ทุกท่านคงเคยได้ยินมาว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ จะทำให้มูลค่าของเงินลดลงไปใช่ไหมครับ?

อย่างที่รู้กันว่าเงินเฟ้ออ่อนๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดีกว่าเงินฝืดที่ทำให้คนไม่อยากใช้จ่ายเพราะว่าเงินมีมูลค่ามากขึ้น จึงเก็บเงินไว้ดีกว่าใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโต ประเทศที่เจอปัญหานี้มายาวนานคือญี่ปุ่นครับ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไม่ค่อยไปไหนด้วย

ส่วนเงินเฟ้อที่มากเกินไป  ก็ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ภาวะ Hyperinflation โดยประเทศที่ประสบปัญหานื้คือซิมบับเวย์ ที่คนต้องหอบเงินเป็นถุงๆ ไปซื้อของ ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2530 แต่ไปรุนแรงสุดที่ปี 2551-2552

สำหรับการประมาณราคาสินค้าในอนาคต อาจจะทำได้โดยการใช้สูตร Future Value หรือ FV

ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี อีก 10 ปี ราคาสินค้าชิ้นหนึ่งราคา 1,000 บาท จะกลายเป็น 1,342 บาท หรือเพิ่มขึ้น 34.39%

แต่รู้ไหมอัตราเงินเฟ้อของสินค้าแต่ละประเภทมีอัตราเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน! อย่าง ข้าวแกง หรือ ก๋วยเตี๋ยว อาจจะมีอัตราเพิ่มขึ้นของราคามากกว่า 3% ซึ่งอาจจะเป็น 5-6% แล้วราคาอาหารจานเดียวแบบนี้ละที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของพวกเรา

สมมติว่าราคาอาหารตอนนี้จานละ 40 บาท อีก 10 ปีจะเป็น 65 บาท หรือเพิ่มขึ้น 62.89% (ตัวเลขสมมติ) การที่เงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เราต้องเผื่อมูลค่าเงินเฟ้อไว้ในเงินที่จะใช้ในอนาคต อย่างการวางแผนการออมและการลงทุนด้วยครับ

เช่น ถ้าอายุ 30 ตั้งใจจะเก็บเงินเพื่อเกษียณ 10 ล้านบาทในเวลา 30 ปี แล้วมีเงินเฟ้อ 3 % ต่อปี มีเวลาทำงาน 30 ปี ต้องเก็บเงินเดือนละประมาณ 28,000 บาท  แต่มูลค่าของเงิน 10 ล้านในอีก 30 ปีข้างหน้าจะเหลือแค่ประมาณ 4,200,000 บาท เท่านั้น ถ้าเรานำเงินจำนวนนี้มาทยอยใช้ไปเรื่อยๆ สมมติว่าอีก 20 ปี เราจะมีเงินใช้เดือนละ ประมาณ 17,300 บาท แต่ต้องไม่ลืมว่ามูลค่าของเงินก้อนนี้ก็จะลดลงตามอัตราเงินเฟ้อที่มากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นเราควรทำอย่างไรเพื่อให้มีเงินใช้ตอนเกษียณเพียงพอ?

1. เราอาจจะลงทุนไปในระหว่างเก็บเงินด้วย

เช่น ถ้าเราออมแค่เดือนละ 6,900 บาท แต่ว่านำเงินที่ออมไปทยอยลงทุนให้ได้ผลตอบทบต้นเฉลี่ยปีละ 8% เราก็สามารถมีเงินเกษียณ 10 ล้านบาทได้ตอนครบปีที่ 30 เช่นกัน จะเห็นได้ว่าใช้เงินเก็บต่อเดือนน้อยกว่ามาก แล้วถ้าสมมติว่าเงินเดือนขึ้นปีละ 5% และเราก็ออมเพิ่มขี้น 5%  เช่นกัน จะให้เรามีเงินเกษียณที่ 17 ล้านบาทเลยทีเดียว ถ้าคิดเป็นมูลค่าเงินในอนาคตก็ประมาณ 7 ล้านบาท หรือประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน จะเห็นได้ว่าเรามีเงินเกษียณมากขึ้นเยอะทีเดียว

2. นำเงินก้อนจากการลงทุนที่ได้หลังจากเกษียณ ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

ทั้งนี้เพื่อรักษามูลค่าของเงินไว้ หรืออาจจะหาผลตอบแทนในรูปปันผลประมาณ 4-5% เพื่อยังรักษาเงินต้นไว้แล้วนำเงินปันผลมาใช้จ่ายแทนก็ได้

3. ในระหว่างทางที่เก็บเงินเกษียณ ควรมีการวางแผนสำรองสำหรับปกป้องเงินเกษียณ

อย่างเช่น การประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพไว้ด้วย เพื่อเป็นการโอนเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทประกัน แทนที่เราจะต้องนำเงินที่เก็บสะสมเพื่อเกษียณมาใช้ก่อน

4. วิธีการออมที่ดี คือ การจ่ายให้ตัวเองก่อน  

พอเงินเดือนออกก็กันเงินส่วนที่จะลงทุนไปไว้ในอีกบัญชีหนึ่งเลย เพื่อให้เราไม่เผลอใช้เงินส่วนนี้ไป โดยอาจจะเริ่มออมจากน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยออมมากขึ้นก็ได้

5. การมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้เผื่อ ประมาณ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

กรณีฉุกเฉินต่างๆ เช่น อาจจะเปลี่ยนงานแล้วหางานทำไม่ได้หลายเดือน หรือเจ็บป่วยจะต้องหยุดงาน ก็จะทำให้เรายังมีเงินสำรองส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายในช่วงนั้น

6. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน

รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนทางการเงิน หรือ อาจจะมองหาผู้ให้บริการแนะนำการลงทุนที่เชื่อใจได้เพื่อทำให้การลงทุนบรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ดีส่วนนี้เราอาจจะทำควบคู่กันไปได้  และสมัยนี้เราสามารถวางแผนเองบางส่วนและให้มืออาชีพจัดการเรื่องการลงทุนให้ก็ได้

7. บริหารการใช้จ่าย เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บสำหรับออมมากขึ้น

บางทีการบริหารค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อแค่สินค้าราคาถูกเท่านั้นครับ เราอาจจะมองหาโปรโมชั่นหรืออดใจไว้ซื้อช่วง Sale ก็ได้ เราก็จะได้สินค้าที่ต้องการในราคาถูกลง ที่สำคัญควรซื้อเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ครับ (เพราะบางทีเห็นป้าย Sale แล้วอาจจะซื้อมากเกินจำเป็นก็ได้ครับ 555)

8. พัฒนาตัวเองเพื่อทำงานให้ดีขึ้นและได้ขึ้นเงินเดือนมากขึ้น

จะได้มีเงินมาลงทุนเพิ่ม และถ้ามีเวลาว่างเหลืออาจจะหารายได้เสริมจากความชอบและความถนัดของตนเองก็ได้ ครับ

9. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

เพราะการดูแลตัวเองให้ดีในวันนี้ มีผลให้เราอาจจะไม่ต้องมีค่ารักษาพยาบาลมากตอนเกษียณก็ได้

เป็นอย่างไรบ้างครับ ไม่ยากเกินไปใช่ไหมครับ สำหรับการเก็บเงินเพื่อการเกษียณ การมีเงินหลัก 10 ล้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยมาก่อน มนุษย์เงินเดือนธรรมดา หรือว่าคนทั่วๆ ไป ก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้เริ่มแล้วหรือยัง   

หมายเหตุ และ ข้อมูลอ้างอิง

อ้างอิง และข้อมูลประกอบ ดัชนี Nikkei  เปรียบเทียบกับ GDP

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

ดัชนี Nikkei (1949-2018)

http://www.macrotrends.net/2593/nikkei-225-index-historical-chart-data

Japan GDP Growth Rate ( Mar 1956 to Dec 2017)

https://www.ceicdata.com/en/indicator/japan/real-gdp-growth

ถ้าจะสังเกต GDP Growth ญี่ปุ่น จะเห็นว่าเติบโตสูงในช่วงแรกๆ  แต่พอเข้าสู่ช่วงประมาณหลังปี 1991-1992 มา GDP Growth ก็ต่ำกว่า 5%  มาตลอด ถ้าเปรียบเทียบกับดัขนี Nikkei ก็ออกแนว Sideway มาตั้งแต่ปี 1982 เช่นกัน และไม่ไปทำ New High อีกเลย

อ้างอิง CPI ของประเทศไทย

http://www.price.moc.go.th/th/node/210

http://www.indexpr.moc.go.th/price_present/cpi/stat/others/indexg_report2.asp?list_year=2561

อ้างอิง Hyper Inflation

Wikipedia

SaveSave

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน