อวสานของหุ้น IPO

หุ้นที่ขายให้กับประชาชนทั่วไปและเข้าจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกหรือที่เรียกกันว่าหุ้น IPO นั้น  ในแง่ของนักลงทุนแล้วก็เป็นหุ้นหรือหลักทรัพย์เล็กที่สุดกลุ่มหนึ่ง  เหตุผลเพราะว่ามันมีน้อยมากและมักจะเป็นหุ้นขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่

นักลงทุนที่จริงจังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็น VI พันธุ์แท้ที่มุ่งมั่นมักจะไม่ค่อยสนใจหรือเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น  อย่างมากที่จะทำก็คือการจองซื้อหุ้น IPO  หรือหุ้นออกใหม่ถ้าได้รับสิทธิ์ที่จะจอง  และก็มักจะขายค่อนข้างเร็วหลังจากที่หุ้นเข้าตลาด  หุ้น IPO นั้น  ในความคิดของเขาก็คือหุ้นที่มักจะ  Overpriced หรือตั้งราคาสูงเกินพื้นฐานหรือไม่ก็ตามราคาพื้นฐาน  หุ้นที่ตั้งราคาต่ำกว่าพื้นฐานถ้าจะมีบ้างก็เป็นเพราะบริษัทที่ปรึกษาตั้งราคา “ผิดพลาด”  ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นน้อย  ในสิบบริษัทก็อาจจะมีอย่างมากแค่ 3-4 บริษัทเท่านั้น

ดังนั้น  ถ้าเราเข้าไปซื้อ  โอกาสที่จะถือหุ้นยาวแล้วได้กำไรก็น่าจะน้อยมาก  แต่ในระยะสั้น ๆ  ในช่วงแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาด  ราคาหุ้นอาจจะขึ้นไปเยอะมากโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมและกลุ่มหุ้น IPO กำลังร้อนแรงถึงขีดสุด  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้น IPO นั้นเป็นตัวแทนหรือเป็นสัญลักษณ์ที่รุนแรงที่สุดของการ  “เก็งกำไร” ในตลาดหุ้น

การที่หุ้น IPO เป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงนั้นมีหลายเหตุผล 

ข้อแรกก็คือ  มันยังไม่เคยมีประวัติเรื่องราคาหุ้นที่จะให้นักเก็งกำไรจดจำ 

ดังนั้นราคาที่ “เหมาะสม”  อาจจะเป็นเท่าไรก็ได้ในระยะเวลาอันสั้น  ไม่เหมือนหุ้นที่อยู่มานานที่นักลงทุนมักจะจำได้หรือรู้ว่าราคามันเคยขึ้นไปถึงกี่บาทและลงมาที่เท่าไรซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ามันมี “กรอบของราคา” ที่จะไม่ผ่านไปได้ง่าย ๆ

ข้อสอง  หุ้น IPO นั้นมักจะมีขนาดเล็กและจำนวนหุ้นหมุนเวียนยิ่งน้อย

เช่นแค่ 25-30% ของหุ้นทั้งหมด  ถ้ามีคนเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมากในเวลาอันสั้น  ทำให้หุ้นถูก  “ต้อนเข้ามุม”  ราคาก็มีโอกาสสูงขึ้น “ทะลุฟ้า” และโดยเฉพาะในวันแรกที่เพดานราคาสามารถขึ้นไปได้ถึงหลายร้อยเปอร์เซ็นต์  การเข้าไปเล่นก็จะสนุกสุดเหวี่ยง

ข้อสาม หุ้น IPO มักจะมีประวัติหรือผลประกอบการสั้นแต่ “น่าประทับใจ”  

หรืออย่างน้อยก็มี สตอรี่หรือเรื่องราวที่สัญญาว่าจะ “โตระเบิด”  กำไรในอนาคตจะดีกว่าเดิมมาก  ดังนั้น ค่า PE ที่มักจะสูงอยู่แล้วก่อนเข้าตลาดก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก  และนี่ก็คือ “หุ้นเติบโต” ที่ราคาต้องขึ้น  เหมาะอย่างยิ่งกับการเก็งกำไร

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือ  หุ้น IPO จะต้องมีคนเข้ามา “เล่นหรือดูแล”  

ไล่ตั้งแต่เจ้าของหุ้น  นักลงทุนรายใหญ่  ที่ปรึกษาการเงิน  หรือแม้แต่สถาบันในบางกรณี  นักลงทุนคิดว่า  อย่างน้อยพวกเขาคงไม่ปล่อยให้  “ต่ำจอง”  ตั้งแต่วันแรก ๆ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ไม่มีใครมีต้นทุนต่ำกว่าราคา IPO  และแม้ว่าเจ้าของหุ้นจะมีต้นทุนต่ำกว่ามาก  แต่พวกเขาก็มักจะถูก Silent Period หรือเวลาห้ามขายหุ้นระยะหนึ่ง  หรือไม่ก็ไม่ขายเพราะต้องดูแลหรือประคองไม่ให้ราคาหุ้นต่ำกว่าจองซึ่งจะทำให้ “เสียชื่อเสียง”  และทำลายอนาคตหุ้นของตนเอง

ดังนั้น  ถ้าจะกล่าวโดยสรุปก็คือ  หุ้น IPO นั้น  เป็นหุ้นที่น่าเก็งกำไรสุดยอด

โดยเฉพาะของนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยในยามที่ตลาดหลักทรัพย์กำลังอยู่ในโหมดของการเก็งกำไรร้อนแรง  ในเวลาแบบนี้  ทุกคนต่างก็ต้องการจองซื้อหุ้น IPO ไม่ว่าราคาจะเป็นอย่างไร  ที่ปรึกษาการเงินต่างก็ต้องการทำหุ้น IPO  เพราะขายคล่องและสามารถเอามาขาย “มัดใจ” นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นผ่านบริษัท  ในด้านของเจ้าของบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเองนั้น  เนื่องจากความต้องการที่สูงของนักลงทุน  พวกเขาจะสามารถ “ขายบางส่วนของบริษัท” แค่ 25-30% ในราคาที่สูง  บางทีสูงมากจนไม่น่าเชื่อ  ทำให้เขาเป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

ยุคบูมหรือยุคเฟื่องฟูของหุ้น IPO นั้นมักจะตามหลังยุคที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิง  โดยที่ IPO อาจจะตามหลังภาวะตลาดซักประมาณ 1-2 ปี เนื่องจากกระบวนการทำ IPO นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายบริษัทต้องอาศัยเวลาในการ  “แต่งตัว” ซึ่งรวมถึงการจัดระบบบัญชี  การบริหารงานภายใน  และการทำให้ “กำไร” ของบริษัทดูดีขึ้นมาก ๆ  เพื่อที่ว่าราคาหุ้นที่จะขายจะได้สูงตาม  นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด  เพราะถ้าขายได้ราคาต่ำจะขายไปทำไม?  เก็บไว้กินเองจะไม่ดีกว่าหรือ?

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  การเข้าตลาดหุ้นนั้นมี “ต้นทุน”  อยู่ไม่น้อย  ทั้งต้นทุนที่จะต้องมีในฐานะที่เป็นบริษัทมหาชนและต้นทุนของการต้องเปิดเผยข้อมูลของบริษัทและการขาดอิสระในการดำเนินการบางอย่าง  จริงอยู่บริษัทได้ผลประโยชน์ด้านอื่นโดยเฉพาะในด้านของการระดมทุนเพื่อขยายงานและปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินรวมถึงชื่อเสียงที่จะได้รับในฐานะบริษัทจดทะเบียน  แต่ในความเป็นจริง  บริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนที่มีผลประกอบการที่ดีนั้น  ก็มักจะไม่ได้มีปัญหาในการหาเงินมาขยายกิจการอยู่แล้ว

ความเฟื่องฟูของหุ้น IPO ในตลาดหุ้นไทยนั้นดำเนินมาต่อเนื่องหลายปีและน่าจะถึงจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2560 ที่มีกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดเกือบ 40 แห่ง  หุ้น IPO ที่เข้าตลาดเหล่านั้น  ในวันแรกต่างก็มักจะทำผลงานได้ดีเกินราคาจอง  ตัวที่ดีมากทำกำไรให้กับคนจองเป็นร้อยหรือสองร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มีทั้ง ๆ  ที่ราคา IPO ก็ไม่เคยต่ำเลย  ส่วนใหญ่มี PE ไม่น้อยกว่า 20 เท่า  บางตัวเกิน 30 เท่าโดยที่ไม่ได้มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอะไรมากยกเว้นแต่ว่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่  “มีอนาคต”  และบริษัทมีสตอรี่ที่น่าประทับใจ  และผลการดำเนินงานปีล่าสุด  “โดดเด่น”

อย่างไรก็ตาม  พอถึงปี 2561  ทุกอย่างเกี่ยวกับ IPO ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไป  หุ้นจองที่เข้าตลาดวันแรกเริ่มมีราคาปิด  “ต่ำจอง” มากขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ว่าตอนที่เปิดให้จองหุ้นก็ยังมีคนจองครบหรือล้น  ประเด็นก็คือ  สภาวะตลาดหุ้นที่ “ไม่เอื้ออำนวย”  ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงแม้ว่าจะไม่มากแต่หุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มของ IPO นั้นตกต่ำอย่างหนักส่งผลให้คนขายหุ้น IPO ตั้งแต่วันแรกเพราะขาดความมั่นใจ

คำถามสำคัญเวลานี้ก็คือ  อาการที่หุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกก็ต่ำกว่าราคาจองนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่ 

เรายังควรจองหุ้น IPO อย่างกระตือรือร้นและหวังจะทำกำไรได้งดงามหรือไม่?  ซึ่งคำตอบของผมก็คือ  ผมคิดว่ากระแสของหุ้น  IPO นั้นน่าจะจบลงไปแล้ว  หุ้น IPO ที่ออกมาในวันนี้เป็นหุ้นที่ได้เตรียมการมาแล้วเป็นปี ๆ  และถึงเวลาต้องออก  ราคาหุ้นที่กำหนดก็เป็นราคาหุ้นที่น่าจะยังแพงหรือไม่ถูกเลยเพราะมันยังเป็นราคาที่อ้างอิงจากช่วง “บูม”  แม้ว่าเวลานี้ที่ปรึกษาและเจ้าของอาจจะลดราคาลงมาบ้างเพื่อให้หุ้นประสบความสำเร็จเมื่อเข้าตลาด

ดังนั้น  การคาดหวังที่จะเห็นหุ้น IPO ทำกำไรงดงามตั้งแต่วันแรกนั้นผมคิดว่าหวังมากไม่ได้  โอกาสที่จะขาดทุนก็มีสูง  การขายหุ้น IPO ของผู้รับประกันการจำหน่ายน่าจะยากขึ้นโดยเฉพาะถ้าเป็นกิจการที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ  ในกรณีแบบนี้  Underwriter ก็มักจะต้องขายหุ้นที่เหลือจากจองสู่ตลาดและทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าจอง

ภาพที่จะเห็นมากกว่าก็คือ  การเลื่อนการขายหุ้นไปอย่างไม่มีกำหนดซึ่งก็จะมีมากขึ้น  ส่วนบริษัทใหม่ ๆ  ที่จะเข้าตลาดก็จะลดน้อยลงมากเพราะถ้าเข้าก็จะต้องขายหุ้นในราคาไม่แพงซึ่งทำให้ไม่คุ้มที่จะทำ  ในช่วงเวลานี้  “การเก็งกำไรในหุ้นตัวเล็ก”  ดูเหมือนว่าจะหดหายไปมากและไม่น่าจะกลับมาได้ในเร็ววันโดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่าหุ้นเล็กเหล่านั้นก็ยังแพงมากและราคาไม่ลดลงอานิสงค์จากการที่หุ้นอาจจะถูก “Corner” อยู่  ดังนั้น ผมจึงคิดว่านี่เป็นช่วง  “อวสานของหุ้น IPO” ตามการอวสานของการเก็งกำไรของนักลงทุนส่วนบุคคล  การอวสานของหุ้นตัวเล็ก  และการอวสานของอีกหลาย ๆ  อย่างในตลาดหุ้นไทย  และคงต้องใช้เวลาอีกหลาย ๆ ปีก่อนที่หุ้น IPO จะกลับมาเฟื่องอีก

ที่มาบทความ: thaivi.org