แจ้งเตือน

FINNOMENA REVIEW

“เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต”

เจาะลึกเทรนด์ระดับโลกไปกับ

ONE-UGG

Created by:

BuffettCode

Key Highlights

  • มีกองทุนหุ้นเติบโตเพียงไม่กี่กองที่มีการเติบโตรวดเร็วสมชื่อ กองทุน ONE-UGG เป็นหนึ่งในกองทุนที่สามารถรักษาการเติบโตที่ต่อเนื่องไว้ได้ในระยะยาว กองทุน ONE-UGG มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Investment Fund Class B (Baillie Gifford LTGG)
  • Baillie Gifford LTGG เป็นกองทุนที่เน้นหุ้นเพียวๆ สามารถลงทุนในหุ้นเติบโตได้ทั่วโลกอย่างไร้ข้อจำกัด Mark Urquhart เชื่อว่าการเน้นลงทุนหุ้นที่จะเติบโตเป็นเท่าตัวในระยะยาวคือการลงทุนที่ดีที่สุด กองทุนมีนโยบายในการเทรดหุ้นระยะสั้น และเน้นในการลงทุนระยะยาวเท่านั้น
  • ความสำเร็จของคนธรรมดาที่ใช้เทคโนโลยีเป็นบทพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของกระแส หรือความนิยมที่ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป อะไรก็ตามที่เปลี่ยนชีวิตคนหมู่มาก สร้างโอกาสและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วโลกได้ สิ่งนั้นไม่ใช่แค่กระแสที่ผ่านมาและผ่านไปแต่คือปัจจัยที่นักลงทุนทุกคนต้องจับตามอง

Introduction

มีกองทุนหุ้นเติบโตเพียงไม่กี่กองที่มีการเติบโตรวดเร็วสมชื่อ กองทุน ONE-UGG เป็นหนึ่งในกองทุนที่สามารถรักษาการเติบโตที่ต่อเนื่องไว้ได้ในระยะยาว กองทุน ONE-UGG มีนโยบายลงทุนในกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Investment Fund Class B (Baillie Gifford LTGG) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลงทุน 99.53%

เน้นลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริงในระยะเวลา 5-10 ปี กองทุน ONE-UGG คือกองทุนสำหรับนักลงทุนมีเป้าหมายมองหาการเติบโตสำหรับการลงทุนในระยะยาว

“ONE-UGG เน้นลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริงในระยะเวลา 5-10 ปี”

ONE-UGG
ภาพที่ 1 – กราฟ NAV ของกองทุน Baillie Gifford LTGG – Master Fund ของกองทุน ONE-UGG แหล่งข้อมูล Baillie Gifford LTGGI Fund Fact Sheet (28 กุมภาพันธ์ 2019)

กองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Investment Fund ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2004  จากช่วงเวลาก่อตั้งกองทุนให้ผลตอบแทนสูงถึง 14.9%  เมื่อเปรียบเทียบกับ MSCI AC World Index ที่ให้ผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกันเพียง 9.8% ถือว่าการลงทุนในกองทุน Baillie Gifford LTGGI ชนะการลงทุนใน MSCI AC World Index อย่างขาดลอย

ถือว่า Baillie Gifford ประสบความสำเร็จอย่างสูง แม้แต่ในปีที่ผ่านมาซึ่งตลาดค่อนข้างผันผวน หุ้นเทคโนโลยีต่างปรับตัวลง กองทุน Baillie Gifford LTGGI ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ถือว่ามีการบริหารจัดการที่ไม่ธรรมดา และแน่นอนปรัชญาการลงทุนก็ต้องมีความเฉพาะตัวแน่นอน

ONE-UGG
ภาพที่ 2 - ผลตอบแทนของกองทุน Baillie Gifford LTGG – Master Fund ของกองทุน ONE-UGG แหล่งข้อมูล Baillie Gifford LTGG Fund Fact Sheet (28 กุมภาพันธ์ 2019)
ONE-UGG
ภาพที่ 3: สรุปไฮไลต์หลักๆ ของบทความ (ที่มา: FINNOMENA)

สูตรลับที่ก่อให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ที่ Baillie Gifford เราถามคำถามตัวเราเองเสมอว่า โอกาสการลงทุนที่เร้าใจที่สุดในระยะยาวอยู่ที่ไหน”

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการลงทุนที่ผู้จัดการการลงทุนไม่ได้เก่งแต่เรื่องลงทุน แต่ยังรู้เรื่องเทคโนโลยี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จนไปถึงเรื่องการเต้นบัลเล่ต์ ที่ Baillie Gifford การศึกษาหุ้นที่จะเลือกเข้ากองทุนไม่ได้ใช้เพียงความรู้ด้านการเงินของทีมผู้จัดการกองทุน แต่ยังใช้ความรู้เฉพาะทางในแต่ละสายงานด้วย ดังนั้นการเลือกหุ้นของ Baillie Gifford จะเป็นการเลือกแบบ “คนวงใน”คือคนที่มีความรู้ลึก อยู่ในอุตสาหกรรม และมีความชอบจริงๆในสายงานนั้นๆ ทำให้การประเมินอนาคตก่อนทำการลงทุนมีประสิทธิภาพมากกว่าทีมที่เป็นสายการเงินเพียวๆ

“นักลงทุนตัวจริงมองไปในอนาคต ไม่ใช่อดีต”

ปัจจุบันเจ้าของ Baillie Gifford คือพาร์ทเนอร์ที่ทำงานอยู่กับบริษัททั้ง 44 คน บริษัทก่อตั้งขึ้นที่เมือง Edinburgh ประเทศ Scotland ในปี 1907 บริษัทเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทกฎหมายก่อนจะผันตัวมาทำเรื่องการลงทุนในปี 1908 ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานรวมถึงประสบการณ์ทีมงานที่หลากหลายแต่รู้ลึกทำให้ Baillie Gifford เป็นหนึ่งในบริษัท Investment Management ที่โดดเด่นที่สุด ณ ปัจจุบัน

วีดีโอ 1– ทีมงานของ Baillie Gifford
ที่มา: Baillie Gifford

“เราถามตัวเองอยู่เสมอว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นมีศักยภาพในการเติบโต 5 เท่า ภายใน 5 ปีหรือไม่?”

ผมได้ Conference Call คุยกับทาง Baillie Gifford พบว่าหลักการลงทุนของทางกองทุนนั้นค่อนข้าง Aggressive พอสมควร กองทุนไม่ได้มองว่าหุ้นแต่ละตัวจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ในอีก 1 ปีข้างหน้าแต่ใช้วิธีดูว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าหุ้นตัวนี้จะสามารถเติบโต 5 เท่าได้หรือไม่? อะไรบ้างเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถเติบโตได้ และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

กองทุนชั้นนำกับผู้จัดการกองทุนระดับโลก

ผู้จัดการกองทุนที่ดูแล Baillie Gifford LTGG คือ Mark Urquhart ผู้จัดการกองทุนเรทติ้ง AA จากเว็บไซต์การเงินชั้นนำของประเทศอังกฤษ Citywire เขาเริ่มงานกับ Baillie Gifford ในปี 1996 ปัจจุบันก็ถือว่าอยู่กับบริษัทมา 23 ปีแล้ว นับเป็นผู้จัดการกองทุนที่เพียบพร้อมทั้งความสามารถและประสบการณ์ หากนำมาจัดลำดับกับผู้จัดการกองทุนท่านอื่น Mark Urquhart ถือว่าเป็นผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนระยะยาว 5 ปีได้สูงเป็นอันดับ 5 ของโลกจากการจัดอันดับของผู้จัดการกองทุนทั้งสิ้น 371 คน เขาทำผลตอบแทนได้สูงถึง 127.7% เลยทีเดียว

ONE-UGG
ภาพที่ 4 – การจัดอันดับผู้จัดการกองทุนทั่วโลก Mark Urquhart ทำผลตอบแทน 5 ปีได้อันดับที่ 5 แหล่งข้อมูล Citywire.com, วันที่ 6 เมษายน 2562

การเติบโตครั้งต่อไปของโลก – Information Technology

Mark Urquhart ประเมินว่าเทคโนโลยีกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกในทุกๆ มุม ต่อจากนี้ไปธุรกิจไหนไม่มีการใช้เทคโนโลยี ธุรกิจนั้นไม่มีอนาคต อยากรู้ว่าเทคโนโลยีทรงพลังแค่ไหน ไม่ต้องมองไปไกลแค่มองการใช้ชีวิตของตัวเราเองในทุกวันนี้เราก็สามารถเข้าใจถึงพลังของเทคโนโลยีได้ ในอดีตถ้าเราจะคุยกับใครซักคนในอีกซีกโลกหนึ่ง เราอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากมาย แต่ปัจจุบันนี้การจะคุยกับใครข้ามโลกนั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป เราสามารถคุยกับผ่าน LINE หรือ Facebook Messenger ภายในเสี้ยววินาที ถ้าเราอยากซื้อของในสมัยก่อนเราอาจจะต้องเดินทางไปที่ร้าน แต่ในปัจจุบันทุกๆ คนซื้อของออนไลน์ผ่าน Lazada, Shopee หรือแม้แต่ IG

“เราคิดว่าเทคโนโลยี จะเปลี่ยนทุกๆ อุตสาหกรรมบนโลกนี้ IT กำลังเปลี่ยนโลก”

Mark Urquhart

แม้แต่การซื้ออาหารก็กำลังเข้าสู่ยุคของธุรกิจออนไลน์ เคยมีคนบอกว่าร้านอาหารคือธุรกิจที่ไม่มีวันตายเพราะยังไงคนก็ต้องไปกินที่ร้าน แต่ ณ ปัจจุบันนี้เราได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนรอบๆ ตัวเราซื้ออาหารออนไลน์กันเป็นประจำ อาหารกล่องปรุงสำเร็จที่ขายตามร้านสะดวกซื้อก็คุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงเรื่อยๆ ธุรกิจ “อาหาร” ไม่ตายแน่ๆ แต่ธุรกิจ “ร้านอาหาร” ไม่แน่ ธุรกิจอาหารบางธุรกิจไม่มีหน้าร้านกลับประสบความสำเร็จและมียอดขายมหาศาล หลายๆ ครั้งมากกว่าธุรกิจอาหารที่มีหน้าร้านซะอีก

ONE-UGG
ภาพที่ 5 - ความสำเร็จของ เจคิว ปูม้านึ่งและฮาซัน อาหารทะเลตากแห้ง ที่มา: https://www.posttoday.com/politic/report/488052, FB Page:  คนมีดี

เทคโนโลยีไม่เพียงเปลี่ยนธุรกิจแต่เปลี่ยนชีวิตคนมากมาย 

  • เจคิว ปูม้านึ่งเริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นสำเร็จด้วยเทคโนโลยี บอกได้เลยว่าถ้าไม่มี Facebook วันนี้เจคิวไม่มียอดขายถึงปีละ 600 ล้านบาท สาขามากถึง 19 สาขาแน่นอน
  • ธุรกิจอาหารทะเลตากแห้งฮาซันสามารถทำยอดขายได้หลักล้านต่อเดือนด้วยการไลฟ์ผ่าน Facebook โดยไม่มีงบโฆษณาซักบาท
  • Zhang Dayi นางแบบชาวจีนที่ผันตัวมาเป็นเน็ตไอดอล อายุเพียง 31 ปี แต่เป็นเจ้าของอาณาจักรเสื้อผ้าที่มียอดขายมากกว่า ปีละ 1,400 ล้านบาท Zhang Dayi เริ่มกันด้วยการโพสเรื่องแฟชั่นบน Sina Weibo ขายเสื้อผ้าออนไลน์บท Taobao เว็บไซต์ขายของออนไลน์ของ Alibaba
  • เด็กอายุ 7 ขวบเจ้าของช่อง Youtube Ryan ToysReview ที่มีสมาชิกประจำมากกว่า 18.63 ล้านราย สร้างรายได้มากกว่า 11 ล้านเหรียญ หรือ 360 ล้านบาทต่อปีส่งผลให้ Ryan เป็น Youtuber ที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 8 (อ่านถึงตรงนี้แล้วทำผมอยากไปเปิด BuffettcodeToysReview บ้างเลย)

ความสำเร็จของคนธรรมดาที่ใช้เทคโนโลยีเป็นบทพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของกระแส หรือความนิยมที่ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป อะไรก็ตามที่เปลี่ยนชีวิตคนหมู่มาก สร้างโอกาสและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วโลกได้ สิ่งนั้นไม่ใช่แค่กระแสที่ผ่านมาและผ่านไปแต่คือปัจจัยที่นักลงทุนทุกคนต้องจับตามอง

กองทุน ONE-UGG ลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง?

การลงทุนในกองทุนสำคัญอยู่ที่หุ้นที่กองทุนนั้นๆ ถือ เพราะถ้าหุ้นที่กองทุนถือทำผลตอบแทนได้ไม่ดี ผลตอบแทนแย่ๆ เหล่านั้นก็จะส่งผลมาถึงผู้ถือหน่วยลงทุนได้ มาเจาะลึกกันว่าแล้วในกองทุน ONE-UGG และ Baillie Gifford LTGG มีหุ้นเด็ดตัวไหนซ่อนอยู่ในกองทุนบ้าง

ONE-UGG
ภาพที่ 6 - หุ้น 34 ตัว ในพอร์ตฯของกองทุน Baillie Gifford LTGG ที่มา: บลจ.วรรณ (28 กุมภาพันธ์ 2019)

Baillie Gifford LTGG เป็นกองทุนที่เน้นหุ้นเพียวๆ สามารถลงทุนในหุ้นเติบโตได้ทั่วโลกอย่างไร้ข้อจำกัด Mark Urquhart เชื่อว่าการเน้นลงทุนหุ้นที่จะเติบโตเป็นเท่าตัวในระยะยาวคือการลงทุนที่ดีที่สุด กองทุนมีนโยบายในการเทรดหุ้นระยะสั้น และเน้นในการลงทุนระยะยาวเท่านั้น โดยหุ้นที่กองทุนลงทุนมากที่สุด 10 อันดับแรกคือ

*สัดส่วนหุ้นของกองทุน อัปเดตล่าสุดวันที่ 29 มีนาคม 2019

1. Amazon.com (AMZN) สัดส่วน 8.4%

หุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 900,000 ล้านเหรียญหรือ 29 ล้านล้านบาท เจ้าของ Amazon คือ Jeff Bezos ซึ่งมีความมั่งคั่งสูงถึง 150,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท ธุรกิจของ Amazon มีอะไรบ้าง? แม้ Amazon จะเริ่มต้นด้วยการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ในปี 1996 แต่ปัจจุบัน Amazon มีธุรกิจ E-commerce ที่หลากหลายขายสินค้าหลายอย่างจนถูกขนานนามว่าเป็น Everything Store ปี 2018 Amazon มีรายได้ 232,887 ล้านดอลลาร์ เติบโตสูงถึง 31%

ONE-UGG
ภาพที่ 7 -  ความมั่งคั่งของ Jeff Bezos เทียบเท่าความมั่งคั่งของเจ้าสัวธนินท์ 9 คน ที่มา: Business Insider (27 สิงหาคม 2018)

2. Illumina (ILMN) สัดส่วน 7.7%

ถ้าการตัดต่อพันธุกรรมหรือการพัฒนา DNA คืออนาคตของมนุษยชาติ Illumina บริษัทไบโอเทค ผู้นำด้านการถอดรหัส DNA และวิเคราะห์มะเร็ง ได้รับผลประโยชน์จากเติบโตของเทรนด์ครั้งนี้ บริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องถอดรหัส DNA ให้กับโรงพยาบาลทั่วโลก การถอดรหัส DNA จะเปิดโอกาสในการรักษาโรคร้ายที่รักษาไม่ได้หลายอย่าง และใช้ในการคาดการณ์โรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงก่อนที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วยเพื่อที่จะได้ป้องกันได้ทันท่วงที

ONE-UGG
ภาพที่ 8 - ค่าใช้จ่ายในการทำ Genome Sequencing (ถอดรหัส DNA) ที่มา: Illumina

ธุรกิจของ Illumina ไม่เพียงแต่ขายเครื่องแต่ยังขายวัตถุดิบที่ใช้กับเครื่องที่ขายด้วยจึงส่งผลให้สัดส่วนรายได้ของ Illumina มีทั้งรายได้จากการขายเครื่องและขายวัตถุดิบ ยิ่งขายเครื่องได้มากการขายวัตถุดิบก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวลักษณะคล้ายกับโมเดลธุรกิจของมีดโกนที่ลูกค้าซื้อมีดโกนแล้วก็ต้องซื้อใบมีดโกนจากบริษัทไปเรื่อยๆ จึงทำให้ Illumina สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ปี 2018 บริษัทสามารถทำรายได้เติบโต 21%

3. Tencent (TCEHY) สัดส่วน 7.5%

ยักษ์ใหญ่ Social Media เมืองจีน และบริษัทเกมส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าถามคนไทยว่าใช้ App Social อะไร? คนไทย 99% จะตอบว่า Facebook แต่ถ้าไปถามคนจีน 99% จะตอบว่า WeChat หรือ Weixin ใน 1 วันของชีวิตคนจีนพวกเขาใช้ WeChat ทำแทบจะทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่จ่ายเงินขึ้นรถไฟยันรีวิวอาหาร Business Model ของการเป็น “Super App” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมากจนแม้แต่ในช่วงหลัง Facebook เองยังหันมาก๊อป WeChat ในจีนมีคนใช้ WeChat อยู่ทั้งสิ้น 1,097 ล้านคน WeChat ทรงพลังมากแค่ไหน? โปรดดูรูปและอ่าน Caption ด้านล่าง

ภาพที่ 9 - ขอทานในประเทศจีนใช้ WeChat ในการรับเงินบริจาค เพราะคนจีนไม่พกเศษตังค์ติดตัวแล้วที่มา: TheMirror.co.uk

“แม้แต่ขอทานในประเทศจีนยังใช้ WeChat ในการรับเงิน”

The Verge

แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณคิดว่าเรื่อง Tencent จะจบที่ Paragraph ด้านบนคุณคิดผิดแล้ว เพราะนอกจาก Tencent จะเป็นบริษัท Social Media ที่ใหญ่ที่สุดในจีน Tencent ยังเป็นบริษัทเกมส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเมื่อวัดกันที่รายได้ปี 2017 จุดแข็งของ Tencent ในตลาดเกมส์มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน

ประการแรกคือคนจีนที่เล่นเกมกันอย่างจริงจังโคตรๆ โดยปกติแล้วคนเล่นเกมส์มักจะเป็นผู้ชายแต่ในจีน อัตราส่วนของคนเล่นเกมคือชาย-หญิงแทบจะครึ่งๆ ทุกคนเล่นแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายใครแพ้ถึงกับไปทำงานไม่ได้เพราะอาย สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการซื้อไอเท็มในเกมส์รัวๆ นั่นเอง พอซื้อกันรัวๆ Tencent เจ้าของสิทธิ์เกมส์ในประเทศจีนก็รวยส่งผลมาถึงจุดแข็งประการที่สองคือเรื่องเงิน Tencent นำเงินมหาศาลที่ได้ไปเทคโอเวอร์บริษัทเกมส์ต่างประเทศมาเป็นของตัวเองซะเลย ดังนั้นจึงทำให้แม้จีนจะพัฒนาเกมส์ไม่เก่งเท่าฝรั่งหรือญี่ปุ่นแต่ก็เป็นเจ้าของเกมส์ดีๆ ได้ด้วยการซื้อบริษัททำเกมส์แม่มเลย

อย่างไรก็ตามในปี 2018 รายได้เกมส์ของ Tencent เกิดการสะดุดเล็กน้อยจากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลจีนทำให้บริษัทต้องชะลอการออกเกมส์ใหม่ๆ ออกไปจึงส่งผลให้รายได้ในปี 2018 ของบริษัทไม่เติบโตเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามบริษัทยังสามารถทำรายได้เติบโต 14% ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 460,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 14.7 ล้านล้านบาทไทย

4. Alibaba (BABA) สัดส่วน 7.2%

บริษัท E-commerce ชื่อดังที่มีเจ้าของดังกว่าชื่อ “แจ๊ค หม่า” ปัจจุบัน Alibaba คือบริษัท E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี GMV (Gross Merchandise Value/, มูลค่าสินค้าจัดจำหน่าย) มากกว่า Amazon และ Ebay รวมกัน รู้แบบนี้คนทั่วๆ ไปอาจคิดว่า Alibaba เป็นแค่บริษัทขายของออนไลน์แต่ในความเป็นจริง Alibaba เป็นมากกว่านั้น ธุรกิจของ Alibaba นับว่าหลากหลายมากตั้งแต่เว็บค้าส่งออนไลน์ Alibaba, เว็บขายของ C2C Taobao, ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ Tmall, แอป Mobile Payment Alipay (ดำเนินงานภายใต้ Ant Financial), Yu E Bao บริษัทจัดการกองทุนตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก, Alibaba Cloud ธุรกิจ Cloud ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว, Lazada ธุรกิจขายของออนไลน์ที่เป็นที่นิยมของไทย, Cainiao ธุรกิจ E-logistic และอีกมากมายจนไม่สามารถสาธยายได้หมดในบทความนี้ได้ ….

ONE-UGG
ภาพที่ 10 - อาณาจักรธุรกิจของ Alibaba ที่มา: เพจ Facebook - Buffettcode

ในปี 2018 ราคาหุ้นของ BABA ปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่อง TradeWars ระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมไปถึงกำลังซื้อคนจีนและ GDP ที่มีแนวโน้มเติบโตลดลง ทำรายได้ของ Alibaba ในปี 2018 มีการเติบโตที่ลดลงกว่าที่ควรจะเป็นเหลือเพียงโต 73% (ย้ำว่าโตเพียง……73%) สวนทางกับราคาหุ้นสุดๆ

5. Tesla Inc (TSLA) สัดส่วน 4.8%

บริษัทรถยนต์พลังไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มีมูลค่าบริษัทแซงหน้ารุ่นพี่อย่าง Ford และ GM ไปแล้วเรียบร้อย Tesla คือหนึ่งในบริษัทที่ Wallstreet คาดว่าจะเป็นบริษัทที่มา “ปฏิวัติ” อุตสาหกรรมรถยนต์ หลายคนรู้จัก Tesla ในฐานะรถไฟฟ้าแต่นักลงทุนและ Wallstreet มอง Tesla มากว่าการเป็นเพียงรถไฟฟ้า เพราะอะไร? เพราะด้วยฟังก์ชั่น AutoPilot ยังทำให้ Tesla ถือว่าเป็น Autonomous Vehicle Level 2 ซึ่งทำให้ตัวรถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดและการควบคุมจากคนขับ นอกจากการขับเคลื่อนอัตโนมัติจะให้ความสะดวกสบายกับคนขับแล้ว Tesla ยังทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำไปวิเคราะห์และปรับปรุงระบบ AutoPilot ในอนาคตอีกด้วย ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ Wallstreet มอง Tesla ต่างจากบริษัทผลิตรถยนต์ทั่วๆ ไป และให้มูลค่า Tesla เป็นบริษัทรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังจะมีมูลค่าอุตสาหกรรมสูงถึง 7 ล้านล้านเหรียญในปี 2050 (ข้อมูลจาก: Prnewswire.com)

ในปี 2018 รายได้ของ Tesla เติบโต 82% จากการส่งมอบรถรุ่นใหม่ๆ กำลังซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเองก็ดูมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะปี 2018 ที่มีการเติบโตมากเป็นพิเศษจากการที่บริษัทรถยนต์ต่างๆ ปรับตัวมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในระยะสั้นการแข่งขันมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในระยะยาวเทรนด์รถไฟฟ้าและรถยนต์อัตโนมัติยังคงเป็นเทรนด์หลักที่น่าจับตามอง

ภาพที่ 11 – ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ที่มา: Insideevs.com

6. Kering (KER) สัดส่วน 4.7%

บริษัทเจ้าของแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง Gucci, Bottega Veneta, Balenciaga, Saint Laurant ปี 2018 รายได้โต 26% การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ทำไมเจ้าของแบรนด์หรูเหล่านี้ยังเติบโต คำตอบไม่ต้องไปหาไกล อยู่ประเทศใกล้ๆ ไทยคือประเทศจีนนั่นเองครับ

7. Facebook (FB) สัดส่วน 4.6%

ยักษ์ใหญ่ Social Network ที่โดนปัญหารุ่มเร้าด้านการรั่วไหลของข้อมูลทำให้กำไรโดยรวมในปี 2018 ถูกกระทบ อย่างไรก็ตามรายได้ของ Facebook ยังคงเติบโตถึง 37% นอกจากนั้นในปี 2019 นักวิเคราะห์ยังคาดว่า Facebook จะกลับมาเติบโตได้เช่นเดิมรายละเอียดเป็นอย่างไรผมเขียนสรุปไว้แล้วอ่านรายละเอียดหุ้น Facebook ได้ที่ https://www.finnomena.com/cashcycle/facebook/

8. Netflix (NFLX) สัดส่วน 4.5%

บริษัทส่ง DVD ตามบ้านที่พลิกผันตัวเองเข้าสู่บริการ Online Streaming ใครๆ ก็สามารถดูหนังบุฟเฟต์ผ่านอินเตอร์เน็ตได้เริ่มต้นเพียง 280 บาท/เดือน เทียบเท่าอาหารญี่ปุ่นมื้อเดียวเท่านั้น ถ้าเทปผีซีดีเถื่อนคืออันตรายของวงการหนังและภาพยนต์ Netflix คือระดับหายนะ เพราะทุกวันนี้ Netflix ได้เอาข้อมูลการเข้าชมของลูกค้า Netflix ไปวิเคราะห์และสร้างหนังซะเอง หนังดังของ Netflix ที่คนไทยติดกันงอมแงมก็มี Stranger Things, Riverdale และหนังซอมบี้มันส์ๆ ไม่แพ้ Walking Dead อย่าง The Kingdom

ONE-UGG
ภาพที่ 12 – เปรียบเทียบจำนวนงบลงทุน Content ของแต่ละบริษัท ที่มา: Statista.com

Netflix เอาจริงเอาจังกับการสร้างหนังเองมากแค่ไหน? จริงจังถึงขนาดที่งบในการสร้าง Content ของ Netflix สูงถึง 6,300 ล้านดอลลาร์ใกล้เคียงกับ Disney มากกว่าช่องดังอย่าง HBO, CBS และ Discovery นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2019 Netflix จะใช้งบกับการสร้าง Content สูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง Netflix บริษัทเทคโนโลยีที่มีอายุเพียง 20 ปี จะกลายเป็นบริษัทที่มีงบในการสร้าง Content สูงที่สุดในโลกทันที

ปี 2018 Netflix มีรายได้เติบโต 35% แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือกำไรของ Netflix เพราะอย่างที่เรารู้กันแล้วบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่มักจะมีเงินลงทุนในช่วงแรกสูงทำให้กำไรลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อบริษัทมีรายได้ถึงจุดคุ้มทุน ณ เวลานั้นกำไรจะโตอย่างก้าวกระโดด Netflix  เป็นตัวอย่างที่ดีเพราะในปี 2018 แม้รายได้โต 35% แต่กำไรของบริษัทโตสูงถึง 116% เลยทีเดียว

9. Alphabet (GOOG) สัดส่วน 3.6%

บริษัท Search สัญชาติอเมริกัน ที่คนไทยใช้กันแทบทุกวัน ผมเชื่อเหลือเกินว่า Google รู้เรื่องถนนไทยมากกว่าคนไทยจากการทำ Google Map, รู้ว่าคนไทยชอบกินอะไร อะไรกำลังจะมาจากการทำ Google Search และที่สำคัญ Google รู้ด้วยว่าเรากำลังจะไปเที่ยวไหน จองสายการบินอะไร เพราะเขาทำ Gmail ! ยุคนี้มันยุคของเทคโนโลยีครับ ใครถือข้อมูลคนนั้นคือผู้ชนะ หมดยุคแล้วกับการรบแบบเอารถถังมาชนกัน เอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ยุคนี้คือสงครามไซเบอร์ ! และความน่าเศร้าของประเทศไทยคือเราเสียเอกราชทางด้านข้อมูลไปเรียบร้อยแล้ว นับตั้งแต่วันที่เราซื้อ iPhone (U.S.A), เล่น Facebook (U.S.A.), ส่งข้อความใน Line (Japan), ซื้อของออนไลน์จาก Shopee (Singapore) และนั่ง Grab Taxi (Singapore) มาคิดดูดีๆ ผมว่าบริษัทเทคโนโลยีพวกนี้มีอิทธิพลกับคนไทยมากกว่ารัฐบาลไทยซะอีก

ส่วนในมุมของผลประกอบการ แม้ Google ดูเป็นบริษัทที่เก่าและอยู่มานาน (เมื่อเทียบกับพวก Facebook, Alibaba, Tesla) และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่การเติบโตของรายได้ Google ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าใครเลยปี 2018 Google  มีรายได้เติบโต 23%

10. Intuitive Surgical (ISRG) สัดส่วน 3.1%

Intuitive Surgical เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักซักเท่าไหร่ แต่ถ้าถามคนในวงการแพทย์ พวกเขาจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าบริษัทนี้ถือเป็น “Ironman” แห่งวงการแพทย์เลยทีเดียว สินค้าชูโรงของบริษัทคือหุ่นยนต์ผ่าตัดชื่อ “Da Vinci” ที่สามารถช่วยให้หมอสามารถผ่าตัดได้ง่ายแม้อยู่ในที่แคบๆ หรือบางจุดที่มือมนุษย์เข้าไปไม่ได้ ตอนนี้บริษัทกำลังพยายามบุกตลาดประเทศจีนและอินเดีย ปี 2018 บริษัทมีรายได้เติบโต 18%

วีดีโอ 2 – วีดีโอโชว์ศักยภาพการผ่าตัดของหุ่นยนต์ Da Vinci
ที่มา: Intuitive Surgical

นอกจากยักษ์ใหญ่ IT ยังมีหุ้นดีแบรนด์ดังด้วย?

หุ้น 10 ตัวแรกของกองทุน Baillie Gifford LTGG กองทุนหลักของกองทุน ONE-UGG มีหุ้นรวมกันเป็นสัดส่วน 56.1% และถือหุ้นรวมทั้งหมด 33 ตัว โดยหลักๆ เป็นหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโต การลงทุนแบบนี้ถือเป็นการลงทุนที่เมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ แล้วมีความ Focus เน้นๆ พอสมควรเลย

ทั้งนี้ทั้งนั้นกองทุนยังมีหุ้นเด็ดๆ ที่ใครๆ ก็รู้จักรวมอยู่ด้วยเช่น หุ้น Inditex เจ้าของแบรนด์ Zara, หุ้น Hermes เจ้าของกระเป๋าแอร์เมส, หุ้น Ctrip บริษัททัวร์อันดับหนึ่งของจีน และหุ้น L’Oreal เจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไปทั่วโลก

Winner Take All เกมส์ของปลาใหญ่ไฮเทค

หลายๆ คนอาจกำลังคิดว่าหุ้นเทคฯ ขนาดมหึมาเหล่านี้จะใหญ่เกินไปที่จะลงทุนแล้วหรือไม่? เพราะโลกมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่ผ่านมาแนวคิดดั้งเดิมของคนคือปลาเล็กที่ว่ายเร็วกลับกลายเป็นบริษัทที่เติบโตได้ดีกว่ายักษ์ใหญ่ที่เชื่องช้า แต่เชื่อไหมล่ะว่า ปลาใหญ่ไฮเทคเหล่านี้มีจุดแข็งที่ทำให้ปลาเล็กอย่างเราๆ ไม่มีทางโงหัวไปสู้เขาได้เลยอยู่ 2-3 ประการด้วยกัน

1. หุ้นเทคฯ ยิ่งโตยิ่งแกร่ง

หุ้นเทคฯ จะอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุดตอนเริ่มตั้งต้น แต่หลังจากที่มีรายได้ถึงจุดคุ้มทุนแล้วกำไรจะโตอย่างก้าวกระโดด ส่งเสริมถึงสถานะทางการเงินของบริษัทจึงทำให้ส่วนใหญ่แล้วบริษัทเหล่านี้มักไม่มีหนี้ มีเงินสดเหลือเฟือในการลงทุน ถ้ามีคู่แข่งที่มีศักยภาพเกิดขึ้นสิ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ IT ทำก็คือการซื้อมันซะเลย อย่างกรณีที่เกิดมาแล้วของการที่ Facebook ซื้อ Instagram

แต่ถ้าซื้อไม่ได้ล่ะ? ก็จะเข้ากรณี Facebook กับ Snapchat บริษัทยักษ์ใหญ่ก็จะทำการ Copy ซะเลย ด้วยสถานการณ์เงินที่ดีกว่า (อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าบริษัทที่ตั้งใหม่ๆ มักจะไม่มีกำไร สถานะการเงินไม่ต้องพูดถึง) ฐานลูกค้าที่ก็มีอยู่แล้ว เทคโนโลยีก็ดีกว่า ทำให้บริษัทที่ใหญ่กว่าได้เปรียบหลายด้าน และที่โหดที่สุดคือถ้าซื้อบริษัทคู่แข่งไม่ได้ บางทีก็จะข้ามไปซื้อบริษัทลูกค้ารายใหญ่ของคู่แข่งแทน ตัดน้ำเลี้ยงกันซึ่งๆ หน้า

2. หุ้นเทคฯ มีพลังของ “Big Data”

เคยได้ยินไหมครับที่คนเขาบอกว่า Facebook อาจจะรู้จักตัวคุณมากกว่าตัวคุณเองซะอีกเพราะทุกวันนี้ไม่ว่าเราทำอะไรก็โพสลงโซเชียลหมด ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าวันๆ เราทำอะไรบ้าง, เราเรียนที่ไหน, เป็นเพื่อนกับใคร, มีแฟนรึยัง และ ชอบกินอะไร ข้อมูลเหล่านี้แหละคือขุมทรัพย์ของบริษัทเทคฯ พอมีข้อมูลแล้วการจะขายของอะไรเราซักอย่างมันไม่ยากเลย

เราจึงเห็นบริษัทเทคฯหลายๆ บริษัทขยายธุรกิจไปธุรกิจอื่นๆ ได้ไม่ยากนัก Amazon.com ที่เคยขายแต่หนังสือ ทุกวันนี้ขายทุกอย่าง, Alibaba เป็น E-commerce Platform กลับกลายเป็นเจ้าของกองทุน Money Market ที่ใหญ่ที่สุด, Apple เริ่มจากขาย iPod ทุกวันนี้มี iPhone, iPad, Apple Watch, Apple Music การที่ใครจะเข้ามาแข่งกับธุรกิจยักษ์ใหญ่พวกนี้ยากมากๆ

3. พลังของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)

เราจะเห็นว่า AI ระดับโลกอย่าง Alpha Go ใช้เวลาไม่กี่อาทิตย์สามารถเอาชนะ Lee Sedol แชมป์โลกหมากล้อมที่ฝึกฝนฝีมือมามากกว่า 20 ปีได้ ความพ่ายแพ้ของมนุษย์ครั้งนี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ยังคงเดินหน้าต่อไป ถ้าในอดีตมนุษย์สามารถครองโลกได้ด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซักวันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์พัฒนาจนสามารถเอาชนะสติปัญญาของมนุษย์ได้

Ray Kurzweil อดีตวิศวกร Google และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียีอันดับต้นๆ ของโลกได้ประเมินไว้ว่า ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเอาชนะสติปัญญาของมนุษย์ได้ภายในปี 2029 หุ่นยนต์จะฉลาดกว่ามนุษย์ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่แน่นอนคือเจ้าของปัญญาประดิษฐ์ระดับนั้นจะกลายเป็นผู้ทรงอำนาจในโลกแน่นอน ไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็นเจ้าของระเบิดนิวเคลียร์ ณ ตอนนี้ คำถามคือแล้วจะเป็นใครล่ะถ้าไม่ใช่บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่เหล่านี้

จากความแข็งแกร่ง 3 ประการที่ผมกล่าวมา บริษัทเล็กๆ คนธรรมดาไม่มีศักยภาพไปต่อกรกับบริษัทเหล่านี้ได้เลย เมื่อสู้ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการเข้าร่วมกันเขาซะ แต่ถ้าจะซื้อหุ้นต่างประเทศอาจจะดูไกลตัวและค่อนข้างลำบาก ถ้าเป็นกองทุนอย่าง ONE-UGG ก็ช่วยให้สะดวกขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

5G  กำลังจะมา จรวดที่กำลังจะพุ่ง?

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้หุ้นหรือกองทุนไหนก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในอนาคต อย่างไรก็ตามปัจจัยที่เราควรจับตามองในระยะใกล้คือปัจจัยอย่างการเปิดใช้บริการ 5G ซึ่งตอนนี้เกาหลีใต้ได้เปิดให้บริการนำหน้าประเทศต่างๆ ในโลกไปก่อนแล้ว

5G ดีกว่า 4G ยังไง? นอกจากความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นแล้วเทคโนโลยี 5G มีจุดเด่นตรง Low Latency หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือการเชื่อมต่อมันต่อเนื่องกว่า 4G มากๆ ลองนึกภาพตอนที่เราเล่นเน็ตแล้วเข้าไปในที่ที่อับสัญญาณอ่ะครับเต็มที่เราก็เลิกเล่นแป๊ปนึง พอผ่านจุดๆ นั้นไปค่อยกลับมาเล่นใหม่ไม่ต่อเนื่องก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ในความเป็นจริงคือการเชื่อมที่ต่อเนื่องสำคัญมากๆ สำหรับเทคโนโลยีบางประเภท เช่น รถยนต์ไร้คนขับที่ต้องติดต่อสื่อสารกับระบบกลาง และรถยนต์คันอื่นตลอดเวลา ถ้าอยู่ดีๆเน็ตหลุดหรือเครื่องแฮงค์ มันไม่ได้จบแค่รอให้ผ่านจุดอับสัญญาณไป หรือรีสตาร์ทเครื่องใหม่ไง เพราะรถยนต์ไร้คนขับต้องดูแลชีวิตของคน ความผิดพลาดแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่ขาดการติดต่ออาจเป็นอันตรายถึงตาย

ดังนั้นเมื่อไหร่ที่โลกเรามี 5G ใช้อย่างแพร่หลายจะมีเทคโนโลยีมากมายที่จะพัฒนาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ ข้อมูลต่างๆ จะมีจำนวนมากขึ้นมหาศาลจากการใช้งานที่รวดเร็วและการติดต่อสื่อสารกันแบบ Real-Time ของปัญญาประดิษฐ์ สุดท้ายจะส่งผลให้วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้พัฒนาเพิ่ม ก็กลับมาพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อีก เป็นวงเวียนไปแบบนี้ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่มีมาก่อนในประวัติศาสตร์ 4,500 ล้านปีของโลกใบนี้ ที่ผ่านมา 10-20 ปีนี่เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น

ONE-UGG
ภาพที่ 13: การเปิดให้บริการ 5G ในเกาหลีของ SK Telecom ที่มา : https://www.globalskt.com/official.php/home/info/2052

จรวดอาจจะระเบิดกลางอากาศได้เช่นกัน วิกฤตปี 2000 คือบทเรียน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีโอกาสครั้งสำคัญอยู่ตรงหน้าแต่การลงทุนยังคงต้องทำอย่างมีหลักการ กระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ระวังมูลค่าหุ้นที่มีความคาดหวังสูงเกินไป เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีความคาดหวังมากๆ มักจะต้องมีการผิดหวังและปรับตัวลงอย่างหนัก หุ้นที่รอดมาได้อย่าง Amazon ลงหนักถึง 95% ในช่วงวิกฤตปี 2000

โอกาสครั้งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ต้องทำความเข้าใจ แม้จะเป็นหุ้นเทคฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นเทคฯจะน่าลงทุนไปซะทุกตัว กองทุนหุ้นเทคฯ จะดีไปซะทุกกอง นักลงทุนยังคงต้องวิเคราะห์บนหลักการและพื้นฐานของความจริง เพราะสุดท้ายผมเชื่อเสมอว่าทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ธุรกิจดีๆ ยังไงก็จะเติบโต หุ้นหรือกองทุนเทคโนโลยีดีๆ ยังไงก็สร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว

ONE-UGG
ภาพที่ 14: สรุปข้อมูลกองทุน ONE-UGG โดยคร่าว ที่มา: FINNOMENA, บลจ.วรรณ (ดูข้อมูลผลตอบแทนปัจจุบันได้ที่ https://www.finnomena.com/fund/ONE-UGG/performance)

เพิ่มเติม

  • Super App คือ แอปพลิเคชั่นที่ครอบคลุมบริการอันหลากหลาย มุ่งหวังให้คนใช้เป็นประจำ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นอกจาก WeChat ที่เอ่ยถึงในบทความ ก็มีแอปฯ อย่างเช่น Grab ที่มีทั้งบริการเรียกรถ, สั่งอาหาร, บริการด้านการเงิน, ซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ ส่วนในบ้านเรานั้น แอปฯ LINE เองก็ใกล้เคียงความเป็น Super App แล้วเช่นกัน

ONE-UGG เป็นส่วนหนึ่งของ FINNOMENA Best-in-Class (BIC) ซึ่งเป็นบริการการลงทุนที่จะช่วยคุณเลือกกองทุนยอดเยี่ยมที่สุด โดยกองทุน ONE-UGG อยู่ในสินทรัพย์หมวดกองทุนเทคโนโลยี หากท่านสนใจ คลิกที่ https://www.finnomena.com/bic-tech-private-banking/ หรือ แบนเนอร์ข้างล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

ดูข้อมูล ONE-UGG เพิ่มเติมได้ที่

https://www.finnomena.com/fund/one-ugg
https://www.one-asset.com/th/fund/detail/ONE-UGG

คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน