FINNOMENA PORT Strategy ตอน ตลาดหุ้นพักฐาน โอกาสในความผันผวน?

มุมมองการจัดพอร์ตลงทุนเดือนธันวาคม 2561

เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความผันผวน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับฐานอย่างต่อเนื่อง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม พบว่ามีหลายตลาดเช่นเดียวกันที่เริ่มมีการสร้างฐานอย่างชัดเจนโดยเฉพาะหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับผลดีจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อลดลงไปมาก นอกจากนี้ถ้อยแถลงจากประธาน FED ที่บอกว่าสหรัฐฯ อยู่ในช่วงปลายวัฏจักรของการขึ้นดอกเบี้ยแล้วได้ช่วยคลายความกังวลของตลาดต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ดังนั้นการที่ตลาดปรับฐานเช่นนี้ย่อมส่งผลให้ราคาหุ้นถูกลง เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่ายังมี “โอกาสลงทุนในความผันผวน” เช่นนี้หรือไม่ ทางคณะกรรมการลงทุนฟินโนมีนา (FINNOMENA IC) จึงกลับไปค้นหาปัจจัยและโอกาสการลงทุนภายใต้มูลค่าที่สมเหตุสมผลมาฝากนักลงทุนทุกท่านในเดือนแห่งความสุขเช่นนี้กันนี้ครับ

1. OPEC ราคาน้ำมัน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

รูปที่ 1 Chart of the month : กลุ่มตลาดเกิดใหม่เริ่มสร้างฐาน แม้ราคาน้ำมันปรับตัวลง / ที่มา : Bloomberg

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวลงมาแล้วกว่า 19% ขณะที่ดัชนีตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) สามารถสร้างฐานได้อย่างชัดเจน

ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากช่วยคลายแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ทำให้ธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย คลายความกดดันที่จะต้องเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในระยะสั้น และเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรง และทุนสำรองลดลง คลายความกดดันไปได้

รูปที่ 2 สัดส่วนการนำเข้า/ส่งออก (%) ต่อ GDP / ที่มา : Bloomberg

นอกจากนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับลงทุก 10 ดอลลาร์ เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่นำเข้าน้ำมันประมาณ 0.5-0.7% ของ GDP ต่อปี ส่งผลดีต่อการบริโภคและเศรษฐกิจภายในประเทศตลาดเกิดใหม่

2. ประเด็นสงครามการค้า และค่าเงินหยวน

สำหรับประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังการเจรจานอกรอบระหว่างการประชุมผู้นำ G-20 ทั้งสหรัฐฯ และจีน ตกลงเลื่อนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 10% จากที่ก่อนหน้าตั้งเป้าปรับขึ้นสู่ระดับ 25% ในวันที่ 1 มกราคมนี้ เป็นเวลา 90 วัน เพื่อเจรจายุติข้อพิพาทระหว่างกัน นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมาทางการจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าใกล้ระดับ 7 หยวน/ดอลลาร์ เป็นการช่วยให้จีนได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นไปในตัว

รูปที่ 3 ค่าเงินหยวนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (หยวน/ดอลลาร์) / ที่มา : Bloomberg

เรามองว่าการเจรจาที่ประสบผลสำเร็จ รวมไปถึงเครื่องมือทางการเงินจากรัฐบาลจีนที่เลือกใช้เพื่อรับมือผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าในรอบก่อนหน้า จะทำให้เศรษฐกิจปรับตัวในทางที่ดีขึ้นและทำให้ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มไม่อ่อนค่าอย่างมีนัยยะ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงตลาดหุ้นไทยในระยะต่อจากนี้

3. ประธาน FED ส่งสัญญาณไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาด

ช่วงก่อนหน้านี้ Bond yield สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมารับความคาดหวังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

แต่หลังจาก นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ออกมาแถลงการณ์ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED กำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวหรือชะลอตัวมากเกินไป เป็นการส่งสัญญาณว่า FED จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมากในระยะหลัง ลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากเช่นกัน

รูปที่ 4 มุมมองเป้าอัตราดอกเบี้ย (FED’s Dot Plot) / ที่มา : Bloomberg

เราจึงมองว่าทั้งอัตราเงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย และ Bond yield สหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอการปรับตัวขึ้น ลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และยังส่งผลให้ตลาดเริ่มเข้าสู่โหมด Risk-on ในระยะสั้น 1-3 เดือนต่อจากนี้

4. กลุ่มหุ้นเทคและตลาดหุ้นสหรัฐฯ

รูปที่ 5 Trailing PE ratio ของ Facebook, Apple และ Alphabet (Google) / ที่มา : ycharts.com

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในสหรัฐฯ ปรับฐานตั้งแต่เดือนตุลาคม ทำให้ Trailing PE ratio ลดลงมาอยู่ในระดับที่ถูกลงมาก เช่น Facebook 20.36x จากต้นปีอยู่ที่ 35x, Apple 14.67x จากต้นปีอยู่ที่ 20.5x หรือ Alphabet (Google) อยู่ที่ 39.6x จากต้นปี 64x ขณะที่ระดับ EPS Growth ของดัชนี Nasdaq อยู่ที่ระดับ 15% ในปี 2019

รูปที่ 6 ผลตอบแทนต่อเดือนของดัชนี S&P500 (เส้นสีฟ้า) และดัชนี S&P500 (เส้นสีส้ม) / ที่มา : ycharts.com

นอกจากนั้นจากสถิติ 10 ปีย้อนหลัง หากดัชนี S&P500 ปรับฐานมากกว่า 6% ภายในเดือนเดียว และเข้าลงทุน ฯ สิ้นเดือนนั้น จะสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ถึง 5 ครั้งใน 6 ครั้ง ที่ผ่านมา และผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10.55%

รูปที่ 7 ดัชนี Nasdaq ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน / ที่มา : stockcharts.com

ดัชนี Nasdaq ลงมาทำจุดต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายน ที่ 6,908 จุด ซึ่งไม่หลุดจุดต่ำสุดเดิม ซึ้่งเป็นแนวรับที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่ายังมีแรงซื้อกลับในช่วงที่ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ประกอบกับมุมมองทางเทคนิค มีสัญญาณการกลับตัว (Bullish Divergence) ผ่าน RSI และ MACD บ่งชี้ว่า การปรับฐานใกล้จบรอบแล้ว

เราจึงมองว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็น Megatrend ในช่วงที่มี Valuation สมเหตุสมผล

5. ตลาดหุ้นไทยกับแนวรับสำคัญที่ 1,600 จุด

รูปที่ 8 Trailing PE ratio ของ SET (รูปบน) และดัชนี SET (รูปล่าง) / ที่มา : BISNEWS

ตลาดหุ้นไทยลงมาทดสอบแนวรับจิตวิทยาที่ 1,600 จุด เป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ และมีแรงดีดกลับเช่นเดียวกับการทดสอบในช่วง 2 ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนและตุลาคมที่ผ่านมา
ณ ระดับดัชนีที่ไม่หลุดแนวรับสำคัญ ทำให้ตลาดมี Valuation ซื้อขายกันด้วย Trailing PE ratio ประมาณ 15 เท่า ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014

รูปที่ 9 ผลตอบแทนต่อเดือนของดัขนี SET / ที่มา : BISNEWS

จากสถิติย้อนหลัง 15 ปี พบว่าปีใดที่ตลาดหุ้นติดลบ ปีถัดไปจะสามารถกลับมามีผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกครั้ง

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์

รูปที่ 10 Earning Yield Gap ตลาด SET (รูปบน) และดัชนี SET (รูปล่าง) / ที่มา : BISNEWS

นอกจากนั้น Earning Yield Gap (EYG) ของตลาดหุ้นไทย ทำจุดสุงสุดที่ระดับ 3.88% สูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2011 แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทย เริ่มน่าสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และจากข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบัน ที่ระดับ EYG เกิน 3.2% ขึ้นไป 5 ใน 6 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในอีก 6 เดือนข้างหน้า ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 23% (ครั้งที่บวกน้อยที่สุดคือ เดือนมี.ค. ปี 2011 บวกได้ 5% ใน 3 เดือนก่อนปรับฐาน

6. ETF ถือครองทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รูปที่ 11 ราคาทองและปริมาณการถือครองทองคำกองทุน ETF SPDR Gold / ที่มา : Bloomberg

จากเดือนก่อนหน้าที่ราคาทองคำเริ่มปรับตัวขึ้นจากการถือครองทองคำของกองทุน ETF ที่เริ่มเพิ่มขึ้น และการกลับมาซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่

ตลอดเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ยังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในรอบนี้มาพร้อมกับความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน

เรายังคงแนะนำให้ถือครองทองคำในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติในโมเดล GAR และ TOP5 ต่อไปเพื่อใช้เป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตในกรณีหากตลาดหุ้นโลกผันผวน

การปรับโมเดลพอร์ตการลงทุนแนะนำ

GAR และ TOP5

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก T-TSB ไปยัง TMBABF
เฉพาะลูกค้าที่ลงทุนในกองทุน T-TSB 

ในช่วงก่อนหน้านี้มีแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อและจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลเสียต่อตราสารหนี้ระยะยาว เราจีงแนะนำลงทุนในกองทุน T-TSB ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น แต่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ออกมาส่งสัญญาณไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้ และการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน จากแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อลดลง ซึ่งกองทุน TMBABF มี duration ยาวกว่า T-TSB และมีการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเกินกว่าครึ่งของพอร์ตการลงทุน ดังนั้นเราจึงแนะนำปรับการลงทุนไปยัง TMBABF เพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อลดลง

GIF

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก PHATRA DIVIDEND ไปยัง LHEQD-R
สับเปลี่ยนการลงทุนจาก T-TSB ไปยัง TMBABF (เฉพาะลูกค้าที่ลงทุนในกองทุน T-TSB )

ระบบ Best In Class ที่ทาง FINNOMENA พัฒนาขึ้นมา ภายใต้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อทำให้การเลือกกองทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เราแนะนำปรับการลงทุนจาก PHATRA DIVIDEND ไปยัง LHEQD-R เนื่องจากมีผลตอบแทนในช่วง 1 ปี อยู่ในกลุ่มผู้นำ มีค่าเฉลี่ยความผันผวนที่ดีกว่า ในขณะมีการจ่ายกระแสเงินที่สูงและสม่ำเสมอผ่านการ Auto-redemption ส่วนการเปลี่ยนจาก T-TSB ไปยัง TMBABF นั้น เหตุผลเหมือนแผน GAR และ TOP5 ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

GCP

คำแนะนำ : เปลี่ยนการลงทุนจาก T-LOWBETA ไปยัง TISCOEGF

ระบบ Best In Class ที่ทาง FINNOMENA พัฒนาขึ้นมา ภายใต้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อทำให้การเลือกกองทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ FINNOMENA แนะนำกองทุน TISCOEGF ที่เป็นกองทุนที่เป็น Best in Class ลำดับที่ 2 ในหมวดกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่ รองลงมาจากกองทุน TSF ซึ่งมีนโยบายการลงทุนแบบกระจุกตัว ซึ่งมีความผันผวนที่สูงกว่า และไม่ตรงกับนโยบายการลงทุนของพอร์ต GCP ในขณะที่ TISCOEGF มีความผันผวนเฉลี่ยต่ำกว่า ซึ่งตรงกับนโยบายการลงทุนของพอร์ต GCP

1st Million

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก TMBBF ไปยัง TMBABF

เรามองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อลดลง เราจึงแนะนำสับเปลี่ยนการลงทุนจาก TMBBF ไปยัง TMBABF ที่ติดอยู่ในกลุ่มผู้นำของระบบ Best In Class และเพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อลดลง

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก BTP/TISCOMS ไปยัง LHEQD-A

กองทุน LHEQD-A เป็นกองทุนที่ทำผลงานอยู่ในกลุ่มที่ดีจากการวิเคราะห์ด้วยระบบ Best in Class ในกลุ่ม Thai Equity จึงแนะนำให้ใช้เป็นกองทุนหุ้นไทยสำหรับการทำ DCA ในแผน 1st Million

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก B-GLOBAL/TMBWDEQ ไปยัง TMBGQG

จากการวิเคราะห์ด้วยระบบ Best in Class พบว่าในกลุ่ม Global Equity กองทุน TMBGQG จัดเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว และมีผลตอบแทนเปรียบเทียบความเสี่ยงที่ต่ำกว่า

GOAL

คำแนะนำ : สับเปลี่ยนการลงทุนจาก T-TSB ไปยัง TMBABF

เรามองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อลดลง เราจึงแนะนำ TMBABF ที่ติดอยู่ในกลุ่มผู้นำของระบบ Best In Class และเพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อลดลง

คำแนะนำ :  สับเปลี่ยนการลงทุนจาก KF-EM ไปยัง K-SEMQ
เฉพาะพอร์ต Risk Level 5/6/7 และลงทุน DCA 20,000 บาทขึ้นไป

จากการวิเคราะห์ด้วยระบบ Best in Class พบว่าในกลุ่ม Emerging Market กองทุน K-SEMQ มีผลงานอยู่ในกลุ่มผู้นำ อีกทั้งมีการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ประมาณ 35% ซึ่งเป็น Mega trend สอดคล้องกับการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคฯ ส่งผลให้ Valuation ถูกลง ทำให้เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน นอกจากนั้น KF-EM มีสัดส่วนการลงทุนในตลาดอินเดียที่สูง ซึ่งเรามองว่ายังมีความเสี่ยงสูง เราจึงแนะนำสับเปลี่ยนการลงทุนจาก KF-EM ไปยัง K-SEMQ

โดยสรุปแล้ว เรามองว่าปัจจัยอัตราเงินเฟ้อ ความกังวลด้านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่กดดันตลาดทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องได้ลดแรงกดดันไป เราจึงมองว่าหลังการปรับฐานรอบที่ผ่านมา ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีราคาถูกลงมาอยู่ในช่วงที่สมเหตุสมผลต่อการเข้าลงทุน เช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดี อย่างประเทศจีนและเกาหลีใต้

ขณะทียังแนะนำให้ถือครองทองคำในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติต่อไปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในกรณีหากตลาดผันผวน

เรียบเรียงโดย
คณะกรรมการลงทุน (Investment Committee)
บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน FINNOMENA PORT และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notification ในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น
2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @finnomenaport

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์