เป็นกันแทบทุกคนในโลกนะครับ เรามักจะเอาตัวเราเป็นจุดศูนย์กลางในโลกใบนี้ ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เราดีหรือแย่แค่ไหน เมื่อเทียบกับเขา

แถมตั้งแต่อดีตที่เป็นมา มนุษย์เราก็เลือกยกย่องคนที่มีจุดเด่น คนที่สามารถนำหน้าคนอื่นได้ในเรื่องที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี อันนี้ไม่ได้จะว่ากันนะ คนดี คนเก่ง เราต้องยกย่องชมเชย ให้เขาได้มีที่ยืนที่สง่างามในสังคม เพื่อสร้างแรงบรรดาลใจ และชี้ทางเดินให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง

นักฟุตบอลระดับโลกในยุคสมัยนี้ ก็ได้แรงบรรดาลใจมาจากอัฉริยะในโลกลูกหนังสมัยก่อน นักลงทุนที่พอร์ตโตวันโตคืนในวันนี้ ก็ได้ใช้คำแนะนำและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของนักลงทุนในรุ่นก่อนๆ เป็นแบบนี้ในแทบทุกวงการครับ แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเดินตามรอยคนไม่กี่คนที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นได้

คุณเคยน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นตัวคุณเองบ้างไหม?

ยอมรับมาซะดีๆว่าทุกคนล้วนมีบางสิ่งในตัวที่เรารู้สึกไม่พอใจ แต่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะปรับมันยังไง สิ่งนั้นหล่ะครับ คือ “จุดอ่อน” ของคุณ

ทุกชีวิตมีข้อบกพร่องหมดนะครับ เพราะข้อบกพร่อง เป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์แบบของโลกเราอยู่แล้ว

??? งงไหม ???

ไอน์สไตน์ ในวัยเด็ก เขามีความพิการทางการอ่านเขียน (dyslexia) เป็นโรคขี้อาย ในวัยเด็กเขาต้องถูกเชิญออกจากโรงเรียนหลายครั้งเพราะความพิการในเรื่องนี้
เวลาเรียน เขาต้องพยายามนั่งเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น ครูจะได้มองข้าม และไม่ถามคำถามเขา ที่ฮาคือ เขาเคยถูกตราหน้าจากคนที่รู้จักว่าเป็นคนปัญญาอ่อนที่ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้

แต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กเขียนช้า อ่านช้า กลับกลายเป็นทำให้เขามีเวลา..ครุ่นคิดลงไปในรายละเอียดถึงอวกาศและเวลามากกว่าคนทั่วไป ท้ายที่สุด อย่างที่ทุกคนทราบ เขาสามารถพัฒนาทฤษฎีต่างๆซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลกให้เป็นแบบที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้

ปมด้อย หรือ จุดอ่อนของ ไอน์สไตน์ กลับกลายเป็นจุดแข็งในด้านอื่นสำหรับเขา เห็นรึยัง?!?!

ในแง่ของการลงทุน หลายคนที่ไม่ประสบความเร็จในการลงทุน สาเหตุอาจมาจาก นิสัยที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เป็นคนคิดช้า แต่ดันมาเล่นเทรดเร็ว หรือเป็นคนทำอะไรใจร้อน ทำเร็ว แต่ดันไปถือหุ้น VI ซึ่งวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ

ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว จุดอ่อนที่สร้างความเสียเปรียบให้คุณในการลงทุน มันอาจเป็นจุดแข็งในการเอาชนะ และอยู่รอดในตลาด หากคุณลองเปลี่ยนกลยุทธ์! 

อย่าเอาแต่ตำหนิ หรือกล่าวโทษ ในสิ่งที่ผิด เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เพราะสิ่งที่เราจะได้กลับไปก็คือ อารมณ์ขุ่นเคือง หงุดหงุด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระยะยาว ไม่ดีต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายนะเออ มีปัญหาก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับ อันนี้สำคัญนะ

เคยมีคนแซวนักวิเคราะห์ท่านหนึ่งซึ่งออกมาฟันธงแนวโน้มตลาดในรายการโทรทัศน์ทุกสัปดาห์ บอกว่า ไม่รู้เชิญมาออกรายการได้ยังไง ฟันแนวโน้มตลาดไปทางไหน มันวิ่งผิดทางทุกที ในวงสนทนาก็รุมกันว่าเขา บอกให้ไปเรียนมาใหม่บ้าง บอกให้ไปเปลี่ยอาชีพบ้าง ก็ว่ากันไปกัน สิ่งที่คนในวงสนทนาได้ไปจากเหตุการณ์นี้ก็แค่ความสนุกสนาน แต่สำหรับคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ อาจจะเจ็บตัว หรือเข็ด ไม่อยากกลับมาลงทุนในหุ้นอีกเลย

จะเห็นว่า ทั้งวงสนทนา และคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ใช้ประโยชน์อะไรจากข้อมูลที่รับมาไม่ได้เลย ก็เพราะเขามองเห็นว่ามันคือ “ข้อบกพร่อง” หรือ “จุดอ่อน”

แต่สมมติผมบอกให้คุณเปลี่ยนความคิดนะครับ…..

ถ้านักวิเคราะห์ท่านนี้ ฟันธงผิดทุกที เราก็ “สวนทาง” เขาซะสิ จะไปนั่งด่าเขาทำไม

นักลงทุนทุกคน มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอยู่ข้างในอยู่แล้ว อย่าพยายามเทียบจุดที่คนอื่นเก่งกว่าเรา ต่างไปจากเรา แล้วพยายามทำตามเขาไปซะหมด อย่าไปมองแต่ข้อบกพร่องของคนอื่น แล้วไปตำหนิเขา

ในโลกของการลงทุน มันไม่มีหรอกครับ จุดอ่อนหรือจุดแข็ง มันมีแต่คุณจะใช้ประโยชน์จากจุดนั้นยังไงมากกว่า วิธีการใช้ประโยชน์ก็คือ เราต้องรู้จักปรับกลยุทธ์ ปรับแนวคิดในการลงทุนให้มันเข้ากับความเป็นตัวเรา หาตัวเองให้เจอ และยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เพราะถึงคุณจะไม่ได้เงินออกไปจากตลาดหุ้นอย่างที่หวังในตอนแรก คุณก็ได้รู้จักสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองแล้ว นั้นก็คือ รู้จักตัวเอง