top-space-fed-balance-sheet

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามี 2 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมุมมองภาพใหญ่เกิดขึ้นนะครับ อย่างที่หนึ่งก็คือ ผลการประชุม FOMC ที่สหรัฐซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์คือ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75%-1.00% และในแถลงการณ์หลังการประชุม ส่งสัญญาณว่า มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า (วันที่ 13-14 มิ.ย.) โดยคาดว่าจะทำตาม Dot Plot คือ ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

อีกหนึ่งเรื่องก็คือ การเลือกตั้งฝรั่งเศสที่ผ่านมา ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่พลิกล็อกอย่างกรณี BREXIT หรือ US Election อย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยฝรั่งเศสก็ได้ประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติที่ชื่อ “เอ็มมานูแอล มาครง” ซึ่งเป็นผู้สมัครอิสระวัย 39 ปี

สำหรับประเด็นการเลือกตั้งฝรั่งเศส ถึงแม้ผ่านไปด้วยดี แต่ในมุมของตลาดหุ้น ก็พบว่าไม่ได้ตอบรับเชิงบวกรุนแรงอะไรมากนัก ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วในช่วงทราบผลการเลือกตั้งครั้งที่ 1 แต่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมมองว่า น่าสนใจก็คือ ถึงแม้ชัยชนะจะได้มาสบายๆ ในการเลือกตั้งรอบสอง แต่ เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงมีคนโหวตให้มาครอง 20 ล้านเสียง แต่ก็โหวตให้นางมารีน เลอเปน 11 ล้านเสียง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พรรคขวาจัดได้คะแนนเสียงสูงขนาดนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่า กระแสชาตินิยมนั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่แรงไม่พอจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานี้ ซึ่งคงต้องไปลุ้นกันอีกทีคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีเยอรมันในเดือน ก.ย. ว่าจะมีแรงกระเพื่อมมากน้อยอีกแค่ไหนนะครับ

ในมุมของทิศทางค่าเงินยูโรนั้น คาดว่าค่าเงินจะไม่แข็งค่าหรืออ่อนค่าจากระดับปัจจุบันไปมากนัก มุมมองของนักวิเคราะห์สำนักใหญ่ๆ ที่มองว่า ค่าเงินยูโรจะไปอยู่ที่ระดับ 1.00 EUR/USD ผมมองว่า น่าจะยังไม่ใช่ปีนี้ ด้วยเหตุผลคือ ถึงแม้จะยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากการเลือกตั้งเยอรมัน และกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษจ่ออยู่ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของเยอรมัน และฝรั่งเศสเอง ก็ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความเสี่ยงที่ยังปกคลุมอยู่นี้ ทำให้ค่าเงินยูโร ไม่แข็งค่าสูงขึ้นเกินไป ซึ่งดีต่อการส่งออกด้วย

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

อีกเหตุผลก็คือ กลับมาที่การประชุมเฟดของสหรัฐนะครับ หลังจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงการลดขนาดงบดุล สาเหตุเนื่องจาก เฟดเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ผ่านโครงการ Quantitative Easing (QE) มาตลอดจนหยุดการทำ QE ตั้งแต่ปี 2013 มานั้น ถึงตรงนี้ สินทรัพย์ที่ธนาคารสหรัฐซื้อเข้าไป ยังอยู่ในงบดุลของเฟดจำนวนมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์
วิธีการลดขนาดก็คือ ไม่ทำการลงทุนต่อในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่ครบกำหนด รวมถึงอาจขายสินทรัพย์บางส่วนออกมา ซึ่ง

คำถามต่อมาก็คือ จะลดขนาดไปเพื่ออะไร?

สาเหตุที่เฟดจำเป็นต้องลดขนาดงบดุลก็เพื่อ ให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งที่ตลาดหุ้นสหรัฐ และสินทรัพย์ด้านการลงทุนอื่นๆ ปรับตัวขึ้นมา ณ ระดับปัจจุบันภายหลังจากวิกฤตซับไพรม์ ก็มีสาเหตุมาจากโครงการ QE นี่เอง

สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ เฟดจะมีแผนการลดขนาดงบดุลอย่างไร 1. ลดขนาดงบดุลทันทีภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า และชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้ผลกระทบต่อตลาดทุนนั้นน้อยลง หรือ 2. ยังไม่ทำการลดขนาดงบดุลในตอนนี้ และขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อนซักระยะ โดยอาจมองว่ายังไม่ถึงเวลาของการขายสินทรัพย์ออกมา หรือ 3. ลดงบดุลช้าเกินไป ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้เป็นความเสี่ยง เพราะ หากทำไม่ถูกจังหวะ สินทรัพย์ด้านการลงทุนจะปรับตัวขึ้นเกินมูลค่าความเป็นจริงมากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการปรับฐานรุนแรงในอนาคต กลับกันถ้าทำการลดขนาดเร็วเกินไป ก็เท่ากับดูดซับสภาพคล่องในระบบเร็วเกินไป ก็อาจทำให้การลงทุนหยุดชะงัก ก็เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ดี

ในบทความตอนหน้า ผมจะพาไปวิเคราะห์ผลกระทบ ในแต่ละวิธีการลดขนาดงบดุลให้เข้าใจเพิ่มขึ้นนะครับ

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641189

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน