กองทุนรวม คืออะไร

เรื่องมีอยู่ว่า ผมกำลังจะชวนคุณพ่อไปลงทุนกองทุน แกก็มีคำถามมากมายเหลือเกิน ด้วยความที่แกผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆมาแล้วมากมาย เป็นคนที่เก็บหอมรอมริดเงินมาเองตลอด ไม่เคยได้จริงจังกับการลงทุน คำถามแกก็อาทิเช่น “เงินนี่ผู้จัดการกองทุนเอาไปบริหาร เขาจะเอามาแบ่งเราเหรอ? จะโกงเราไหม?”, “เล่นหุ้นเองได้ จะไปลงทุนเองทำไม พวกนี้เก็บค่าต๋ง (ค่าธรรมเนียม) ไปเองหมดเปล่า?”

ย้อนกลับมาดูตัวผมเองเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วก่อนจะเริ่มลงทุน เราก็มีคำถามมากมายเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่แนวที่คุณพ่อถาม แต่เป็นแนวเด็กวัยรุ่นนั่งหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเอง เปิด Pantip ห้องสินธรบ้าง Google บ้าง ตอนแรกก็อยากลองเล่นหุ้นดู ก็พบว่ามีศัพท์มากมายเต็มไปหมด ไหนจะ “PE หุ้นตัวนี้สูงไปหรือเปล่า” “ติดดอยค่ะ ทำอย่างไรดี” ตอนนั้นก็ใช้เวลา 3-4 เดือนนะ นั่งถามเพื่อน หาหนังสือมาอ่าน กว่าจะเริ่มคุยกับเขารู้เรื่อง

ไหนๆ จะไปอธิบายให้พ่อฟังแล้ว ก็เลยรวบรวมเป็นบทความมาเลย คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่นๆไปในตัวครับ โดยบทความนี้จะขอเน้นไปที่การลงทุนใน “กองทุนรวม” ก่อน ซึ่งน่าจะเหมาะกับมือใหม่มากกว่า มาดูกันว่าทำไม…

Highlight

  1. กองทุนรวมคืออะไร? ทำไมมือใหม่ ควรลองเริ่มลงทุนในกองทุนก่อน?
  2. วิธีง่ายๆในการเลือกกองทุน กองทุนไหนดี?
  3. กองพร้อม เงินพร้อม เริ่มลงทุนอย่างไร?
  4. (แถม) คำถามที่พบบ่อย หรือ ศัพท์ที่เขาพูดๆกัน แต่ละตัวหมายความว่าอย่างไร

กองทุนรวมคืออะไร?

ผมไป Google มา ขึ้นมาลิ้งค์แรกเป็นของตลาดหลักทรัพย์เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ

กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การระดมเงินลงทุนจากคนจำนวนมากและนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อตั้งเป็น กองทุนขึ้นมา โดยเงินที่ได้รับนั้นจะมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่เป็นมืออาชีพ นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของแต่ละกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนที่งอกเงย แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุน

โดยส่วนมากเนี่ยจะมี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า บลจ.) ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งบริษัทตั้งออกมาแยกๆ ที่เราไม่คุ้นชื่อ เช่น บลจ. ทาลิส จำกัด , บลจ แมนูไลฟ์(ประเทศไทย) จำกัด (เจ้านี้มีประกันด้วยนะ) หรือเป็น บลจ. ที่มีชื่ออยู่ใต้ธนาคารที่เราคุ้นหูกันดีเช่น บลจ. กสิกรไทย จำกัด, บลจ. กรุงศรี จำกัด เป็นต้น (ถ้าสนใจดูรายชื่อทั้งหมด คลิก) บลจ. เหล่านี้ก็จะมีการออกกองทุนของตัวเองออกมา ให้เรานำเงินของเราเนี่ยไปให้เขา เขาก็จะเอาเงินของเราไปลงทุนอีกที ตามแต่นโยบายของกองทุนนั้นๆจะวางไว้

ทีนี้คำถามบางคนบอกว่า “เอ เราก็เอาเงินไปลงทุนเองก็ได้หนิ ตลาดหลักทรัพย์ก็มี ?” …

ทำไมมือใหม่ ควรลองเริ่มลงทุนในกองทุนก่อน?

ผมก็เลยไปสรุปเหตุผลมาให้แล้วครับ ได้มา 3 ข้อใหญ่ๆดังนี้

  1. กองทุนรวมมีมืออาชีพดูแแลตลอดเวลา คนเหล่านี้เป็นผู้จัดการกองทุนที่แต่ละบลจ.ต้องไปสรรหาจอมยุทธ์มือดี เพื่อจะให้มั่นใจว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์ของคุณเนี่ย จะถูกนำไปลงทุนให้งอกเงย คิดดูครับ คนธรรมดาอย่างพวกเรา ส่วนมากต้องทำงานกัน 5 วัน หาเวลาว่างมาดูหรือหาความรู้การลงทุน เต็มที่ก็เสาร์ อาทิตย์ หรือตอนเย็น ต่างกับพวกคนเหล่านี้ ที่ส่วนมากเรียนจบมาด้านนี้โดยเฉพาะ ใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตอยู่กับเรื่องพวกนี้ เรียกว่าระดับฝีมืออาจจะต่างกันเยอะ
  2. กองทุนรวมทำให้รายย่อยอย่างพวกเราเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้มากขึ้นครับ เอาง่ายๆ สมมติผมอยากซื้อหุ้น Facebook ไอ้หุ้นตัวนี้เนี้ย อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา ผมต้องหาวิธีไปเปิดพอร์ตการลงทุนที่ลงในหุ้นอเมริกาได้ซึ่งขั้นต่ำก็ไม่ใช่น้อยๆ นอกจากนี้เราถือเงินบาทอยู่ พี่แกเขาขอเป็นดอลลาห์ เราก็ต้องไปหาแลกเงินดอลลาห์ไปให้เขาอีกเรียกได้ว่ายุ่งยากไปหมด (บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสังเกตเห็นได้ด้วยว่า ตรงนี้จะมีเรื่องค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนเราอีก เดี๋ยวผมอธิบายให้อีกทีครับ) โชคดีครับในไทย บางบลจ. ได้มีออกกองทุนที่นำเงินเราไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกทีนึงให้ แบบขั้นต่ำถูกๆ และดูแลเรื่องค่าเงินให้เราอีกด้วยครับ นี่ยังไม่รวมไปถึงสินทรัพย์บางอย่างที่มีกองทุนนำเงินเราไปลงทุนได้เช่น ทองคำ น้ำมัน อีกนะ
  3. สิทธิประโยชน์ทางภาษี บางคนคงเคยได้ยิน LTF, RMF มาบ้าง แน่นอนการซื้อกองทุนเหล่านี้ทำให้คุณสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ แล้วเผลอๆ ได้ลงทุนให้งอกเงยอีกต่างหาก แต่ข้อแม้คือลงทุนไปแล้ว ยังห้ามเอาเงินออกมาใช้ก่อน ตามกำหนดเช่น LTF 7 ปี หรือ RMF ต้องอายุถึง 55 ก่อน เป็นต้นครับ

ที่จริงแล้ว กองทุนยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น สภาพคล่องที่ดีกว่า หรือ มีการดูแลผลประโยชน์จาก กลต. แต่ผมขอละไว้ก่อน เอาประมาณนี้ก็น่าจะพอหอมปากหอมคอแล้วครับ

ทีนี้ ขอกลับไปที่คำถามของคุณพ่อก่อน เพื่อไม่ให้ค้างคาใจ อ่ะ ข้อแรกพ่อถามว่า

“เงินนี่ผู้จัดการกองทุนเอาไปบริหาร เขาจะเอามาแบ่งเราเหรอ? จะโกงเราไหม?”

คำตอบคือ แบ่งสิ เขาโกงเราไม่ได้เน่อ เพราะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า กลต.) จะมีออกกำหนดกฎเกณฑ์ให้ บลจ. ทุกที่มีการคำนวณ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value ต่อไปนี้จะขอเรียกว่า NAV) และเปิดเผยออกมาให้ทุกคนรับทราบกัน ทุกสิ้นวัน หน้าตาเป็นแบบนี้

BTP – กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล

โดย NAV เนี่ยคือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามราคาตลาด ในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นก็จะเป็นมูลค่าของหุ้นที่กองทุนถืออยู่ทั้งหมดนี่แหล่ะครับ คำนวณจากราคาหุ้น ณ วันนั้น (หักด้วยค่าใช้จ่ายและหนี้สินของกองทุนรวม แต่ในที่นี้ ละไว้ในฐานที่เข้าใจก่อน)

ทีนี้ เราเอาเงินให้เขา แล้วจะเอาเงินออกมาได้อย่างไร กำไร ขาดทุนดูยังไง ผมขออธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับ เวลาเราไปซื้อกองทุนปกติเนี่ย เขาจะให้เราซื้อเป็นหน่วยตามราคา NAV อย่างสมมติในรูป NAV 49.5952 บาท ถ้าเราลงทุน 50,000 บาทก็แปลว่า เราได้จะได้หน่วยลงทุนประมาณ 50,000 หาร 49.5952 บาท = 1,008.16 หน่วย มาถือไว้ในบัญชี

ทีนี้ พอเวลาผ่านไป หุ้นที่กองทุนถืออยู่มันขึ้นมา NAV ของกองทุนก็อาจจะขึ้นไป อาจไปเป็น 50 บาท ซึ่งจะแปลว่าหน่วยลงทุนที่เราถืออยู่ ตอนนี้มีมูลค่า 50 คูณ 1,008.16 = 50,408
ถ้าขายวันนั้นก็ได้กำไรเลย 50,408 – 50,000 = 408 บาท

อันนี้ย้ำอีกครั้งเป็นการคิดแบบง่ายๆ ที่จริงมีเรื่องค่าธรรมเนียม หรือ กองทุนบางประเภทมีการจ่ายปันผล ออกมาอีก เดี๋ยวจะอธิบายกันต่อไป
แต่สังเกตได้ว่า เขาเอาเงินเราไป ทุกอย่างต้องแสดงออกมาให้ชัดเจนให้กลต. ว่าเงินไปอยู่ที่ไหน คิดเป็นมูลค่าเท่าไร

ไปต่อกันที่คำถามที่สอง

“เล่นหุ้นเองได้ จะไปลงทุนเองทำไม พวกนี้เก็บค่าต๋ง (ค่าธรรมเนียม) ไปเองหมดเปล่า?”

คำตอบคือใช่ครับ บลจ. ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียม เขาไม่ได้ทำองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรครับ ฮ่าๆ โดยเป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน ผู้จัดการกองทุน หรือ ค่าระบบ นั่นเอง (ตรงนี้ขอแอบบอก ที่จริงประเทศไทยเนี่ย ค่าธรรมเนียมถือว่าถูกมากนะครับ อยู่กันแถว 1-2% ต่างประเทศนี่ 3-4% อย่างต่ำ)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ตรงนี้บางคนอาจจะส่งสัยว่า กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศบางกอง นำเงินของเราไปลงใน กองทุนแม่ที่อยู่ต่างประเทศอีกที (Feeder Fund) แต่ฝั่งเราคิดค่าธรรมเนียมถูกกว่าลงเองกับกองแม่ตั้งเยอะ – ที่เขาทำได้ก็เพราะว่า บลจ. สามารถดีลได้แบบค่าธรรมเนียมสำหรับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่นั่นเอง เป็นข้อดีของพวกเราหล่ะ

วิธีการหาข้อมูลค่าธรรมเนียม ก็เข้าไปที่เว็บ กลต. ก็ได้ครับ คลิกที่นี่ อย่างที่บอกไปพวกเขาเป็นหน่วยงานที่ดูแล และ บลจ. ต้องส่งข้อมูลเข้ามา

เลือก ประเภทหลักทรัพย์เป็นกองทุนรวม จากนั้นกรอกชื่อย่อกองทุนที่สนใจอยู่แล้วกด คลิก

เลื่อนลงมาข้างล่างแล้วกด ค้นหา จะมีรายชื่อกองทุนออกมาครับ ให้เราคลิกรูปกระดาษด้านขวามือ

คลิกที่ “หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ”

ซึ่งเปิดดูหนังสือชี้ชวนก็จะมีข้อมูลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุน สินทรัพย์ 5 อันดับสูงสุดที่ลงทุนไป ระหว่างนี้ให้เลื่อนลงมาจนเจอหน้าประมาณนี้ก่อนครับ

โดยเบื้องต้นผมขอแบ่งค่าธรรมเนียมออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ให้เข้าใจง่ายๆ

  1. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บรายปี
    จะเป็นค่าธรรมเนียมที่อยู่ส่วนบนของรูป สัดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ค่าธรรมเนียมการจัดการ หรือ Management Fees ที่จะเก็บเป็นรายปี หักออกจาก NAV ของเราทุกๆวันนั่นเอง อย่างในรูปก็จะเห็นว่าเก็บอยู่ที่ 1.605% และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมเล็กๆน้อยๆอื่น ก็อยู่ที่ 1.7816% ต่อปีในปี 2561 ซึ่งตรงนี้มันจะสะท้อนอยู่ใน NAV สมมติถ้าวันนึง สินทรัพย์ที่ไปลงทุนไม่ขยับ แต่ NAV แอบลดลงก็เกิดจากค่าใช้จ่ายตรงนี้นั่นเอง
  2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อเกิดธุรกรรม เช่น ซื้อ ขาย สับเปลี่ยน
    จะเป็นค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อมีธุรกรรมขึ้น ส่วนมากกองทุนก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมขาย กล่าวคือคือ เราซื้อไปขอซื้อหน่วยลงทุนเขา 100 บาท เขาขอหักออกไป 1% หรือ 1 บาทเป็นต้น หรือในที่นี้ตามรูปข้างต้นจะเป็นค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน หมายความว่า เราไปขายกลับไปให้บลจ. ขายได้เท่าไร บลจ. ขอเก็บออกไป 1% นั่นเอง

จะเห็นได้ว่ามีหลักการเก็บชัดเจน แสดงให้ดูอย่างตรงไปตรงมาครับ (ตรงนี้เข้ายากนิดนึง กว่าจะได้ค่าธรรมเนียมออกมา เดี๋ยวทาง FINNOMENA น่าจะกำลังแก้ไขอยู่ ถ้ามีอัพเดทอย่างไร จะมาแก้ไขบทความในส่วนนี้ให้ครับ)

วิธีง่ายๆในการเลือกกองทุน กองทุนไหนดี?

ปัญหาโลกแตกครับ บางคนอาจจะเริ่มจาก เพื่อนบอก แฟนบอก พนักงานธนาคารแนะนำ ฟังผ่านวิทยุ หรือ จะนั่งเทียนมาก็ว่าไป ฮ่าๆ ผมขอยกตัวอย่างวิธีมาหนึ่งวิธีแล้วกันครับ

เลือกลงทุนแบบจัดพอร์ต (ลงหลายๆกองแยกกันไป)

อารมณ์ประมาณ ส่วนนี้ไปลงหุ้นไทยบ้าง ส่วนนั้นลงทองคำบ้าง ส่วนที่เหลือไปลงพันธบัตรรัฐบาลบ้าง ซึ่งระยะยาวการจัดสัดส่วนสินทรัพย์แบบนี้ เป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักซึ่งช่วยให้ลดความผันผวนในพอร์ทได้ และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว แต่ว่าถ้าพูดกันในบทความนี้เกรงว่าจะยาวไป มีน้องเขียนไว้ดี ไปตามอ่านต่อได้ที่ คลิก

สรุปสั้นๆให้คือ

  1. จัดสัดส่วนกองทุนเป็นส่วนๆ โดยแบ่งตามประเภทสินทรัพย์
  2. ในแต่ละสัดส่วนประเภทสินทรัพย์ ก็ไปหากองทุนว่าควรลงกองไหน
  3. แล้วก็ลงทุนตามสัดส่วนที่วางไว้

มาเริ่มกันที่การจัดสัดส่วนก่อน ตอนนี้หลายท่านอาจจะงงว่าจะเริ่มยังไง บางท่านอาจมีประสบการณ์การลงทุนมาบ้างอาจจะใช้วิธีเข้าไปหาอ่านข่าวตาม Bloomberg.com, Investing.com, ข่าวหรือบทวิเคราะห์ตามบลจ. ต่างๆที่ออกมาหรือตามหน้าเว็บอย่าง FINNOMENA ก็ได้ครับ ซึ่งก็ควรจะจัดให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของตนเอง ความเสี่ยงที่รับได้ เงินก้อนนี้สำคัญมากน้อยแค่ไหน

แอบช่วยเขาโฆษณานิด ถ้าอยากลองให้เขาจัดให้ลองไปดูที่ finnomena.com/port ได้ครับ มีหลายแบบให้เลือกสรร เข้าไปจัดเล่นๆ แอบดูว่าจะลงอะไรก่อนก็ได้ครับ มันฟรี!

แหม่ะ เกือบลืม หลายคนสงสัย แล้วประเภทสินทรัพย์เนี่ยมันมีอะไรบ้าง ยังไม่รู้เลย จะให้จัดพอร์ทละ โอเค วันนี้ผมมาเปิดทุกสินทรัพย์ให้ดูตามหลักการแบ่งของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนของไทยกันดีกว่า ต่อไปนี้จะเรียกว่า AIMC นะครับ ขออนุญาตอ้างอิงตามเว็บไซต์หลัก2

กลุ่มตราสารทุน (Equity)
เช่นหุ้นนั่นเอง เป็นตราสารที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของบริษัทนั้นๆ โดยสถิติที่ผ่านมา เป็นตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงด้วยเช่นกัน

กองทุนตราสารทุนในประเทศ / ต่างประเทศบางส่วน – Equity Small – Mid Cap
กลุ่มนี้เป็นกองทุนที่ลงในหุ้นไทยบริษัทที่มีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ในรอบปีบัญชี มากกว่าหรือเท่ากับ 80% ขึ้นไป เน้นหุ้นขนาดเล็ก และ ขนาดกลางที่มีความผันผวนสูงแต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น

กองทุนตราสารทุนในประเทศ / ต่างประเทศบางส่วน – Equity Large Cap
ตรงข้ามกับ Equity Small – Mid Cap รอบนี้จะเป็นหุ้นของบริษัทในไทยที่อยู่ในดัชนี SET50 เน้นตัวขนาดใหญ่ หลายๆตัวที่เรารู้จักกันอยู่ในนี้เช่น PTT (ปตท.), CPALL (7-eleven), AOT (สนามบิน) เป็นต้น

กองทุนตราสารทุนในประเทศ / ต่างประเทศบางส่วน – Equity General
ลงทุนในหุ้นของบริษัทในไทย ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ อาจจะคละๆกันไปได้

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – US Equity
ลงทุนในตราสารทุนของประเทศอเมริกา ใครสนใจหุ้นมะกันต้องเลือก ไม่ว่าเป็น Facebook, Amazon อันโด่งดังที่เรารู้จักกัน

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – Japan Equity
ลงทุนในตราสารทุนของประเทศญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย เช่น SoftBank, Mizuho, Olympus

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – India Equity
ลงทุนในตราสารทุนในประเทศอินเดีย

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – European Equity
ลงทุนในตราสารทุนของประเทศกลุ่มประเทศยุโรป

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – Greater China Equity
ลงทุนในตราสารทุนของประเทศกลุ่มประเทศเกรทเทอร์ไชน่า อันประะกอบไปด้วย จีน ฮ่องกง และไต้หวัน

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – Global Equity (MSCI World, ACWI)
ลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลกเน้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ไทย เช่น อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – Emerging Market (MSCI Emerging based)
ลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศเน้นประเทศ Emerging Market หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในทวีป เอเชีย ละตินอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และ แอฟริกาเป็นต้น

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – Asia Pacific Ex Japan (Asia pac ex Japan benchmark focused)
ลงทุนในตราสารทุนกลุ่มประเทศแอเชียแปซิฟิคเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และ เกาหลี เป็นต้น โดยลงทุนในประเทศญี่ปุ่นต่ำกว่า 10% ของมูลค่าทรัพย์สินรวม

กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ – ASEAN Equity
ลงทุนในตราสารทุนกลุ่มประเทศ ASEAN เพื่อนบ้านพวกเรา

กลุ่มตราสารทุนประเทศ (Sector)
เน้นกระจุกการลงทุนอยู่ในหุ้นประเภทเดียวไปเลย แต่ความเสี่ยงก็มากขึ้นด้วยเช่นกันนะครับ เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนเป็น Theme ที่สนใจอยู่

Health Care
ลงทุนในตราสารทุนกลุ่ม Healthcare ด้านการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะเน้นๆไปเลย

Energy
ลงในตราสารทุนกลุ่ม Energy หรือพลังงาน อันนี้คนชอบจำผิดว่าไปลงในน้ำมันตรงๆอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ เป็นตราสารทุนหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องครับ

กลุ่มตราสารทุนประเภทกองทุนรวมดัชนี (Index Fund)

SET50
กองทุนที่มีวัตถุประสงค์ให้อัตราผลตอบแทนของกองใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET50 มากที่สุด (SET50 คืออะไร กดไปดู คลิก)

กลุ่มตราสารหนี้ (Fixed Income)
ถ้ามือใหม่มองเป็นเหมือนการเป็นเจ้าหนี้ก็ได้ครับ จะเอาเงินไปลงตราสารที่คนกู้ต้องจ่ายเงินกลับมาตามที่ตกลงไว้ โดยสถิติจะเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงโดยรวมน้อยกว่าตราสารทุน มีทั้งแบบภาครัฐและเอกชน

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Short Term Government Bond
ลงทุนในเงินฝากตราสารหนี้ของภาครัฐ และเฉลี่ยมีอายุแบบถ่วงน้ำหนัก ณ ขณะใดขณะหนึ่งไม่เกิน 1 ปี คือเป็นตราสารหนี้ภาครัฐเช่นพันธบัตรซึ่งปลอดภัยอยู่แล้ว แล้วยังอายุสั้นไม่เกิน 1 ปีอีก เน้นปลอดภัยไว้ก่อนแต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้หวือหวานะครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Short Term General Bond
ลงทุนในเงินฝากตราสารหนี้ทั่วไป และเฉลี่ยมีอายุแบบถ่วงน้ำหนัก ณ ขณะใดขณะหนึ่งไม่เกิน 1 ปี คือเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นมาจากของภาครัฐ แต่ยังอายุสั้นอยู่

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Mid Term General Bond
ลงทุนในเงินฝากตราสารหนี้ทั่วไป และเฉลี่ยมีอายุแบบถ่วงน้ำหนัก ณ ขณะใดขณะหนึ่ง 1-3 ปี คือเป็นตราสารหนี้ที่เริ่มมีกำหนดจ่ายเงินไกลขึ้น ซึ่งปกติจะมีการให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารอายุสั้นกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อาจไม่มีเงินจ่าย เรียกเท่ๆว่า Default

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Long Term General Bond
ลงทุนในเงินฝากตราสารหนี้ทั่วไป และเฉลี่ยมีอายุแบบถ่วงน้ำหนัก ณ ขณะใดขณะหนึ่งมากกว่า 3 ปี ตัวนี้จะมีผลตอบแทนสูงกว่าตัวที่ผ่านๆมาๆ แต่ความผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยก็จะมากที่สุดด้วยเช่นกัน

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Money Market Government
ลงทุนในตลาดเงินหรือเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐของรัฐบาล พวกนี้เป็นตราสารที่ครบกำหนดระยะเวลาสั้นมากๆ ส่วนมากไว้จัดการเรื่องสภาพคล่องและแถมผลตอบแทนไปเล็กๆน้อยๆ บางทีเราใช้พักเงินได้ครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Money Market General
ลงทุนในตลาดเงินหรือเงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป ใช้พักเงินได้เช่นกัน บางทีผลตอบแทนพอๆกับฝากประจำ แต่ฝาก ถอนได้ทุกวัน กดปุ้ป วันรุ่งขึ้นได้ตังค์เลย

กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ – Emerging Market Bond Fully F/X Hedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา Emerging Market และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินมากกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในประเทศ คือเอาเงินเราไปลงต่างประเทศให้ แล้วดูแลเรื่องค่าเงินให้เราด้วย ไม่ต้องห่วงบาทแข็งหรืออ่อน

กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ – Emerging Market Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedge
เหมือนตัวข้างบน แต่อาจจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเพียงบางส่วน หรือตามดุลยพินิจของผู้ัจัดการกองทุน หรือ ไม่ป้องกันเลย

กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ -Global Bond Fully F/X Hedge
ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินมากกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในประเทศ

กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ – Global Bond Discretionary F/X Hedge or Unhedge
เหมือนตัวข้างบน แต่อาจจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเพียงบางส่วน หรือตามดุลยพินิจของผู้ัจัดการกองทุน หรือ ไม่ป้องกันเลย เช่นกันครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ – High Yield Bond
เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็น Non-investment grade / Unrated คือกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงๆ เสี่ยงที่จะไม่ได้ตังค์คืน แต่พวกนี้ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน

กลุ่มกองทุนรวมผสม (Allocation)
กลุ่มนี้สำหรับคนไม่อยากจัดพอร์ทเอง อยากให้เขาจัดพอร์ทมาให้เลย ซื้อพวกนี้ไปตัวเดียว เดี๋ยวเขาช่วยจัดให้ครับลงตราสารทุนเท่าไร ตราสารหนี้เท่าไร

กองทุนรวมผสมในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Aggressive Allocation
ลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินตลอดจนการหาดอกผลโดยวิธีอื่น โดยมีไว้ตราสารทุนได้ 0-100% สายบู๊เลือกกลุ่มนี้ได้ครับ

กองทุนรวมผสมในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Moderate Allocation
ลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินตลอดจนการหาดอกผลโดยวิธีอื่น โดยมีไว้ตราสารทุนได้ 25% – 80% อันนี้เป็นสายกลางๆ

กองทุนรวมผสมในประเทศ/ต่างประเทศบางส่วน – Conservative Allocation
ลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินตลอดจนการหาดอกผลโดยวิธีอื่น โดยมีไว้ตราสารทุนได้ไม่เกิน 25%

กองทุนรวมผสมต่างประเทศ – Foreign Investment Allocation
คล้ายๆตัวแรก Aggressive Allocation แต่ลงในต่างประเทศได้ มีสัดส่วนตราสารทุนต่างประเทศ 0-100%

กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ / Infra / REIT
กลุ่มนี้สำหรับคนที่อยากลงทุนในหมวดหมู่อสังหาริมทรัพย์แบบต่างๆ อาทิเช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า สนามบิน รวมไปถึงลงทุนในโปรเจคโครงสร้างพื้นฐาน เหมาะแก่การกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์หลักเช่น หุ้น หรือ ตราสารหนี้ด้วยครับ

Thai Free Hold
ลงทุนในกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ของไทย

Thai Lease Hold
ลงทุนในสิทธิการเช่าในอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิในการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน

Thai Mixed (between free and leased hold)
เป็นกองที่ลงผสมจากสองแบบข้างต้น

Fund of Property fund – Thai
ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT กองทุน Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ที่เน้นลงทุนในประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี >= 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

Fund of Property fund – Thai and foreign
เหมือนตัวข้างบน แต่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วนสัดส่วน 20% – 80%

Fund of Property fund – Foreign
เหมือนตัวข้างบนอีกเช่นกัน แต่ลงต่างประเทศ 80% ขึ้นไป

กลุ่มกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
กลุ่มนี้ลงทุนในตัวสินค้าโภคภัณฑ์เลยเช่นทองคำ น้ำมัน เงิน สินค้าเกษตร มีความผันผวนสูงมาก แต่สามารถใช้เป็นการกระจายความเสี่ยงได้เช่นกัน

Broad Composite Commodities Index
ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ตามดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ร่วม (Broad Commodities Index) ซึ่งดัชนีนี้ที่จริงก็มีทำอยู่หลายเจ้า ยกตัวอย่างเช่นของ S&P GSCI ลองดูสัดส่วนได้ตามนี้ครับ คลิก

Commodities Energy
สินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานเช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และ ถ่านหินเป็นต้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมผ่านตราสารหรือสัญญาที่ให้ผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว

Commodities Precious Metal
เน้นโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน แพลตินัม เป็นต้น

Commodities Agriculture
เน้นสินค้าโภคภัณฑ์ด้านเกษตรกรรม

นอกเหนือไปจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุนรวมที่ไม่สามารถจัดกลุ่มได้เรียกว่า Miscellaneous อีกบางส่วน

ก่อนจะไปกันต่อ ถึงตอนนี้ถ้าใครมีกองทุนในใจที่เพื่อนแนะนำมา อาจจะลองเช็คประเภทของกองตัวเองง่ายๆครับ โดยเข้าไปที่ finnomena.com/fund แล้วพิมพ์ชื่อกองทุนลงไปในช่องค้นหา เลื่อนลงมาตามในรูปก็จะเห็นหมวดหมู่แจ้งไว้ครับ

TMB50 – กองทุนเปิดทหารไทย SET 50

มาเช็คกองทุนในหมวดหมู่ที่น่าสนใจกัน

หลังจากที่เราเลือกกลุ่มสินทรัพย์ที่ชื่นชอบแล้ว หรือใครมีกองในใจ ถ้ารู้ว่ากองนั้นหมวดหมู่อะไรก็มาร่วมกันเช็คตรงนี้กันครับ โดยอาจจะเข้าไปค้นหาตามเว็บ บลจ. ต่างๆถึงกองทุนที่บลจ. นั้นมีในแต่ละหมวดหมู่ก็ได้ หรือถ้าอยากดูทีเดียวทุก บลจ. บังเอิ๊ญญญ FINNOMENA เขามีตัวช่วยหากองทุนก็ใช้เขาหน่อย สามารถเข้าไปที่ finnomena.com/fund หรือว่าโหลด App FINNOMENA ก็ได้ครับ

เข้ามาจะเจอเมนูให้เลือก ครั้งแรกเราอาจไปกดดูที่ “กองเด็ด” ก่อนก็ได้ครับ

ตรงนี้จะเป็นกองทุนที่ FINNOMENA วิเคราะห์มาแล้วว่าดีทั้งในเชิงสถิติและการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และที่สำคัญสังเกตดีๆ มีการแบ่งหมวดหมู่ตาม AIMC ที่คุยกันไปข้างต้นเลย นักลงทุนมือใหม่ถ้าไม่อยากเสียเวลาตรวจสอบกองทุนด้วยตัวเองก็เริ่มที่ตรงนี้ก็ได้ครับ เป็น Guideline ให้คร่าวๆก่อน แต่ถ้าอยากลองวิเคราะห์เองเราลองกลับมาในเมนู “ผลตอบแทน” ก่อนก็ได้ครับ

เข้าไปจะเป็นการจัดอันดับกองทุนตามผลตอบแทนย้อนหลัง จากนั้นใหเราเลือกระยะเวลาที่เราสนใจก่อน โดยเบื้องต้นแนะนำให้เลือกระยะเวลายาวๆหน่อย สัก 5 ปีที่ผ่านมา จากนั้นก็เลือกกลุ่มประเภทกองทุนที่เราสนใจ

ในตัวอย่างผมจะลองเลือกกลุ่ม Equity -> Equity Small – Mid Cap ขึ้นมาก่อนนะครับ ก็จะได้กองทุนเรียงขึ้นมาให้ดู

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ผลตอบแทนในรูปตัวอย่าง 8.20% นั้นไม่ใช่ว่าถือ 5 ปีแล้วได้ 8.20% นะครับ แต่อันนี้เป็นผลตอบแทนที่คิดเป็นรายปีแบบทบต้น หมายความว่า ที่จริงคนที่ถือมา 5 ปีไม่นำเงินออก ได้ผลตอบแทนถึง 48.3% เลยนะครับ

พอเราทำการกรองกองทุนคร่าวๆแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือมาเริ่มเจาะลึกกองทุนนั้นๆกัน โดยกดไปที่ชื่อกองทุนจะเปิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาครับ พอขออธิบายแยกเป็นส่วนๆ

ในส่วนแรกจะเป็นกราฟแสดง NAV ย้อนหลังของกองทุน ซึ่งสามารถดูได้ว่ากองทุนนั้นมี NAV ย้อนหลังในช่วงเวลาต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง อย่างในรูปก็จะเห้นได้ว่ากองทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีกำไรอยู่ที่ 0.47% นั่นเองครับ อย่างไรก็ตามการดูผลตอบแทนด้วย NAV จะใช้ไม่ได้กับกองทุนที่มีการเงินปันผลนะครับ

เนื่องจากกองทุนที่มีการจ่ายปันผล จะทำการจ่ายปันผลออกมาเป็นเงินสดให้เรา โดยตัดหักออกมาจาก NAV ของกองทุนเลย ทำให้เมื่อดู NAV ของกองเหล่านี้ จะมีจังหวะสะดุดลงมา ทำให้ไม่สามารถดูผลตอบแทนจาก NAV เพียงลำพังได้ ต้องรวมเงินสดที่เราได้รับกลับเข้าไปก่อน

ถัดมาก็จะเป็นรายละเอียดของกองทุน ไม่ว่าเป็น บลจ. ที่ออกกองทุน ประเภทกองทุน ค่าธรรมเนียมต่างๆ นโนบายการจ่ายปันผล รวมถึงขั้นต่ำการลงทุนที่นักลงทุนจำเป็นต้องลงทุนในจำนวนเท่านั้น หรือ สูงกว่า

ส่วนต่อมาจะเป็น ตารางผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ปันผล หรือ ไม่ปันผลก็สามารถดูได้เหมือนกัน ทาง FINNOMENA มีการคำนวณรวมมาให้แล้ว นอกจากผลการดำเนินงานหรือ Performance ของกองทุนนั้นๆ แล้วยังมีตัวเลขค่าเฉลี่ยผลการดำเนินงานของกองทุนในกลุ่มเดียวกัน รวมไปถึงสามารถตรวจสอบตำแหน่งเมื่อเทียบเป็นร้อยละ (Percentile) ว่า ผลตอบแทนของกองทุนนี้อยู่ในกลุ่มใด ถ้า “ดีที่สุด” หมายความว่ากองทุนนั้นมีผลตอบแทนอยู่ในช่วงร้อยละ 1-5 เมื่อเทียบกับกองทุนทั้งหมด

ฝั่งขวามือจะเป็น Standard Deviation คือค่าความผันผวนของกองทุน ตัวเลขนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี ความผันผวนที่ต่ำแสดงให้เห็นถึงการจัดการความเสี่ยงที่ดีของกองทุน และจากข้อมูลย้อนหลังที่ผ่านมากองทุนที่มีการจัดการความเสี่ยงดีมักจะมีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

เลื่อนลงมาอีกนิดจะเจอ 3D Diagram ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Signature ของ FINNOMENA เลย โดยเจ้า 3D Diagram นี้จะเป็นการนำข้อมูล ผลตอบแทนย้อนหลัง (Past Performance), ผลตอบแทนหลังปรับด้วยความเสี่ยง (Risk Adjusted Return), จุดขาดทุนสุงสุด (Maximum Drawdown) เข้ามาทำเป็นรูปแบบกราฟ 3 แกนให้ดูเข้าใจง่ายมากขึ้น โดยใช้ผลการดำเนินงานทั้ง 1 ปี, 3 ปี, 5 ปีเข้ามาคำนวณ

ตรงนี้จะขออธิบายแกนขวา (Risk Adjusted Return) และแกนล่าง (Maximum Drawdown)

ผลตอบแทนหลังปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return)

จะนำผลตอบแทนต่อปีของกองที่สนใจมาหารด้วยความผันผวนของผลตอบแทนกองทุนในช่วงเวลานั้น จะได้เป็นผลตอบแทนหลังปรับด้วยความเสี่ยง ถ้ากอง A และ B มีผลตอบแทนที่เท่ากัน กองใดที่มีความผันผวนน้อยกว่า ย่อมมีค่าผลตอบแทนหลังปรับด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่า

กองทุนผันผวนหนักย่อมมีผลต่อทั้งจิตใจของนักลงทุนเอง บางคนรับขาดทุนหนักๆ ไม่ได้ รวมไปถึงความยืดหยุ่นในการถอนเงินไปใช้ ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย กองผันผวนหนักมักมีแนวโน้มที่ปรับฐาน ณ จุดใดจุดหนึ่งลึกๆ ก่อนจะกลับตัวขึ้นมา หากจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างปรับฐานย่อมทำให้เกิดการเสียโอกาสขึ้นอย่างน่าเสียดาย

ความผันผวนที่ต่ำแสดงให้เห็นถึงการจัดการความเสี่ยงที่ดีของกองทุน กองทุนที่มีการจัดการความเสี่ยงดีมักจะมีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

จุดขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown)

ถ้าคุณต้องการความสงบของจิตใจ สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ดูไม่ได้

เพราะถ้าคุณขาดทุน …. 30% คุณต้องทำกำไรกลับมาถึง 43% เพื่อให้คืนทุน

ถ้าขาดทุน 50% ต้องทำกำไรกลับมา 100%

ถ้าขาดทุน 90% ต้องทำกำไรกลับมา 900%

ยิ่งขาดทุนมาก โอกาสในการทำกำไรกลับมายิ่งยาก โอกาสเปลี่ยนชีวิตให้ดีกว่ายิ่งไม่มี

กองทุนใดๆ ก็ตาม ที่สามารถจำกัดการขาดทุนได้ดี เมื่อเกิดการขาดทุนย่อมสามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ง่ายกว่า ไม่เหนื่อยเหมือนกองทุนที่ขาดทุนลึกนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ไม่ต้องไปนั่งเปิดกราฟดูเอง FINNOMENA ทำมาให้ดูง่ายๆ ด้วย 3D Diagram เรียบร้อย โดยยิ่งสามเหลี่ยมใหญ่มากขึ้นก็แสดงว่ากองทุนนั้นมีปัจจัยด้านนั้นๆ ที่ดีนั่นเอง!

ถัดมาอีกนิด สำหรับกองหุ้นไทย จะมี 5 อันดับหุ้นที่กองทุนถือเปิดมาให้ทุกท่านได้ชมกันด้วยครับ โดยถ้าใครที่เล่นหุ้นอยู่แล้วอาจจะคุ้นตากับหุ้นเหล่านี้ บอกใบ้ให้นิดเวลาเจอชื่อธนาคารแต่มีเลขตามแปลกๆ อย่างในรูป ส่วนมากจะเป็นเงินฝากนั่นเองครับ ถ้าจังหวะใด ผู้จัดการกองทุนอยากที่จะถือเงินสด เพราะอาจมองว่าหุ้นจะลงก็จะเห็นตัวเลขสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญนั่นเอง

และส่วนสุดท้ายสำหรับหุ้นปันผล ก็จะมีประวัติการปันผลย้อนหลัง ตั้งแต่เปิดกองทุนขึ้นมา ตรงนี้มีประเด็นหลายคนอาจจะงงว่า ทำไมมี 2 วัน วันปิดสมุดทะเบียนกับวันปันผล

วันปิดสมุดทะเบียน หรือ XD Date คือวันที่เช็คชื่อว่าใครจะได้รับปันผลนั่นเอง ถ้าคุณมีกองทุนในวันที่ขึ้น XD นั้น ก็จะเป็นการการันตีแน่นอนว่าได้รับปันผลและวันนี้จะเป็นวันที่ NAV มักจะมีการลดลงตามจำนวนเงินปันผลที่จ่ายออกมา (แต่ต้องดูปัจจัยอื่นๆ หุ้นที่กองทุนถืออาจจะขึ้นหรือลงในวันนั้นเพิ่มเติมก็ได้) ส่วนเงินที่เราจะได้ จะได้ในช่วงวันที่ปันผลนั่นเอง

จะสังเกตได้ว่าการคัดเลือกกองทุนนั้นมีปัจจัยต่างๆ ที่ต้องมองมากมายมากกว่าผลตอบแทนย้อนหลัง อีกมุมนึงที่จะลืมไปไม่ได้ คือนักลงทุนทุกท่านควรเปรียบเทียบคัดเลือกกองทุนโดยอย่าดูกองทุนเพียงแค่ตัวเดียว ควรที่จะเปรียบเทียบกองต่างๆในกลุ่มเพื่อให้มั่นใจว่ากองนั้นๆ มีนโยบายการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของนักลงทุนเอง และมีผลการดำเนินงานในแง่มุมต่างๆที่ดี

เริ่มลงทุนจริง!

หากนักลงทุนมีสัดส่วนพอร์ตการลงทุนในใจหรือกองทุนที่ต้องการจะลงทุนได้แล้ว ก็ถึงเวลานำเงินไปลงทุนจริงกันเสียที โดยทางเลือกในตลาดปัจจุบันก็มีอยู่หลายทางเลือก แบ่งได้ตามนี้

  1. เปิดพอร์ตลงทุนกับธนาคาร
    นักลงทุนสามารถเดินเข้าไปที่สาขาธนาคารใกล้บ้านท่านและเปิดบัญชีได้ทันที ซึ่งบางธนาคารนอกจากจะลงทุนในกองทุนของบลจ. ตัวเองแล้ว ก็เริ่มจะเปิดให้สามารถลงทุนในกองทุนของบลจ. อื่นข้างเคียงด้วยอาทิเช่น  TMB Advisory, TISCO เป็นต้น
  2. เปิดพอร์ตกับ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
    อาทิเช่น Nomura, Phillip ซึ่งกลุ่มนี้จะมีจุดเด่นด้านการที่สามารถซื้อกองทุนได้ในหลายๆ บลจ. ในที่เดียวรวมถึงสามารถเปิดบัญชีเสริมเพื่อซื้อ LTF, RMF ได้อีกด้วย
  3. เปิดพอร์ตกับ FINNOMENA
    สำหรับข้อสุดท้ายเป็นการเปิดพอร์ทกับ FINNOMENA ซึ่งมีข้อดีคือ ลงทุนได้หลายบลจ. (ปัจจุบันมี 14 บลจ.) รวมถึงสามารถใช้บริการ FINNOMENA PORT ซึ่งเป็นบริการออกแบบพอร์ตการลงทุนอัตโมมัติพร้อมคอยแนะนำปรับพอร์ตให้คุณเมื่อจำเป็นอีกด้วย ทุกอย่างสามารถทำผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชันได้ทันที

คำถาม หรือ ศัพท์ที่พบบ่อย

  1. กองทุน 2 กอง ตัวนึง NAV สูงมาก อีกตัว NAV ต่ำกว่า หมายความว่าตัวที่สองถูกกว่า มีโอกาสได้กำไรมากกว่าใช่หรือไม่?
    คำตอบ  ไม่ใช่ เพราะสุดท้ายสิ่งที่จะทำให้เราได้กำไรจากการลงทุนคือผลตอบแทนเป็น % กองทุนที่ NAV สูงอาจจะแค่เปิดกองทุนมานานกว่า(และทำผลตอบแทนเป็นบวกมา) สุดท้ายเมื่อเราเข้าซื้อก็ต้องดูกันต่อไปว่ากองทุนนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนต่อไปได้หรือไม่ ทั้งนี้ไม่ต้องห่วงว่ากองนั้น NAV สูงแล้วเราจะซื้อได้น้อย เราเพียงแค่ต้องการซื้อในจำนวนเงินที่มากกว่าขั้นต่ำของกองก็เพียงพอ บลจ. จะนำเงินของเราไปหารด้วย NAV ออกมาเป็นหน่วยลงทุนซึ่งมีจุดทศนิยมได้ 4 ตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนเต็มหน่วยแต่อย่างใด
  2. ติดดอย คืออะไร?
    คำตอบ เป็นคำแสลงตลกๆ ที่นักลงทุนชอบเรียกกันเวลาขาดทุน เมื่อต้นทุนของเราอยู่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันมากๆ ก็เปรียบเสมือนตัวเรา(ต้นทุน)อยู่บนดอยสูงๆ นั่นเอง

แหล่งอ้างอิง

https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=mutualfund&showTitle=F

http://oldweb.aimc.or.th/21_infostats_classification.php