
เจาะลึกกองทุน KKP WIN-UH และ KKP WIN-UH-R จาก บลจ. เกียรตินาคินภัทร ลงทุนในหุ้นทั่วโลกด้วยกลยุทธ์เน้นสร้างกระแสเงินสด (Equity Income)
ในยุคที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนาน และความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การจัดพอร์ตแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป กลยุทธ์ Equity Income จึงเข้ามาตอบโจทย์ในการสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโตของเงินต้น” และ “การสร้างกระแสเงินสด” ไปพร้อม ๆ กัน
ทำไมกลยุทธ์ Equity Income ถึงน่าสนใจ?
- หุ้นปันผลเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบกระแสเงินสดระหว่างทาง และยังมีโอกาสรับผลตอบแทนในรูปแบบของส่วนต่างราคา ซึ่งแตกต่างจากการถือเงินสดหรือตราสารหนี้ธรรมดา
- หุ้นปันผลส่วนใหญ่มักเป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง มีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ทำให้มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างรายได้ระหว่างการลงทุน และอาจช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
KKP WIN-UH และ KKP WIN-UH-R โอกาสรับกระแสเงินสดพร้อมเติบโตไปกับหุ้นโลก
กองทุนเปิดเคเคพี WORLD EQUITY HIGH INCOME – UNHEDGED เปิดให้บริการทั้ง KKP WIN-UH ชนิดสะสมมูลค่า และ KKP WIN-UH-R ชนิดรับซื้อคืนอัตโนมัติ ความเสี่ยงระดับ 6 มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก iShares World Equity High Income Active UCITS ETF ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยภายใต้สภาวะตลาดปกติ กองทุนหลักจะลงทุนไม่น้อยกว่า 80% ของทรัพย์สินทั้งหมดในตราสารทุนและตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน (ได้แก่ Call Options Futures และสัญญาสวอป (Swaps)) ของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางในตลาดพัฒนาแล้ว โดยกองทุนไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
กองทุนหลักบริหารแบบเชิงรุก มีวัตถุประสงค์ในการสร้างกระแสเงินสด (Income) ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว พร้อมบริหารระดับความผันผวนให้ต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง ผ่านกลยุทธ์การลงทุน 3 ส่วน ดังนี้
ที่มา : Kiatnakin Phatra Asset Management, BlackRock ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ส่วนที่ 1 : พอร์ตหุ้น (Equity Portfolio)
เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางในตลาดพัฒนาแล้ว และสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผล โดยคัดเลือกหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ ESG ก่อนประเมินศักยภาพของหุ้นแต่ละตัวผ่าน Alpha Score ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ความเชื่อมั่นของตลาด และปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค จากนั้นใช้กลยุทธ์ Dividend Capture เพื่อเพิ่มโอกาสรับเงินปันผลระหว่างการลงทุน พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน การควบคุมความเสี่ยงเมื่อเทียบกับดัชนีอ้างอิง และการบริหารต้นทุนการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนที่ 2 : พอร์ตออปชัน (Option Portfolio)
ใช้กลยุทธ์ Covered Call เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากค่า Option Premium โดยการขายสิทธิในการซื้อ (Call Options) ที่อ้างอิงกับดัชนีตราสารทุนของตลาดพัฒนาแล้วในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น S&P500, FTSE 100, Nikkei, Euro Stoxx 50 ซึ่งกลยุทธ์นี้นอกจากสร้างกระแสเงินสดแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบในช่วงตลาดปรับตัวลงได้อีกด้วย
ส่วนที่ 3 : พอร์ตฟิวเจอร์ส (Futures Portfolio)
นอกจากพอร์ตหุ้นและออปชันแล้ว กองทุนยังซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) ที่อ้างอิงดัชนีเดียวกัน เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (Hedging) ในการรักษาระดับ Beta ของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากการขาย Call Options เพื่อสร้างกระแสเงินสด อาจทำให้ Beta ของพอร์ตลดลง และรับประโยชน์จากตลาดขาขึ้นได้ไม่เต็มที่ กองทุนจึงใช้ Futures เข้าชดเชยผลกระทบดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
กองทุน KKP WIN-UH และ KKP WIN-UH-R ลงทุนอะไรบ้าง?
ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ที่มา : Kiatnakin Phatra Asset Management, iShares World Equity High Income Active UCITS ETF ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569
กองทุนหลักมีกลยุทธ์การบริหารแบบเชิงรุก เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ถึงขนาดกลางในประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีศักยภาพจ่ายเงินปันผล พร้อมปรับน้ำหนักการลงทุนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด
ตัวอย่างหุ้นในพอร์ตกองทุน KKP WIN-UH และ KKP WIN-UH-R (ข้อมูลจาก iShares World Equity High Income Active UCITS ETF ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569) เช่น
- NVIDIA CORP – ผู้นำด้านชิปประมวลผล AI และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center
- APPLE INC – ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ผู้สร้างระบบนิเวศอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และบริการดิจิทัลที่แข็งแกร่ง
- MICROSOFT CORP – ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก และให้บริการระบบคลาวด์ Azure
- ALPHABET INC – บริษัทแม่ของ Google และ YouTube ผู้นำด้านเทคโนโลยีการค้นหาข้อมูล โฆษณาดิจิทัล คลาวด์ และ AI
- BROADCOM INC – ผู้นำด้านการออกแบบและพัฒนาระบบเซมิคอนดักเตอร์สำหรับระบบเครือข่าย และซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กร
สรุปจุดเด่น KKP WIN-UH และ KKP WIN-UH-R กองทุนนี้เหมาะกับใคร?
1. มุ่งสร้างกระแสเงินสด ควบคู่กับการบริหารความผันผวนให้ต่ำกว่าดัชนีชี้วัด โดยการใช้กลยุทธ์ Options เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกระแสเงินสด พร้อมทำหน้าที่เป็นกันชนช่วยลดแรงกระแทกในยามตลาดขาลง แต่ยังคงเปิดโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในช่วงตลาดขาขึ้น
2. บริหารเชิงรุกอย่างยืดหยุ่น ด้วยกระบวนการลงทุนที่มีวินัย ไม่ยึดติดกับสไตล์เดิม ๆ ทั้งในด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ประเทศ และหุ้นรายตัว เพื่อเฟ้นหาโอกาสสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว
3. บริหารเชิงรุกบนโครงสร้างกองทุน ETF ซึ่งมีความได้เปรียบด้านสภาพคล่อง และต้นทุนทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนได้สะดวก
4. เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงลงทุนในหุ้นโลกของบริษัทขนาดใหญ่ถึงขนาดกลางในประเทศพัฒนาแล้ว ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสรับกระแสเงินสด พร้อมทั้งสามารถรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้
สนใจกองทุน KKP WIN-UH
ลงทุนได้เลยที่ Finnomena คลิกสนใจกองทุน KKP WIN-UH-R
ลงทุนได้เลยที่ Finnomena คลิก
สนับสนุนโดย บลจ. เกียรตินาคินภัทร
แหล่งข้อมูล: เอกสารแนะนำกองทุน บลจ. เกียรตินาคินภัทร
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299
บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena
- ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
- ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
- ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
- บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
- One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
- Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
- Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

