เลือกซื้อคอนโด ต้องดูอะไรบ้าง

Get Debt Now Series ตอนที่ 2 มาแล้วค่ะ วันนี้มาในตอน “Checklist เลือกซื้อคอนโด ต้องดูอะไรบ้าง” ฉบับละเอียดยิบบบบบ อ่านจบโพสต์นี้ ทุกคนจะมี Checklist ของตัวเองแน่นอน มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

Content นี้ตั้งใจทำมากๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ

คำเตือน : โพสต์นี้เขียนจากความคิดเห็นของเรา ที่เป็นคนธรรมดาๆ คนนึง ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ดังนั้นถ้าส่วนไหนขาดตกบกพร่องไป เราต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยนะคะ สามารถติหรือเตือนเพื่อทำการแก้ไขได้ค่ะ

ประเด็นแรกที่ควรเลือกตัดสินใจ คือ ชอบคอนโดแบบ High Rise หรือ Low Rise เพราะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก

High Rise

“สำหรับใครที่รักการชมวิวทิวทัศน์ ต้องคอนโด High Rise เลย”

  • เป็นคอนโดตึกสูง มีความสูงมากกว่า 23 เมตรขึ้นไป ที่เราเห็นกันส่วนมากความสูงจะอยู่ระดับ 20-30 ชั้นขึ้นไป
  • ส่วนใหญ่ทำเลจะตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ เข้าออกเมืองได้สะดวก ใกล้รถไฟฟ้า
  • มีตัวเลือกในการเลือกห้องที่หลากหลาย อยากเห็นวิวกว้าง ก็เลือกชั้นสูงๆ อยากเห็นวิวแคบ ก็เลือกชั้นกลางๆ ได้ อยากเน้นความปลอดภัย ก็เลือกชั้นล่างๆ ได้
  • ส่วนกลางมีให้เลือกใช้หลายจุด ทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ พื้นที่สวน ทั้งชั้นล่างและบนดาดฟ้า เพื่อให้เพียงพอกับการใช้งานของลูกบ้าน
  • สะดวกสบายขนาดนี้ แต่จะต้องแลกมากับความพลุกพล่าน เพราะมีผู้อยู่อาศัยเยอะ
  • ความเป็นส่วนตัวจะลดลง ทั้งการใช้ลิฟท์ ใช้พื้นที่ส่วนกลาง
  • ดังนั้นใครที่เป็นคนรักความสงบแล้วล่ะก็… คงต้องตัดตัวเลือกนี้ออกไปก่อน

Low Rise

“สำหรับใครที่รักความสงบ ขอให้มาทางนี้”

  • เป็นคอนโดที่มีสูงต่ำกว่า 23 เมตร ที่เห็นส่วนมากจะสูงประมาณ 8 ชั้น
  • ส่วนใหญ่ทำเลจะอยู่ในซอย ห่างรถไฟฟ้าไปพอสมควร
  • ส่วนกลางจะมีให้เลือกใช้ไม่ค่อยหลากหลาย
  • อาจจะมีแค่ฟิตเนสกับสระว่ายน้ำ แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับลูกบ้าน
  • ถึงจะเลือกอยู่ชั้นบนสุด แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเห็นวิวในมุมกว้าง
  • แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบสงบ เป็นส่วนตัว ลดเสียงจากท้องถนนได้ดี

[Get Wealth Soon Pick >> High Rise]

จากข้อเมื่อกี้ เราได้ทราบแล้วว่าคอนโดแบบ Low Rise นั้นค่อนข้างเงียบสงบ ดังนั้นจำนวนยูนิตต่อชั้น (หรือจำนวนห้องใน 1 ชั้น) มีน้อยอยู่แล้ว และจำนวนลิฟท์โดยสาร เพียงพอต่อลูกบ้านแน่นอน อาจจะไม่เคยต้องขึ้นลิฟท์กับใครเลยก็ได้

ดังนั้นข้อนี้จะเน้นไปที่ High Rise มากกว่า ใครที่อยากอยู่ High Rise แต่ไม่อยากอยู่แบบพลุกพล่านมาก ไม่หนาแน่นเกินไป จะต้องดูยังไง?

จำนวนที่จอดรถ

สำหรับใครที่เดินทางโดยรถไฟฟ้า ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว ก็อยากให้พิจารณาตรงนี้เผื่ออนาคตไปด้วย

โดยปกติทางโครงการจะให้สิทธิ์ลูกบ้านจอดรถได้ 1 คันต่อ 1 ยูนิต และในบางโครงการเป็นที่จอดรถแบบ Fixed ทำให้ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีที่จอดรถมั้ย แต่บางโครงการก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น

คอนโด High Rise ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้ามาก ดังนั้นถ้ามีพื้นที่จอดรถมากกว่า 60% ของยูนิตทั้งหมด ก็จะหาที่จอดรถได้ไม่ยาก แต่หลายๆ โครงการก็อาจจะอยู่ที่ 40-50% ตรงนี้ต้องมาเสี่ยงดวงกันหน่อยว่า เวลาที่เรากลับคอนโด เป็นช่วงที่ลูกบ้านจอดรถเต็มแล้วรึยัง

จำนวนลิฟท์โดยสาร

“1 : 100 ถือว่ากำลังดี”

อัตราส่วนนี้หมายถึง ลิฟท์ 1 ตัว ต่อ 100 ยูนิต แต่เท่าที่ดูรีวิวคอนโด High Rise จะอยู่ราวๆ 1 : 150 ซึ่งถือว่าเริ่มหนาแน่น แต่ไม่มากเกินไป ถ้ามากกว่านี้อาจจะต้องใช้เวลารอลิฟท์เพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยในช่วงเวลาเร่งด่วน

จำนวนยูนิตต่อชั้น

ใครที่อยากได้ความเป็นส่วนตัวมากๆ อาจจะต้องเลือกโครงการที่มีจำนวนยูนิตต่อชั้นไม่เกิน 20 ยูนิต แต่ก็หาได้ค่อนข้างยาก ส่วนตัวมองว่าไม่เกิน 30 ยูนิต ก็ยังพอไหว ถ้ามากกว่านี้ แล้วเราเลือกอยู่ห้องมุม จะอยู่ไกลจากลิฟท์กับห้องขย

Pre-sale

โครงการที่อยู่ในช่วงการก่อสร้าง มีห้องตัวอย่างให้ชมก่อนในบาง Type แต่ยังไม่สามารถดูห้องเปล่าได้ เพราะยังไม่ได้ก่อสร้าง

Process ของ Pre-sale เมื่อทำการจองแล้ว จะเป็นการผ่อนดาวน์ไปก่อน ทางโครงการจะมีตารางผ่อนดาวน์มาให้ และมาทำเรื่องยื่นกู้ในวันที่โครงการก่อสร้างเสร็จแล้ว

พร้อมอยู่

โครงการที่สร้างเสร็จแล้ว สามารถทำการจอง เซ็นสัญญา ยื่นเรื่องกู้ ทำเรื่องโอน และเข้าอยู่ได้เลย

“โอนปุ๊บ หนี้มาปั๊บ”

ความแตกต่างของ 2 อย่างนี้ คือ ขึ้นอยู่กับความรีบในการเข้าอยู่ของผู้ซื้อเลย

ถ้าต้องการเข้าอยู่ภายในระยะไม่เกิน 3-6 เดือน การเลือกซื้อแบบพร้อมอยู่จะตอบโจทย์กว่า เพราะโครงการ Pre-sale จะต้องรอก่อสร้าง อย่างน้อยๆ ก็ใช้เวลา 1 ปี เพราะนอกจากจะต้องรอก่อสร้างแล้ว ยังต้องรอยื่นกู้ รอตรวจห้อง รอโอนห้องด้วย

[Get Wealth Soon Pick >> พร้อมอยู่]

เรื่องนี้เรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เพราะซื้อห้องไปแล้ว คงไม่มีใครอยากแจ้งซ่อมห้องบ่อยๆ กันใช่มั้ยคะ

ตัวเราเองก็ไม่ได้รู้จัก Developer ทุกเจ้า จะรู้จักแต่เจ้าที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ เจ้าไหนดีไม่ดี สามารถดูได้ตามรีวิว ตาม Pantip หรือจากการถามผู้ที่เข้าอยู่จริงๆ ว่าอยู่ไปแล้ว วัสดุเป็นยังไงบ้าง ยังแข็งแรงดีมั้ย ตามซ่อมลำบากรึเปล่า

ส่วนใหญ่คอนโดจะขายห้องอยู่ 2 แบบ คือ Fully Fitted กับ Fully Furnished

Fully Fitted

โครงการที่ขายห้องแบบให้เฟอร์นิเจอร์ หรือ Build-in มาให้บางส่วน เช่น ชุดครัว แอร์ เครื่องดูดควัน ตู้รองเท้า สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ

จะเหมาะกับคนที่ต้องการแต่งห้องเอง เลือกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนอื่นๆ เข้ามาเอง เช่น โซฟา ชั้นวางทีวี เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า

Fully Furnished

โครงการที่ให้เฟอร์นิเจอร์มาครบชุดแล้ว แทบจะลากกระเป๋าแล้วเข้าอยู่ได้เลย จะขาดแค่ของใช้ส่วนตัวของเราเล็กๆ น้อยๆ หรือโคมไฟต่างๆ ถ้าอยากหาอะไรมาแต่งห้องเพิ่ม

เหมาะกับคนที่ไม่ถนัดในการออกแบบ หรือไม่มีเวลาในการเลือกซื้อของแต่งห้อง

[Get Wealth Soon Pick >> Fully Furnished]

ครัวปิด

ครัวที่มีบานกระจกกั้น แยกเป็นสัดเป็นส่วนจากพื้นที่อื่นๆ ข้อดี คือ เวลาทำอาหารที่กลิ่นแรง กลิ่นก็จะไม่เข้าไปที่พื้นที่โซนอื่นๆ

ครัวเปิด

ครัวที่เปิดโดยไม่มีอะไรกั้น ไม่มีอะไรกั้นเลยจริงๆ จะตั้งอยู่ร่วมกับพื้นที่ห้องนั่งเล่น ดังนั้นสำหรับใครที่ทำอาหารทานบ่อยๆ แนะนำเป็นครัวปิดมากกว่า กั้นโซนไปเลย แต่ข้อเสียคือจะกินพื้นที่ห้องไปเหมือนกัน

สำหรับใครที่ไม่ใช่สายทำอาหารจริงจัง และอยากได้พื้นที่ห้องมากขึ้น จะเหมาะกับครัวเปิดมากกว่า

แต่อีกสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ เครื่องดูดควัน ว่าเป็นการดูดแบบวนในห้อง หรือดูดแล้วปล่อยออกข้างนอก

ถ้าเป็นครัวเปิดจะแนะนำให้เลือกแบบดูดออกข้างนอกมากกว่า ไม่งั้นกลิ่นจะตลบอบอวล ติดโซฟาของท่านอย่างแน่นอน

[Get Wealth Soon Pick >> ครัวเปิด]

ซื้อคอนโดทั้งที จะเลือกห้องทิศไหนดี?

ทิศในที่นี่ คือ ดูจากระเบียงห้อง ว่าหันไปทางทิศไหน

ทิศเหนือ

เป็นทิศที่ไม่ค่อยมีแสงแดดเข้ามาในห้อง สำหรับใครที่อยู่ในห้องบ่อยๆ ทิศนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะห้องจะไม่ร้อนเลยทั้งวัน แต่ข้อเสียคือเวลาตากผ้า อาจเกิดปัญหาผ้าอับชื้นได้ เพราะแดดไม่ส่อง

ทิศใต้

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

เป็นทิศที่มีลมเข้าตลอด ถ้าลองไปเยี่ยมชมโครงการ แล้วเปิดบานหน้าต่างเทียบห้องทิศเหนือกับทิศใต้ ลมที่เข้ามาในห้องจะต่างกันมาก จะเจอแดดบ้างในช่วงบ่าย แต่ไม่หนักเท่าทิศตะวันตก

ทิศตะวันออก

ใครที่ชอบรับแสงแดดตอนเช้าต้องเลือกทิศนี้เลย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าในตอนตื่นนอน ทิศนี้ช่วงประมาณ 10-11 โมง แดดก็ไม่เข้าห้องแล้ว ทำให้ตอนบ่ายจะรู้สึกร่มเย็น กลับห้องมาตอนเย็นก็ไม่ร้อนอบอ้าว

ทิศตะวันตก

เป็นทิศที่รับแดดตอนบ่ายไปเต็มๆ จะเหมาะกับคนที่ตื่นสายหน่อย ไม่อยากเจอแดดเช้า และกลับห้องตอนค่ำๆ ในช่วงพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หรือใครที่ชอบตากผ้าให้แดดเข้าจัดๆ ต้องเลือกทิศนี้เลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบแบบไหน ถ้าไม่ได้ซีเรียสเรื่องแดดเรื่องลม แต่ซีเรียสเรื่องวิวมากกว่า เราก็แนะเลือกตามที่ชอบดีกว่า เพราะบางโครงการในทิศที่ขายออกยากๆ ก็จะมีวิวสระน้ำ วิวรถไฟฟ้ามาชดเชย

[Get Wealth Soon Pick >> ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ]

เรื่องงบประมาณ เป็นเรื่องแรกที่เราควรจะต้องดูก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่เราเอามาไว้กลางๆ โพสต์เพราะถ้าเรามีงบจำกัด แล้วเลือกดูจากงบเพียงอย่างเดียว ทำให้เสียตัวเลือกอื่นๆ ไปค่อนข้างเยอะ

วันที่เราไปเยี่ยมชมโครงการ ได้ไปอยู่หน้างานจริงๆ เราอาจจะได้ราคาที่ดีกว่าที่เค้าแจ้งไว้ก็ได้

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราควรซื้อคอนโดราคาเท่าไหร่?

สามารถคำนวณเบื้องต้นได้จาก https://www.1213.or.th/th/tools/programs/Pages/loans.aspx

โดยกดไปที่

  1. เมนู “คุณจะกู้ได้เท่าไร”
  2. ในช่อง “จำนวนเงินที่ต้องการชำระต่อเดือน” ให้คำนวณจาก [40% x เงินเดือนปัจจุบันของเรา] เช่น ปัจจุบันเงินเดือน 40,000 บาท ช่องนี้จะใส่ 16,000 บาท ที่ต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ เพราะยังต้องเผื่อค่าส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะพูดถึงใน checklist ข้อถัดๆ ไป
  3. ในช่อง “จำนวนปีของการกู้ยืม” ให้เอา [60 – อายุปัจจุบันของเรา] ถ้าคำนวณแล้วเกิน 30 ก็ให้ยึดที่ 30 เพราะส่วนใหญ่ธนาคารจะปล่อยกู้ 30 ปี เช่น เราอายุ 25 ปี คำนวณแล้วจะได้ 35 ปี ก็ใส่ตัวเลขช่องนี้ที่ 30 ปี
  4. ในช่อง “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่อปี” เป็นการคำนวณแบบอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา ซึ่งการกู้เงินจริงๆ อัตราดอกเบี้ยแต่ละช่วงจะไม่เท่ากันเลย แต่สำหรับการใส่คร่าวๆ แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด ลองคำนวณที่ 5-6% ก่อนได้
  5. กดปุ่ม “คำนวณ”

กดคำนวณแล้วจะเจอกับจำนวนเงินที่เราจะกู้ได้ ตามเงื่อนไขที่เราใส่ไป ตัวเลขนี้แหละ คือ ตัวเลขงบประมาณเบื้องต้นของเรา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การคำนวณเงินกู้จริงๆ จะไม่ได้ใช้วิธีนี้ เพราะมีรายละเอียดยิบย่อยกว่านี้เยอะมากกกกกกก เราจะเขียนแยกออกมาอีกโพสต์นึง

ดังนั้นการคำนวณแบบนี้จึงเป็นแค่การคำนวณคร่าวๆ เบื้องต้นเท่านั้น ให้เรามีตัวเลขงบในใจ

เป็นการดูสภาพแวดล้อมรอบๆ โครงการว่าเป็นยังไงบ้าง เช่น

  • ร้านสะดวกซื้อที่ใกล้สุดเดินไกลมั้ย
  • อาหารการกินมีให้เลือกหลากหลายเปล่า
  • ห้างสรรพสินค้า เราต้องการไปบ่อยแค่ไหน ถ้าบ่อยก็เป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญ
  • โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คือโรงพยาบาลอะไร อยู่ตรงไหน เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้ไปได้ใกล้ๆ

เราซื้อคอนโดทั้งที คงไม่อยากเดินทางหลายต่อแล้วใช่มั้ยคะ

เรื่องการเดินทางเป็นสิ่งที่ต้องดูว่า คอนโดที่เราสนใจอยู่ใกล้รถไฟฟ้ามั้ย อยู่ห่างไปกี่เมตร มี Skywalk ให้เดินมั้ย ต้องคิดเผื่อกรณีฝนตกน้ำท่วมด้วย ว่าจะเดินเข้าออกคอนโดได้ลำบากรึเปล่า

ส่วนตัวเรามองว่าห่างรถไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมตรกำลังดี

Facility คือ สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ทางโครงการเก็บค่าส่วนกลางไปเพื่อพัฒนาและบำรุงรักษาให้ลูกบ้านใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เช่น สวน สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ระบบความปลอดภัย ลิฟท์ รวมถึงนิติบุคคล

เราเจอราคาตั้งแต่ 35-65 บาทต่อตารางเมตรหรือสูงกว่านั้น ซึ่งความอลังการงานสร้างก็จะแตกต่างกัน ส่วนนี้จ่ายเป็นรายปีตอนต้นปีก้อนเดียว ต้องวางแผนเก็บเงินตรงนี้เพิ่มด้วย

เช่น ค่าส่วนกลาง 50 บาทต่อตารางเมตร ห้องเราขนาด 35 ตารางเมตร ดังนั้นจะต้องจ่ายค่าส่วนกลาง 50 x 35 = 1,750 บาท หรือ 21,000 บาทต่อปี

ห้อง Simplex

ห้อง 1 ชั้น มาตรฐานของห้อง ความสูงจะอยู่ที่ 2.4-2.9 เมตร หรือบางโครงการอาจจะทำสูงถึง 3.0-3.4 เมตร สำหรับใครที่ดูห้องขนาดต่ำกว่า 30 ตารางเมตรไว้ การที่เพดานสูง จะช่วยให้รู้สึกไม่อึดอัดได

สำหรับใครที่อยากได้ฟีลเหมือนบ้าน เพดานสูง มีบันได

ห้อง Loft

เป็นห้องที่ความสูงของเพดานจะอยู่ที่ 4 เมตรขึ้นไป มีชั้นลอยเพิ่มขึ้นมา แต่ที่ดินตามโฉนดจะคิดแค่ชั้นล่าง เพราะถือว่าชั้นลอยเป็นเฟอร์นิเจอร์

ข้อดีคือถูกว่าห้อง Duplex จ่ายพื้นที่ส่วนลางแบบห้อง Simplex เช่น ชั้นล่างขนาด 30 ตารางเมตร ชั้นลอยขนาด 10 ตารางเมตร ส่วนกลางที่ต้องจ่ายคิดจาก 30 ตารางเมตร

แต่ข้อเสียคือเพดานชั้นบนจะค่อนข้างเตี้ย อาจจะอยู่ที่ 2 เมตรเท่านั้นเอง วัสดุเป็นแค่ชั้นลอยถือว่าเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ จะไม่แข็งแรงเท่าชั้นล่าง

ห้อง Duplex

ความสูงของเพดานจะอยู่ที่ 5 เมตรขึ้นไป ที่ดินตามโฉนดจะคิดเป็น 2 ชั้นเลย ดังนั้นวัสดุชั้น 1 กับชั้น 2 จะได้มาตรฐานเดียวกัน และมีประตูทางออกที่ชั้น 2 ได้ด้วย เผื่อเหตุฉุกเฉินจะสามารถเดินออกจากห้องนอนได้เลย และในบางโครงการอาจจะมีห้องน้ำที่ชั้น 2 ด้วย ไม่ต้องลำบากขึ้นลงบันไดตอนกลางคืน

แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างสูง การที่จดโฉนดที่ดินทั้ง 2 ชั้น ทำให้เราเสียส่วนกลางไปเต็มๆ เช่น ชั้น 1 ขนาด 30 ตารางเมตร ขั้นบน ขนาด 10 ตารางเมตร จะคิดรวมเป็น 40 ตารางเมตรเลย

[Get Wealth Soon Pick >> Simplex เพดานสูง]

ห้องหน้ากว้าง

ลักษณะห้องจะมีความลึกน้อย หรืออาจจะออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ข้อดีคือมีช่องแสงเยอะ มีบานหน้าต่างทั้งห้องนอน และห้องนั่งเล่น กั้นห้องเป็นสัดเป็นส่วนได้

ห้องหน้าแคบ

จะไม่ค่อยเจอในห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเจอกับห้องประเภท Studio หรือ 1 Bedroom เป็นห้องแนวลึก มีพื้นที่ให้เดินเข้าออกในแนวดิ่ง

แต่ข้อเสียคือมีช่องแสงแค่ที่ระเบียง ความเห็นส่วนตัวเลยคิดว่าห้องประเภทนี้จะเหมาะกับห้องที่มีเพดานสูงหน่อย ซักประมาณ 2.7 เมตรขึ้นไป เพื่อลดความอึดอัด

[Get Wealth Soon Pick >> ห้องหน้ากว้าง]

13 ข้อก่อนหน้าที่กล่าวมาทั้งหมด อาจสำคัญสู้ข้อนี้ไม่ได้ เพราะนอกจากเราจะเจอ List ที่เราชอบแล้ว ก็ต้องดูด้วยว่า

  • เลขที่ห้อง เลขที่ชั้น เป็นยังไง
  • การวางประตู วางชนกับกระจกมั้ย
  • พื้นที่ครัวใกล้กับที่นอนมั้ย
  • หัวเตียงหันไปทางทิศไหน

*คำเตือน : เป็นความเชื่อบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณไตร่ตรอง*

[Get Wealth Soon >> เลือกห้องจากฮวงจุ้ยเหมือนกัน]

มี Checklist ซะมากมาย เพื่อนๆ คงมีตัวเลือกในใจเพิ่มขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ ว่าอยากได้ห้องแบบไหน

แต่สุดท้ายเราอยากให้ทุกคนได้ลองไปเยี่ยมชมโครงการจริง เพราะดูในรีวิวก็เห็นภาพประมาณนึง แต่เวลาเห็นของจริง จะได้เจอลม เจอแสง เจอคนจริงๆ ที่การอ่านแต่รีวิวจะไม่สามารถสัมผัสได้

เราอาจจะโชคดี เจอคอนโดที่ตรงกับ Checklist ตัวเองทั้งหมด แต่พอไปดู กลับไม่ชอบ ไม่ถูกใจ หรืออาจจะโชคไม่ดี ไม่เจอที่ตรงใจเราสักเท่าไหร่ แต่ไปดูแล้วกลับชอบซะงั้น

ตอนที่เราดูแต่รีวิว เราคิดว่าตัวเองชอบคอนโดแบบ Low Rise เพราะอยากอยู่แบบเงียบสงบ พอไปดูจริงๆ กลับชอบ High Rise มากกว่า เพราะส่วนกลางจัดเต็มมากกว่า เดินทางสะดวกกว่า

ไม่จำเป็นต้องใกล้ห้าง เพราะเราเคยอยู่หอมาก่อนก็เลยพอรู้ว่า ไม่ค่อยได้ไปห้างเท่าไหร่

ไม่ต้องมีอาหารให้เลือกมากมาย มีแค่พอประมาณให้เจอร้านถูกใจก็พอ เพราะสมัยอยู่หอก็เลือกทานแต่ร้านเดิมๆ

เป็นอีก Content ที่เราตั้งใจเขียนมากๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะคะ ตอนต่อไปจะมาพูดถึงเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโด จะเจอค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ส่วนไหนเราจ่ายเอง ส่วนไหนโครงการจ่ายให้ ส่วนไหน (อ้อนวอน) ขอให้โครงการจ่ายให้ได้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าของ Get Debt Now ค่ะ

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน