มือใหม่ ต้องรู้อะไร?

สิ่งแรกที่สำคัญมาก คือจุดเด่นของแต่ละตัว มันไม่ได้แปลว่าปัจจุบันต้องเป็นแบบนั้น แต่มันฝังหัวคนไว้แล้วครับ ดังนี้

  • BBL โบราณ ไม่เน้น fees เน้นขายสินเชื่อบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ได้ยอดขายเยอะแต่ดอกเบี้ยได้ต่ำ
  • Kbank ขาย SME ดอกเบี้ย ปานกลางถึงดี เน้น fees
  • SCB ขายชาวบ้านรายย่อย ดอกเบี้ย ปานกลางถึงดี เน้น fees เช่น kbank
  • KTB ขายรัฐ ดอกเบี้ยมักโดนกด แต่ได้ปริมาณ
  • TMB หันลุยออนไลน์ เน้น fees รอลุ้นดีลเทคโอเวอร์ เป็นสตอรี่ให้เล่นได้บ่อยๆ
  • TISCO TCAP KKP = Consumption + Leasing รถคันแรก เช่าซื้อ

ซึ่งข้อมูลนี้จะมีผลต่อมุมมองรายได้ กำไรของแบงก์นั้นๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบ เช่น

  • อัตราเติบโตของสินเชื่อ (รายได้หลักธนาคาร) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น/ลดลง
  • ส่วนต่างเงินกู้และเงินฝาก ซึ่งมหาถ่างแสนถ่าง เป็นเหตุให้กำไรกลุ่มธนาคารดี ซึ่งกำลังโดนเพ่งเล็งให้ลดลง (ใครแกะ NIM ได้ยิ่งดีครับ)  ซึ่งแต่ละธนาคารจะไม่เท่ากัน  จะถ่างขึ้นไปอีก/หรือแคบลง
  • รายได้จากค่าธรรมเนียม อื่นๆ เช่น ค่าโอน ค่าจ่ายบิล ค่าบัตร ค่าธรรมเนียมการขายประกัน กองทุน และอื่นๆ เพิ่มขึ้น/ลดลง
  • การตั้งสำรอง NPL ซึ่งจะกระทบ กำไร ในไตรมาสนั้นๆ เพราะต้องแบ่งไปตั้งสำรอง
  • และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ต้นทุนและรายจ่ายครับ

ต้นทุนไม่ได้หมายถึงแค่ ค่าพนักงานตามสาขาธนาคาร แต่รวมไปถึงพวกต้นทุนบัญชี CASA ฝากออมทรัพย์ กระแสเงินสด ด้วย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต่ำที่สุดเพราะดอกเบี้ยแทบไม่มี แต่เพราะแบบนี้ทำให้คนไม่อยากฝากธนาคาร ธนาคารจึงเริ่มมีต้นทุนที่ค่อยๆสูงขึ้น

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

เรื่องพวกนี้ต้องแม่นเป๊ะถ้าท่านอยากเป็น VI

แต่ถ้าท่านอยากทำกำไร ก็เอาให้เข้าใจก็พอ แล้วมาสนใจที่ P/B แบบหนักๆครับ

ไม่อยากดอย ต้องรู้จักวัฎจักรหุ้นธนาคาร เมื่อไหร่ P/B เท่าไหร่

โดยปกติ หลายท่านอาจคุ้นเคยว่า หุ้นธนาคารทั่วไป P/B วิ่งตั้งแต่ 1.2x – 2.5x ครับ ในช่วงปกติ ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปสูงแค่ไหน หรือลงต่ำแค่ไหนก็ตาม ….  ช่วงวิกฤตอาจมีหลุด 0.8x บ้าง ช่วงพีค อาจจะแหลมๆทะลุ 2.5x ไปบ้าง แต่แปลกใจไหม ทำไมช่วงนี้ ส่วนใหญ่ลงมาอยู่ระหว่าง 0.8 – 1.2x ทั้งๆที่ในอดีตไม่เคยอยู่

Image may contain: text

 <ข้อมูล ณ วันที่ 27 มิ.ย. 60, ใช้วิธีตัด 5 percentile ล่างออก แทนการตัดช่วง 2008 ครับ>

ตลาดจะให้ P/B เท่าไหร่? ดูหลักๆที่ Growth ครับ … พูดง่าย คิดยาก

งั้นเราค่อยๆไล่ทีละสเต็ป

0. หุ้นกลุ่มธนาคาร รายได้ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยสินเชื่อ สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหลาย เรียกได้ว่ายังห่างไกล (ตีไปว่าพูดถึงตัวใหญ่ๆละกัน ตัวเล็กตัวน้อย ก็ต้องวิเคราะห์แบบพิเศษครับ)

1. ช่วงที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของสินเชื่อ (Credit Growth) อยู่ในระดับสูง บ้านเราสมัยก่อนเศรษฐกิจจะเริ่มหักหัวในปี 2013 เฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 10% (แถวๆนี้แหละ จำไม่ได้ เคยเคาะเลขเมื่อนานมาแล้ว) ตอนนั้น P/B พีคแถว 2.5

  • 1.1.) เราจะแบ่งการขึ้นของราคาเป็น 2 ส่วน 1) พื้นฐาน เช่น EPS (กำไร) หรือ มูลค่าทางบัญชี (BV) ที่เพิ่มขึ้นจริงๆ 2) ความคาดหวัง
  • 1.1.1) เวลาเศรษฐกิจบูม สินเชื่อบูม พื้นฐานดี กำไรเติบโต มูลค่าทางบัญชีโต ช่วยให้ ตัวหารของ P/B สูงขึ้น ทำให้หุ้นดูไม่แพง ในขณะเดียวกัน
  • 1.1.2) ทุกคนแห่กันซื้อ เพราะคาดกำไรเติบโต เกิดความคาดหวัง (ในกรณีแบ้งก์ใช้ P/B) เทรดไปเลย 2.5x

2. เวลาเศรษฐกิจเริ่มไม่โต สินเชื่อเริ่มโตช้า ธนาคาร ยังไปต่อได้ เค้าบี้เป้าไปที่ค่าธรรมเนียมแทน พอไถได้เล็กน้อย เริ่มคิดจะลด Cost เวลาแบบนี้ กำไรยังไม่กระทบมาก ดูยืนๆ ช่วงนี้บางท่านยังคิดไม่ทัน คิดว่ายังมี growth เพราะดูจากอดีตเฉลี่ยเอา เอาไปเลย P/B แถวๆเดิม คือ 2.0 – 2.5

3. ผ่านไปได้สักพัก พบว่าจะเป็นช่วงที่สินเชื่อไม่โต รายได้ไม่โตจริงๆ กำไรไม่ได้ดั่งเป้า เพราะยังไงรายได้จากค่าธรรมเนียมก็ทดแทนทั้งหมดไม่ได้ครับ ช่วงนี้ จะเริ่ม

  • 3.1) ลด Cost … กำไรยังพอไถไปได้ เพราะต้นทุนลด ช่วงนี้อันตรายที่สุด เริ่มเผื่อตั้งสำรอง เริ่มมีข่าวร้าย หุ้นแกว่ง เริ่มมีคนช้อน และมักจะช้อนหัก เพราะ
  • 3.2) ลด Cost ได้ ถึงจุดนึง ไม่ไหวแล้ว เพราะหนี้เน่าเริ่มโผล่ P/B จะถูก de-rate เหลือกันแถวๆ 1 คือตลาดไม่คาดหวังอะไร อีกทั้งรอลุ้น NPL ว่าจะเกิดขึ้นเยอะแค่ไหน
  • 3.3) NPL ดีดเยอะ เม่าตายเรียบ บางครั้ง P/B หลุด 1

4. ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นเร็วพอ มีความไม่แน่นอน ยังกระเตาะกระแตะ จึงทำให้อยู่ในช่วงเวลาอึดอัด ต่างชาติเองก็เห็นตรงนี้ดี จึงรอเหมือนกัน ทำให้หุ้นธนาคารถูกทอดทิ้ง อีกทั้งยังคงลุ้นว่า NPL จะมาหรือไม่ ซึ่งปัจจุบัน ก็เริ่มดีดสูงขึ้นเล็กน้อย (จากเดิมที่ตลาดเคยคิดว่ามัน bottom แล้ว)

และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน sentiment นั้นค่อนข้างเสีย เพราะกำลังโดนเล่นงานเรื่อง spread ปล่อยกู้และฝาก เนื่องจากบ้านเราสูงที่สุดในภูมิภาคก็ว่าได้ครับ

ช่วงนี้จะเป็นช่วงสับสนชีวิต จะขึ้นหรือลงดี ไม่แน่นอนเลย … แต่ส่วนใหญ่มักทำ bottom ได้

5. เมื่อพบว่า NPL พีคแล้ว กำไรต่ำสุดจริงๆแล้ว (ซึ่งอาจไม่พร้อมกัน) จนคนมั่นใจจริงๆว่านี่แหละ ไม่เลวไปกว่านี้แล้ว คนจะเริ่มกลับมา ช่วงนี้ P/B จะเด้งขึ้นมาแล้วครับ เข้าสู่ช่วงปกติ แต่ยังเป็นโซนถูก คนยัง งงๆ (ตอนนี้ก็กำลังเก็งกันอยู่ว่า งบออกมา Q2 นี้จะต่ำสุดจริงๆ) และหลังจากนี้ก็จะเริ่มดีขึ้น ก็มาฮัลโหลกันแถว 1.2-1.5 กรณี overshoot และต่อจากนี้เข้าสู่ภาวะปกติ

6. เข้าสู่รอบใหม่ เพียงแต่ อาจจะยังไม่ออกตัวแรง อาจจะเตาะแตะไปตามภาวะเศรษฐกิจสักพัก range ปกติของ cycle ก่อนคือ 1.5 – 2.5 (ดูที่ SETBANK)

อ่านจบแล้ว ก็ขอให้ทุกท่าน กำไร ถ้วนหน้้าครับ ไม่ติดดอยธนาคารกันอีกต่อไป (จริงๆแล้วเล่นหุ้นธนาคาร มันค่อนข้างล้อตามเศรษฐกิจพอตัว เพราะรายได้หลักก็คือสินเชื่อ รายได้จากส่วนอื่นเช่นค่าธรรมเนียมกองทุน สัดส่วนยังน้อยเกินไปที่จะ impact ใน cycle นี้ อาจจะต้อง cycle หน้าที่ ค่าธรรมเนียมมีผล ในตอนนี้เองก็จะสังเกตได้ว่าใครที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม จะได้ P/B ที่สูงกว่าพอตัว เพราะมันเป็น sentiment ครับ)


ติดตาม BottomLiner ทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/bottomliner/
หรือติดตาม BottomLiner ทาง line คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40bottomliner
หรือกดเพิ่มเพื่อน ค้นหา id แล้วพิมพ์ @bottomliner (ใส่ @ ด้วยครับ)

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ