เทียบ 3 กองทุนหุ้นญี่ปุ่น เลือกกองไหนดี ?

Highlight

  1. กองทุน TOP11JAP
  2. กองทุน KT-JAPANALL-A
  3. กองทุน ASP-NGF

แม้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้นมามาก และระดับ Valuation ของดัชนี TOPIX อยู่ในโซนค่อนข้างสูง แต่ภาพการลงทุนในญี่ปุ่นยังมีปัจจัยสนับสนุนที่น่าสนใจ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ยังมีโอกาสถูกปรับประมาณการขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม ธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันใน TOPIX สูงถึงกว่า 40% ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านจากยุคเงินฝืด ทำให้ภาพของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในวันนี้แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร ยังได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นของญี่ปุ่น หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าสู่การ Normalization ของนโยบายการเงิน ขณะที่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และความต้องการสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทญี่ปุ่น

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้หุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจขึ้นมาคือ ญี่ปุ่นกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก “การปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน” (Corporate Governance Reform) ที่ผลักดันให้บริษัทให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้น สะท้อนผ่าน Share Buyback และการเพิ่มเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่ยังอยู่ในระดับสูง

เมื่อประกอบกับแนวโน้มเงินเยนที่ยังมีโอกาสอ่อนค่า และแรงส่งจากการปฏิรูปภาคธุรกิจที่ยังเดินหน้าต่อ ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่กำลังฟื้นตัว แต่กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อาจสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนในระยะยาว

และนี่คือ 3 กองทุนหุ้นญี่ปุ่น ที่มีแนวทางการลงทุนแตกต่างกัน เพื่อให้คุณเลือกกองทุนที่เหมาะกับการคว้าโอกาสจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นในจังหวะนี้

เทียบ 3 กองทุนหุ้นญี่ปุ่น เลือกกองไหนดี ?

1. กองทุน TOP11JAP (ความเสี่ยงระดับ 6)

กองทุน TOP11JAP หรือกองทุนเปิด ท็อป 11 เจแปน เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่เป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 11 บริษัท เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทชั้นนำระดับโลก

กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ คัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขนาดใหญ่ (Large Cap) และมีสภาพคล่องสูง จำนวน 11 หลักทรัพย์ ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น

การบริหารพอร์ต ใช้กลยุทธ์การจัดน้ำหนักแบบ Equal-Weight และมีการ Rebalancing ปีละ 2 ครั้ง เพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักการลงทุนและลดการกระจุกตัวในตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป

จุดเด่นของกองทุนหลัก เป็นการลงทุนแบบ High Conviction ที่เน้นหุ้นผู้ชนะระดับ Blue Chip ของญี่ปุ่นแบบเฉพาะเจาะจง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงระดับโลก

2. กองทุน KT-JAPANALL-A (ความเสี่ยงระดับ 6)

กองทุน KT-JAPANALL-A หรือ กองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity ชนิดสะสมมูลค่า เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Fidelity Funds – Japan Value Fund มุ่งหวังสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดผ่านการคัดเลือกหุ้นคุณค่าที่ราคาเหมาะสม (Value-aware)

กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ ใช้แนวทางคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom-up โดยมองหาบริษัทที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อเทียบกับแนวโน้มกำไรและกระแสเงินสด แต่ยังคงความเข้มงวดด้าน Valuation Discipline เพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นที่ราคาถูกแต่ปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ

การบริหารพอร์ต มีความยืดหยุ่นสูงแบบ All Cap คือลงทุนได้ตั้งแต่หุ้นขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก และมีการปรับสไตล์ให้สมดุลมากขึ้นระหว่าง Growth และ Value โดยมีการเพิ่มสัดส่วนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) เข้ามาเพื่อรับโอกาสจากธีม AI

จุดเด่นของกองทุนหลัก คือความยืดหยุ่นในการแสวงหา Alpha จากหุ้นทุกขนาด และสไตล์การลงทุนที่สมดุล ทำให้พอร์ตมีความผันผวนค่อนข้างต่ำและพร้อมเติบโตไปกับการปฏิรูปธรรมาภิบาลของญี่ปุ่นในระยะยาว

3. กองทุน ASP-NGF (ความเสี่ยงระดับ 6)

กองทุน ASP-NGF หรือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท เป็นกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Nippon Growth (UCITS) Fund ซึ่งบริหารโดย E.I. Sturdza มุ่งเน้นการบริหารแบบ Active เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าดัชนีชี้วัดของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะยาว

กลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ เน้นหุ้นสไตล์ Value ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) 

การบริหารพอร์ต เน้นหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) แต่มีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนไปยังหุ้นขนาดกลาง (Mid Cap) ตามสภาวะตลาด มีการกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ก่อสร้าง และสถาบันการเงิน

จุดเด่นของกองทุนหลัก เป็นกองทุนที่เน้น Deep Value เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Core Port ในหุ้นญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีงบดุลแข็งแกร่ง

3 กองทุน 3 สไตล์ เลือกทางที่ใช่ในกองทุนหุ้นญี่ปุ่น

  • สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเน้นหุ้น Value ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการปลดล็อกมูลค่าจากการปฏิรูปบริษัท ASP-NGF เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ 
  • ขณะที่ KT-JAPANALL-A เหมาะกับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหลากหลายขนาด และมองหาโอกาสสร้าง Alpha ผ่านการคัดเลือกหุ้นรายตัว 
  • ส่วน TOP11JAP เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบ High Conviction ในบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก และเป็นกองทุนที่สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ชัดเจน รวมถึงสามารถยอมรับความผันผวนจากหุ้นรายตัวและเงินเยนได้

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

  1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee): Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

  1. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest): เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้
  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
  1. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน: ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย
  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ
tax-saving-funds-2026