ความเจ็บปวดของ VI

ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาต่อเนื่องนั้น  สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนก็คือความรู้สึก  “เจ็บปวด” ในใจ   นักลงทุนจำนวนมากต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลดอาการเจ็บปวดนั้น  ส่วนมากแล้วก็จะขายหุ้นทิ้ง “ตัดขาดทุน” เพราะทนเห็นหุ้นที่ถืออยู่ตกลงไปเรื่อย ๆ  ไม่ไหว  บางคนก็ “ซื้อถัว” คือซื้อหุ้นในราคาที่ลดลงเพื่อถัวเฉลี่ยกับต้นทุนเดิมทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงโดยหวังว่าเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นมาอัตราการขาดทุนจากหุ้นตัวนั้นจะได้ลดลงเร็วขึ้น   นี่ก็เป็นเรื่องของการเจ็บปวดเนื่องจากราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปรุนแรงที่มักจะก่อให้เกิดการเจ็บปวดกันทั่วหน้า

แต่การเจ็บปวดในตลาดหุ้นของนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI และลงทุนระยะยาวนั้นมีมากมาย  บ่อยครั้งเราก็ต้อง “ทน”  ที่จะไม่ทำอะไรเพื่อที่จะลดอาการเจ็บปวดนั้น  เพราะการทำอาจจะทำให้เราต้องขายและ/หรือซื้อหุ้นซึ่งถ้าเราทำบ่อย ๆ  เราก็จะไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวที่เน้นถือหุ้นโดยอิงจากพื้นฐานระยะยาวของกิจการเป็นหลัก  กลายเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนระยะสั้นซึ่งอิงอยู่กับจิตวิทยาและปัจจัยอื่น ๆ  ที่คาดการณ์ได้ยากซึ่งในที่สุดก็ทำให้เรา “แพ้” และไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว

ความเจ็บปวดของ VI นั้น  ถ้าพูดถึงการ “ขาดทุน” จากการลงทุนแล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เจ็บมากถ้าการขาดทุนนั้นไม่ได้รุนแรงจนกลายเป็นหายนะ เช่นเป็นการขาดทุนไม่เกิน 20% ในระหว่างปี  เหตุผลก็เพราะว่าการลงทุนถือหุ้นระยะยาวเป็นที่เข้าใจได้ว่านาน ๆ  ครั้งหุ้นมันก็ต้องปรับตัวลงบ้าง  แต่ถ้าปรับตัวลงติดต่อกันหลายปีหรือผลตอบแทนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นย่ำแย่  แบบนี้ VI ก็คงต้องรู้สึกเจ็บปวดแน่นอน   แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุดนั้นน่าจะเป็นเรื่องของการขาดทุนของพอร์ตโดยรวมแล้ว  มันยังเป็นการขาดทุนที่เลวร้ายกว่าการลดลงของดัชนีตลาดอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย  และนี่ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะกำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้สำหรับ VI จำนวนมาก  เหตุผลก็คือ  ปีนี้ดูเหมือนว่าหุ้นตัวเล็กและกลางจะทำผลงานได้ย่ำแย่เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่  ผมคิดว่า VI หลายคนอาจจะขาดทุนเกินกว่า 20% ผลจากการที่ “หุ้น VI” หลาย ๆ  ตัวที่เป็นหุ้น “ยอดนิยม” ตกลงมากว่า 50% ในช่วงปีนี้

การ  “เปรียบเทียบ” นั้น  น่าจะเป็นแหล่งของความเจ็บปวดมากที่สุดของนักลงทุนรวมถึง VI ขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะมันเป็นมาตรฐานหรือเป็นเครื่องวัดว่าวิธีการลงทุนที่เราทำอยู่นั้นมันถูกต้องแค่ไหน   ถ้าเราลงทุนไปเรื่อย ๆ  “วันต่อวัน”  หรือแม้แต่ “ปีต่อปี” โดยไม่ได้เปรียบเทียบกับอะไรเลยรวมถึงดัชนีตลาด  บางทีเราก็อาจจะไม่รู้ว่าเราไม่ควรลงทุนเองเลยก็ได้  เหตุผลง่าย ๆ  ก็คือ  เราสามารถสร้างผลตอบแทนพอ ๆ  กับดัชนีตลาดได้เสมอโดยการลงทุนในกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ที่คิดค่าบริหารต่ำสุด  เป็นต้น

การเปรียบเทียบกับผลงานการลงทุนของเพื่อนหรือคนที่เรารู้จักก็เป็นแหล่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับ VI ไม่น้อยและผมคิดว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรรังแต่จะเป็นโทษ  เพราะเราอาจจะปรับวิธีการลงทุนซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องและไม่ได้ปรับปรุงวิธีการลงทุนของเราให้ดีขึ้นด้วย  เหตุผลก็เพราะว่า  ข้อแรก  เราอาจจะไม่ได้ข้อมูลผลตอบแทนของคนอื่นที่ถูกต้องก็ได้  เราอาจจะเห็นว่าหุ้นบางตัวของเพื่อนนั้นเติบโตดีมากกว่าหุ้นของเราแต่เราก็ไม่รู้ว่าต้นทุนเขาเป็นอย่างไร  เช่นเดียวกัน  เราอาจจะไม่รู้ว่าหุ้นบางตัวของเขาก็อาจจะขาดทุนหนักหรือเขายังมีทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากน้อยแค่ไหนและมันสร้างผลตอบแทนอย่างไร  คำพูดของคนว่าเขาได้ผลตอบแทนเท่าไรในแต่ละปีหรือแต่ละช่วงเวลาเองนั้น  บางทีก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง  การที่คนบางคนมีพอร์ตหรือมีหุ้นที่มีมูลค่ามากขึ้นมากนั้น  บางทีก็อาจจะมาจากการนำเงินจากแหล่งอื่นที่มีมากกว่าของเรามากหรือมีการกู้ผ่านการใช้มาร์จินมาลงทุนก็ได้   ดังนั้น  การเปรียบเทียบผลการลงทุนกับคนอื่นโดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาอันสั้นเช่นไม่ถึง 10 ปีนั้น  ผมคิดว่ามีแต่จะทำให้เจ็บปวด  เพราะแม้ว่าผลงานของเราจะ “ดูดีมาก”  แต่ “เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า” เราจะหาความสุขได้ยากมากและก็มักจะพบแต่ความเจ็บปวดแม้ว่าเราจะทำได้ดีอยู่แล้ว

“หุ้นลงหุ้นของเราก็ลงด้วย  แต่เวลาหุ้นขึ้น หุ้นเรากลับไม่ขึ้น”  นี่ก็เป็นความเจ็บปวดที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากต้องขายหุ้นทิ้งในที่สุดเพื่อลดความเจ็บปวด  แต่หลายคนก็กลับเจ็บปวดอีกครั้งเพราะหลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็ปรับตัวกลับขึ้นมา  การเป็น VI นั้น  เราจะต้องอดทนต่อความผันผวนของหุ้นได้ดีกว่าคนอื่นเพราะอย่างที่บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ว่า  “ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินจากคนที่อดทนไม่ได้ไปสู่คนที่อดทนรอได้”   ดังนั้น  เวลาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว  เราต้องคิดเสมอว่าการผันผวนของหุ้นนั้นไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องสอดคล้องกับดัชนีตลาดเสมอไปโดยเฉพาะหุ้น VI ที่มักจะถูกกำหนดโดยพื้นฐานและผลประกอบการมากกว่าจากอิทธิพลของตลาดหุ้น

การประกาศผลประกอบการรายไตรมาศที่  “น่าผิดหวัง”  ดูเหมือนว่าจะเป็นความเจ็บปวดพอสมควรสำหรับ VI ที่ลงทุนโดยที่คาดหวังว่าผลประกอบการของบริษัทจะดีขึ้นเรื่อย ๆ  ในระยะยาว  หลายคนอาจจะขายหุ้นทิ้งเพื่อลดความเจ็บปวดโดยเฉพาะถ้ามันเป็นความผิดหวังซ้ำมากกว่าหนึ่งไตรมาส    อย่างไรก็ตาม  การทำแบบนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง  เหตุผลเพราะว่าบริษัทเองอาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นปีหรือมากกว่านั้นก่อนที่กำไรจะดีขึ้นตามปกติเนื่องจากบริษัทอาจจะอยู่ระหว่างการลงทุนขยายงานที่ต้องใช้เวลาก่อนที่จะทำกำไรได้  หรือภาวะเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมในช่วงนั้นอาจจะไม่เอื้ออำนวย  ในกรณีดังกล่าว  หากเห็นว่ากิจการก็ยังแข็งแกร่งหรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  เราก็อาจจะต้องอดทนรอ  อย่าขายแม้หุ้นจะตก

ความเจ็บปวดของ VI นั้น  บางครั้งก็เพราะพบว่าผู้บริหารบริษัทของเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่น  ทำผิดกฎเกณฑ์หรือผิดจรรยาบรรณของการเป็นบริษัทจดทะเบียน  ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายหุ้นหรือตกแต่งบัญชี   หรือบางทีก็ทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือเสียหายต่อบริษัท  เช่น  การซื้อทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือผลกำไรที่คุ้มค่า  หรือมีการจัดสรรกำไรอย่างไม่เหมาะสมเช่นการจ่ายปันผลในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่ได้มีการเติบโตทางธุรกิจนักและมีเงินสดมากการที่บริษัทกระทำดังกล่าวนั้นอาจจะมาจากเรื่องของการฉ้อฉลหรือทำเพราะผู้บริหารไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหลัก  จึงอาจจะตัดสินใจโดยไม่ได้คำนึงถึงผู้ถือหุ้นเท่าที่ควรส่งผลให้ราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นของบริษัทต่ำกว่าที่ควรจะเป็น  ความเจ็บปวดแบบนี้บางทีเราก็จะต้องอดทนเช่นเดียวกันหากเห็นว่าพื้นฐานของกิจการยังดี  ปัญหาที่เกิดขึ้นยังพอรับได้และหุ้นมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานพอสมควร  การขายหุ้นทิ้งเพื่อลดความเจ็บปวดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก

สุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือเรื่องของความเสียดายและเสียใจที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ  โดยที่ความเสียดายนั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นดี  ราคาหุ้นขึ้นกันต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว  บางครั้งเรา “เล็ง” ที่จะซื้อหุ้นบางตัวแต่เรา “ต่อรองราคา” มากเกินไปโดยการตั้งเสนอซื้อแทนที่จะเคาะซื้อแต่แล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปแรงทำให้เราพลาดและไม่ต้องการไล่ซื้อตาม  สุดท้ายราคาหุ้นตัวนั้นขึ้นไปมาก  เรารู้สึกว่าเราพลาดกำไรไปมากมายเนื่องจากเรา  “เหนียวเกินไป”  เรารู้สึกเจ็บปวด  ตรงกันข้าม  ในช่วงที่หุ้นตกและเรากำลังคิดว่าจะขายหุ้นแต่แล้วเราไม่ได้ขายและหุ้นตกหนักลงไปอีกจนเราขาดทุนจากที่เคยกำไร  เรารู้สึกเสียใจและเจ็บปวด  อย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้  เรารู้ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว  ดังนั้น  เราต้อง “ทำใจ”

มีเรื่องเจ็บปวดในตลาดหุ้นตลอดเวลา  ถ้าเราไม่ฝึกฝนการ “ทำใจ” ให้ถูกต้องเข้มแข็ง  โอกาสที่ความเจ็บปวดจะมาทำร้ายเราทั้งในเรื่องของจิตใจและผลการลงทุนก็จะสูง  การเป็น VI และลงทุนระยะยาวนั้น  การมีจิตใจที่มั่นคงมีความอดทนและอดกลั้นสูงมีความสำคัญเท่า ๆ  กับความรู้ในเรื่องของการลงทุน

ที่มาบทความ: thaivi.org