The Key Factors : ปรับตัวอย่างไรเมื่อ Trade War ใกล้เข้ามา

หลังจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าคลี่คลายลงจากท่าทีที่ผ่อนปรนของนายสี จิ้น ผิง ได้ไม่นาน ความกังวลก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์มีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้น และดูเหมือนจะไม่ฟังเสียงใครในการที่จะดำเนินการขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ อย่างจริงจัง ซึ่งล่าสุดหลาย ๆ ประเทศอย่างยุโรปและแคนาดา ก็เริ่มเตรียมมาตรการตอบโต้ โดย Investment Team ของ FINNOMENA ยังคงติดตามสถานการณ์ Trade War ในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์การลงทุนต่อไป

1. ตัวเลขการขนส่งสินค้าทางเรือ (ตู้คอนเทนเนอร์)

หลังจากข่าวสงครามการค้ากลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง ปริมาณการนำเข้าและส่งออกก็ส่งสัญญาณชะลอตัวเพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบายดังกล่าว โดย ตลาดฮ่องกงและลอสแองเจลลิสชะลอตัวมากที่สุดด้วย การขยายตัวเป็นติดลบ ที่ -5.42% และ -3.44% ตามลำดับ

2. เงินทุนเคลื่อนย้ายไปสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ คือตลาดตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก เมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนอาจมีการย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีความเสี่ยงต่ำด้วยประเภทสินทรัพย์เอง ผู้ออกตราสารที่มีความน่าเชื่อถือ และสภาพคล่องที่สูง

ทำให้บริษัทวาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่าง มอร์แกน แสตนลีย์ มีความเห็นว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจมีแนวโน้มปรับตัวลงได้ในอนาคต และทำให้ มอร์แกน แสตนลีย์ มีมุมมองว่า อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ 3.122 ณ วันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เป็นจุดสูงสุดของปีไปเรียบร้อยแล้ว

3. เงินลงทุนเข้าสู่ ETF สินค้าโภคภัณฑ์มากที่สุดเมื่อเทียบทุกๆสินทรัพย์

ในปี 2018 มีปริมาณเงินเข้าลงทุนในกองทุน ETF กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นกว่า 261.90% สอดคล้องกับทิศทางราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี สวนทางกับกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นที่มีปริมาณเงินเข้าลงทุนลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

กระแสเงินไหลเข้าที่เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ เป็นอีกตัวหนึ่งที่แสดงถึงอารมณ์การลงทุนของนักลงทุนในตลาดได้เป็นอย่างดี

4. เงินเฟ้อในยูโรโซน

เงินเฟ้อยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการลงทุนในช่วงนี้ ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อของยุโรป เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เป็นเงินเฟ้อจากอาหารและพลังงาน (Core Rate) เพียง 1.1% เท่านั้น ซึ่งหมายถึงการบริโภคภายในยุโรปกำลังกลับมา

ซึ่งหากตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าว เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป อาจส่งผลให้เป็นการเร่ง ECB ในการลด QE และขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็น The Key Factors รายงานจาก FINNOMENA Investment Team ที่นำมาฝากทุกท่านประกอบการตัดสินใจลงทุนในวันนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ

FINNOMENA Investment Team รายงาน

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ