หลังจากที่ได้วิเคราะห์ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บทความนี้จะขอพูดถึงมุมมองของธนาคารกลางหลักนอกสหรัฐในช่วงปลายปี 2025 ดังนี้

เริ่มจากผลประชุมแบงก์ชาติญี่ปุ่น หรือ BOJ ด้วยมติ 7-2 โหวตคงดอกเบี้ยนโยบาย (2 เสียงโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ย 25 bp)ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แนวโน้มอัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าสหรัฐ อย่างไรก็ดี พัฒนาการของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการกำกับกิจการบริษัทในตลาดหุ้นที่ทำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้กำไรของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการบริโภคยังถือว่าค่อนข้างเติบโตได้ดี นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับ 2-5-3.5% มาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้ BOJ มีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปีนี้ แม้ผู้ว่า BOJ ยังคงไม่ได้เปิดเผยท่าทีต่อการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจนในการประชุมครั้งที่ผ่านมา

BOJ มีการตัดสินใจแนวทางของแบงก์ชาติญี่ปุ่นในการขาย ETF หุ้นญี่ปุ่น ออกจากพอร์ต ด้วยมติเอกฉันท์ ที่มูลค่าราคาตลาด  6.2 แสนล้านเยนต่อปี และ ตราสาร J-REIT ที่มูลค่าราคาตลาด 5.5 พันล้านเยนต่อปี  หลังจากที่ซื้อมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่ง BOJ ได้ทำการขายหุ้นญี่ปุ่นไปหมดจากพอร์ตเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ BOJ คงสัดส่วนมูลค่าการขายของทั้ง 2 รายการดังกล่าวไว้ที่ราว 0.05% ของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาด โดยกว่าจะขายหมดพอร์ต ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นกล่าวว่าอาจใช้เวลาถึงร้อยปี โดยจังหวะมูลค่าการขายต่อปีดังกล่าวนั้น อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเปลี่ยนไปในอนาคต

ด้านธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE มีมติโหวต 7-2 เช่นกัน คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 4% โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติอังกฤษได้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีคลังของอังกฤษว่าอัตราเงินเฟ้อและการคาดหวังของเงินเฟ้อในระยะปานกลางอังกฤษยังสูงกว่าคาด ทำให้การลดดอกเบี้ยต้องชะลอไปก่อน เนื่องมาจากผลของของรัฐบาลที่ทำการเพิ่มภาษี Payroll tax และการเพิ่มสูงของอัตราค่าจ้าง

นอกจากนี้ BOE ยังชะลอการขายพันธบัตรอังกฤษให้ช้าลงจาก 1 แสนล้านปอนด์ต่อเดือน เหลือ 7 หมื่นล้านปอนด์ต่อเดือน เพื่อให้นโยบายการเงินของอังกฤษไม่ตึงตัวมากจนเกินไป และชะลอการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา

ทางด้านแนวโน้มของธนาคารกลางออสเตรเลีย หรือ RBA จากการประชุมครั้งก่อน ปรากฏว่า RBA ลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ออสเตรเลียในปี 2025 ลงจาก 2.1% มาอยู่ที่ 1.7% ในขณะที่ลดอัตราการเติบโตผลิตภาพ (Productivity Growth) ลงเหลือ 0.7% จาก 1% แม้ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย และยังคาดการณ์อัตราการว่างงานจนถึงปี 2027 ไว้ที่ 4.3% ดูแล้วมีความเป็นไปได้ว่าแบงก์ชาติออสเตรเลียจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 bp มาอยู่ที่ 3.35% ในเดือนพฤศจิกายนนี้

มาพิจารณาธนาคารกลางอินเดีย หรือ RBI กันบ้าง จากความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ นาเรนดรา โมดิ ผู้นำของสหรัฐและอินเดีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอินเดียที่มีระดับ Tariff สูงให้กับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดเกษตรกรรม ส่งผลให้แนวโน้มการเจริญเติบโตจีดีพีของอินเดียจากวันนี้จนถึงต้นปีหน้า ถือว่าไม่ค่อยสดใสมากนัก  กอปรกับอัตราเงินเฟ้อแบบ Headline ของอินเดียมีแนวโน้มที่ลดลงจากราคาพลังงานและอาหาร โดยคาดว่าจะลดลงถึงต่ำกว่า 3% ในต้นปีหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อแบบ Core ที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน น่าจะอยู่ที่ราว 4.2% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ผมคาดหมายว่าแบงก์ชาติอินเดียน่าจะลดดอกเบี้ยในปีนี้อีก 1-2 ครั้ง จากระดับ 5.5% ในปัจจุบัน เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังถูกกระแสสงครามการค้ากดดันอยู่

ด้านธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ในการประชุมเดือนกันยายนที่ผ่านมา ECB ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% โดยปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตจีดีพีของปีนี้ขึ้นจาก 0.9% เป็น 1.2% ในขณะที่ประเมินอัตราเงินเฟ้อยุโรปอยู่ที่ราว 2% ในปีนี้ และจะลดลงในปีถัดๆไป ทั้งนี้ ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด มีท่าทีที่ดู Dovish มากขึ้นกว่าการประชุมในครั้งก่อน โดยผมประเมินว่า ECB มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ เมื่อพิจารณาจากท่าทีของ ECB ที่มักจะเดินตามรอยธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed ในส่วนของการปรับทิศทางดอกเบี้ย โดยเมื่อ Fed ลดดอกเบี้ยไปพักหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ECB มักจะปรับทิศทางไปตามทิศทางเดียวกันกับของเฟด

ท้ายสุด สำหรับธนาคารกลางเกาหลีใต้นั้น ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ยังต่ำกว่า 1% ในปีนี้ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่า 2% พร้อมๆกับสงครามการค้ากับสหรัฐที่ยังปะทุอยู่อย่างเข้มข้น แถมยังมีดราม่าคนงานของบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง LG Energy กับฮุนได ในสหรัฐ ถูกทางการสหรัฐจับกุมและส่งกลับประเทศ ทำให้ประเมินว่าแบงก์ชาติเกาหลีใต้น่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ จากระดับ 2.5% ในปัจจุบัน

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com