BEM_BECL_BMCL_merge

ในที่สุดดีลการควบรวมกิจการของบริษัทในกลุ่มธุรกิจขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว โดยเป็นการควบรวมระหว่าง บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BECL และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ซึ่งดีลนี้เป็นที่จับตามองของกลุ่มนักลงทุนทุกประเภทเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากการควบรวมสำเร็จ บริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จะกลายเป็นผู้นำในกลุ่มหุ้นกลุ่มขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่การควบรวมกิจการดังกล่าวจะดีหรือไม่ดีนั้นเราคงต้องมาทำความเข้าใจถึงที่มาและโอกาส รวมถึงความเสี่ยงในดีลนี้กันครับ

ทำไมต้องควบรวมกิจการ?

นี่คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายๆคนใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งเหตุผลหลักของการควบรวมครั้งนี้มาจากการที่ทางพี่ใหญ่อย่าง CK ต้องการปรับโครงการสร้างธุรกิจ โดยถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าทาง BECL ซึ่งประกอบธุรกิจก่อสร้างและให้บริการทางด่วน และ ทาง BMCL ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการเดินรถไฟฟ้า จัดเป็นกลุ่มธุรกิจในด้านการขนส่งและคมนาคมทั้งคู่ ดังนั้นหากทาง CK ที่ถือหุ้นในบริษัททั้งสองอยู่แล้วสามารถควบรวมกิจการทั้งสองเข้ากันได้สำเร็จ ก็จะเกิดบริษัทใหม่ขึ้นมาเป็นเหมือนกลุ่มธุรกิจในด้านขนส่งและคมนาคมโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าจะกลายเป็นเสมือนแขนขาของ CK ในด้านธุรกิจขนส่งและคมนาคมได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ซึ่งในมุมมองของผมนั้นมันก็น่าจะทำให้ CK ง่ายในการจัดการบริหารธุรกิจในแต่ละกลุ่มได้สะดวกและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

ประโยชน์ที่ได้จากการควบรวมกิจการ

สำหรับการควบรวมกิจการในครั้งนี้น่าจะสร้างความสงสัยให้นักลงทุนอยู่ไม่น้อยว่ามันจะเกิดประโยชน์ขึ้นจริงๆหรือ ไม่ ถ้าพูดกันในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วการควบรวมกิจการครั้งนี้ก็คือการใช้ประโยชน์ของหลักการ Comparative advantages ของทั้ง  2  ฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง ทาง BECL มีกระแสเงินสดที่ดี มีเงินทุนที่พร้อมและแข็งแกร่ง ส่วนทาง BMCL มีความพร้อมทางด้านเงินทุนที่น้อยกว่าแต่มีโอกาสในการเติบโตที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่า เมื่อทั้ง 2 บริษัท นำสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเองมาแลกเปลี่ยนกันในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วมักจะเกิดประโยชน์ที่มากกว่าต่างคนต่างทำนั่นเอง ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดที่รวมกันน่าจะแยกออกเป็นได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้ครับ
1) เพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับกลุ่มบริษัท
จากเดิมที่ BECL มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งกระแสเงินสดที่ดีเยี่ยม ทำให้ BECL นั้นมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า BMCL ซึ่งมีหนี้มาก และธุรกิจยังไม่สามารถทำกำไรได้เต็มที่ พอทั้งสองบริษัทมาควบรวมกิจการกันก็มีแนวโน้มให้เกิดบริษัทใหม่ที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งโดยรวมเพิ่มขึ้น  โดยสำหรับผู้ถือหุ้น BMCL เองโดยเฉพาะ CK ก็สามารถคลายความกังวลเรื่องเพิ่มทุนหรือความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินไปได้พอสมควรเลยทีเดียว มากไปกว่านั้นทาง CK เองยังสามารถบันทึกกำไรจากการควบรวมกิจการในครั้งนี้อีกกว่า 1,500 ล้านบาท  ซึ่งเมื่องบการเงินของบริษัทใหม่มีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น ก็มีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการก่อหนี้หรือระดมทุนในอนาคตมีแนวโน้มลดต่ำลงได้ ซึ่งจุดนี้เองจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยโดยรวมให้กับบริษัทได้ครับ

2) ศักยภาพในการเติบโตที่เพิ่มขึ้น
หลังจากที่ผู้ถือหุ้นของ BECL เหมือนจะต้องแลกเปลี่ยนความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ BMCL ไป แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับโอกาสที่จะเติบโตที่เพิ่มขึ้น จากโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างและที่เตรียมประมูลเพิ่มในอนาคต รวมถึงในฝั่งของธุรกิจทางพิเศษเองก็มีแนวโน้มที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการMotorwayเพิ่มในอนาคตได้เช่นกัน

 3) การขยายตัวและต่อยอดทางธุรกิจ
บริษัทใหม่สามารถขยายธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้ารวมถึงธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ธุรกิจโฆษณาที่สามารถร่วมมือในการขยายผ่านทั้งบนทางด่วนและรถไฟฟ้าเอง ซึ่งเมื่อทำร่วมกันเราก็น่าจะได้เห็นการประหยัดต้นทุนและการสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้

4) ภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้น
การควบรวมกิจการครั้งนี้นอกจากจะทำให้บริษัทใหม่มีฐานะทางการเงินรวมที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมต่อการลงทุนในโครงการด้านระบบขนส่งทั้งรางและทางพิเศษในอนาคตแล้ว ยังทำให้หุ้น BEM เองมีขนาดมูลค่าบริษัทที่สูงราว 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มขนส่งที่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งกลุ่มสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศได้ดีเลยทีเดียว

แต่ทั้งนี้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการควบรวมก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนทุกประเภทเสมอไป เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนที่เดิมลงทุนใน BECL น่าจะมีหลายท่านที่ชอบลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผลสูง มีรายได้ค่อนข้างมั่นคงเติบโตสม่ำเสมอ ต่างจากหลังการควบรวมกิจการที่อาจจะกลายเป็นหุ้นที่น่าจะมีการเติบโตสูงกว่าเดิม แต่ก็มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลที่น้อยกว่าเดิม และมีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วย

โอกาสในการเติบโตของกิจการ

สำหรับแผนการเติบโตของ BEM น่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นหลักด้วยกันครับ
1) แผนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจรถไฟฟ้า
สำหรับแผนการเติบโตของธุรกิจรถไฟฟ้าน่าจะเริ่มเห็นผลที่ดีขึ้นจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-เตาปูน) ในช่วงสิงหาคมปี 2016 ที่จะถึงนี้ ซึ่งน่าจะสร้างผลกำไรให้ทันทีเนื่องจากเป็นสัมปทานประเภท PPP Gross Cost (รัฐเป็นผู้ลงเงินก่อสร้างรวมถึงรับความเสี่ยงค่าโดยสารและจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง โดยรัฐจ่ายค่าจ้างเดินรถ) หลังจากนั้นจะมีการเชื่อมต่อสถานีเตาปูนจากสายสีม่วงเพื่อเชื่อมกับสถานีบางซื่อของสายสีน้ำเงินในปัจจุบันซึ่งก็น่าจะเป็นการเพิ่ม Ridership หรือเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในสายสีน้ำเงินที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันให้เพิ่มมากขึ้นได้

BEM1

Source: BMCL

แต่กุญแจสำคัญของการเติบโตมหาศาลนั้นจะอยู่ที่ส่วนต่อขยายที่รวมกันเป็นวงแหวนของสายสีน้ำเงิน (ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-หัวลำโพง) โดยเมื่อส่วนต่อขยายช่วงท่าพระ-หัวลำโพง (และจากท่าพระไปบางแค) สำเร็จจะมีผู้โดยสารจากฝั่งธนบุรีเข้ามาใช้บริการอย่างคับคั่ง ลองคิดภาพคนฝั่งธนบุรีเดินทางจากบางแคหรือท่าพระเข้าสู่แถวพาหุรัด วังบูรพา วัดพระแก้ว เยาวราช มุ่งสู่หัวลำโพง เข้าสู่ใจกลางเมืองย่านสีลมได้ง่ายดายสิครับ

อีกทั้งระหว่างทางบริเวณดังกล่าวยังเป็นย่านที่มีสถานศึกษาและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย  จำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการจึงน่าจะเติบโตขึ้นอย่างมาก ผมว่านี่มันน่าจะเป็นสุดยอดของการเติบโตไม่แพ้เหตุการณ์สมัยที่ BTS สายสีลมสามารถทำส่วนต่อขยายจากในตัวเมืองอย่างสีลมข้ามมาที่ฝั่งธนบุรีบริเวณวงเวียนใหญ่ได้สำเร็จเลยทีเดียว แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะส่วนต่อขยายสีน้ำเงินมีช่วงบางซื่อ-เตาปูน-ท่าพระด้วย ซึ่งเมื่อเชื่อมกันครบเมื่อไร ภาพที่ออกมาก็คือเส้นทางรถไฟฟ้าที่วิ่งวนรอบกรุงเทพเป็น วงแหวนหรือ Loop แล้วนั่นเอง จุดนี้เองที่จะทำให้เกิด Ridership อย่างมหาศาลกับเส้นทางรถไฟฟ้าเดิมที่เปิดดำเนินการอยู่ เพราะผู้คนที่อาศัยอยู่รอบกรุงเทพจะสามารถเข้าเมืองมาขึ้นรถไฟฟ้าที่มีลักษณะเป็นวงแหวนรอบกรุงเทพนี้ได้

และนี่จะเป็นการพลิกโฉมของระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งการเจรจาในส่วนต่อขยายดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2016 และน่าจะเปิดให้บริการแบบเต็มที่ได้ภายในปี 2019 โดยถ้าเจาะให้ลึกไปกว่านั้นเส้นทางรถไฟฟ้าสีน้ำเงินเดิมที่มีอยู่นั้นเป็นสัมปทานแบบ PPP Net Cost ครับ คือทางบริษัทเป็นคนลงทุนค่าก่อสร้างเองแล้วมีรายได้จากการเก็บค่าตั๋ว ธุรกิจแบบนี้เป็นธุรกิจที่มีเงินลงทุน (Capex) สูงหรือต้นทุนคงที่สูงครับ เป็นธุรกิจที่เราเรียกว่ามี Operating  Leverage สูง กล่าวคือว่าเมื่อมีเงินลงทุนที่สูงในระยะแรกเริ่ม ก็อาจจะทำให้ขาดทุนหรือมีกำไรน้อยในช่วงแรก

แต่เมื่อมีจำนวนลูกค้าหรือผู้ใช้บริการที่เข้ามาสร้างรายได้ที่มากพอแล้ว จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลในช่วงหลังเนื่องจากมีต้นทุนคงที่เท่าเดิมซะเยอะ เช่น  ธุรกิจสนามบินของ AOT  ที่สมัยก่อนใช้เงินลงทุนสูงมาก มีกำไรน้อย แต่พอระยะหลังผู้โดยสารเติบโตจนมากพอ จึงมีกำไรได้อย่างมหาศาล  แต่จุดนี้เองก็เป็นเหมือนดาบสองคมเนื่องจากเดิมทีตั้งแต่สมัยเริ่มต้นทางรฟม.มีการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารเอาไว้สูงกว่าความเป็นจริง จึงมีการตั้งข้อกำหนดส่วนแบ่งรายได้ที่ทาง BMCL ต้องจ่ายให้สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ BMCL ถึงกับล้มลุกคลุกคลานตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้เองก็คงเป็นเรื่องของการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารแล้วล่ะครับว่าจะเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากตามที่เขาคาดการณ์ได้หรือไม่

BEM2

Source: BECL & BMCL Presentation

ส่วนเส้นทางและส่วนต่อขยายอื่นๆที่จะช่วยเพิ่มการเติบโตในอนาคตซึ่งบริษัทมีแนวโน้มน่าจะเข้าประมูลได้อีก คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งสายนี้จะเป็นสายที่เชื่อมกรุงเทพฝั่งตะวันตกเข้าสู่ใจกลางเมืองและเชื่อมไปยังกรุงเทพฝั่งตะวันออกนั่นเอง โดยที่บริษัทมีแนวโน้มจะได้สายสีส้มเนื่องจากเดิมทีทาง BMCL สถานีศูนย์วัฒนธรรมเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว การเชื่อมต่อสถานีจึงน่าจะทำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพกว่าบริษัทอื่น ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นๆก็ต้องคอยจับตากันต่อไปว่าบริษัทจะเข้าร่วมประมูลในงานไหนกันบ้าง

2) แผนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจทางด่วนและทางพิเศษ

สำหรับธุรกิจเดิมของ BECL นั้นจะมีการให้บริการเส้นทางพิเศษอยู่ทั้งหมด 6 เส้นทางหลักๆ โดยเส้นทางที่สร้างรายได้กว่า 70% จะหมดอายุลงในปี 2563 โดยมีความเสี่ยงที่ว่าบริษัทอาจจะไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้ แต่ก็มีส่วนที่จะมาสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในเส้นทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (SOE)ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2016 ที่จะถึงนี้เช่นกัน ส่วนในโครงการอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เช่น การไปเข้าร่วมประมูลโครงการ Motorway เป็นต้น

3) แผนการเติบโตของธุรกิจสื่อโฆษณาและพื้นที่เชิงพาณิชย์

สำหรับแผนการเติบโตในธุรกิจสื่อโฆษณาและพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้น เดิม BMCL ถือบริษัทลูกซึ่งก็คือ BMN ซึ่งประกอบธุรกิจด้านนี้อยู่ประมาณ 65% โดยหลังการควบรวมกิจการ บริษัทมีแผนที่จะเตรียมจะใช้พื้นที่ของรถไฟฟ้าและทางด่วนในการขยายกิจการสื่อโฆษณาเพิ่มเติม รวมถึงพื้นที่ของรถใต้ดินเองก็ยังมีเหลืออยู่หลายที่ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าพื้นที่ว่างใต้สถานีรถใต้ดินจริงๆน่าจะนำมาสร้างประโยชน์ได้อีกเยอะ เช่น อาจจะทำเป็น Office ในรูปแบบต่างๆได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทแล้วว่าจะสามารถทำได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าให้เปรียบเทียบกับทาง VGI นั้น ผมก็ว่า VGI ดูจะมีความเชี่ยวชาญมากกว่า ซึ่งถ้าบริษัทสามารถดำเนินการขยายธุรกิจไปได้ด้วยดี ก็มีแผนที่นำ BMN เข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน จุดนี้เองอาจจะเป็น Growth story สำหรับกลุ่มธุรกิจสื่อและโฆษณาต่อไปในอนาคตได้

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

BECL หรือ BMCL ดี?

สำหรับสัดส่วนการนำหุ้นบริษัทเดิมมาแปลงเป็นหุ้น BEM นั้น ได้ข้อกำหนดออกมาว่า

1 หุ้นเดิม BECL = 8.65537841 หุ้นใหม่ของ BEM

1 หุ้นเดิม BMCL = 0.42050530 หุ้นใหม่ของ BEM

โดยเราสามารถเปรียบเทียบราคาของหุ้นทั้งบริษัทได้ดังนี้

BEM3

 

โดยเมื่ออ้างอิงราคาปิด ณ วันศุกร์ที่ 4 ธ.ค. 58 จะเห็นได้ว่า BECL มีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับ BMCL ครับ ดังนั้นถ้านักลงทุนต้องการลงทุนเพื่อนำหุ้นไปแปลงสภาพก็สามารถใช้วิธีการดังกล่าวเทียบได้ครับว่าถือตัวไหนจะคุ้มค่ากว่าสำหรับการแปลงสภาพ


 

มุมมองของบทสรุป

ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวแล้ว ผมมองว่า BEM น่าจะกลายมาเป็นหุ้น Defensive growth ที่น่าจะเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูง พร้อมทั้งมีสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างมั่นคง และเมื่อดูตามแผนการขยายธุรกิจของบริษัทแล้ว ผมว่าน่าจะเหมาะกับคนที่สามารถอดทนรอคอยเป็นระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนานได้ ซึ่งน่าจะไม่ต่ำกว่าสัก 5 ปี เนื่องจากแผนการขยายธุรกิจรถไฟฟ้าเองก็ล้วนแล้วแต่ใช้เวลา ตัวความเสี่ยงที่การลงทุนนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบและต้นทุนสัมปทานที่บริษัทใช้ โดยเฉพาะถ้าใช้ PPP Net Cost  “จำนวนผู้โดยสาร ที่คาดการณ์” ว่าจะเข้ามาสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคตนี้มีความสำคัญมากว่าจะมากตามการคาดการณ์หรือไม่ นี่ยังไม่นับรวมโอกาสที่อาจจะเกิดการ Delay ของแผนต่างๆออกไปอีกซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมากในธุรกิจกลุ่มนี้ ซึ่งนักลงทุนเองก็น่าจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนล่ะครับ

 

คำเตือน

• การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน แต่ใช้เพื่อเป้าหมายทางการศึกษาเพื่อให้นักลงทุนได้เรียนรู้วิธีการวิเคราะห์การลงทุนได้ด้วยตัวเอง

• การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง

• ทางผุ้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

 

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน