ส่องรายได้ และอนาคตของ Google ยักษ์ใหญ่ที่กำลังปฏิวัติตัวเอง 

ส่องรายได้ และอนาคตของ Google หุ้น 20 เด้ง ยักษ์ใหญ่ที่กำลังปฏิวัติตัวเอง 

หลายท่านอาจเคยได้ยินว่า.. ทุกๆ วินาที มีคน Search ผ่าน Google ถึง 2.3 ล้านครั้ง
1 ปี มีคน Search ทั้งหมด 2 ล้านล้านครั้ง

เราทุกคนใช้ผลิตภัณฑ์จาก Google ตลอดเวลาๆ  เพราะไม่ว่าจะเป็น search engine, ระบบปฏิบัติการ Android, Google Map, Youtube, หรือ Gmail เป็นต้น ล้วนเป็นของ Google หมด .. ฟังดูยิ่งใหญ่ใช่ไหม?

ใช่ครับ เขายิ่งใหญ่ และมีสินค้ามากเสียจน ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Alphabet มาเป็นเป็น Holding Company ของ Google อีกทีหนึ่ง (หรือที่เรียกว่าเป็นบริษัทแม่) โดยแบ่งสินค้าและบริการของ Google ออกตามตัวอักษร (Alphabet) นั่นเอง

หุ้น Google นั่นมีมูลค่าการตลาด (Market Capitalization) อยู่ที่ 6.63 แสนล้านดอลล่าห์ (22.5 ล้านล้านบาท) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียง Apple เท่านั้น บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1999  รายได้ของบริษัทนั้นเติบโตมาตลอด และนับตั่งแต่บริษัทเริ่มมีกำไรในปี 2001 กำไรก็เติบโตมาตลอดเช่นกัน เป็นบริษัทที่สุดยอดมากๆ

อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจงง ว่าปฏิวัติอะไร …

คำตอบคือ รายได้ครับ

รายได้ของ Alphabet มาจากไหนบ้าง

1. รายได้กว่า 71% นั้นมาจากค่าโฆษณาบนเวปไซต์ของ Google ซึ่งหลักๆมาจากโฆษณาใน Search Engine ที่เรียกว่า Adwords … ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก 71%

ตัวเลือกแรกๆ ที่เขียนว่า ads หรือกล่องสีเหลือง (แล้วแต่ devices) ให้เรากดหลัง search นั่นแหละครับ ที่เขาได้เงิน

ทั้งนี้ Google นั้นครองส่วนแบ่งตลาด Search engine ทั้งโลกอยู่ประมาณ 73.5% ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองอย่าง Bing ของ Microsoft แบบไม่เห็นฝุ่น ( Bing มีส่วนแบ่งการตลาด 10.4%) นอกจากนี้ รายได้ส่วนนี้ก็รวมถึงค่าโฆษณาบนเวปไซต์ของ Google อย่าง Youtube ด้วย

2. รายได้อันดับสองมาจากบริการที่เรียกว่า Adsense Network ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 16% ของรายได้ทั้งหมด รายได้ส่วนนี้นั้นเป็นรายได้จากค่าโฆษณาเช่นกัน

แต่เป็นรายได้ค่าโฆษณาที่เกิดในเวปไซต์ที่เป็นพาร์เนอร์กับ Google แล้วนำการนำเสนอโฆษณาของ Google ไปอยู่บนเวปไซต์ของตนเอง

3.รายได้อื่นๆอีก 13% นั้นมากจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งที่เป็นซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ 
เช่น รายได้จากการขาย Application บน Google Play, รายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่าง Pixel หรือ Chromecast อุปกรณ์สำหรับสตรีมมิ่ง เป็นต้น

… น่าตกใจครับ ที่สินค้าอื่นๆของ Google นั้นแทบไม่สร้างรายได้ให้เลย !!

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์

จึงไม่แปลกที่บริษัทปรับโครงสร้างตั้ง holding company อย่าง Alphabet ในปี 2015 เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำให้บริษัทมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสร้างรายได้ให้บริษัทนอกเหนือจากการพึ่งค่าโฆษณาเป็นส่วนใหญ่

ในช่วง Social Media Boom นั้นเกิดคู่แข่งสำคัญอย่าง Facebook Twitter ขึ้นมา จนทำให้ จึงทำให้เสียตำแหน่ง Monopoly ทางด้าน Internet ไป จนผู้ถือหุ้นวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากนั้นจึงได้แบ่งหุ้นเป็น GOOG (มีสิทธิ์ออกเสียง) และ GOOGL (ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง) และเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสินค้าและบริการ ที่จำเป็นในอนาคตเพื่อคงความเป็นผู้นำ

ด้วยเหตุฉะนี้ ผู้ก่อตั้งอย่าง Larry Page จึงลุกขึ้นเพื่อปฏิวัติ Google !!! เพื่อผลักดันธุรกิจ อื่นๆ ให้สำเร็จให้ได้ เป็นการปฏิวัติทางสินค้า และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีครับ  จึงได้จัดตั้งและย้ายตัวเองไปเป็น CEO ของ Alphabet เพื่อดูแลธุรกิจในเครือทั้งหมด ส่วน Google นั่นได้มอบหมายให้ Sundar Pichai มาเป็น CEO แทน

Google เองนั้นเดินหน้าต่อ Sundar Pichai ตั้งใจมุ่งเน้นเปลี่ยนเป็นบริษัทเกี่ยวกับ AI แบบเต็มตัว (“AI-first company.”) โดยการนำเทคโนโลยี Machine Learning และ AI มาใช้ เพื่อยกระดับสินค้าและบริการของ Google เช่น

  • การพัฒนาโครงการ AlphaGo ซึ่งเป็น AI ที่เอาชนะคนเล่นโกะที่เก่งที่สุดในโลกไปแล้ว
  • การพัฒนา AI มาใช้กับ Google Photo โปรมแกรมจัดการเรื่องรูปถ่ายที่แสนฉลาดซึ่งมีผู้ใช้แล้วมากกว่า 500 ล้านคน
  • การใช้ AI การช่วยในการบริหารจัดการให้ลูกค้าโฆษณาแบบเครือข่ายของ Google ได้มีประสิทธิภาพมาขึ้น
  • Google Assistant ที่ Google บอกว่าฉลาดกว่า SIRI ของทางค่าย Apple

โปรเจคอื่นๆที่ทาง Alphabet พยายามสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัทก็มีมากมาย โดยเฉพาะ การเปิดตัว AI ชิป และ supercomputer ที่เรียกว่า Clouds TPU … เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา AI ในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์หรือยานยนต์, อุปกรณ์อัจฉริยะ (Home Automation) พวกอุปกรณ์เครื่องตรวจจับอุณหภูมิ เครื่องตรวจจับควัน และกล้อง CCTV อัจฉริยะ ภายใต้บริษัทลูกชื่อ Nest Lab, หรือจะเป็นโครงการพัฒนารถไร้คนขับ (Autonomous car) ภายใต้บริษัทชื่อ Waymo

The Bottomline – บทสรุป

แน่นอนว่ารายได้จากค่าโฆษณาจะยังคงเป็นรายได้หลักของ Alphabet ไปอีกนาน เนื่องจาก Market Share ที่ Google ครองอยู่ในระดับสูง

สิ่งที่นักลงทุนต้องหมั่นศึกษาหากสนใจลงทุนในหุ้นตัวนี้ คือสินค้าและบริการใหม่ๆที่จะออกมา ว่าจะสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนให้บริษัทได้หรือไม่

บางโครงการก็มีแป้กเหมือนกัน อย่างเช่น Google Glass เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่น่าสนใจคือธุรกิจ Cloud ที่ Google จะใช้เทคโนโลยี AI อย่างเต็มที่ เพื่อดึงดูดให้นักพัฒนาและผู้ใช้ End User มาใช้กัน ซึ่งแน่นอนว่าการเปิดตัวนี้ก็ทำให้ Amazon ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจด้านนี้ หนาวๆร้อนๆได้เหมือนกัน

ก็ต้องรอดูนะครับ เพราะทับไลน์ Apple Microsoft เต็มๆ
andriod vs ios นั้นก็ดู กิน กันไม่ขาด
AI ก็ยังหาเจ้าตลาดไม่ได้

#BottomLiner


ติดตาม BottomLiner ทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/bottomliner/
หรือติดตาม BottomLiner ทาง line คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40bottomliner
หรือกดเพิ่มเพื่อน ค้นหา id แล้วพิมพ์ @bottomliner (ใส่ @ ด้วยครับ)

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์