“ปีหน้า ลงทุนอะไรดี?”

หลายคนอาจจะเริ่มตั้งคำถามนี้ช่วงปลายปี 2018 กัน วันนี้เนื่องในโอกาสปีใหม่ ทาง FINNOMENA IC ขอนำเสนอมุมมองการลงทุนสำหรับทั้งปี 2019 อีกครั้ง แต่รอบนี้เราคัดเฉพาะไฮไลต์มานำเสนอแบบเนื้อๆ เน้นๆ โดยในบทความนี้เราจะสรุปว่าปี 2018 เกิดอะไรขึ้นบ้าง ปี 2019 มีอะไรท้าทายบ้าง และเราควรจะลงทุนในอะไรดี? พร้อมแล้วก็ไปอ่านกันได้เลยครับ

"ปีหน้าลงทุนอะไรดี?": มุมมองการลงทุนปี 2019 โดย FINNOMENA IC

"ปีหน้าลงทุนอะไรดี?": มุมมองการลงทุนปี 2019 โดย FINNOMENA IC

Key Challenges in 2019 – ความท้าทายในปี 2019

1. Harmful Political – ประเด็นการเมืองยังสร้างความกังวลให้ตลาดทั่วโลก

ภูมิภาคยุโรปยังคงมีปัจจัยเสี่ยงในปี 2019 ทั้งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มโตน้อยลงที่ 1.7% และประเด็นการเมืองคือ การบังคับใช้ระเบียบการคลังต่อประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ประเด็น Brexit และการเลือกตั้งรัฐสภาสหภาพยุโรปที่มีกำหนดการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2019 ซึ่งมีแนวโน้มว่ากลุ่มการเมืองที่มีแนวความคิดแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปจะได้รับความนิยมสูงขึ้นจากแนวคิดชาตินิยมที่กำลังขยายตัว ดังนั้นแม้ตลาดยุโรปจะมี Valuation ที่ถูกลงมามาก เรายังคงไม่แนะนำลงทุนตลาดหุ้นยุโรปในเวลานี้

ในส่วนประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้จะมีปัจจัยบวกจากการเลื่อนเก็บภาษีสินค้านำเข้าไปอีก 90 วัน เพื่อหาข้อยุติ ช่วยให้สถานการณ์การลงทุนคลายความกังวลได้ในระยะสั้น แต่มีความเป็นไปได้น้อยที่สหรัฐฯ และจีนจะหาข้อสรุปและยุติประเด็นดังกล่าวอย่างเด็ดขาด โดยทาง FINNOMENA IC มองว่าประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยลบสำหรับการลงทุนในปี 2019 บ้าง แต่ตลาดจะให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าวน้อยลง

2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโต แต่จะโตในอัตราที่ลดลง (Soft Landing)

เนื่องจากในปี 2018 สหรัฐฯ มีนโยบายปรับลดการเก็บภาษีให้กับภาคเอกชน (Trump Tax Cut) รวมถึงตลาดแรงงานที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่งผลให้ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวด้วยอัตราที่สูง

แต่ในปี 2019 เนื่องจากจะไม่มีนโยบายปรับลดการเก็บภาษีให้กับภาคเอกชน รวมไปถึงผลกระทบจากสงครามการค้า และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวขึ้น เราจึงมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังคงขยายตัวแต่ขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่า 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราส่วน P/E ของตลาดหุ้นไม่น่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณเชิงบวก เช่น ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอย่าง PMI ที่ยังอยู่ในระดับสูง ตัวเลข GDP ยังขยายตัว และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ปรับฐานไปในระดับหนึ่งแล้ว ที่ทำให้เรามองว่าในปี 2019 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดทั่วโลกไม่น่าปรับตัวลงอย่างรุนแรง แต่จะอยู่ในภาวะ Sideway และสร้างผลตอบแทนในกรอบ +/- 10%

3. แรงกดดันเงินเฟ้อคลี่คลายหลังราคาน้ำมันปรับตัวลง

ราคาน้ำมันดิบซึ่งปรับตัวลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกสนับสนุนจากบรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และชาติพันธมิตร เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2019 อย่างไรก็ตามถ้าราคาน้ำมันปรับขึ้นมาก ๆ ก็มีอุปทานจากทางฝั่งสหรัฐฯ ที่พร้อมจะผลิตเพิ่มขึ้นจึงทำให้เรามองว่าระดับราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 50-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยลง

ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์โดยรวมยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยในปี 2018 ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 8% ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์โดยรวมปรับลดลงเพียง 3% เป็นสัญญาณ Divergent Strength ที่สะท้อนว่าราคาโภคภัณฑ์มีแนวโน้มที่แข็งแรง

"ปีหน้าลงทุนอะไรดี?": มุมมองการลงทุนปี 2019 โดย FINNOMENA IC

Toward Maximum Diversification – มุ่งสู่การกระจายการลงทุนระดับสูงสุด

การกระจายการลงทุน (Diversification) เป็นเครื่องมือหลักที่ทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงลดลงตามหลัก Efficient Frontier ของ Markowitz และจากการศึกษาชี้ชัดว่าการกระจายการลงทุนเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมดีขึ้นในระยะยาว

สำหรับตลาดทุนปี 2019 ที่มีแนวโน้มเป็นภาวะ Sideway คือผันผวนในกรอบกว้าง ๆ เรามองว่าการกระจายการลงทุนในระดับสูงสุด (Maximum Diversification) เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมคือการมีสินทรัพย์ที่ไม่สัมพันธ์กับตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์ทำผลตอบแทนได้ดีในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน อย่างทองคำ, REITs & Infrasturcture Fund, Absolute Return Fund ในสัดส่วนที่สูง

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์

1. Yield Play Theme กลับมาอีกครั้งเมื่อสหรัฐฯ ใกล้จบวงจรการขึ้นดอกเบี้ย

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (FED) เป็นสิ่งที่ตลาดกังวลมาตลอดปี 2018 ล่าสุด นาย เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน FED เริ่มมีท่าทีต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเชิง Dovish มากขึ้น โดยทาง FINNOMENA IC คาดว่า FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 1 – 2 ครั้งในปี 2019 และจะเป็นการสิ้นสุดวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้

จากรูปที่ 3 การปรับฐานของดัชนี S&P 500 และราคาน้ำมัน มักเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับลดลงของการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดยจากข้อมูลในอดีตย้อนหลังพบว่า FED แทบจะไม่เคยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเลยในยามที่ S&P 500 เทรดในระดับต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 สัปดาห์

การที่ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ใกล้จุดสูงสุด เป็นจุดที่ธีมการลงทุนแบบ Yield Play กลับมาอีกครั้ง เช่นการลงทุนในกองทุนอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ให้อัตราเงินปันผลประมาณ 5 – 7% หรือการลงทุนใน High Yield Bond Fund ทั้งนี้ทาง FINNOMENA IC แนะนำให้ overweight การลงทุนใน REITs & Infrastructure Fund ในปี 2019 นี้

2. กองทุนอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐาน (Overweight)

ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง การกระจายการลงทุนเป็นอีกกลยุทธ์ที่ทำให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงลดลง โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการมีในพอร์ตมากกว่าระดับปกติ คือ “สินทรัพย์ทางเลือก” ด้วยจุดประสงค์ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน รวมไปถึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สมเหตุสมผล โดยเราแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน กองทุนอสังหาฯ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs เนื่องจากความกังวลในเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อยลง ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสสูงที่จะไหลเข้าลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ High Dividend, Defensive Play นอกจากนั้นเรายังคงแนะนำกระจายสัดส่วนเงินลงทุนในพอร์ตไปยังทองคำ เพื่อลดความผันผวนในพอร์ตการลงทุน

"ปีหน้าลงทุนอะไรดี?": มุมมองการลงทุนปี 2019 โดย FINNOMENA IC

3. Absolute Return Strategy (Overweight)

อีกการลงทุนที่สามารถสร้างภูมิต้านทานได้คือการลงทุนในกลยุทธ์ Market Neutral หรือ Long / Short Strategy ซึ่งคือการลงทุนที่ไม่แปรตามตลาด หรือค่าเบต้าของพอร์ตเป็น “0” ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนมาจากการจับคู่ Long / Short แต่ละคู่ของพอร์ต (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.finnomena.com/read-global-news/market-neutral/)

4. Valuation ของตลาดหุ้น Asia ex Japan และตลาดหุ้นจีน กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

ปีที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากหุ้นตลาดเกิดใหม่รวมไปถึง Asia ex Japan และจีน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมาตลอดปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นผลให้ตลาดปรับตัวลง

อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการเพื่อแก้ปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและธนาคารกลาง เช่น การกระตุ้นการกู้ยืมเงิน หรือการเสริมสภาพคล่องผ่านทั้งตลาดรองและปรับลดสัดส่วนการสำรองเงินสดของธนาคารพาณิชย์ นอกจากนั้นธนาคารกลางประเทศเหล่านี้เริ่มปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินทุนสำรองไปยังทองคำ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงิน

เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลในอดีต สินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (EM) มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี หากเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ซึ่ง IMF คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะสูงกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้วใน 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าตลาดเกิดใหม่จะขยายตัวที่อัตรา 4.6% ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วขยายตัวที่ 2.13% ในปี 2019

เรามองว่าตลาดหุ้น Asia ex Japan และตลาดหุ้นจีน มีการปรับฐานมากพอสมควรแล้วในปี 2018 ทำให้ระดับ Valuation เริ่มดูน่าสนใจ รวมถึงระดับ Earning Growth สำหรับปี 2019 ของภูมิภาคเอเชียสูงกว่า สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้ FINNOMENA IC ยังแนะนำลงทุนในตลาดหุ้น Asia ex Japan และตลาดหุ้นจีน

สรุป

คณะกรรมการลงทุนของฟินโนมีนามองว่า ในปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในอัตราที่น้อยลง (Economic soft landing) โดยตลาดหุ้นโลกจะอยู่ในภาวะ Sideway และให้ผลตอบแทนอยู่ในกรอบกว้าง +/- 10% โดยการลงทุนที่น่าสนใจได้แก่ หุ้นเอเชีย หุ้น Defensive สินทรัพย์ที่ให้อัตราปันผลสูงอย่าง REITs & Infrastructure Fund และแนะนำให้เพิ่มการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกไปที่ระดับสูงสุดคือ 40 – 60% ของพอร์ตการลงทุน ในสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ, High Yield Bond, Absolute Return Fund และ REITs & Infrastructure Fund

โดย FINNOMENA IC

หมายเหตุ: ท่านสามารถอ่านบทความมุมมองการลงทุนในปี 2019 ฉบับเต็มได้ที่
https://www.finnomena.com/finnomena-ic/finnomena-port-strategy-2019/

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์