ธุรกิจ Me-Too

การทำอะไรที่เลียนแบบกันในทางธุรกิจหรือแม้แต่เรื่องอื่น ๆ ในประเทศไทยนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่อง “ปกติ” อะไรก็ตามที่มีบางคนทำแล้วเกิดความรุ่งเรืองเฟื่องฟู  ยอดขายโตเร็วกำไรดีและการผลิตขึ้นมาขายก็ทำได้ไม่ยาก  ก็จะมีคนแห่กันมาทำ  บ่อยครั้งทำกันจนล้นเกินและในที่สุดก็จะเจ๊งและต้องออกจากธุรกิจไป  ตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กที่เห็นกันทั่วเมืองก็เช่น  การขายชาไข่มุกหรือการเปิดร้านขายกาแฟ  เป็นต้น  ส่วนตัวอย่างธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองก็มีไม่น้อยและก็มีตลอดเวลาขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนธุรกิจอะไรกำลัง  “มาแรง” กล่าวคือ  มีบางบริษัทที่ทำธุรกิจบางอย่างแล้วยอดขายโตขึ้นเร็วและกำไรเติบโตดี  ที่สำคัญราคาหุ้นวิ่งขึ้นต่อเนื่อง  บางราย Market Cap. เพิ่มขึ้นหลายเท่า  บริษัทขนาดเล็กกลายเป็นบริษัทหมื่นล้านบาท  บริษัทขนาดกลางกลายเป็นบริษัทแสนล้านบาท  ซึ่งก็ทำให้บริษัทอื่นอยากจะทำเลียนแบบ  โดยหวังว่านักลงทุนจะหันมาสนใจหุ้นของตนเองซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงแบบเดียวกับหุ้นเหล่านั้น  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  พวกเขาเห็นว่า  การผลิตหรือให้บริการหรือทำธุรกิจแบบเดียวกันนั้น  “ทำได้ไม่ยาก”  ในทางวิชาการหรือภาษาทางธุรกิจนั้น  เราเรียกว่าเป็นธุรกิจ  “Me-Too” คือ  “ขอเล่นด้วยคน”

ธุรกิจแรกที่มีบริษัทจดทะเบียนรายใหม่เข้ามาทำหรือมาให้บริการค่อนข้างมากในช่วงเร็ว ๆ  นี้  ผมยกให้เป็นธุรกิจปล่อยกู้ให้กับผู้บริโภคหรือเงินกู้ส่วนบุคคลซึ่งเป็นธุรกิจที่  “ร้อนแรง”  มาน่าจะหลายปีแล้ว  บริษัทที่ให้บริการหลายบริษัทมีรายได้และกำไรเติบโตเร็วและราคาหุ้นวิ่งขึ้นเป็นจรวด  หลายบริษัทมี Market Cap. เป็นแสนล้านบาททั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่มูลค่าหุ้นสูงยิ่งกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของประเทศบางแห่ง  หุ้น Consumer Finance ขนาดเล็กหลายแห่งก็กลายเป็นบริษัทหมื่นล้านบาทได้ง่าย ๆ  เพราะการเติบโตของธุรกิจจะยิ่งเร็วกว่ากิจการขนาดกลางดังกล่าว  ดังนั้น  บริษัทจดทะเบียนอีกหลาย ๆ  แห่งจึงขอเข้ามาเล่นบ้าง  บางแห่งก็อาจจะร่วมกับผู้เล่นรายเดิมที่อาจจะมีกำลังเงินไม่พอ  พวกเขาคิดว่าจะต้องเข้าเล่นอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังต้องการเงินกู้มากในยามที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่และประชาชนกำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วนในช่วงโควิด-19 ระบาดรุนแรง  ผลก็คือ  หุ้นก็มักจะวิ่งขึ้นไปตามคาด  ทั้ง ๆ  ที่ยังแทบจะไม่ได้เปิดบริการจริง ๆ เลย

ธุรกิจกลุ่มที่สองที่น่าจะ “กำลังมา” และบางส่วนก็เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการเงินเพื่อบริโภคส่วนบุคคลข้างต้น  นี่คือเรื่องของธุรกิจ “ดิจิทัล” เช่นพวกที่ให้บริการซื้อขายและ/หรือลงทุนใน Crypto currency หรือเงินคริปโตที่กำลังปรับตัวขึ้นร้อนแรงทั่วโลก  และการให้บริการกู้เงินและปล่อยกู้แบบไม่ผ่านตัวกลางที่เรียกว่า  Decentralized Finance หรือ DeFi  และการทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องหรือใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน  เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  ในกรณีของธุรกิจดิจิทัลเหล่านี้  เราก็ยังไม่เห็นบริษัทจดทะเบียนที่สามารถให้บริการได้เป็นเรื่องเป็นราว  ทุกบริษัทที่เข้ามาหรือกำลังจะเข้ามาดูเหมือนว่าจะ “กำลังทำ” แต่ราคาหุ้นก็เริ่มสะท้อนถึงอนาคตที่จะ “เติบโตระเบิด” บ้างแล้ว

ธุรกิจ “Me-Too” ที่ทำกันมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังทำกันต่อมาจนถึงวันนี้ก็คือการทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดทั้งหลายตั้งแต่แสงแดด  ลม  พลังงานน้ำ  และชีวมวล  เป็นต้น  เหตุผลที่ทำกันมากนั้น ที่สำคัญก็คือมันมีขนาดของอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากและบริษัทสามารถที่จะซื้อโครงการได้ทันทีซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้และกำไรทันที  และด้วยต้นทุนเงินคือดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำของประเทศไทย  ทำให้นี่เป็นธุรกิจ Me-Too ที่มีคนทำมากที่สุด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นี่คือธุรกิจที่ไม่ต้องทำการตลาดและมีผู้รับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอนมั่นคงในระยะยาว  จริงอยู่อัตราทำกำไรอาจจะไม่ได้สูงนักแต่การลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมากได้  ก็ทำให้หุ้นของบริษัทอาจจะได้รับการปรับให้มีมูลค่าสูงขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวได้โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจเดิมของบริษัทเริ่มอิ่มตัวแล้ว

การทำ Logistic หรือธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าถึงผู้บริโภค  การส่งสินค้าระหว่างธุรกิจ  และการขนส่งโดยทั่วไปแบบครบวงจร  ก็น่าจะกำลังเป็นกระแสใหม่ที่จะมีคนพยายามเข้ามา “เล่นด้วยคน” แม้ว่าธุรกิจนี้จะทำยากพอสมควรเพราะต้องทำเองทุกอย่างและที่สำคัญต้องหาลูกค้า  นอกจากนั้น  คนที่ทำอยู่เองนั้น  ถึงแม้รายได้จะโตเร็วมาก  แต่กำไรก็ยังไม่มีหรือไม่ได้กำไรมากมายอะไรนัก  ทุกรายต่างก็หวังว่ามูลค่าของกิจการที่จะได้จากนักลงทุนเมื่อบริษัทเข้าสู่ตลาดทุนจะมากเหมือนอย่างในต่างประเทศที่ก้าวหน้ากว่า  ดังนั้น  การเข้ามาเล่นในธุรกิจนี้จึงยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่พอสมควร  และในบางกรณีก็จะเป็นการเข้าไปถือหุ้นบางส่วนในบริษัทที่ประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่ก็เป็นบริษัท Startup ที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว

เรื่องของพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์เสพติดอ่อน ๆ  เช่นกัญชง กัญชาและกระท่อม เองนั้น  หลังจากที่ทางการอนุญาตให้ทำธุรกิจได้และก็มีหลายบริษัทเริ่มออกผลิตภัณฑ์มาขายโดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มหรืออาหารผสมกัญชา  แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสตอบรับในเรื่องของรายได้และกำไรอันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ก็ยังไม่ปรากฏ  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเพิ่งจะเริ่ม  ธุรกิจที่ใหญ่มากขึ้นเช่นการปลูกหรือสกัดกัญชาเองนั้นก็ต้องใช้เวลาและน่าจะยังไม่เห็นผลในช่วงนี้  แต่ที่เป็นสาเหตุจริง ๆ  ที่ทำให้กระแสแผ่วลงไปน่าจะอยู่ที่ว่านี่อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่พอที่จะขับเคลื่อนรายได้หรือกำไรของบริษัทเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักเดิมของบริษัท  ดังนั้น  นี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจ Me-Too ของบริษัทขนาดเล็กมากกว่า

ธุรกิจ “ติดตามหนี้” ดูเหมือนว่าจะกำลังเติบโตเร็วโดยเฉพาะในด้านของกำไร ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากระบบบัญชีในการคิดต้นทุนของหนี้เสียที่ซื้อมาด้วย นี่ประกอบกับการที่เศรษฐกิจเลวร้ายลงและคนคาดว่าสถาบันการเงินจะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากให้ตามเก็บ ผลก็คือนักลงทุนต่างก็ดูว่านี่เป็นธุรกิจที่ดีมากและทำกำไรได้งดงามและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นจึงวิ่งขึ้นไปสูงมากจนแทบไม่น่าเชื่อ  กิจกรรมทวงหนี้ลูกค้าของสถาบันการเงินซึ่งเดิมเป็นกิจกรรมย่อย ๆ  ในระบบการปล่อยสินเชื่อนั้น กลายเป็นกิจกรรมที่ “มีมูลค่ามากที่สุด”  ค่า PE ของบริษัทสูงถึง 40-50 เท่าในขณะที่สถาบันเจ้าของหนี้เสียเดิมมีค่า PE ไม่ถึง 10 เท่า  บริษัทติดตามหนี้ที่เคยไปรับงานเก็บหนี้ให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่นั้น  กลายเป็นกิจการที่มีมูลค่ามากกว่าตัวสถาบันการเงินเอง และถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมสถาบันการเงินไม่ทำงานนี้เอง? ดังนั้น บริษัทที่ไม่เคยทำธุรกิจติดตามหนี้แต่มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของเงิน เช่น ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าทั้งธุรกิจและบุคคลธรรมดาอื่นก็เริ่มที่จะเข้ามาทำธุรกิจติดตามหนี้  เหนือสิ่งอื่นใด  หลายแห่งก็ต้องตามหนี้ของบริษัทตนเองอยู่แล้ว  การทำธุรกิจนี้เป็นเรื่องเป็นราวก็ไม่น่าจะยากอะไร

โดยสรุปแล้ว  ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่คนชอบทำเลียนแบบก็คือธุรกิจที่กำลังร้อนแรงในช่วงเวลานั้นที่จะต้องมีการเติบโตที่รวดเร็วหรือเป็นกระแสที่จะเติบโตไปในอนาคตตามเมกกะเทรนด์ของโลกหรือของไทย  เป็นกิจการที่ทำกำไรดีและเมื่อสำเร็จก็จะมีความมั่นคงต่อเนื่องไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงตลอดเวลา  ส่วนมากก็จะเป็นสินค้าในเศรษฐกิจใหม่หรือไม่ถูก Disrupt โดยเทคโนโลยีได้ง่าย และที่สำคัญก็คือ เป็นธุรกิจที่ “ทำได้ง่าย” ในแง่ที่ว่าการผลิตและการให้บริการไม่ซับซ้อนไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง  การตลาดก็เปิดกว้าง  ผู้ขายหรือหรือให้บริการรายใหม่สามารถขายแข่งกับผู้ให้บริการรายเก่าได้เท่าเทียมกันทั้ง ๆ ที่มาทีหลังหรือมีขนาดเล็กกว่ามาก  ไม่มีใครได้เปรียบรายอื่นมากกว่ากันเท่าไรนัก  หรือบ่อยครั้งก็ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดเลยเพราะมีผู้ซื้อพร้อมอยู่แล้ว

ฟังอย่างผิวเผินก็อาจจะรู้สึกว่านั่นคือธุรกิจที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง  เพราะทุกอย่าง ดีและง่ายไปหมด” และเมื่อประกาศทำ  ราคาหุ้นก็อาจจะวิ่งขึ้นไปมากมาย  และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อยที่ทำธุรกิจ  “Me-Too” และเจ้าของก็  รวยไปเลย”  แต่นั่นก็อาจจะไม่จริงโดยเฉพาะในระยะยาว  เพราะธุรกิจที่ทำนั้น  ในไม่ช้าก็อาจจะพบว่าไม่ได้ดีอย่างที่คิด  และแม้แต่บริษัทที่เคยเติบโตและทำกำไรได้ดีก็เริ่มแย่หรือตกต่ำลง  กำไรที่เคยดีนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากระบบการคิดต้นทุนที่ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงเท่าที่ควรหรือคิดต้นทุนที่ผิดพลาด  หรือสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปโดยที่ในช่วงต้นคนที่ทำธุรกิจนั้นอาจจะดีแต่เมื่อมีคนเข้ามาทำแข่งมากขึ้นในลักษณะ Me-Too การเติบโตและกำไรก็อาจจะหายไป  หรือในกรณีที่เป็นสินค้าหรือบริการใหม่ในประเทศไทยที่เลียนแบบต่างประเทศก็อาจจะพบว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในธุรกิจในที่สุดก็ล้มเหลว  เป็นต้น  และเมื่อถึงเวลานั้น  หุ้นที่เคยขึ้นไปสูงก็จะตกลงมาอย่างแรง  คนที่เข้าไปเล่นหุ้นหรือลงทุนในธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจ Me-Too ก็จะขาดทุนอย่างหนัก  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  ผมมักจะไม่ชอบหรือไม่ก็หลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านั้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2021/09/06/2557

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม