ทำไมวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร ต้องใช้ Price to book value (P/BV)

แน่นอนว่าก่อนซื้อขายหุ้น ขั้นตอนที่สำคัญคือการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นๆ การประเมินมูลค่าหุ้นเพื่อหามูลค่า “ที่เหมาะสม” มีทั้ง Dividend Discount Model (DDM), Discounted Cash Flow model (DCF), และแบบ Relative Approach เช่น Price to Earning ratio (P/E), Price to Cashflow ratio (P/CF), Price to Book value ratio (P/BV) ซึ่งในบทความนี้ จะอธิบายว่า ทำไมจึงใช้ P/BV ในการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคาร พร้อมยกตัวอย่างในอดีตประกอบเพื่อความเข้าใจ

หุ้นกลุ่มธนาคาร (Banking Sector) ถือเป็น Cyclical stock ประเภทหนึ่ง เนื่องจากความสามารถในการทำกำไรขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจดี มีการลงทุนมาก หุ้นกลุ่มนี้จะทำกำไรได้ดี ในทางกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา การทำกำไรของหุ้นกลุ่มนี้ก็จะแย่ตามสภาวะเศรษฐกิจ

*** ข้อสังเกต ดังนั้น การใช้ P/E ratio อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีในการลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมนี้ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุด สัดส่วน P/E จะมีค่ามาก (ทำให้ดูแพง ไม่น่าลงทุน) อาจเกิดจากตัว Earning ที่น้อยจนอาจถึงขั้นติดลบได้ เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว จะทำให้ Earning มากขึ้น ตัวหารมากขึ้น ค่า P/E ก็จะต่ำลงเองโดยปริยาย ทำให้เราอาจพลาดโอกาสในการลงทุนที่ดีไป

แล้วทำไมมูลค่าทางบัญชี หรือ Book Value จึงเป็นคำตอบ???

  1. เนื่องจาก Book Value มีความผันผวนน้อยกว่า Earning อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าเมื่อบริษัทประสบภาวะขาดทุน จะทำให้ Book Value ลดลง แต่ก็ไม่ได้ลดลงจนมีนัยสำคัญ
  2. ความสามารถในการกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารจะอยู่ในช่วงช่วงหนึ่งเท่านั้น และแปรผันตามสินทรัพย์ที่มี ยกตัวอย่างเช่น ในสภาวะที่เศรษฐกิจดีมากๆ กลุ่มธนาคารก็ไม่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยผู้กู้ได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จริงไหม

ในการยกตัวอย่าง เพื่อความเป็นกลาง จึงใช้ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคาร (SET Banking Sector Index) เพื่อยกตัวอย่าง เมื่อพิจารณาข้อมูลกลุ่มธนาคารย้อนหลังไป 15 ปีจะพบว่าค่า P/BV ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 0.98 ถึง 2.13 (+/- 2SD) โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 1.54 และค่าปัจจุบันที่ 1.20 เท่า

pbv-01

ถ้าเปลี่ยนจากกราฟ P/BV ratio เป็นดัชนีจะได้

pbv-02

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

ดัชนีปัจจุบันอยู่ที่ 529.60 (4 ก.ค. 2560) ถ้าพิจารณาค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ 669.62 คิดเป็น +26.4% ของราคาปัจจุบัน หรือถ้าดัชนีวิ่งขึ้นไปถึงกรอบบน (+2SD) จะอยู่ที่ 923.02 คิดเป็น +74.3% ของราคาปัจจุบันเลยทีเดียว

กลยุทธ์ในการลงทุนแบบนี้เรียกว่า Mean Reversion Approach โดยมีความเชื่อว่า ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของมันเสมอ คลื่นน้ำที่เคยขึ้นไปสูงมากๆ หรือลงไปต่ำมากๆ ก็ต้องกลับสู่ระดับเดิมไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อนำหุ้นกลุ่มธนาคารรายตัวมาพิจารณาค่าผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และ ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) มาพลอตในกราฟ จะพบความสัมพันธ์ว่า เมื่อค่า ROE มากขึ้น จะส่งผลให้ P/BV สูงขึ้น เพราะเมื่อกิจการใดทำผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้เพิ่มขึ้น ผู้ถือหุ้นก็ย่อมเต็มใจจ่ายเงินซื้อกิจการนั้นในราคาที่แพงขึ้นนั่นเอง

pbv-03

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ทางบัญชี) ได้ถึง 30-40% ในอดีตได้ตลอดมา รวมทั้งผู้ลงทุนเห็นว่ากิจการมีความมั่นคงมาก ตลาดจึงเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อกิจการในราคาที่สูงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึงประมาณ 10 เท่าเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทุกวิธีที่ใช้ข้อมูลในอดีตมาเกี่ยวข้องนั้น ไม่สามารถการันตีได้ว่าในอนาคตข้อมูลจะซ้ำรอยอดีตเสมอไป อาจมีปัจจัยใหม่ๆเข้ามากระทบความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธนาคารในระยะยาว ดังนั้นควรใช้เป็นเพียงเหตุผลหนึ่ง เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าลงทุนเท่านั้น

***การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลโดยละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง


Stock SPACE by FINNOMENA – พื้นที่ฝึกการวิเคราะห์การลงทุน โดยร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แชร์ข้อมูล Opp Day, Company Visit, ประชุมผู้ถือหุ้น

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ