fact-that-should-know-before-market 01

คนจำนวนมากเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพราะได้ยินและเชื่อว่าตลาดหุ้นสามารถทำเงินให้งอกเงยขึ้นเร็วและง่ายกว่าหนทางอื่น  หลายคนอาจจะหวังร่ำรวยและมี “เสรีภาพทางการเงิน” ในเวลาไม่นานนักจากการลงทุนในตลาด  บางคนก็แค่หวังว่าจะสามารถเกษียณได้อย่างมีเงินเพียงพอโดยการลงทุนในตลาดหุ้น  คนที่คิดว่าตนเองมีความสามารถสูงในการที่จะวิเคราะห์หรือมีกลยุทธ์การลงทุนที่ดีก็มักที่จะมีความทะเยอทะยานสูง  พวกเขาหวังที่จะ  “รวย”  จากตลาดหุ้นอย่างเต็มเปี่ยม  ตลาดหุ้นมีความน่าท้าทายและไม่น่าเบื่อหน่ายเทียบกับงานอย่างอื่น  การลงทุนนั้นไม่ต้องถูกใครสั่ง  ไม่มีนาย  ไม่ต้องเอาใจใคร  ว่าที่จริงการลงทุนนั้นถ้าจะมีก็คือมีคนที่จะเอาใจเรา  เช่น  โบรกเกอร์อยากชักชวนให้เราซื้อขาย  นักวิเคราะห์มาเสนอข้อมูลให้เราฟัง  แม้แต่ผู้บริหารบริษัทเองบางทีก็มาบรรยายคุณสมบัติของกิจการให้เราฟังอย่างกับว่าเราเป็นเพื่อนหรือคนที่มีอุปการคุณ  การวิเคราะห์ศึกษาและการตัดสินใจทำในเรื่องของการลงทุนเองนั้นก็ดูเหมือนว่าจะสนุกสนานน่าตื่นเต้น   จะทำแค่ไหนก็ได้ตราบที่เรายังรู้สึกสนุก  ไม่มีคำว่าต้องทำให้เสร็จ  ว่าที่จริงมันไม่มีจุดว่าเราต้องทำแค่ไหนด้วยซ้ำ  ดังนั้น  กระบวนการลงทุนซื้อขายหุ้นจึงเป็นเรื่องที่คล้าย ๆ  กับการ “เล่น”  มากกว่าที่จะเป็นงาน  และนี่ก็เป็นเครื่องดึงดูดให้คนจำนวนมากเข้ามาเล่นหรือลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งในความคิดก็คือ “ทั้งสนุกและได้เงิน” และนี่ก็อาจจะเป็นความฝันของคนหลาย ๆ  คนที่เบื่องานประจำที่ขาดอิสระทั้งหลาย

แต่ก่อนที่เราจะเข้ามาลงทุนหรือเล่นหุ้นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหุ้นลงทุนเองหรือการลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งที่เป็นกองทุนปกติและกองทุนอิงดัชนี  เราก็ควรจะรู้ว่า “สถิติ”  ในการลงทุนที่ผ่านมาของคนแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร  เพราะความจริงข้อนี้จะทำให้เราพอจะคาดการณ์ได้ว่ากิจกรรมที่สนุก  ท้าทาย  น่าตื่นเต้นที่เรียกว่าการ “เล่นหุ้น” นี้จะช่วยทำเงินให้เราเป็นอย่างดี  หรืออาจจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราเสียเงินหรือได้เงินไม่คุ้มค่ากันแน่ในระยะยาว  นอกจากนั้น  ความรู้ในข้อมูลเหล่านั้นก็ยังอาจจะช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้องในการลงทุนด้วย

เริ่มที่ผลการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย

โดยเฉลี่ยที่เลือกหุ้นลงทุนเองก่อนเพราะนี่เป็นกลยุทธ์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ข้อมูลหรือการศึกษาต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีการศึกษามายาวนาน  ผมจะเลือกเฉพาะที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

เรื่องแรกก็คือ  นักลงทุนส่วนบุคคลทั้งหญิงและชายต่างก็ลงทุนหรือเล่นหุ้นได้ “เก่ง”  หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ  “แย่”  พอ ๆ  กัน นั่นก็คือได้ผลตอบแทนการลงทุนต่ำกว่าดัชนีหุ้น (ที่มีการปรับค่าความเสี่ยงแล้ว) ในระยะยาว

ข้อสองก็คือ  ในช่วงสั้น ๆ  นั้น เวลาที่พวกเขาเข้าซื้อหุ้นตัวไหน  หลังจากนั้นมันจะเริ่มแย่ลง หรือ Underferform  แต่เวลาที่เขาขายหุ้นตัวไหน  หลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็จะขึ้นหรือ Outperform พูดง่าย ๆ  มักจะซื้อขายหุ้นผิดเวลา

โดยเฉลี่ยแล้วนักลงทุนชายกับนักลงทุนหญิงจะได้ผลตอบแทนจากการเลือกหุ้นพอ ๆ  กัน  แต่เมื่อคิดผลตอบแทนสุทธิหรือผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายในการซื้อขายเช่นค่าคอมมิชชั่นแล้ว ผลตอบแทนของผู้หญิงจะสูงกว่า เนื่องจากว่าผู้ชายมักจะซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้หญิง  ว่าที่จริง  คนที่เทรดหุ้นมากที่สุดนั้นมักทำผลตอบแทนได้แย่ที่สุด

ยิ่งนักลงทุนมีความมั่นใจสูงว่าตนเองมีความสามารถในการเลือกหุ้น  เช่นสามารถคิดคำนวณว่าหุ้นตัวไหนราคาถูกหรือแพงได้เก่งกว่าคนอื่น หรือเป็นคนที่คิดว่าสามารถจับจังหวะในการซื้อขายหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ผลตอบแทนของเขาก็จะแย่ลงเท่านั้น

ผู้หญิงที่เป็นโสดนั้นสามารถทำผลตอบแทนสุทธิได้ดีกว่าหญิงที่แต่งงานแล้ว โดยที่นักวิจัยเชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะพวกหล่อนไม่ถูกชักจูงหรือแนะนำโดยสามีที่มีความมั่นใจเกินไป

การลงทุนโดยการ “เล่นกันเป็นกลุ่ม”  เช่นการลงทุนของชมรมนักลงทุนหรือ Investment Club นั้น  พบว่า “แย่มาก” และแย่กว่าดัชนีตลาดถึง 4% ต่อปี แถมมีความเสี่ยงสูงกว่า  นี่อาจจะเป็นการแสดงว่าในการลงทุนนั้น  “หัวเดียวอาจจะดีกว่าหลายหัว”

เช่นเดียวกัน  IQ อาจจะไม่ได้ช่วยให้ลงทุนได้เก่ง  เพราะชมรมการลงทุนชื่อ Mensa ซึ่งสมาชิกเป็นกลุ่มคนมี  IQ สูง แต่กลับทำผลตอบแทนได้แย่มาก  ผลตอบแทนแพ้ดัชนี S&P 500 ถึงปีละ 13% เป็นเวลา 15 ปี

ประเด็นที่แย่ยิ่งกว่าสำหรับนักลงทุนรายย่อยก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าตนเองทำผลงานที่แย่แค่ไหน  ผลการศึกษาพบว่านักลงทุนประเมินผลตอบแทนของตนเองสูงกว่าความเป็นจริงถึงปีละ 11.5% โดยเฉลี่ย  ยิ่งคนที่ผลตอบแทนแย่มากแค่ไหน  เขาก็ยิ่งประเมินผลตอบแทนตัวเองเกินไปมากแค่นั้น  เช่น มีคนเพียง 5% ที่บอกว่าลงทุนแล้วขาดทุนทั้ง ๆ  ที่ความจริงก็คือ  นักลงทุนที่ขาดทุนนั้นมีถึง 25% ของนักลงทุนทั้งหมด  และคนส่วนใหญ่ถึง 75% นั้น  ทำผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีตลาดที่ใช้อ้างอิง

ทีนี้ลองมาดูผลงานของ Fund Manager ของกองทุนรวมบ้าง

ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ไม่ดีไปกว่านักลงทุนรายย่อยเท่าไรนัก สถิติบอกว่าพวกเขาไม่สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างต่อเนื่อง   การเลือกหุ้นของพวกเขานั้นไม่ช่วยให้ทำเงินเพิ่มได้เลย  และคนที่ทำผลงานดีในงวดที่ผ่านมาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทำได้ดีในงวดต่อไป  ตรงตามคำเตือนในโฆษณาที่ว่า “ผลงานที่ดีในอดีตไม่ได้รับประกันว่าจะทำได้ดีในอนาคต”

ข้อที่สองที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการบริหารกองทุนรวมนั้น  เป็นตัวที่ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมลดลงและต่ำกว่าดัชนีเท่า ๆ  กับค่าใช้จ่ายนั้น  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ  โดยเฉลี่ยในระยะยาวแล้ว  ผู้จัดการกองทุนไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับกองทุนจากการเลือกหุ้นของตนเลย  แต่คิดค่าบริหารกองทุนทุกปีในอัตราที่กำหนด  ซึ่งทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีอ้างอิงเท่า ๆ  กับค่าบริหารกองทุน

จากเหตุผลดังกล่าว  ในระยะยาวแล้วจึงพบว่ากองทุนที่มีผลงานดีได้ดาวสูง ๆ จาก Morningstar ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับนั้นก็คือกองทุนที่มีค่าบริหารและจัดการต่ำกว่ากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมสูง

ข้อสรุปจากการศึกษากองทุนรวมก็คือ  ดูเหมือนว่าผลงานการลงทุนของผู้จัดการนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือเลย  แต่ขึ้นอยู่กับโชคที่บางกองทุนก็ “โชคดี”  ทำผลตอบแทนได้สูงในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งบางครั้งก็หลายปีติดต่อกัน  แต่หลังจากนั้นโชคก็อาจจะไม่ดีซึ่งทำให้ผลตอบแทนตกต่ำลงแล้วก็อาจจะมีกองทุนใหม่ที่ “โชคดี”  ขึ้นมาแทน  ไม่มีใคร “เก่งจริง” และเอาชนะตลาดได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน  และนั่นนำมาซึ่งคำแนะนำสุดท้ายสำหรับคนที่ต้องการลงทุนผ่านกองทุนรวมนั่นก็คือ  ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีตลาดที่มีค่าบริหารที่ต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่องยาวนานซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั่นก็คือปีละประมาณเกือบ 10% ในภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ดี

สำหรับนักลงทุนส่วนบุคคลที่เลือกหุ้นลงทุนเองนั้น  ผมคิดว่าสถิติในตลาดหุ้นอเมริกาจะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระมัดระวังว่า  การลงทุนมันอาจจะสนุก  แต่ถ้าเราไม่เก่งจริง  โอกาสที่เราจะเสียเงิน  บางทีโดยไม่รู้ตัวก็อาจจะมีสูง  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเราศึกษาและประเมินตนเองดีแล้ว  การเลือกหุ้นลงทุนเองก็เป็นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างมโหฬาร  แต่ในกรณีนี้ผมคิดว่าคนที่มีคุณสมบัติและทำได้แบบนี้ก็น่าจะมีน้อย  คนส่วนใหญ่เองนั้นผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในตลาดหุ้นที่มีอนาคตที่ดีไปอีกนานซึ่งรวมถึงตลาดในต่างประเทศด้วย

ที่มาบทความ : http://portal.settrade.com/blog/nivate/2016/07/05/1748