่างความขี้กลัว ขี้กังวลจนเกินเหตุ กับความมั่นใจในตัวเองมากเกินขอบเขตที่เราจะควบคุมได้ การอยู่บนทางสายกลางจะทำให้เรามองเห็นตัวเราเองอย่างที่มันเป็น เราจะเห็นความผิดพลาดของตัวเองเพื่อปรับปรุง และเห็นโอกาสตรงหน้าเราเพื่อให้เราได้คว้ามันเอาไว้

ประการที่สาม … “เราต้องเข้าใจว่าธุรกิจบางอย่างจะมีปีที่ดีและไม่ดี”

การลงทุนระยะยาวนั้น หากเราคิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจจริง ๆ เราต้องตั้งมั่นในใจว่า จะถือธุรกิจนั้น ๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3-5 ปี เราจึงจะคิดลงทุน ดังนั้น หากปีไหนที่ธุรกิจเราไม่ดี หรือสภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย และเราวิเคราะห์มองเห็นแล้วว่า มันคือปีที่ไม่ดีชั่วคราว นักลงทุนระยะยาวจะทำใจถือต่อไปได้ ตราบเท่าที่ธุรกิจยังไม่ได้ถดถอย แถมจะยังซื้อเพิ่มเสียด้วยซ้ำ หากมันลดราคาลงมามาก

ผิดกับนักลงทุนระยะสั้นที่มักจะแห่ตามคนส่วนใหญ่ เขาจะรีบขายกิจการที่ดีทิ้ง เพียงเพราะราคามันกำลังตกต่ำ (ชั่วคราว) สิ่งนี้เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานวัน จะเริ่มเห็นความแตกต่างมากขึ้น

ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ…

นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะผิดเสมอหรือไม่ ที่จริงแล้วเราไม่ควรใส่ใจให้มากนัก สิ่งที่เราควรโฟกัสเป็นประจำ ก็คือ เราต้องมีใจมองให้เห็นเป็นกลาง หมั่นตรวจสอบความคิดเราสม่ำเสมอ และลงทุนระยะยาวกับธุรกิจที่เราเข้าใจมันได้ดีกว่าใครนั่นเองครับ

#นายแว่นลงทุน

**สนใจลงทุนในพอร์ต RUNNING for Growth พอร์ตกองทุนรวมหุ้นซึ่งจัดโดยนายแว่นลงทุน คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดเลย >>
https://www.finnomena.com/port/naiwaen

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

“กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้าน และตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปี 2562” – Weekly Market Insight – FINNOMENA Weekly Market Insight

FINNOMENA Reporter

FINNOMENA Weekly Market Insight 19-23 ส.ค. 2562

ตอน “กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้าน และตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปี 2562” – FINNOMENA Weekly Market Insight

ติดตามบทความ FINNOMENA Weekly Market Insight

ทุกสัปดาห์ได้ที่ LINE ID : @FINNOMENA

หรือ FINNOMENA YOUTUBE : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-eAO-7uCAPL3qdafeXYhu7f

SME ระวังล้มละลาย…ยามที่ลูกจ้างเกษียณ

WealthGuru
SME ระวังล้มละลาย…ยามที่ลูกจ้างเกษียณ

ข่าวล่าสุด CPF กำไรทรุด 30% หลังต้องตั้งสำรองเลิกจ้างกว่า 1.8 พันล้าน!!

ลองนึกภาพ อีก 10-15 ปี จะมีจำนวนคนที่เกษียณจากระบบการทำงานเยอะขึ้น

ยิ่งจำนวนคนที่เกษียณมากเท่าไร   ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเงินเกษียณมากขึ้น

ถ้าไม่ได้เตรียมให้ดี ก็จะโดนฟ้องร้องได้ถึงขั้นล้มละลายได้ !!!

ทำไมผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเงินก้อนหลังเกษียณให้พนักงานล่ะ ?

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 เป็นการยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่นายจ้างจะต้องควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายให้กับลูกจ้างเพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมา

พ.ร.บ ได้มีการเพิ่มเพิ่มอัตราค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างให้กับลูกจ้างเป็น 6 อัตราจาก 5 อัตรา ดังนี้

1. ลูกจ้างที่ทำงานมาครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้ค่าชดเชย 30 วัน
2. ลูกจ้างหากทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ค่าชดเชย 90 วัน
3. ลูกจ้างทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จะได้รับเงินชดเชย 180 วัน
4. ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินชดเชย 240 วัน
5. ลูกจ้างทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปีได้เงินชดเชย 300 วัน
6. ลูกจ้างทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับเงินชดเชย 400 วัน

ดูแล้วก็ไม่เห็นน่าจะมีปัญหาอะไร จะทำให้ล้มละลายได้อย่างไร ?

ปัญหาคือ ถ้าลูกจ้างเกษียณอายุ 60 ปี หรือ ขึ้นอยู่กับนายจ้างกำหนด นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยด้วย เพราะ การเกษียณของลูกจ้าง เป็นการเลิกจ้าง!!

เช่น นาย ก. มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน ทำงานกับนายจ้าง ตั้งแต่อายุ 30 ปี  และเกษียณ 55 ปี

แสดงว่า ทำงานไป 25 ปี ดังนั้นจะต้องได้รับค่าชดเชย  400 วัน หรือ ประมาณ 13 เดือน

เงินชดเชยจะต้องเป็นเท่าไร  ?

เงินเดือน 20,000 x 13 เดือน = 260,000 บาท?

คำตอบคือ ไม่ใช่!!

เนื่องจากเงินเดือนจะเป็นเงินเดือนในอนาคต

ถ้าอัตราขึ้นเงินเดือน 2%  เงินเดือนตอนอายุ 55 จะเป็น 32,812 บาท

ดังนั้น เงินชดเชยจะเป็น 32,812 x 13 = 426,556

ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนเกษียณ 10 คน   ธุรกิจจะต้องจ่ายเงิน 4.2 ล้าน

ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนเกษียณ 20 คน   ธุรกิจจะต้องจ่ายเงิน 8.4 ล้าน

ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนเกษียณ 50 คน   ธุรกิจจะต้องจ่ายเงิน 20 ล้าน!!!

คำถามคือ “แต่ละบริษัทจะทำอย่างไร  เมื่อในอนาคตจะมีลูกจ้างเกษียณออกมาจำนวนเยอะมาก?”

บริษัทจะทำการตั้งเงินสำรองเป็นเงินกองทุนของบริษัทเพื่อเอาไว้จ่ายลูกจ้างในอนาคต

ในปัจจุบันนี้ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทมหาชน จะใช้มาตรฐานการบัญชีไทยฉบับที่ 19 (TAS 19) เรื่องผลประโยชน์พนักงาน ที่ใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยในการคำนวณดังกล่าวเพื่อตั้งสำรองให้เหมาะสม

กลับมามองที่ SME จะต้องทำอย่างไร เจ้าของธุรกิจคงจะต้องเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาจุดนี้

ถ้าเจ้าของธุรกิจจะต้องส่งต่อธุรกิจให้ทายาท ก็ควรจะมีแผนจัดการความเสี่ยงก่อนที่จะส่งต่อ

อย่าให้ทายาทมาเจอกับปัญหาที่รุ่นพ่อแม่สร้างไว้

WealthGuru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่
https://www.finnomena.com/port/wealthguru/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างเลย

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

ลงทุนต่อเดือนเท่านี้ กี่ปีมีเงินล้านแรก?

FINNOMENA Admin
ลงทุนต่อเดือนเท่านี้ กี่ปีมีเงินล้านแรก?

“เงินล้าน” คือเป้าหมายในฝันของใครหลายๆ คน ถือเป็นหมุดหมายแห่งความมั่งคั่งที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ได้ แต่เวลาพูดถึงเงินล้าน ใครหลายคนก็อาจจะรู้สึกว่าช่างเกินเอื้อมเหลือเกิน โดยเฉพาะคนที่อายุยังน้อย หรือยังมีเงินไม่มาก

เราอยากจะบอกว่า จริงๆ แล้ว เงินล้านสร้างได้ เพียงแค่เราเริ่มต้น รู้จักออมเงินและลงทุน ด้วยเหตุนี้ทาง FINNOMENA เลยสร้างพอร์ต 1st Million ขึ้นมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ลองไปดูกันเลยว่าถ้าเราลงทุนในพอร์ตนี้ เราจะมีเงินล้านภายในกี่ปีกัน?

ลงทุนต่อเดือนเท่านี้ กี่ปีมีเงินล้านแรก?

ข้อมูล หากลงทุนในแผน 1st Million ความเสี่ยงระดับ 7 ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10.20% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (คำนวณ ณ วันที่ 1 ส.ค. 62)

ในการลงทุนพอร์ต 1st Million นี้ เราจะต้องลงเงินขั้นต้นอย่างต่ำ 5,000 บาท และลงทุนต่อเดือนอย่างต่ำ 2,500 บาท จะเห็นได้ว่าถ้าเราลงทุนขั้นต่ำนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเพิ่มเงิน เราจะใช้เวลา 15 ปีกว่าจะได้เงินล้านแรก! แม้จะเห็นฝั่งฝันแต่ฟังดูแล้วยาวนานทีเดียว แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเพิ่มเงินลงทุน ซึ่งยิ่งเราลงทุนเยอะเท่าไร โอกาสที่เราจะถึงล้านแรกโดยเร็วก็มีมากขึ้นเท่านั้น การเพิ่มเงินลงทุนระหว่างทางเมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าเราควรตรวจสอบสถานะการเงินตัวเองก่อนนะ ว่าสะดวกลงทุนด้วยเงินเท่าไร เอาแบบที่ไม่ลำบากตัวเองจนเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นชีวิตคงไม่มีความสุขแน่ๆ

อีกสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือเรื่องของผลตอบแทนและความเสี่ยง เราต้องเข้าใจว่าการลงทุนนั้นมีขึ้นมีลง บางปีอาจจะติดลบ บางปีอาจจะได้กำไร เพราะฉะนั้นหากเราลงทุนระยะสั้น ความเสี่ยงที่จะเจอความผันผวนนี้ก็จะเยอะกว่าลงทุนระยะยาว ในระยะยาวนั้นความผันผวนกับผลตอบแทนก็จะถูกเฉลี่ยๆ กันไป ไม่เหวี่ยงเท่ากรอบเวลาสั้น

เราหวังว่าทุกคนจะเห็นภาพมากขึ้นว่าเงินล้านนั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อม ขอเพียงเริ่มวางแผนลงทุน ก็สามารถมีเงินล้านได้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วจะช้า ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนครับ

ดูรายละเอียดแผน 1st Million ได้ที่ https://www.finnomena.com/1stm


คำเตือน: 

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน

การคำนวณเป็นเพียงการประมาณการจากผลการดำเนินงานในอดีต มิใช่สิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต

ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

วิกฤติกำลังจะมา?

Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
วิกฤติกำลังจะมา?

สัปดาห์ก่อนตลาดหุ้นโลกและไทยค่อนข้างผันผวน  บางวันดัชนีดาวโจนส์ตกลงมาถึง 3%   เช่นเดียวกันตลาดหุ้นไทยบางวันก็ตกลงมาเกือบ 2% ทั้ง ๆ  ที่ในช่วงหลายปีหลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์บ้านเราค่อนข้างมั่นคงไม่ค่อยผันผวนมากนัก  ที่สำคัญ  หุ้นแบ้งค์ใหญ่ซึ่งโดยปกติไม่ค่อยปรับตัวมากต่างก็ตกลงมาถึงประมาณ 3% ในวันเดียว  การตกลงมาอย่างหนักของหุ้นนั้นส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการปรับตัวของตลาดเงินและพันธบัตรที่มีการปรับลดลงโดยธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยซึ่งก็ส่งผลไปถึงตลาดการเงินด้วย  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  ทำให้อัตราผลตอบแทนหรือที่เรียกว่า Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นอายุ 2 ปีลดลงมาเหลือ 1.63%  ต่อปี  แต่ที่ลดลงหนักยิ่งกว่าก็คือผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีได้ตกลงมาเหลือเพียง 1.62% ต่อปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ผิดปกติที่เรียกว่า Inverted Yield Curve (IYC) ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก  อาจจะ 10 ปีหนอะไรทำนองนั้น  แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เกือบทุกครั้งที่เกิดขึ้น  หลังจากนั้นประมาณ 12 เดือน  เศรษฐกิจก็เกิด  “วิกฤติ”  ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา  มีเพียงครั้งเดียวที่เวลาเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Inverted Yield Curve นี้แล้วเศรษฐกิจไม่วิกฤติ  ส่วนอีก 6 ครั้งนั้น  เศรษฐกิจเกิดปัญหาหลังจากนั้นภายใน 7-24 เดือน  ดังนั้น  การเกิด IYC ครั้งนี้จึงทำให้นักเศรษฐศาสตร์กังวลกันมาก  และตลาดหุ้นจึงตกลงมาแรง คำถามก็คือ  วิกฤติกำลังจะมาใช่ไหม?  และเราในฐานะของนักลงทุนจะทำอย่างไร?

ก่อนอื่นคงต้องดูว่า IYC หรือการที่ผลตอบแทนพันธบัตรหรือการลงทุนระยะสั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรหรือการลงทุนระยะยาวนั้นมีความหมายอย่างไร?

โดยปกติถ้าเราลงทุนระยะยาว  เราต้องการที่จะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น  เช่น  ถ้าฝากเงินออมทรัพย์หรือฝากแค่ 3 เดือน  ผลตอบแทนก็อาจจะได้แค่ 1-2% ต่อปี  แต่ถ้าเราฝากประจำหรือลงทุนในพันธบัตรอายุ 3 ปีที่ไม่มีความเสี่ยงเหมือนกันนั้น  เราก็มักจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าเช่น อาจจะ 3%  ถ้ายาวกว่านั้นเช่น 10 ปี  เราก็มักจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นเช่น 5% ต่อปี  นี่เป็นเรื่องปกติ  แต่สถานการณ์ IYC ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในอเมริกานั้นกลับกลายเป็นว่าถ้าเราลงทุนแค่ 2 ปีกลับได้ผลตอบแทนสูงกว่าลงทุน 10 ปี  ซึ่งเป็นเหมือนกับสัญญาณว่าในอนาคตอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนระยะสั้นจะลดลงและจะลดลงอยู่ในระดับต่ำไปอีกนานเป็น 10 ปี  นักลงทุนจึงยอมที่จะ “ล็อก” อัตราผลตอบแทนไว้ก่อน  ว่าที่จริงผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของอเมริกาในช่วงนี้อยู่ที่เพียง 2.015% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นการส่งสัญญาณโดยตลาดเงินว่าผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยในอีก 30 ปีข้างหน้านั้นจะต่ำมากอย่างน่าตกใจคือเฉลี่ยปีละประมาณ 2%

เหตุที่ผลตอบแทนในอนาคตจะต่ำมากนั้นเป็นสัญญาณว่าคนที่จะกู้เงินเพื่อลงทุนซึ่งต้องอาศัยเงินระยะยาวนั้นมีน้อยและคนที่จะปล่อยกู้หรือลงทุนมีมาก  ซึ่งก็เป็นสัญญาณต่อไปว่าเศรษฐกิจกำลังถดถอย  ธุรกิจจะไม่ค่อยลงทุน  บริษัทไม่โต  กำไรไม่โตหรืออาจจะตกลง  ธุรกิจบางส่วนจะล้มละลายและอาจจะก่อปัญหาให้กับสถาบันการเงิน  และในที่สุดก็อาจจะกลายเป็น  “วิกฤติ”  ว่าที่จริงเราก็เริ่มเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ  รวมถึงไทยกำลังเติบโตน้อยลง  มีการปรับเป้าหมายการเติบโตลดลงกันทั่วโลก  การส่งออกติดลบ  การลงทุนภาคเอกชนน้อยลง  ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากประเด็นเรื่องของสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนและโลก  และไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกและไทยกำลังชะลอลงและการแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่าย  เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกต่างก็ใช้ “เครื่องมือ” และทรัพยากรต่าง ๆ  ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น  การลดดอกเบี้ยและการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยรัฐกันเกือบหมดแล้วตั้งแต่ปี 2008 ในช่วงวิกฤติรอบก่อน  ดังนั้น  การป้องกันปัญหาในรอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ว่าที่จริงคนที่มีชื่อเสียงทางด้านเศรษฐศาสตร์บางคนทำนายมานานพอสมควรแล้วว่าอเมริกาจะเกิดวิกฤติในปี 2020 คือปีหน้าตั้งแต่เศรษฐกิจอเมริกันยังไม่มีปัญหา  ยังไม่มีเรื่องสงครามการค้าและปรากฎการณ์ IYC  เหตุผลผมจำไม่ได้ชัดแต่น่าจะมาจากการที่เศรษฐกิจอเมริกาไม่สมดุลเช่นการขาดดุลการค้าและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่องกันยาวนานเป็นต้น  แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นอาจจะมาจากการที่เศรษฐกิจดีต่อเนื่องมายาวนานจนเกินไปคือเกิน 10 ปีซึ่งตามประวัติศาสตร์ไม่ค่อยเกิดขึ้นและมักจะจบลงด้วยการถดถอยหรือวิกฤติ  ในตอนนั้นก็แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้ให้น้ำหนักมากเพราะว่าเรื่องการทำนายทายทักเรื่อง “โลกาวินาศ” นั้น  มีอยู่ตลอดเวลา  คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “Doomsayer” หรือคนที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถทำนายเรื่องร้ายแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แม่นยำนั้นมีอยู่มากมายและพวกเขาก็ “ทำนายอยู่เรื่อย ๆ” จนคนไม่ค่อยสนใจแล้ว  อย่างไรก็ตาม  เหตุการณ์หลาย ๆ  เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ก็น่าจะทำให้คนหลายเริ่มสนใจและอาจจะเชื่อมากขึ้นว่า  “วิกฤติกำลังจะมา”  และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างแรงในสัปดาห์ก่อน

ในฐานะของ VI เราคงไม่สรุปว่าวิกฤติจะมาแน่  ความเชื่อที่ว่า  “วิกฤติมักจะมาโดยที่เรามักจะไม่คาดคิดหรือไม่รู้ตัว  ถ้าทุกคนคาดว่าจะเกิดมันก็คงไม่เกิดเพราะเราจะแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงก่อน”  นั้น  ดูเหมือนว่าจะฝังอยู่ในความคิดของนักคิดจำนวนไม่น้อย  คนมักจะพูดกันว่าในอดีตที่เกิดวิกฤติแต่ละครั้ง  ก็ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นโดยไม่มี “เซียน” คนไหนบอกก่อน  สำหรับประเด็นนี้ผมเองก็มีข้อถกเถียงอยู่เหมือนกัน  เพราะผมเองก็เคยผ่านมาหลายวิกฤติ  ผมยอมรับว่าวิกฤติซับไพร์มในปี 2008 นั้น  เกิดขึ้นโดยผมแทบไม่รู้ตัวเลย  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะมันอยู่ไกลตัวมาก  แต่วิกฤติของไทยในปี 2540 ซึ่งผมเองอยู่ใน “ศูนย์กลาง” ของปัญหานั้น  ผมรู้ดีมากว่ามันจะต้องเกิดก่อนที่มันจะเกิดจริงไม่น้อยกว่า 1 ปี  เพียงแต่ว่าเราทำอะไรไม่ได้  แก้ไขอะไรไม่ได้  และ  “พูดไม่ได้”

ในตอนนี้ที่เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของปัญหาและไม่มีข้อมูลที่ดีพอ  เราก็ไม่รู้จริง ๆ  ว่าในที่สุดจะเกิดวิกฤติหรือไม่  แต่ด้วยปรากฎการณ์และสัญญาณที่เราเห็นอยู่หลายเรื่อง  โอกาสที่จะเกิดปัญหากับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อย  อย่างไรก็ตาม  การตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น  เราคงไม่ได้ให้น้ำหนักว่าวิกฤติจะต้องเกิดแน่นอน  เพราะถ้าคิดอย่างนั้น  เราอาจจะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งทั้งหมดซึ่งไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีเลย    สิ่งที่ควรจะทำก็คือ  เตรียมปรับพอร์ตการลงทุนในลักษณะ Defensive หรือแนวอนุรักษ์นิยมที่อาจจะไม่ได้ถือหุ้น 100% และหุ้นที่ถืออยู่นั้นจะไม่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากเกินไป  ราคาหุ้นก็ไม่ควรแพง  เพราะถ้าเกิดวิกฤติจริง  ราคาอาจจะตกลงมาได้มาก  ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  วิกฤติอาจจะส่งผลต่อตลาดหุ้นยาวนาน  ดังนั้น  ควรเลือกหุ้นที่สามารถจ่ายปันผลได้ดีพอสมควรแม้ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่  การได้รับปันผลในยามที่หุ้นตกลงมาหรือภาวะตลาดซบเซานั้นผมคิดว่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น   อีกประการหนึ่งก็คือ  หุ้นที่ยังสามารถจ่ายปันผลได้ดีนั้นก็คือกิจการที่แข็งแกร่งและไม่ล้มหายตายจากไปง่าย ๆ  และพร้อมกลับมาเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤติผ่านไป

คำถามสุดท้ายก็คือ  ถ้าเราค่อนข้างมั่นใจว่าปัญหาคงจะมีแน่แม้ว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่วิกฤติ  ทำไมเราไม่ถือเงินสด?  คำตอบของผมก็คือ  เงินสดนั้นก็คือการลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนน้อยมากน่าจะแค่ไม่เกิน 1-2% ต่อปี และจะน้อยต่อไปอีกน่าจะเป็น 10 ปีขึ้นไป  ดังนั้น  ถ้าเราสามารถเลือกหุ้นที่ให้ปันผลได้ซัก 3-4% ต่อปีขึ้นไปในระยะยาวแม้ในยามที่เศรษฐกิจยากลำบาก  การถือเป็นหุ้นก็น่าจะดีกว่า  และในกรณีแบบนี้  เราคงต้องลืมเรื่องของราคาหุ้นไปก่อน

ที่มาบทความ: http://www.thaivi.org/วิกฤติกำลังจะมา/

GDP ไทยไตรมาส 2 โต 2.3% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

FINNOMENA Reporter

สศช. แถลงจีดีพีไตรมาส 2/2562 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3 % ชะลอตัวลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อน รวม 6 เดือนขยายตัว 2.6% ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวที่ 2.7 – 3.2 จากเดิม 3.3 – 3.8%

  • สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวลดลงปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่ปรับตัวลดลงถึง -4.2% ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4% การลงทุนรวมขยายตัว 2% การนำเข้าสินค้า-3.4%
  • สศช.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2562 อยู่ที่2.7-3.2% จากเดิมคาดจะขยายตัวได้ 3.3-3.8% โดยคาดว่าการส่งออกจะติดลบ 1.2%
  • ทั้งนี้ สศช.ได้เสนอแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้โดยที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับ ภาคการส่งออกให้ขยายตัวได้ 3% การดูแลการขยายตัวของการท่องเที่ยว ให้ได้ 40 ล้านคน

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/844322?fbclid=IwAR3V5Xc0-KMvcHL1QmqpVxVOqezofY_o-z4qQkZ_ApiTdlkGl8n5ta-xpAY

มุมมองความสำเร็จของ CEO บริษัทน้องใหม่มาแรง

Curious Apple
(เงินล้าน) มุมมองความสำเร็จของ CEO บริษัทน้องใหม่มาแรง

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับมุมมองความคิดของ CEO ของ บ. น้องใหม่ มาแรง ซึ่งกำลังเตรียมความพร้อม IPO ได้แก่ ดร. ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) (Interpharma Public Company Limited) และ คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด มาดูกันเลยค่ะว่าทั้ง 2 ท่านมีกลยุทธ์และเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จบ้าง?

ช่วยพูดถึงปัจจัยสำคัญที่คุณคิดว่าช่วยให้คุณประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้

ดร. ทรงวุฒิ และ คุณกิจจา คิดเห็นเหมือนกันว่าความมุ่งมั่นนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขานั้นได้ก้าวข้ามความยากลำบากมาถึงจุดนี้ได้  ดร. ทรงวุฒิ กล่าวว่าคนเรานั้นต้องมีความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาเชื่อว่าคนเราทุกคนล้วนแล้วมีเป้าหมายในชีวิตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก สำหรับตัวเขาเองนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์สุขภาพ Probac สำหรับคนไทยโดยนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ เพราะเขาเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพของทุกคน เขาได้กล่าวต่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขานั้นก็คือการรักษาคำพูดทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นเพราะการที่เราจะบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้นั้น เราจะต้องซื่อตรงต่อคำพูดตัวเอง ถ้าเป้าหมายเราเกินจริงเราก็ควรที่จะ “acknowledge (รับรู้)” ประเด็นนั้น และปรับปรุงตัวเองและเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะ ผู้นำบริษัท หากเราไม่สามารถ  “control (ควบคุม)” คำพูดของตัวเองไว้ได้เราก็จะหมดความน่าเชื่อถือโดยทันที 

คุณกิจจา ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงหนึ่งในจุดยืนที่เขามีในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของเขา เขาเชื่อว่าคนเรานั้นต้องคิดและทำในสิ่งที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เขาก่อตั้งกิจการเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านนี้ขึ้นเพราะเขาเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจของกลุ่มลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อมาก และ เขาได้กล่าวต่ออีกว่าคนเรานั้นนอกจากความมุ่งมั่นและมุมมองที่แตกต่างแล้ว ต้องมีความรักในสิ่งที่ทำและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับตัวเขาเองนั้นก็ชอบพูดคุยกับลูกค้าเพื่อตอบสนองต้องการใหม่ ๆ คุณกิจจายังบอกอีกว่าสำหรับเขานั้นการที่ได้ไปทานอาหารกับครอบครัวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ร้านอาหารใหม่ ๆ ก็เหมือนกับการสำรวจตลาดไปในตัวเช่นกันเพราะจะได้เห็นไสตล์การตกแต่งที่แตกต่างกันไป 

ตัวคุณมีวิธีจัดการกับความผิดพลาดอย่างไร

ผู้บริหารทั้งสองคนนั้นเห็นพ้องกันว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นในการทำงานสิ่งที่สำคัญที่สุดและควรจะเกิดขึ้นเป็นอย่างแรกคือการยอมรับความผิดพลาดว่ามันเกิดขึ้นและไม่โทษใครเพราะจะยิ่งสร้างปัญหาและไม่เกิดผลดีต่อตัวบริษัทเลย ดร. ทรงวุฒิบอกว่าสำหรับตัวเขานั้น เขายังยึดถือกับหลักความมุ่งมั่น เขาเชื่อว่าหากเขาทำผิดพลาด เขาจะรีบแก้ไขปัญหาและกลับมาลุกขึ้นยืนอีกครั้งให้เร็วที่สุดด้วยการมองนอกกรอบเพื่อหามุมมองใหม่ ๆ เพราะหากเรามัวแต่จมปลักกับความคิดเก่า ๆ ก็อาจจะยากที่จะกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง คุณกิจจาได้เสริมต่อว่า “คนเรานั้นนอกจากที่จะยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขปัญหาอย่างเร็วที่สุดแล้วนั้น จะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด มองหาสาเหตุของความผิดพลาดและอุดช่องโหว่นั้นเพื่อที่จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกซ้ำสอง” 

(เงินล้าน) มุมมองความสำเร็จของ CEO บริษัทน้องใหม่มาแรง

ในการทำงานในบริษัทนั้นย่อมมีคนที่เห็นต่างกันและอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ในฐานะผู้นำคุณมีวิธีรับมืออย่างไร

สำหรับคำถามนี้ CEO ทั้งสองมีมุมมองการรับมือที่ต่างกัน ดังนั้นเราไปดูมุมมองแรกของ ดร. ทรงวุฒิ กันก่อนดีกว่า 

“ผมเชื่อว่าในทุก ๆ องค์กรย่อมมีคนที่เห็นต่าง ตัวผมเชื่อว่ามีวิธีรับมืออยู่สองวิธี เริ่มแรกเราต้องจำแนกให้ได้ก่อนว่า เขาเห็นต่างกับเราด้วยเหตุผลอะไร ถ้าเขาเป็นเพียงคนที่ขวางโลกเราก็ไม่ต้องไปให้ความสำคัญอะไร แต่ถ้าหากความคิดเห็นของเขานั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร เราก็ควรจะพยายามเข้าใจ หาข้อดีและประโยชน์จากความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าสิ่งแรกที่เราควรจะทำในฐานะผู้นำบริษัทคือรับฟังนะครับ”

ในฝั่งคุณกิจจานั้น เขาเชื่อว่าสิ่งแรกที่ควรจะทำคือยอมรับความคิดเห็นนั้นไม่ว่ามันจะมีแนวโน้มไปทางไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือ ต้องหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทและเดินหน้าต่อไป เขาเชื่อคนเราทุกคนนั้นย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจอะไรหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นเขาเห็นด้วยกับ ดร. ทรงวุฒิ ในเรื่องของการรับฟังเพราะไม่ว่าเราจะมีตำแหน่งใหญ่ขนาดไหนเราก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง เราควรจะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนรอบตัวเรา 

สำหรับงานบริหารที่คุณต้องทำในแต่ละวันมีอันไหนยากหรือท้าทายความสามารถมากที่สุด

ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและวางแผนเพื่อพัฒนาธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ เพราะพวกเขาจะต้องประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศเพราะธุรกิจของเขาทั้งสองนั้นต้องติดต่อส่งออกไปยังต่างประเทศเช่นกัน นอกจากนั้นก็ต้องประเมินศักยภาพของบริษัทตัวเองว่าควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ในฐานะผู้บริหาร ดร. ทรงวุฒิ กล่าวต่อว่าการที่จะทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ยากพอตัว เพราะเขาอยากจะให้ธุรกิจนั้นเจริญเติบโต นอกจากนั้นเขาพูดต่อว่า “การพัฒนา “mindset”  และปลุกศักยภาพของบุคลากรในบริษัทนั้นก็เป็นงานที่ยากและสำคัญมาก เพราะผมอยากจะให้ทุกคนมี “passion” ในบริษัท เสมือนกับว่าเป็นบริษัทของตนเอง” คุณกิจจาก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เขาบอกว่าการบริหารคนจำนวนมากนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเพราะเขาต้องการให้ตัวเองนั้นเป็นคนที่ “approachable” (เข้าถึงได้) สำหรับบุคลากรทุกคนแต่ก็ยังคงมีกฎเกณฑ์และระเบียบให้ปฏิบัติตาม

คุณมีคำแนะนำอะไรที่คุณอยากจะบอกกับผู้ที่จบใหม่หรือคนที่กำลังท้อแท้ในงานของตัวเอง

ดร. ทรงวุฒิ ได้ให้คำแนะนำกับผู้ที่จบใหม่ว่าไม่ควรจะมองที่รายได้เป็นหลัก

แต่ให้เน้นกันที่การพัฒนาทักษะ ความรู้และประสบการณ์ และสังเกตว่างานอะไรที่เราทำได้ดีและทำแล้วไม่เบื่อ จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นอาจจะต้องรอดูในระยะยาว ไม่สามารถตอบได้ทันที ควรจะสนุกกับงานที่ทำได้ทุกวัน และที่สำคัญ คือ การคบกัลยาณมิตร อยู่ในสิ่งแวดล้อมของคนที่เก่งและดี และดูแลผู้มีพระคุณและคนที่ให้การสนับสนุน

(เงินล้าน) มุมมองความสำเร็จของ CEO บริษัทน้องใหม่มาแรง

ส่วนคุณกิจจานั้นได้ให้คำแนะนำและกำลังใจสำหรับ คนที่กำลังท้อแท้ในงานของตัวเองว่า “ลองสงบนิ่ง ทำสมาธิ และหยุดคิดทบทวน ภาพรวมของชีวิต และมองไปแบบกว้าง ๆ และไกล ๆ สัก 15-30 วัน และดูว่า ควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงวิธีการ หรือ เปลี่ยนแปลงงานอย่างไร” เขาเชื่อว่าคนเราต้องรู้จักการสร้างความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองต่อผู้อื่น งานทุกอย่างที่จะสำเร็จไม่มีอะไรที่ง่าย แต่ความยากคือความท้าทาย

และนี่คือมุมมองของ CEO บ. น้องใหม่ มาแรง เราหวังว่าทุกคนจะได้ความรู้และแรงบันดาลใจจากบทความนี้นะคะ ไม่ว่าคุณจะอยากสร้างเงินล้าน สร้างธุรกิจ หรือบรรลุเป้าหมายใดๆ เราเชื่อว่าทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนไปสู่เป้าหมายค่ะ

Curious Apple

ค้นหาแรงบันดาลใจด้านการเงิน การลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/

เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

FINNOMENA Admin
(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

“เลือกกองทุนที่จ่ายเงินปันผลสูงๆ สิ จะได้มีกระแสเงินสดไว้ใช้”

“เลือกกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผลสิ ปล่อยให้เงินโต จะได้สร้างเงินก้อนเพื่อบรรลุเป้าหมาย”

ถ้าถามว่า 2 ประโยคนี้ อันไหนถูก เราคงตอบไม่ได้ค่ะ เพราะต่างก็ถูกทั้งนั้น การลงทุนสามารถให้เราได้ทั้งเงินปันผล และการเติบโตของเงินทุน

ด้วยเหตุนี้ หลายคนเลยยังสับสนว่า เวลาจะเลือกกองทุน ควรเลือกแบบไหนดี แบบกินปันผลไปเรื่อยๆ ราคาไม่ได้เหวี่ยงมาก หรือ แบบที่ราคามีโอกาสเติบโตไปไกล แต่ไม่มีกระแสเงินสดจ่ายออกมาใช้

คำตอบของคำถามข้อนี้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของบุคคลแต่ละคน วันนี้เราจะชวนมาทบทวนกันว่าความแตกต่างระหว่างกองทุนที่จ่ายปันผล และไม่จ่ายปันผล คืออะไร แล้วแต่ละแบบเหมาะกับผู้ลงทุนแบบไหนกันแน่?

กองทุนปันผล คืออะไร?

(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน? 

กองทุนที่จ่ายเงินปันผล จะนำกำไรที่ได้จากสินทรัพย์ที่ลงทุน ไม่ว่าจะในรูปแบบ Capital Gain หรือ เงินปันผล ออกมาจ่ายเป็นกระแสเงินสดให้ผู้ลงทุน ถือเป็นการลงทุนที่หลายคนนิยมเพราะให้ความรู้สึกว่ามี “รายได้” เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เงินปันผลก็มีลักษณะคล้ายๆ ดอกเบี้ยที่เราได้รับนั่นเอง แต่เงินปันผลจะมากจะน้อยก็แล้วแต่จำนวนเงินต้นที่เราลงทุนไป รวมถึงผลประกอบการของกองทุน และสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุน 

กองทุนปันผลเหมาะกับใคร?

(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

  • เนื่องจากเป็นกองทุนที่จ่ายกระแสเงินสดออกมา จึงเหมาะกับบุคคลที่มีเงินก้อนใหญ่ (เช่น หลักล้านขึ้นไป) เพื่อให้มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ
  • กองทุนปันผลนั้นมีประโยชน์มากสำหรับวัยหลังเกษียณที่เราไม่ได้ทำงานมีเงินเดือนแล้ว ถือว่าเป็น Passive Income อีกทางหนึ่ง
  • การลงทุนเพื่อรับเงินปันผลนั้นไม่เหมาะกับคนที่มีเงินก้อนจำนวนเล็กๆ เพราะ เราไม่มีเงินต้นจำนวนมากพอ เงินปันผลที่เราได้รับก็จะน้อยตามกันไป ถ้าเราหวังแต่กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ ทุกเดือน โดยไม่มีการลงทุนเพิ่ม ก็อาจทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายจำนวนเงินที่เราหวังไว้

เงินปันผลเสียภาษีไหม?

เงินปันผลต้องเสียภาษีจ้า ในกรณีของกองทุน จะเสียภาษี ณ ที่จ่าย 10% และไม่มีการขอคืนภาษีเหมือนเงินปันผลจากหุ้นด้วย 

ถึงอย่างนั้น เรามีเคล็ดลับนิดหนึ่ง คือ ลองตรวจสอบฐานภาษีของเราก่อน

หากรวมเงินปันผลทั้งปีแบบไม่หักภาษีเข้าไปแล้ว ยังไม่เกิน 10% ก็สามารถยื่นขอคืนภาษีได้ เราจะได้รับเงินคืน

แต่ถ้ารวมเงินปันผลแบบไม่หักภาษีเข้าไปแล้ว มากกว่าหรือเท่ากับ 10% ก็อย่านำเงินปันผลเข้าไปคำนวณในฐานรายได้ เพราะนอกจากจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่

Club Fund Day – Ep 4 : “เงินปันผลกองทุนรวม” ยื่นภาษีดีมั้ย? – FINNOMENA PODCAST

ตัวอย่างของการคำนวณเงินปันผลที่เราจะได้รับ

สมมติว่าเรามีหน่วยลงทุนของกองทุน A จำนวน 100,000 หน่วย ซึ่งกองทุนมีนโยบายการจ่ายปันผลครั้งนี้อยู่ที่ 0.3 บาทต่อหน่วย ทำให้เราได้รับเงินปันผลเป็นจำนวน 30,000 บาท แต่จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ด้วย ฉะนั้น เราจะได้รับเงินเป็นจำนวนทั้งหมด 27,000 บาท

สำหรับจำนวนขั้นต่ำในการซื้อกองทุนนั้นก็แตกต่างกันไปตามแต่ละกองทุน แต่ยิ่งเรามีเงินทุนเยอะ เราก็สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้มากขึ้น และทำให้มีโอกาสได้รับเงินปันผลเพิ่มตามไปด้วย

ถ้าหากใครสนใจการลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของเงินปันผล ทาง FINNOMENA มีแผน GIF มานำเสนอ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความผันผวนมาก และมี Passive income ตลอดทั้งปี มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.finnomena.com/gif-private-banking/

กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล คืออะไร?

(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

กองทุนประเภทนี้ ตามชื่อเลยคือหากกองทุนได้รับกำไรจากสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่ ไม่ว่าจะในรูปแบบ Capital Gain หรือเงินปันผล ก็จะไม่มีการจ่ายปันผลออกมาให้นักลงทุนเป็นตัวเงิน ในทางตรงกันข้าม กองทุนจะนำกลับไปลงทุนต่อ เพื่อให้เงินก้อนที่ใช้ลงทุนนั้นเพิ่มมากขึ้น

(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

กองทุนไม่จ่ายปันผล เหมาะกับใคร?

  • เนื่องจากกองทุนไม่จ่ายปันผลมีจุดประสงค์คือเพิ่มพูนเงินก้อน จึงเหมาะกับบุคคลที่ยังมีเงินจำนวนไม่มาก เพื่อให้เงินนั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • นอกจากนี้ ยังเหมาะกับผู้ลงทุนที่อายุยังน้อย และยังทำงานมีเงินเดือนอยู่ สามารถนำเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในกองทุนไม่จ่ายปันผล เพื่อให้เงินเติบโต ขณะเดียวกันก็ยังมีเงินใช้ในชีวิตประจำวันจากเงินเดือน
  • กองทุนไม่จ่ายปันผล อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ลงทุนที่ต้องการความมั่นคง หรือไม่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เช่น ผู้ที่เกษียณแล้ว หรือ ผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำ

ทำไมเงินสามารถโตได้รวดเร็วขนาดนั้น?

การเติบโตของเงินทุน ก็เหมือนทฤษฎีการทบต้นของดอกเบี้ย (Compounding) เวลาเราฝากธนาคารนั่นแหละ เมื่อนำดอกเบี้ยหรือกำไรที่เราได้รับ กลับไปทบกับเงินต้นของเรา โดยไม่ถอนเงินออกและเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่น ทำให้เงินต้นก้อนใหม่เรายิ่งมีจำนวนสูงขึ้น สามารถคำนวณดอกเบี้ยหรือกำไรที่จะได้รับในครั้งต่อไปยิ่งสูงขึ้นอีก เป็นดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยอีกทีหนึ่ง เพื่อเพิ่มพูนให้เงินโตขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่กระบวนการการสร้างความมั่งคั่ง

แต่อย่าลืมว่าถ้าเราเอาเงินแต่ฝากธนาคาร ด้วยดอกเบี้ยที่น้อยนิด เงินของเราคงโตไม่ค่อยเร็ว ถ้าเราเอาเงินของเราไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ หรือลงในกองทุนรวมที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากธนาคาร และการลงทุนเรื่อยๆ ก็ทำให้เงินทุนในพอร์ตเติบโตเร็วยิ่งขึ้น

ถ้าหากเพื่อนๆ คนไหนสนใจการลงทุนแบบเน้นเติบโต ทาง FINNOMENA ก็มีแผน GOAL และ 1st Million มาให้ลงทุนกันด้วยนะ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุน เช่น การเก็บเงินก้อน และ การเก็บเงินล้าน มีการลงทุนสะสมเรื่อยๆ และหากเป็นคนที่ไม่มีเวลาดูแลพอร์ต เราก็มีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลตลอดเลย ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.finnomena.com/goal และ https://www.finnomena.com/1stM

แล้วถ้าลงทุนในกองทุนปันผล แต่เรานำเงินปันผลไปลงทุนต่อเองล่ะ?

ก็ทำได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่าเงินปันผลที่เราได้รับนั้น โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไปแล้ว และถ้าเรานำเงินก้อนนี้ไปซื้อกองทุนใหม่ ยังอาจจะโดนค่าธรรมเนียมขาเข้าด้วย ยิ่งโดนหักเยอะไปกันใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกที่จะไม่รับเงินปันผลเลย เงินส่วนนี้จะไม่ถูกจ่ายออกมา ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ไม่เจอค่าธรรมเนียมขาเข้า และจะถูกนำไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติ ทำให้เงินก้อนนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า

ทีนี้ เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง ลองมาดูการเปรียบเทียบการเติบโตของ NAV กองทุน TMB50 (ไม่จ่ายปันผล) และ กองทุน TMB50DV (จ่ายปันผล) ว่าเป็นอย่างไร นี่เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์แบบเดียวกันเป๊ะ นั่นคือหุ้นในดัชนี SET50

(เงินล้าน) เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายปันผลดี? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?

เปรียบเทียบการเติบโตของ NAV ระหว่างกองทุน TMB50 และ TMB50DV คำนวณ ณ วันที่ 22 ก.ค. 2019 (ที่มา: FINNOMENA Fund)

*ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต*

ดูข้อมูลการเปรียบเทียบ 2 กองทุนนี้เพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/compare?fund=tmb50,TMB50DV

เราจะเห็นได้ว่า เส้นสีฟ้า ซึ่งเป็นเส้นของ TMB50 (ไม่จ่ายปันผล) มีการเติบโตของราคาที่สูงกว่ามากๆ นั่นเพราะกองทุนมีการนำเงินไปลงทุนต่อ ส่วนกองทุนที่จ่ายปันผลอย่าง TMB50DV เมื่อได้กำไรหรือปันผลมา ก็จ่ายให้นักลงทุน จำนวนเงินที่นำไปลงทุนให้งอกเงยก็น้อยกว่า เงินก็นำไปลงทุนในหุ้นเน้นปันผลที่ราคาจะพุ่งไม่แรงเท่าหุ้นที่ไม่เน้นปันผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า TMB50DV หรือกองทุนที่จ่ายปันผลจะด้อยกว่านะ เพราะจุดเด่นของมันคือกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ใครที่ต้องการรายได้แบบ Passive Income แน่นอนว่ากองทุนปันผลก็จะเหมาะกว่า

สรุป

เราจะเห็นได้ว่ากองทุนสองประเภทนี้ แม้จะมีนโยบายกองทุนที่เหมือนกัน แต่การที่กองหนึ่งจ่ายปันผล กองหนึ่งไม่จ่าย ก็ส่งผลต่อโอกาสการเติบโตของเงินก้อน ดังนั้น ไม่ใช่ว่ากองทุนสองประเภทนี้จะเหมาะกับทุกคนเสมอไป เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า สถานะทางการเงินของเราเป็นแบบไหน

สำหรับบุคคลที่ยังมีเงินน้อยๆ อยู่ ก็ควรจะเก็บเงินไว้ลงทุนเรื่อยๆ ในกองทุนไม่จ่ายปันผลดีกว่า แถมยิ่งเราลงทุนได้นานขึ้น จาก 5 ปี เป็น 10 ปี หรือ 20 ปี เงินของเราก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเริ่มเร็ว ก็ยิ่งมีระยะเวลาให้เงินเติบโตได้นาน และยิ่งถ้าทยอยเติมเงินเข้าพอร์ตไปเรื่อยๆ เงินก้อนก็จะยิ่งโตขึ้นไปอีก จึงมีโอกาสได้เห็นเงินเป็นกอบกำมากกว่า

แต่สำหรับบุคคลที่มีเงินก้อนจำนวนหนึ่งแล้ว และไม่ได้ทำงานประจำ หรือเกษียณอายุไปแล้ว ก็อาจจะนำเงินก้อนไปลงทุนในกองทุนจ่ายปันผล เพื่อให้มีกระแสเงินสดใช้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งฐานเงินก้อนเยอะเท่าไร โอกาสที่จะได้รับเงินปันผลจำนวนมากก็มีสูงขึ้นเท่านั้น ถามว่าแล้วทำอย่างไรให้ได้ฐานเงินก้อนเยอะๆ ล่ะ? ก็เริ่มจากการลงทุนทำให้เงินงอกเงยตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นเป็นเพียงคำแนะนำคร่าวๆ เท่านั้น เราเชื่อว่าชีวิตของแต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ไม่ใช่คนอายุน้อยทุกคนจะทำงานประจำรับเงินเดือน และไม่ใช่คนอายุมากทุกคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ นอกจากนี้ คนคนหนึ่งยังสามารถลงทุนโดยมีเป้าหมายที่หลากหลายในเวลาเดียวกันได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมของตัวเอง เพื่อเลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสมนะ


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต |  ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

WealthGuru
(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

วันศุกร์ที่ 12  ก.ค. 2562  ผมได้รับเชิญจาก Tencent (Thailand) เพื่อให้ความรู้ทางด้านการเงินแก่พนักงาน ผมเลือกตั้งชื่อหัวข้อว่า “การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงิน” เป็นงานพูดให้ความรู้และมีการทำ workshop เพื่อให้พนักงานเกิดความเข้าใจมากขึ้น วันนี้ผมมาขอแชร์กฏ 7 ข้อที่จะทำให้คุณอยู่บนเส้นทางของอิสรภาพทางการเงิน

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 1 : จงมีเป้าหมายในชีวิต

อยากวางแผนการเงินแต่ไม่รู้เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง  แผนการนั้นย่อมไม่เกิด เหมือนกับการเดินทาง เราจะต้องรู้เป้าหมายก่อนถึงจะกำหนดการเดินทางของเราได้

การกำหนดเป้าหมายการเงินจะใช้หลักง่าย คือ  เพื่อใคร  ชัดเจน ระยะเวลา จำนวน ระดับความสำคัญ

เช่น  หาเงินดาวน์ บ้าน เพื่อครอบครัว  จำนวน 500,000 ภายในระยะเวลา 3 ปี

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 2: Pay yourself first

หลังจากรับรายได้มาแล้วให้ออมเก็บไว้ก่อน ก่อนที่จะไปจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ

ทั่วไปจะใช้สมการ   เงินออม =  รายได้ – รายจ่าย

Pay yourself first สมการ รายจ่าย = รายได้ – เงินออม

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 3: สภาพคล่องดี

รู้ได้อย่างไรว่า สภาพคล่องดี   ตรวจสอบง่ายๆ

เงินสดควรจะมี  ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เช่น  รายจ่ายต่อเดือน 10,000 ก็ควรจะมีเงินสด 60,000 บาทต่อเดือน

เงินสด ควรจะมีมากกว่าหนี้สินระยะสั้นที่ผ่อนชำระไม่เกิน 1 ปี เช่น มีหนี้สินระยะสั้นอยู่ 100,000  เงินสดควรจะมีมากกว่า 100,000

รายจ่ายชำระหนี้ไม่ควรจะเกิน 45% ของรายได้ต่อเดือน เช่น ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้าน  50,000 ต่อเดือน ในขณะที่มีเงินเดือน 100,000 ซึ่งเกิน 50%

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 4: ระวังคนมาปล้นเงินออม

หลายคนคง งง ใครจะมาปล้นเงินออม

มีโจรหลายประเภทที่มาปล้นเงินออม เช่น

-โจรค่ารักษาพยาบาลทั่วไป

-โจรค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรง

-โจรค่ารักษาพยาบาลของคนที่เราดูแล เช่น พ่อแม่ ลูก

โจรพวกนี้ปล้นเงินออมที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

-โจรความตาย จะพิเศษคือจะปล้นเงินที่เราหาได้ในอนาคต

เราควรจะโอนความเสี่ยงไปให้ประกัน เพื่อความจัดการความเสี่ยงตรงนี้

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 5: สี่เสาหลัก

ถ้าพูดถึงการวางแผนเกษียณหลายคนจะนึกถึงสินค้าทางการเงินก่อน เช่น RMF / บำนาญ / LTF

ถ้ามองในมุมของสินค้ามากเกินอาจจะทำให้แผนเกษียณไม่ครบองค์ประกอบได้

4 เสาหลักของแผนการเกษียณ

-Health Care Fund

-บำเหน็จ

-บำนาญ

-Tax benefit

สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่
https://www.finnomena.com/wealthguru/4-foundations-of-retirement/

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏข้อที่ 6: จงกระจายการลงทุน 

กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

รูปที่ 1: เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุน ณ วันที่ 2 ก.ค. 2019 (ที่มา: FINNOMENA Fund)

*ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต*

เกิดอะไรขึ้นถ้าคุณลงทุนในกองทุน TMBGQG ในช่วงเริ่มต้นปี 2018

คุณจะพบกับการติดลบ > 15%

จะดีกว่าไหม ถ้าคุณจะกระจายการลงทุน

การกระจายความเสี่ยงอาจจะทำให้ผลตอบแทนลดลง แต่ความเสี่ยงของคุณจะน้อยลงด้วย

ผมขอยกตัวอย่าง  ถ้าคุณลงทุนใน พอร์ต Global Aggressive Hybrid ตั้งแต่ กลางปี 2018 จนถึงปัจจุบัน 

กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

รูปที่ 2,3: เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของพอร์ต Global Aggressive Hybrid และดัชนีอื่นๆ ณ วันที่ 1 ก.ค. 2019

*ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต*

คุณจะพบว่า แม้ผลตอบแทนจะไม่ชนะผลตอบแทนของ SET TR แต่ตัว Max Drawdown กลับน้อยกว่า เพราะ ผลจากการกระจายสินทรัพย์

(เงินล้าน) กฏ 7 ข้อของเส้นทางอิสรภาพทางการเงิน

กฎข้อที่ 7: รู้จักการรอคอย

รู้จัก 3 Phases of Retirement ก่อนวางแผนเกษียณ

จากรูป ถ้าคุณต้องการเงิน 10 ล้าน ณ ตอนอายุ 60 ปี

-ถ้าคุณเริ่มต้นลงทุน ตอนอายุ 25 คุณจะต้องลงทุนปีละ 89,738 ผลตอบแทนอยู่ที่ 6%

-ถ้าคุณเริ่มต้นลงทุน ตอนอายุ 35 คุณจะต้องลงทุนปีละ 182,267 ผลตอบแทนอยู่ที่ 6%

-ถ้าคุณเริ่มต้นลงทุน ตอนอายุ 45 คุณจะต้องลงทุนปีละ 430,627 ผลตอบแทนอยู่ที่ 6%

ยิ่งเริ่มต้นช้า ยิ่งชัน ยิ่งลงทุนสั้น ยิ่งเหนื่อย เหมือนเดินขึ้นทางชันมากๆ ครับ

จะต้องรู้จักการรอคอยการลงทุนให้มันเกิดดอกผล

WealthGuru


เริ่มลงทุนเพื่อเกษียณด้วยพอร์ตลงทุนแบบ Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถดูรายละเอียดและลงชื่อรับบริการได้ที่นี่
https://www.finnomena.com/port/wealthguru/ หรือแบนเนอร์ข้างล่างเลย

พอร์ตเก็บเงินก้อนเพื่อลูก และเพื่อเกษียณโดย WealthGuru

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

มุมมองภาพมหภาคโลก ครึ่งหลังปี 2019

MacroView
มุมมองภาพมหภาคโลก ครึ่งหลังปี 2019

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสได้ร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนาประเด็น Hot Issue ครั้งที่ 2 ประจำปี 2019 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับโจทย์มา คือ มุมมองภาพมหภาคโลกสำหรับครึ่งหลังปี 2019 จึงอยากนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านในคอลัมน์ ‘มุมคิดธนกิจ’ อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ผมแบ่งโลกออกเป็น 5 ภูมิภาคหลัก โดยจะขอกล่าวอธิบายถึงไฮไลท์ในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้

1. สหรัฐ

โดยภาพใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐ ยังคงขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยปัจจัยแรกนั้นน่าจะถือว่าเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น โดยคาดว่านับจากนี้จนถึงสิ้นปี เฟดน่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง หลังจากที่ได้ลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี เมื่อช่วงสิ้นเดือนที่แล้ว

ในขณะที่ ปัจจัยหลัง ซึ่งเป็น Hot Issue ของงานสัมมนาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ ประเด็นสงครามการค้า ผมมองว่าน่าจะมีการยกระดับความรุนแรงสูงสุด เริ่มต้นในเดือน ส.ค.2563 ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังโดยละเอียดในครั้งต่อๆ ไป สำหรับในปีนี้ ทรัมป์น่าจะเปลี่ยนเกมมาเล่นสงครามค่าเงินและสงครามเทคโนโลยี เพื่อเบี่ยงประเด็นที่มูลค่าดุลการค้าของสหรัฐยังคงติดลบไม่ได้น้อยไปจากตอนเริ่มต้นสงครามการค้าเมื่อ 1 ปีก่อนแต่อย่างใด แม้จะตั้งกำแพงภาษีต่อจีนไปจนเกือบครบทุกเม็ดของสินค้าส่งออกจากจีนแล้วก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อทรัมป์เล่นสงครามใหม่ทั้งสองมาถึงจุดหนึ่ง ในอนาคตอันใกล้ ก็จะเวียนมาหาสงครามการค้ากับประเทศใหม่ๆ ที่มีสิทธิ์โดนในขณะนี้ ดูจะมีโอกาสเป็นเวียดนามอยู่ไม่น้อย

2. ภูมิภาคยุโรป

ผมมองว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นยุโรป จะได้รับผลดีจากมาตรการแพ็คเกจการกระตุ้นจากธนาคารกลางยุโรป ผ่านแพ็คเกจนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเต็มที่ อาทิ การลดดอกเบี้ยนโยบายที่ตอนนี้ก็ติดลบอยู่แล้ว รวมถึงมีโอกาสใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE อีกครั้ง และอาจมีการแบ่งระดับอัตราดอกเบี้ยที่ฝากระหว่างธนาคาพาณิชย์กับธนาคารกลางตามมูลค่าของเงินฝากซึ่งทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้

อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบ จะมาจากสองปัจจัย ได้แก่ หนึ่ง รัฐบาลผสมของอิตาลีที่ตอนนี้ ดูจะกำลังมีความเห็นต่างกันมากขึ้นในระหว่างพรรคร่วม จนถึงอาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ ซึ่งประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองอิตาลี จะกลายเป็นปัจจัยลบต่อยุโรปในครึ่งหลังของปีนี้

นอกจากนี้ Brexit ก็จะเป็นปัจจัยลบที่เกิดจาก บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ของอังกฤษ ซึ่งมีโอกาสที่จะเล่นการเมืองที่แรงกับยุโรปกว่าสมัยเทเรซ่า เมย์ ในขณะที่มีโอกาสมากกว่าครึ่ง ที่อังกฤษต้องกลับมาเข้าสู่โหมดเลือกตั้งหรือทำประชามติใหม่ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อแลกกับการขยายเส้นตายของ Brexit ในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยุโรปให้ยังคงอยู่ต่อไป

3. จีน

แม้เหตุการณ์การประท้วงฮ่องกงจะบานปลายในช่วงนี้ ทว่าผมยังมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะจุดที่มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับที่มิได้ลุกลามถึงภาพใหญ่ของเศรษฐกิจจีน แม้อาจจะมีผลค่อนข้างแรงต่อความเสี่ยงทางการเมืองในภูมิภาคนี้ก็ตาม นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังน่าจะสามารถบริหารจัดการภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจจีนได้ค่อนข้างดีในครึ่งหลังของปีนี้จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของจีนรวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ มิได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคาดไว้ในช่วงสงครามการค้าเกิดขึ้นใหม่ๆเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในทางตรงข้าม นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจจีนเริ่มที่จะนิ่งขึ้น และเริ่มจะขยับดีขึ้นเล็กน้อยนับจากนั้น

อย่างไรก็ดี ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจจีน ซึ่งประกอบด้วย ปัญหา Shadow Banking และปริมาณสินเชื่อรวมในระบบเศรษฐกิจที่ยังสูงมาก ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ทว่าด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจในตอนนี้ รัฐบาลจีนยังน่าจะบริหารภาพรวมให้ผ่านช่วงปีนี้ไปได้

4. ภูมิภาคตลาดเกิดใหม่

ผมมองว่าสำหรับครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดเกิดใหม่เริ่มต้นยังอาจจะโดนหางเลขจากสงครามการค้า ทว่าเมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี น่าจะเริ่มดูดีขึ้น เนื่องจากส่วนผสมของค่าเงินดอลลาร์ที่ไม่แข็งมากนักจากท่าทีของการเริ่มต้นใช้สงครามค่าเงินของทรัมป์ รวมถึงราคาน้ำมันที่ไม่น่าจะสูง เนื่องจากอุปสงค์ของอินเดียและจีนที่ค่อนข้างอ่อนแรงกว่าปีก่อนๆ เป็นส่วนผสมของบรรยากาศทางมหภาคที่ตลาดเกิดใหม่ชื่นชอบ ผนวกกับการเบี่ยงประเด็นสงครามการค้าของทรัมป์มาที่สงครามค่าเงินและสงครามเทคโนโลยี น่าจะส่งผลดีเล็กน้อยต่อตลาดเกิดใหม่เนื่องจากโดนกดดันจากปัจจัยลบนี้น้อยลง

ท้ายสุด ญี่ปุ่น

การที่รัฐบาลของชินโซะ อาเบ้ กำลังจะเริ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ น่าจะทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบในเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาตรการขึ้นภาษีดังกล่าว นอกจากนี้ ทางรัฐบาลของนายอาเบ้เองก็น่าจะประสานงานกับธนาคารกลางญี่ปุ่น เพื่อเตรียมประสานนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินเพื่อที่ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้ การเผชิญหน้ากันในการตอบโต้กันทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ที่กำลังเข้มข้นขึ้นในขณะนี้ ผมมองว่าเป็นปัญหาที่น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากผลกระทบดังกล่าวที่ส่งผลโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ไอทีของเกาหลีใต้นั้น น่าจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในทางอ้อมเช่นกัน ซึ่งน่าจะค่อยๆ ตกลงกันได้ระดับหนึ่งในอนาคตอันใกล้

โดยสรุป ผมมองว่าไม่น่าจะมีวิกฤตหนักๆ แบบที่สะเทือนกันทั่วโลกเกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2019 ทว่าอาจมีปัญหาเฉพาะจุดในแต่ละภูมิภาคที่น่าหนักใจอยู่หลายแห่ง ทว่ายังไม่ได้ปะทุเกิดเป็นวิกฤตหลักของโลกแต่อย่างใดในปีนี้ครับ

ที่มาบทความ: https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/647995

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ทองคำ น้ำมัน พันธบัตรรัฐบาล และตลาดโลก ผันผวนขนาดนี้ ลงทุนอะไรดี!? – FINNOMENA LIVE

FINNOMENA Reporter

ดู FINNOMENA LIVE ผ่าน Facebook ได้ที่ :
https://www.facebook.com/finnomena/videos/963059960703314/

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ทองคำ น้ำมัน พันธบัตรรัฐบาล และตลาดโลก ผันผวนขนาดนี้ ลงทุนอะไรดี!?

พิเศษ!! จับตาสถานการณ์ประท้วงฮ่องกง! การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ กับความท้าทายของเศรษฐกิจฮ่องกง กระทบเราขนาดไหน?

Market Factor รู้จักกับ “Inverted yield curve” ของรอบนี้กันชัดๆ อีกครั้ง!?

และช่วง FINNOMENA PORT สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มาติดตามทั้งหมดนี้ และพูดคุยกัน ห้ามพลาดนะครับ!

ติดตาม FINNOMENA LIVE ย้อนหลังตอนอื่นๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhZeb_wAvs-fjJYWNYb3PzXjIVFZDJwTl

แจ้งการหักภาษีเงินปันผล ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562

FINNOMENA Admin

วันที่ 16 สิงหาคม 2562

เรียน

ผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด

เรื่อง

การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลกองทุนรวม 

อ้างถึง

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562

บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด (“บริษัท”) ขอเรียนให้ท่านทราบว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 (“รัษฎากร”) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป กำหนดให้กองทุนรวมมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และมีหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินปันผลที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับ ซึ่งถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4)(ข) ในอัตราภาษีร้อยละ 10 

บริษัทจึงขอเรียนมายังท่านผู้ถือหน่วยลงทุนทราบว่า เพื่อให้สอดคล้องกับรัษฎากรที่อ้างถึงข้างต้น จากเดิมหากท่านได้แจ้งความประสงค์กับบริษัทว่า ‘ไม่หัก ภาษี ณ ที่จ่าย’ จากเงินปันผลไว้ บริษัทต้องดำเนินการ ‘หักภาษี ณ ที่จ่าย’ เงินปันผลของท่าน ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สำหรับท่านผู้ถือหน่วยลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาที่มีฐานภาษีน้อยกว่า ร้อยละ 10 หรือ มีเงินได้พึงประเมินไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี สามารถดำเนินการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวได้ โดยการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไป

หากมีข้อสงสัยประการใด หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ที่ Call Center โทร. 02-0265100 หรือ Line : @FINNOMENAPORT ทุกวันทำการจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น.

ขอแสดงความนับถือ

บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด 

5 วิธีประหยัดเงินง่ายๆ เพื่อมาเติมพอร์ตลงทุน

Stock JourNoey
วิธีประหยัดเงิน

หลังจากที่ได้แชร์วิธีที่ป๊าสอนให้ลงทุนแล้ว (อ่านได้ที่ คลิก) บางคนอาจจะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเพื่อสะสมเงินมาเติมพอร์ต ซึ่งเนยขอแชร์และยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงนะคะ

ทำบัญชีราย-รับรายจ่าย

ส่วนนี้จะทำให้เรารู้ว่า ใน 1 เดือนเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ซึ่งเนยแนะนำให้โหลด App บันทึกรายรับรายจ่ายไว้ในมือถือแล้วบันทึกในเวลานั้นเลยค่ะ เพราะบางทีเราซื้อของระหว่างวัน แล้วจะกลับมาบันทึกในสมุดก็อาจจะลืม เราเลยต้องใช้ของที่ติดตัวเราให้เป็นประโยชน์กันนะคะ แถมจะพกสมุดจดไปนู้นนี่ก็คงไม่มีใครทำ

***App ที่เนยใช้จะชื่อว่า Spendee ค่ะ มันสามารถถ่ายรูปใบเสร็จ แล้วพิมพ์หมวดหมู่ของรายจ่ายตามสไตล์ของเราได้ด้วย

ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก

พอเราบันทึกรายรับรายจ่ายแล้ว เราก็จะรู้ว่าเราเสียเงินกับอะไรที่มันไม่จำเป็นบ้าง ซึ่งบางทีเราก็อาจจะไม่รู้ตัว อย่างเช่น กาแฟแก้วละเกือบร้อย ซึ่งถ้ากินทุกวัน ก็ตกเดือนละ ~3,000 บาท หรือบางทีก็อาจจะเป็นเสื้อผ้าใหม่ๆ ซึ่งบางทีเราก็จับชุดเก่ามา Mix and Match ให้เป็นสไตล์ใหม่ๆ ก็ได้ค่ะ

ตามหาโปรโมชั่น

  • ขอเริ่มจากบิลค่าโทรศัพท์ก่อนค่ะ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตามหาว่าเขาจัดโปรกับอะไร ซึ่งเนยใช้ของ AIS แล้วเขามีโปรว่าถ้าจ่ายผ่าน Rabbit Line Play จะได้เงินคืน
  • ต่อมาเป็น Grab ทั้งรถรับส่งและสั่งอาหาร ซึ่งบางทีฝนตกรถติด เราขี้เกียจออกไปข้างนอก ก็ตามหาโปรโมชั่นได้จากเพจนี้ค่ะ บางทีโชคดีก็อาจจะได้โปรนั่งฟรีมาด้วย
  • ต่อมาเป็นการซื้อของจุกจิกทั่วไป เนยจะสมัครแอป Shopback เพื่อรับเงินคืนจากหลายๆ ร้าน วิธีก็ง่ายมาก คือเข้าไปในแอป แล้วกดไปที่ร้านที่เราจะซื้อ พอเรากดซื้อของ ก็จะได้เงินคืนตามเงื่อนไขที่เขากำหนด
  • และสุดท้าย โปรโมชั่นที่เนยใช้คือตัว Truemoney wallet ค่ะ เอาไว้จ่ายของที่เซเว่น แมคโคร แล้วก็สะสมแต้มมาเป็นส่วนลด หรือบางทีก็ไล่สะสมโปรโมชั่นเอาไว้เผื่อซื้อของด้วย

ซื้อของให้ถูกแหล่ง

เราจะต้องรู้ก่อนว่า แต่ละที่อะไรมีราคาถูกและคุณภาพดีบ้าง อย่างเช่นเนยจะชอบซื้อของใช้ยกแพคที่แมคโครค่ะ ซึ่งถ้าเป็นของใช้จะไปซื้อเดือนละครั้ง พวกแชมพู ครีมนวด โฟมล้างหน้า สบู่ ทิชชู่ ผ้าอนามัย ส่วนของกินพวกเนื้อสัตว์ โยเกิร์ต จะไปอาทิตย์ละครั้ง เพราะเทียบราคาแล้วถูกกว่าตลาดแถวบ้าน แต่จะซื้อผักผลไม้ที่ตลาดหรือไม่ก็ดอยคำโครงการหลวง เพราะมีหนอนและปลอดสารพิษค่ะ ส่วนพวกน้ำมันมะกอกทำกับข้าวก็จะไปซื้อที่ท็อปส์ เพราะชอบจัดโปรโมชั่นลดราคาสำหรับสมาชิกค่ะ

ใช้กฎ 24 ชม.และการเปรียบเทียบ

อันนี้เป็นการหักห้ามใจตัวเองค่ะ บางทีเราเห็นของที่ขายทั่วไปแล้วอยากซื้อ ก็ต้องมานั่งทบทวนกับตัวเองก่อนว่ามันจำเป็นมั้ย อย่างเช่น เคสโทรศัพท์, เสื้อผ้า, รองเท้า, อุปกรณ์ IT เนยจะกลับมาคิดก่อน 1 วัน ว่าอยากได้จริงๆ มั้ย มันจำเป็นจริงๆ กับการใช้ชีวิตรึเปล่า แล้วของชิ้นนั้น เราต้องทำงานกี่ชั่วโมงถึงจะได้มันมา ถ้าคำตอบคือ ไม่จำเป็น เนยก็จะหยุด แล้วเอาเงินที่เหลือมาออมไว้ค่ะ

 

และนี่ก็เป็นเคล็ดลับการประหยัดเงินที่ทำได้ง่ายๆ หวังว่าจะช่วยให้พี่ๆ หรือน้องๆ ที่อ่าน ได้ไอเดียเอาไปปรับใช้นะคะ

การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่ออิสระภาพ กับความท้าทายของเศรษฐกิจฮ่องกง

Mr.Messenger

การประท้วงในฮ่องกง อย่างที่เราทราบข่าวกันนั้น มีการพัฒนาขึ้นจากการชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่ทำให้จีนสามารถขอตัวผู้ต้องสงสัยที่ทำผิดในฮ่องกงไปดำเนินคดีในจีนได้ สาเหตุที่คนฮ่องกงจำนวนมากไม่ยอมให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านได้ก็คือ กลุ่มผู้ต่อต้านมองว่า จีน อาจใช้ช่องโหว่กฎหมายนี้ ในการตรวจสอบ และจับกุมผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันในอนาคตเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพ และอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจากจำนวนผู้ร่วมชุมนุมที่เราเห็นตามข่าว ก็ชัดเจนว่า ชาวฮ่องกงแคร์กับเรื่องนี้มากขนาดไหน

จนถึงตอนนี้ การชุมนุมกินระยะเวลาถึง 10 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา และเปลี่ยนกลยุทธ์จากการชุมนุมสถานที่เดียว มาเป็นการกระจายตัวชุมนุมและชุมนุมแบบเคลื่อนที่เร็ว เพื่อไม่ให้ตำรวจสกัดการชุมนุมได้เหมือน แล้วก็นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงอย่างที่เราเห็น

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจฮ่องกงเองหรือไม่?

คำตอบที่นักลงทุนมองเห็น หากมองจากตลาดหุ้น Hang Seng ศูนย์กลางการเงินของเอเชีย ก็ต้องบอกว่า เป็นความเสี่ยงแน่นอน

สิ้นปี 2018 Hang Seng ปิดที่ราคา 25,845.70 จุด วิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี 2019 เมื่อเดือนเม.ย. ที่ระดับ 30,157 จุด แต่ตอนนี้ ดัชนี Hang Seng ลงมาที่ระดับเดิมเมื่อต้นปีอีกรอบ

จากต้นปี บวกไปจนถึงจุดสูงสุดของปี คิดเป็นการวิ่งขึ้น 16% และจากจุดสูงสุดเดือนเม.ย. จนถึงวันนี้ ร่วงมาแล้ว -15% ที่น่าสนใจคือ สัปดาห์ที่แล้วดัชนี Hang Seng มีร่วงลงมา 10 วันติดต่อกัน ถือเป็นการลบติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ค. ย้อนกลับไปเมื่อปี 1984 เลยทีเดียว (แม้แต่ตอนวิกฤต Subprime ก็ไม่ไหลยาวติดต่อกันขนาดช่วงนี้)

ในปี 1984 ณ ตอนนั้นที่ตลาดปรับฐาน คือ เป็นการปรับฐานในช่วงที่ตลาดรับรู้ข่าวว่า จะเกิดปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษขึ้น ในปลายปีนั้น ซึ่งสาเหตุเพราะอังกฤษพยายามทำการเจรจาต่อรองกับเพื่อต่ออายุสัญญาเช่าซื้อเขตนิวเทร์ริทอรีส์ไม่สำเร็จจนต้องทำตามสัญญาและถอนตัวจากการปกครองฮ่องกงกลายเป็น “1 ประเทศ 2 ระบบ”

2 เหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นร่วงติดต่อกันยาวนาน มีจุดร่วมเหมือนกันก็คือ “เป็นเรื่องการเมือง” ซึ่งถือว่า มีผลต่อคนในประเทศฮ่องกงเอง และผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยทีเดียว

ลองนึกภาพว่า ถ้าฮ่องกงถูกปกครองโดยจีน 100% จริงๆตั้งแต่ตอนนี้ ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์ปิดสนามบินฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ภาพความน่าสนใจของการทำธุรกิจในฮ่องกง เกิดความไม่แน่นอนขึ้นทันที นายสตีฟ ออร์ลินส์ คณะกรรมการแห่งชาติของประธานาธิบดีสหรัฐ – จีน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ไม่เพียง แต่จะกระทบกับเศรษฐกิในระยะสั้น แต่ในระยะยาว – ถ้าคุณคิดถึงบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง – พวกเขาจะคิดอย่างไร พวกเขาควรย้ายไปสิงคโปร์หรือไม่ พวกเขาควรย้ายไปไต้หวันหรือไม่ พวกเขาควรจะย้ายไปที่โตเกียวหรือไม่?”

รายงานจากทางการฮ่องกง พบว่า กรุ๊ปทัวร์จีนแผ่นดินใหญ่มาฮ่องกงลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 7,800 กรุ๊ป เหลือ 5,641 กรุ๊ป รวมถึง Occupancy Rate ในฮ่องกงลดลง 20% จากปีก่อนหน้านี้ ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ CEO ของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิกแอร์เวย์ Rupert Hogg บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าการจองขาเข้าฮ่องกงลดลงเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากการประท้วงแล้วมากกว่า -10% จากปีก่อน (นี่ยังไม่รวมผลกระทบจากการปิดสนามบินเมื่อวันจันทร์อีกนะ)

ชาวฮ่องกงต้องการเสรีภาพขนาดนั้นเลยหรือ?

ปัญหาสำคัญอีกอย่างที่คนรุ่นใหม่ในฮ่องกงรู้สึกตอนนี้ก็คือ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ”

ฮ่องกงถูกจัดเป็นเมืองที่มีราคาที่ดินแพงที่สุดในโลก เฉลี่ยตกตารางฟุตละ $2,041 หรือประมาณ 63,000 บาท หรือ ราวๆ 673,000 บาท ต่อ ตารางเมตร ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของชาวฮ่องกงอยู่ที่ $2,500 หรือคิดเป็นเงินบาท 77,500 บาท มีรายได้เหมือนเยอะ แต่ก็ค่าครองชีพสูง ไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเอง สื่งนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงโดยตรง แต่ก็คงอยู่ในจิตใจคนรุ่นใหม่ในฮ่องกงไม่มากก็น้อย และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตของพวกเขาที่ดีกว่า

ว่าแต่… ราคาที่จ่าย คือ เท่าไหร่?

Mr.Messenger รายงาน

พันธบัตรสหรัฐฯส่งสัญญาณ ศก.ถดถอย น้ำมันลง $2 ดาวโจนส์ดิ่ง 800จุด!!

FINNOMENA Reporter

ในวันพุธ (14ส.ค.) ดาวโจนส์ร่วง 800 จุด ส่วนทองคำพุ่งแรง ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย หลังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯเกิดภาวะ inverted yield curve ส่งสัญญาณว่าภาวะถดถอยรออยู่เบื้องหน้า ขณะที่น้ำมันปรับลดอย่างหนักเช่นกัน

  • ดาวโจนส์ ลดลง 800.49 จุด (3.05 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 25,479.42 จุด เอสแอนด์พี ลดลง 85.72 จุด (2.93 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 2,840.60 จุด แนสแดค ลดลง 242.42 จุด (3.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 7,773.94 จุด
  • แรงเทขายเกิดขึ้นไม่นาน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีดีดตัวเหนืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรากฏการณ์ซึ่งเป็นเค้ารางที่น่าเชื่อถือของภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งที่ผ่านๆมา
  • ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากต่างแดน ประกอบกับภาวะ inverted yield curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กระตุ้นให้นักลงทุนแห่ถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ และดันราคาทองคำไปปิดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013
  • ด้านราคาน้ำมัน ปิดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน หลังข้อมูลรัฐบาลสหรัฐฯเผยให้เห็นว่าคลังปิโตรเลียมของประเทศเพิ่มขึ้น 2 สัปดาห์ติดต่อกัน

ที่มา : https://www.cnbc.com/2019/08/14/stock-markets-wall-street-in-focus-amid-earnings-economic-data.html

นักลงทุนต้องรู้! จัดเก็บภาษีใหม่วันที่ 20 ส.ค. 2562 กระทบกับกองทุนรวมที่เราถืออย่างไร?

Mr.Messenger
นักลงทุนต้องรู้! จัดเก็บภาษีใหม่วันที่ 20 ส.ค. 2562 กระทบกับกองทุนรวมที่เราถืออย่างไร?

สืบเนื่องจาก พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) ปี พ.ศ. 2562 ลงวันที่ 19 พ.ค. 2562 ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. เป็นต้นไป ได้มีการแก้ไขปรับปรุงการเก็บภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่ผ่านกองทุนรวม และมีการเปลี่ยนแปลงประเภทเงินได้ตามกฎหมาย

ซึ่งจากประกาศนี้ จะมีผลกระทบต่อนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมก็คือ

กรณีที่ 1 : กรณีนักลงทุน ลงทุนในกองทุนรวมทุกประเภท (ยกเว้น RMF และ PVD) ที่มีการฝากเงิน หรือ ลงทุนในตราสารหนี้ จะถูกหักภาษี 15% ของดอกเบี้ย หรือ ส่วนลดรับ ที่กองทุนรวมได้รับจากผู้ออก โดยจะเป็นการหักภาษีตั้งแต่ต้นทางก่อนจะจ่ายดอกเบี้ย หรือผลกำไรส่วนต่างจากส่วนลดรับ แล้วนำเงินผลประโยชน์เข้ามาให้กองทุน

ดังนั้น ในแง่ของ Operation Process จึงถือว่า ไม่มีผลกระทบต่อนักลงทุนแต่อย่างใด แต่ในแง่ของผลตอบแทนจากการลงทุน จะทำให้ ผลตอบแทนคาดหวังใครที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีการลงทุนในเงินฝาก หรือ ตราสารหนี้ หลังจากนี้จะปรับตัวลดลง ตามสัดส่วนที่กองทุนไปลงทุนเพราะต้องถูกหักภาษี 15% ทันที

…ยังไม่หมดครับ มีอีก 1 ประกาศ

ก็คือ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ซึ่งในเนื้อหา มีคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) (ซึ่งคือ เงินปันผล และ เงินส่วนแบ่งของกำไร) มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลที่จ่ายออกจากกองทุนรวมทุกประเภท ยกเว้นก็เพียงกองทุนรวมตราสารหนี้

ผลกระทบต่อนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมก็คือ

กรณีที่ 2 : กองทุนรวมทุกประเภท (ยกเว้น กองทุนรวมตราสารหนี้) กรณีที่กองทุนรวมมีการจ่ายปันผลให้บุคคลธรรมดา ซึ่งรายได้ตรงนี้ เป็นรายได้มาตรา 40(4)(ข) จะถูก บลจ. หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของจำนวนเงินปันผลที่นักลงทุนได้รับในทุกกรณี ตามคำสั่งกรมสรรพากร ทั้งนี้ ถึงแม้ท่านจะเลือกไม่ให้ บลจ. หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ ทาง บลจ. ก็จำเป็นต้องหักภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ ยังคงสิทธิของนักลงทุนในการเลือกว่า เงินปันผลที่ได้รับ จะนำไปรวมคำนวนหรือไม่รวมคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ได้

สาเหตุที่ยกเว้น กองทุนรวมตราสารหนี้ ก็เพราะจะถูกหักภาษี 15% ไปแล้วตั้งแต่ต้นทางจากกรณีที่ 1

การเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีผลกับการลงทุนในกองทุนรวมทั้งระบบ ทุก บลจ. ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นต้นไปครับ

สรุปตามนี้ครับ

กองทุนรวมหุ้น ที่มีนโยบายจ่ายปันผล – เงินปันผลที่ได้ นักลงทุนถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น

กองทุนรวมหุ้น ที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผล – ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากประกาศนี้

กองทุนตราสารหนี้ ที่มีนโยบายจ่ายปันผล – ไม่ถูกหักภาษี ที่จ่าย 10% ตอนจ่ายปันผล แต่ถูกหักภาษี 15% ตั้งแต่ได้ผลตอบแทนจากตราสารต้นทาง

กองทุนตราสารหนี้ ที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผล – ดอกเบี้ย และส่วนลดรับ จะถูกหักภาษี 15% ตั้งแต่ได้ผลตอบแทนจากตราสารต้นทาง

กองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายจ่ายปันผล – ในส่วนที่ผู้จัดการกองทุนจัดสรรเงินลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือ เงินฝาก ดอกเบี้ยหรือส่วนลดรับที่กองทุนได้จากผู้ออกตราสาร จะถูกหักภาษี 15% และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ตอนจ่ายปันผลให้นักลงทุน

กองทุนรวมผสม ที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผล – ถูกหักภาษี 15% ตั้งแต่ได้ผลตอบแทนจากตราสารต้นทาง (เฉพาะส่วนที่ลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้)

แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่นะครับ กรณีการลงทุนในกองทุนรวมผสมที่มีนโยบายจ่ายปันผล ว่า ไม่ควรหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% อีกครั้งหรือเปล่า เพราะเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผิดหลักการภาษี ประเด็นนี้ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ดังนั้น แนะนำนักลงทุนที่มีการลงทุนในกองทุนรวมผสมอยู่ ณ ปัจจุบัน หรือ คิดจะลงทุนในอนาคตหลังวันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป แนะนำว่า หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน ถ้าไม่อยากโดนเก็บภาษี 2 ต่อ ไม่งั้น ผลตอบแทนที่ได้ โดนภาษีกินไปหมดครับ ไม่คุ้มกับที่เสี่ยงลงทุนไป

แหล่งที่มา :-
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/P…/2562/A/067/T_0103.PDF
https://www.rd.go.th/publish/3479.0.html

Mr.Messenger รายงาน

กสิกรไทยนำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 15 ส.ค.นี้

FINNOMENA Reporter

กสิกรไทยนำร่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR และ MRR ลง 0.25% มีผล15 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป หวังช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อย

  • ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความมุ่งมั่นในการเป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัว จึงพร้อมที่จะตอบสนองต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ MOR และ MRR ลง 0.25%
  • ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และแบ่งเบาภาระให้กับลูกค้ารายย่อย เนื่องจากเป็นอัตราดอกเบี้ยที่กลุ่มลูกค้าดังกล่าวใช้เป็นส่วนใหญ่
  • โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป (ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2562 MOR และ MRR ของธนาคารอยู่ที่ 7.12%)

ที่มา : https://www.prachachat.net/finance/news-360433

สมาคมธนาคารไทยชี้ เหตุประท้วงฮ่องกงกระทบไทยน้อย

FINNOMENA Reporter

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวฮ่องกงที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยปีละประมาณ 1 ล้านคน อาจจะส่งผลกระทบภาคการท่องเที่ยวและการบริการบ้าง แต่ยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจนว่าเป็นอย่างไร

  • โดยการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับฮ่องกง ก็ยังไม่ได้รับรายงานถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว แม้ว่าจะมีการประท้วงมานานเกือบ 2 เดือนแล้วก็ตาม
  • ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่าเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงไฮซีซั่นนักท่องเที่ยวฮ่องกงนิยมเดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบปี โดยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกงเที่ยวไทยเฉลี่ย 4,200-5,000 คน/วัน
  • ภายใต้สมมติฐานเหตุชุมนุมที่ส่งผลกระทบให้เกิดการปิดสนามบินฮ่องกงประมาณ 7 วัน ประเมินเบื้องต้นว่าอาจจะสร้างผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกงเที่ยวไทยประมาณ 30,000 คน คิดเป็นเม็ดเงินรายได้ที่อาจสูญเสียไปไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท

ที่มา : https://tna.mcot.net/view/VA2pyyz?fbclid=IwAR1jSf0sdsJH1f4SG6GDo210liiQdSp82ov764xD6bz1T1g6BR3pRc01HsM