money management

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินคำที่นักเทคนิคที่มีประสบการณ์มักจะพูดแนะนำอยู่บ่อย ๆ คือ

“ถึงแม้จะอ่านกราฟหรือวิเคราะห์ทิศทางราคาได้เก่งขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้จักบริหารเงินลงทุน (Money Management) ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการเทรด”

ยิ่งเป็นใครที่เทรดอนุพันธ์ (Derivatives) พวกฟิวเจอaร์ส (Futures) อย่างเช่น SET50 Index Futures, Gold Futures หรือ Single Stock Futures ใน TFEX หรือสินค้าที่มี Leverage สูงอย่างพวก FOREX คำแนะนำที่บอกให้เราต้องบริหารเงินลงทุนก็ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะการเทรดอนุพันธ์นั้นใช้กลไกการวางเงินประกันแทนการจ่ายเงินเต็มจำนวน ทำให้มีอัตราเพิ่มของเงิน (Leverage) ซึ่งทำให้เกิดผลกำไรและขาดทุนจากการเทรดได้เร็วกว่าการเทรดหุ้นหลายเท่า

รู้หรือไม่ คนส่วนใหญ่ไม่เคยสนใจ Money Management

จากประสบการณ์ที่ผมได้ให้คำแนะนำกับนักลงทุนจำนวนมาก พบว่านักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคส่วนใหญ่เวลาตัดสินใจเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ มักจะให้ความสำคัญกับการอ่านกราฟราคา กราฟ Volume หรือวิเคราะห์ Indicators เพื่อให้ได้คำตอบเพียงว่า

  1. จะลงมือเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์อ้างอิงกับสินค้าตัวไหนดี หรือมีตัวไหนบ้างที่น่าสนใจเทรด
  2. หุ้นหรืออนุพันธ์ตัวที่กำลังสนใจอยู่ราคาน่าจะปรับตัวขึ้นหรือลงในอนาคต
  3. ปัจจุบันเป็นจังหวะที่น่าสนใจหรือเปล่า
  4. ถ้าตอนนี้เป็นจังหวะที่น่าสนใจ สามารถลงมือเทรดได้เลยหรือไม่

ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำตอบเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินลงทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญของการประสบความสำเร็จในการลงทุนเลย แต่จะเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาสัญญาณในการลงมือเทรดมากกว่า

6 ประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับ Money Management

ความสำคัญของ Money Management จะเป็นขั้นตอนถัดไปหลังจากที่เราได้คำตอบเบื้องต้นว่าหุ้นหรืออนุพันธ์ตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ และได้ข้อสรุปจากการวิเคราะห์กราฟแล้วว่าปัจจุบันเป็นจังหวะที่ดีในการลงมือ ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะพิจารณาเกี่ยวกับ Money Management ได้แก่

  1. ลำดับความน่าสนใจของหุ้นหรืออนุพันธ์แต่ละตัว เช่น ถ้ามีหุ้นหรืออนุพันธ์ที่น่าสนใจเทรดเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน หลายตัว แล้วตัวไหนหล่ะมีความน่าสนใจในการเทรดมากกว่าตัวอื่น ๆ
  2. ความคุ้มค่าในการลงมือแต่ละครั้ง โดยเปรียบเทียบระหว่างผลตอบแทนที่จะได้รับกรณีถ้าผลการเทรดเป็นไปตามที่คาดแล้วออกมาเป็นกำไรกับผลขาดทุนที่จะต้องเสียไปถ้าผลการเทรดไม่เป็นไปตามที่คาดแล้วออกมาเป็นขาดทุนว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่
  3. ความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุน ซึ่งจะวิเคราะห์ว่าการเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ในแต่ละครั้งจะเสี่ยงขาดทุนด้วยเงินจำนวนเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงกับเงินลงทุนในกรณีที่ผลการเทรดออกมาเป็นขาดทุน และควรจัดสรรเงินต้นที่จะใช้ในการเทรดแต่ละครั้งไม่เกินเท่าไหร่เพื่อให้มีเงินลงทุนพร้อมรับโอกาสอื่น ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต
  4. แผนรับมือกรณีที่จะเกิดขึ้นหลังจากลงมือเทรดไปแล้วในครั้งนั้น ๆ โดยหลังจากที่ลงมือซื้อหรือขายไปแล้วถ้าราคาหุ้นหรืออนุพันธ์เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่วิเคราะห์ไว้เกิดผลเป็นกำไร จะมีแผนในการทำกำไรอย่างไร แต่ถ้าราคาหุ้นหรืออนุพันธ์ไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์ไว้เกิดผลขาดทุนจะมีแผนรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร
  5. วางแผนการบริหารความเสี่ยงในการเทรดแบบต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนครั้งถัดไป โดยการกำหนดว่าถ้าผลการเทรดครั้งนี้ออกมาเป็นกำไรในการเทรดครั้งถัดไปจะทำอย่างไร หรือถ้าผลการเทรดครั้งนี้ออกมาเป็นขาดทุนในการเทรดครั้งถัดไปจะทำอย่าไร เป็นต้น
  6. ทบทวนแผนการบริหารเงินลงทุน เมื่อผ่านการเทรดไปสักระยะหนึ่งควรนำผลการเทรดที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงหรือแนวทางในการบริหารเงินลงทุนในอนาคตให้ดีขึ้น

ที่มาของ Money Management

สาเหตุที่ทำให้การบริหารเงินลงทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากมีความจริงเหล่านี้ผู้ลงทุนทุกคนเวลาเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่หลีกหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ

  1. ไม่มีใครสามารถรู้ผลการเทรดล่วงหน้า ว่าผลการเทรดในแต่ละครั้ง ครั้งไหนจะมีผลออกมาเป็นกำไร หรือครั้งไหนจะมีผลออกมาเป็นขาดทุน แต่ผู้ลงทุนทุกคนจะต้องพบกับครั้งที่ผลการเทรดออกมาเป็นขาดทุนอย่างแน่นอน ไม่มีใครที่จะสามารถเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์แล้วทำกำไรได้ทุกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีบางช่วงเวลาที่ผลการเทรดออกมาเป็นขาดทุนติดต่อกันหลายครั้งอีกด้วย
  2. ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจังหวะลงมือเทรดในแต่ละครั้งจะเป็นจังหวะที่ดีมากหรือดีน้อย เราไม่รู้ว่าการเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ตัวไหนจะให้ผลดีกว่าตัวอื่น เราไม่รู้ล่วงหน้าว่าราคาสินค้าตัวไหนราคาจะขยับช้าหรือเร็ว ไม่รู้ว่าการเทรดในแต่ละครั้งจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ไม่รู้ล่วงหน้าในการตัดสินใจลงมือเทรดแต่ละครั้งว่าผลที่เกิดขึ้นถ้าเป็นกำไรจะทำให้ได้กำไรมากหรือน้อย แต่สำหรับผลขาดทุนสูงสุดในแต่ละครั้งควรถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วย กลยุทธ์ของการ Stop Loss ตามหลักของการบริหารเงินลงทุน
  3. เงินทุนมีจำกัด แต่โอกาสในการเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถเทรดได้ทุกโอกาสที่เข้ามา

“ในโลกของการเทรด ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชัวร์ 100% และการที่เรามีเงินทุนจำกัด”

วัตถุประสงค์ของ Money Management

เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในหุ้นหรืออนุพันธ์จะต้องพบกับข้อจำกัดและความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้แนวทางในการบริหารเงินลงทุนถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง ควบคุมผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้นไม่ให้ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อเงินลงทุนทั้งหมดที่มี โดยจะใช้วิธีกำหนดผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้นสูงสุดในการเทรดแต่ละครั้ง เพราะถ้าการเทรดแต่ละครั้งเกิดผลขาดทุนมาก ๆ หรือมีผลขาดทุนติดต่อกันหลายครั้ง โอกาสที่จะได้ทุนคืนกลับมาก็ยิ่งยากมากขึ้น และโอกาสเทรดแล้วหมดตัวก็จะเพิ่มสูงขึ้น (ในตอนต่อ ๆ ไปผมจะแนะนำครับว่าในการเทรดแต่ละครั้งควรเสี่ยงครั้งละเท่าไหร่ เพราะอะไร)
  2. เพื่อกระจายความเสี่ยงในการเทรด โดยการวางแผนเทรดหุ้นหลายตัว หรืออนุพันธ์ที่อ้างอิงสินค้าหลากหลายประเภท และหลีกเลี่ยงการเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ที่อ้างอิงสินค้าที่มีความสัมพันธ์ของราคาที่ไปในทิศทางเดียวกัน (Correlation) เนื่องจากถ้าเราซื้อสินค้าที่ราคามีการปรับตัวขึ้นพร้อม ๆ กันหรือลงพร้อมๆ กันเสมอ ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระจายโอกาสและความเสี่ยง
  3. เพื่อกระจายโอกาสในการเทรด โดยจัดสรรเงินที่จะใช้ในการเทรดในแต่ละครั้ง ทำให้สามารถเทรดสินค้าได้หลายตัวในเวลาเดียวกัน หากมีโอกาสให้เทรดเข้ามาพร้อม ๆ กัน

จากที่มาของความจริงที่ต้องยอมรับในการเทรดหุ้นว่าเราไม่สามารถคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้แม่นยำ 100% และมีเงินลงทุนที่จำกัด ทำให้การบริหารเงินลงทุน (Money Management) นั้นมีเป้าหมายหลักให้ผู้ลงทุนไม่ผูกติดผลการลงทุนไว้ที่การเทรดเพียงครั้งใดครั้งหนึ่ง และสามารถเทรดอนุพันธ์ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ขั้นตอนในการทำ Money Management

หลังจากที่เราเข้าใจประเด็นสำคัญ ที่มา และวัตถุประสงค์ของ Money Management แล้วลำดับถัดมาผมจะแนะนำเกี่ยวกับ ขั้นตอนในการบริหารเงินลงทุนก่อนการตัดดสินใจลงมือเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ในแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ขั้นตอน ได้แก่

  1. หลังจากได้สัญญาณให้เทรดแล้ว จะตัดสินใจลงมือเทรดหรือไม่
  2. ถ้าตัดสินใจลงมือเทรด จะกำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่จะเสี่ยงขาดทุนในการเทรดแต่ละครั้งไว้เท่าไหร่
  3. จัดสรรเงินทุนที่ต้องใช้ในการเทรดในแต่ละครั้งเพื่อให้เทรดได้หลาย ๆ ตัว
  4. คำนวณจำนวนหุ้นหรือจำนวนสัญญาของอนุพันธ์ที่จะเทรดในแต่ละครั้ง

เราลองมาดูรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนกันครับว่ามีอะไรบ้าง

หมายเหตุ : ในบทความนี้จะเป็นขั้นตอนก่อนลงมือเทรดนะครับ ส่วนหลังลงมือเทรดไปแล้วก็จะมีหลักการบริหารเงินลงทุนด้วยเช่นเดียวกันแต่จะพูดถึงในบทความถัด ๆ ไป

ขั้นตอนที่1 : ตัดสินใจว่าจะลงมือเทรดหรือไม่ :

ถึงแม้การวิเคราะห์ข้อมูลจากกราฟราคา กราฟ Volume หรือ Indicators จะได้ข้อสรุปว่าปัจจุบันเป็นจังหวะที่น่าสนใจเทรดแล้วก็ตาม แต่บางครั้งเราอาจจะตัดสินใจไม่ลงมือเทรดครั้งนั้น ๆ ก็ได้ เนื่องจากผลตอบแทนที่จะได้รับไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง

การตัดสินใจว่าจะลงมือเทรดหรือไม่จะพิจารณา “ความคุ้มค่า” โดยเปรียบเทียบระหว่างกำไรที่คาดว่าจะได้รับในกรณีถ้าการเทรดครั้งนั้นเป็นกำไร (Reward) กับผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น (Risk) ถ้าการเทรดครั้งนั้นผลออกมาเป็นขาดทุน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reward to Risk Ratio

การคำนวณ Reward หาได้จาก เอาราคาเป้าหมายที่คาดว่าน่าจะไปถึง ลบด้วยราคาที่จะลงมือเทรด

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

ส่วนการคำนวณ Risk หาได้จาก ราคาที่จะลงมือเทรด ลบด้วยราคาที่จะตัดขาดทุน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้สัญญาณเทรดที่น่าสนใจของอนุพันธ์ตัวหนึ่ง แต่ปรากฏว่าลองเปรียบเทียบผลกำไรขาดทุนแล้วพบว่า ถ้าการเทรดครั้งนี้ผลออกมาเป็นกำไรโดยเทียบจากราคาเป้าหมายจะได้กำไรทั้งหมด 20,000 บาท แต่ถ้าผลออกมาเป็นขาดทุนจากราคาตัดขาดทุนจะขาดทุน 50,000 บาท เราก็จะไม่ลงมือเทรดเพราะผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง (ได้ไม่คุ้มเสีย) ถึงแม้ว่าจะเกิดสัญญาณให้เข้าซื้อทางเทคนิคก็ตาม

แล้ว Reward to Risk Ratio เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่า????

โดยทั่วไปผมจะแนะนำว่า ถ้าเราไม่เคยวิเคราะห์ข้อมูลการเทรดของเราในอดีต Reward to Risk ควรจะมากกว่า 2 ขึ้นไปถึงจะถือว่าคุ้มค่า แต่ว่าค่านี้ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จนะครับ เนื่องจากหากอยากวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้นอีก เราควรจะรู้ค่า % Win Ratio ของเราด้วย เพราะถ้าหากใครที่ใช้กลยุทธ์ที่มี %Win Ratio สูง ๆ ค่า Reward to Risk Ratio ก็อาจจะปรับลดลงก็ได้ แต่ที่ผมแนะนำว่าที่ควรจะมากกว่า 2 ขึ้นไป เนื่องจาก โดยทั่วไป % Win Ratio ของคนที่ใช้กลยุทธ์เทรดตามทิศทางของแนวโน้ม (Trend Following) จะอยู่ประมาณ 40% +/- เท่านั้น (เทรด 10 ครั้ง กำไรประมาณ 4 ครั้ง ขาดทุนประมาณ 6 ครั้ง)

ขั้นตอนที่ 2 : กำหนดจำนวนเงินสูงสุดที่จะเสี่ยงขาดทุนในการเทรดแต่ละครั้ง

การลงมือเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์แต่ละครั้งควรมีการกำหนดว่าจะเสี่ยงขาดทุนสูงสุดเป็นจำนวนเงินเท่าไร ซึ่งส่วนมากจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับจำนวนเงินลงทุนทั้งหมด เช่น ถ้ามีเงินลงทุน 500,000 บาท และถ้าเรากำหนดว่าจะเสี่ยงขาดทุนครั้งละไม่เกิน 2 % ในการเทรดแต่ละครั้งจะต้องขาดทุนไม่เกิน 10,000 บาท เป็นต้น

สำหรับแนวทางที่ใช้ในการหาเปอร์เซ็นของเงินที่จะเสี่ยงสูงสุดจากเงินลงทุนที่มีอยู่ทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้งที่เหมาะสมมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น

  1. ถ้าเราพิจารณาด้านความเสี่ยงเป็นหลัก อาจจะใช้วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อให้เทรดแล้วไม่หมดตัว (Risk of Ruin)
  2. ถ้าพิจารณาด้านผลตอบแทน อาจจะใช้วิธีหาสัดส่วนที่ทำให้เกิดผลกำไรสูงสุดจากการเทรดต่อเนื่องในระยะยาว (Optimal Fraction หรือ Kelly Criterion) (ลองหาอ่านโดยค้นหาจาก google กันได้ครับ) เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 : การจัดสรรเงินทุนที่ต้องใช้ในการเทรดในแต่ละครั้ง

เนื่องจากทุกคนมีเงินสำหรับใช้ในการเทรดจำกัด ดังนั้นจึงต้องมีการจัดสรรเงินทุนสูงสุดในการเทรดแต่ละครั้งด้วยเพื่อให้สามารถกระจายซื้อหุ้นหรืออนุพันธ์ได้หลาย ๆ ตัว (Diversification) สมมติว่าเรามีเงินลงทุน 500,000 บาท และต้องการกระจายความเสี่ยงในการเทรดอนุพันธ์ทั้งหมด 10 ตัว หมายความว่าในการเทรดแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินลงทุนไม่เกิน 50,000 บาท

ข้อสังเกต : เงินที่ใช้ในการเทรดแต่ละครั้ง (ในขั้นตอนที่ 3) กับเงินที่เสี่ยงขาดทุนในการเทรดแต่ละครั้ง (ในขั้นตอนที่ 2) ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน ตัวอย่างข้างต้น ถึงแม้ว่าเราจะใช้เงินในการเทรด 50,000 บาท แต่การเทรดครั้งนั้นถ้าอาจจะไม่ได้เสี่ยงขาดทุนทั้งหมด 50,000 บาทก็ได้ (ดูตัวอย่างในการคำนวณได้ในขั้นตอนที่ 4)

ประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดสรรเงินในการเทรดอีกอย่างหนึ่ง คือ ควรจำกัดเงินลงทุนที่ใช้เทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ที่สินค้าอ้างอิงมีทิศทางของราคาไปในทางเดียวกัน (Correlation) เพราะ ถือว่าไม่เป็นการกระจายความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในทองคำ โลหะเงิน แพลทินัม พร้อม ๆ กันไม่ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเป็นโลหะมีค่าเหมือนกันราคามักจะเคลื่อนที่ขึ้นลงเหมือนกัน หรือซื้อหุ้น PTT PTTEP TOP BCP PTTGC พร้อม ๆ กันก็ไม่ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงเพราะราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นหรือลงเหมือน ๆ กันตามราคาน้ำมัน เป็นต้น

เทคนิคส่วนตัวเวลาผมแบ่งเงินที่ใช้ในการเทรดแต่ละครั้งให้ไม่เกิน 10-15% ของเงินที่มีทั้งหมด โดยสามารถลงทุนในหุ้นหรืออนุพันธ์พร้อม ๆ กันได้มากที่สุดประมาณ 8-10 ตัว (กระจายโอกาส)

ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณจำนวนหุ้นหรือจำนวนสัญญาที่จะเทรดในแต่ละครั้ง หลังจากผ่านขั้นตอนที่ 2 และ 3 เราจะได้เงื่อนไขของการบริหารเงินลงทุนก่อนตัดสินใจลงมือเทรด 2 เงื่อนไข คือ

  1. จำนวนเงินที่จะเสี่ยงขาดทุนสูงสุดในแต่ละครั้ง และ
  2. จำนวนเงินสูงสุดที่จะใช้ในการลงทุนแต่ละครั้ง

ขั้นตอนต่อมาก็คำนวณจำนวนหุ้นหรือจำนวนสัญญาของอนุพันธ์ที่จะเทรดในแต่ละครั้ง ที่จะเทรดในแต่ละครั้งได้โดย

  1. คำนวณจำนวนหุ้นหรือจำนวนสัญญาสูงสุดที่จะเทรดในแต่ละครั้งจากเงื่อนไขแรก โดยนำจำนวนเงินที่จะเสี่ยงขาดทุนสูงสุดในแต่ละครั้งหารด้วยจำนวนที่คาดว่าจะขาดทุนต่อหุ้นหรือต่อ 1 สัญญา
  2. คำนวณจำนวนหุ้นหรือจำนวนสัญญาสูงสุดที่จะเทรดในแต่ละครั้งจากเงื่อนไขที่สอง โดยคำนวณจากจำนวนเงินที่จะใช้ในการลงทุนสูงสุดในแต่ละครั้งหารด้วยเงินที่ต้องใช้ในการเทรด 1 หุ้นหรือ 1 สัญญา

จากนั้นนำค่าที่คำนวณได้จากทั้ง 2 เงื่อนไขมาเปรียบเทียบกัน และตัดสินใจเทรดตามจำนวนที่น้อยกว่า

ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินลงทุน 500,000 บาท จะเสี่ยงขาดทุนครั้งละไม่เกิน 2% และจะใช้เงินในการเทรดแต่ละครั้งไม่เกิน 15% ปัจจุบันกำลังสนใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคาปัจจุบัน 80.00 บาท เราคำนวณจุดที่จะตัดขาดทุนได้ที่ 76.50 บาท เราควรจะซื้อหุ้นครั้งนี้กี่หุ้น?

เงื่อนไขที่ 1 พิจาณาจากเงินที่จะเสี่ยงขาดทุนสูงสุดในแต่ละครั้ง : เสี่ยงจะขาดทุนครั้งละไม่เกิน 2% ของเงินลงทุน 500,000 บาท = 10,000 บาท

ถ้าผลการเทรดครั้งนี้ออกมาเป็นขาดทุน เราจะขาดทุนอยู่ที่

ราคาตัดขาดทุน – ราคาต้นทุน คือ 76.50 – 80.00 = -3.50 บาท ต่อหุ้น

แต่เราไม่ต้องการเสี่ยงที่จะขาดทุนเกินครั้งละ 10,000 บาท ดังนั้นเราซื้อหุ้นได้ทั้งหมดไม่เกิน 10,000 / 3.50 = 2,857 หุ้น

เงื่อนไขที่ 2 พิจารณาจากเงินที่จะใช้ในการเทรดสูงสุดในแต่ละครั้ง : ใช้เงินซื้อหุ้นครั้งละไม่เกิน 15% ของ 500,000 บาท = 50,000 บาท

เงิน 50,000 บาท สามารถซื้อหุ้นที่ราคาหุ้นละ 80.00 บาทได้ทั้งหมด (จำนวนเงินที่จะซื้อหุ้น / ราคาหุ้น) คือ 75,000 / 80.00 = 937 หุ้น

สรุปจำนวนหุ้นที่จะเทรดในครั้งนี้ : จากทั้ง 2 เงื่อนไขรวมกันสรุปได้ว่าเราสามารถซื้อหุ้นทั้งหมด 900 หุ้น (หน่วยที่เล็กที่สุดที่จะเทรดได้ใน SET = 100 หุ้น ) โดยติดเงื่อนไขที่ 2 เรื่องเงินที่ใช้ในการเทรดสูงสุดในแต่ละครั้ง โดยจะใช้เงินซื้อหุ้นทั้งหมด 900 x 80.00 = 72,000 บาท และมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในการเทรดหุ้นครั้งนี้ คือ = 900 x 3.50 = 3,150 บาท

สรุป

ผมหวังว่าเพื่อน ๆ บทความนี้จะให้มุมมองและภาพกว้าง ๆ เกี่ยวกับ Money Management ว่ามีความสำคัญอย่างไร โดยผมได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ประเด็นสำคัญของ Money Management ที่มาและวัตถุประสงค์ของ Money Management และขั้นตอนในการทำ Money management ซึ่งจะทำให้เห็นว่าเวลาตัดสินใจลงมือเทรดหุ้นหรืออนุพันธ์ในแต่ละครั้งมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักลงทุนไม่มากก็น้อย เพื่อน ๆ ที่สนใจแนวทางการวิเคราะห์ทางเทคนิค สามารถติตผลงานได้ทาง Facebook ของ DaddyTrader นะครับ

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ