เงิน ตราสารทุน หุ้นสหรัฐฯ

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประชุม FOMC หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งผลการประชุมก็อย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันนะครับว่า ที่ประชุมมีมติขึ้น benchmark interest rate อีก 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75%-1.00% ด้วยมติด้วยคะแนนเสียง 8-1 เสียง

โดยที่ประชุมมีการเปิดเผย Dot Plot และแสดงให้เห็นว่า เฟดยังคงเชื่อว่า จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ รวมทั้งปี 2017 คือ ขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้ง และอีก 3 ครั้งในปี 2018 เท่ากับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ตั้งแต่การประชุมเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ก็มอง ผลการประชุม และการให้สัมภาษณ์ของนางเจเน็ต เยลเลนใน Press Conference ครั้งนี้ว่า เฟดมีทีท่าระมัดระวังมากขึ้น (Dovish Tone) โดยตอนหนึ่ง พูดถึงนโยบายการคลังว่า ไม่ได้เป็นปัจจัยในการพิจารณาในการประชุม จนกว่าจะมีนโยบายดังกล่าวออกมาจริงๆถึงจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

yionow6npgรูปที่ 1 : ประมาณการดอกเบี้ยนโยบายของเฟด (Dot Plot) ในวันที่ 14-15 มี.ค. 2560
แหล่งข้อมูล : Bloomberg (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มี.ค. 2017)

ความคิดของนักวิเคราะห์ และนักลงทุนส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้ จึงมองย้อนกลับมาว่า ที่ผ่านมา ตลาดคาดหวังสูงเกินไปหรือเปล่าว่า เฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่า 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อมุมมองนี้ก็คือ การที่นายทรัมป์ อาจมีปัญหาติดขัด หรือมีอุปสรรค ในการปล่อยนโยบายที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ทั้งลดภาษี ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการผ่อนคลายกฎหมาย

จนถึงตอนนี้ ก็ผ่านครึ่งทางของ 100 วันแรก ของการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯของนายทรัมป์ อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนว่า ตลาดมีความคาดหวังต่อนายทรัมป์ลดลงก็คือ จากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจาก Bloomberg ที่มีต่อ GDP Growth ในปี 2017 ของประเทศสหรัฐฯ จะพบว่า ตลาดปรับลดมุมมองต่อ GDP Growth ปี 2017 จากเดิม 2.30% เหลือ 2.20% หลังการประชุมเฟด

gdp-usรูปที่ 2 : ประมาณการ GDP 2017 ของสหรัฐฯ (QoQ%)
แหล่งข้อมูล : Bloomberg (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มี.ค. 2017)

ดังนั้น โอกาสการปรับฐานที่อาจจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงสูงตามไปด้วย และเมื่อวานนี้ ทั้งดัชนี Dow Jones และ S&P500 ก็เริ่มเข้าสู่รอบการปรับฐาน โดยเป็นการปิดตลาดติดลบมากกว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

แต่การปรับฐานรอบนี้ อาจไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนตามไปด้วยในระยะยาว ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะ การที่ค่าเงิน USD กลับมาอ่อนค่า พร้อมกับการปรับตัวลดลงของ Bond Yield ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีกระเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ทันที

จากข้อมูลล่าสุด เราเริ่มเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยข้อมูลล่าสุดจาก Bloomberg ก็พบ Inflow ไหลเข้าลงทุนใน MSCI Emerging Market Index ETF สัปดาห์ที่ผ่านมาสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2016 ที่ผ่านมาทีเดียว

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

em-flowรูปที่ 3 : กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน MSCI Emerging Markets Index ETF รายสัปดาห์
แหล่งข้อมูล : Bloomberg (ตั้งแต่ พ.ค. 2016 – มี.ค. 2017)

พอเข้าไปดู Fund Flow ในรายละเอียดก็พบว่า ประเทศอย่างอินเดีย นับตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีเงินลงทุนไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ปี 2015 ทีเดียว เพราะมีปัจจัยอีกเรื่องคือ การเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศที่พรรคจากรัฐบาลได้คะแนนเสียงชนะคู่แข่งขาดลอย

india-flowรูปที่ 4 : กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน iShares MSCI India ETF รายสัปดาห์
แหล่งข้อมูล : Bloomberg (ตั้งแต่ ม.ค. 2016 – มี.ค. 2017)

อีกประเทศที่มี Fund Flow ไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญก็คือ ตลาดหุ้นมาเลเซีย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าเยอะที่สุดในรอบ 5 ปีทีเดียว

malaysia-flowรูปที่ 5 : กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นมาเลเซีย
แหล่งข้อมูล : Bloomberg (ตั้งแต่ ม.ค. – มี.ค. 2017)

จากหลักฐานเรื่อง Fund Flow ไหลเข้านี้ ก็ถือว่าสอดคล้องกับมุมมองของ INFINITI ที่มีมุมมองตั้งแต่ต้นปีว่า มีโอกาสที่เราจะได้เห็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) กลับมาเอาชนะตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (DM) รวมถึง เราน่าจะเห็นกระแสเงินไหลออกจากตราสารหนี้ เพราะถึงอย่างไร เฟดก็จะทยอยขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ Bond Yield ค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว และราคาตราสารหนี้ก็จะผันผวนในช่วงเวลาแบบนี้

infinti-outlook

สรุปโดยรวมคือ เหมือน Fund Flow จะชะลอการไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯซักระยะ เพื่อรอดูท่าทีและนโยบายของรัฐบาลนายทรัมป์ และจนกว่าที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง (น่าจะเป็นครึ่งปีหลัง) ก็เท่ากับตอนนี้ มีโอกาสให้ตลาดหุ้นในแถบตลาดเกิดใหม่มีโอกาสได้วิ่งบ้าง ส่วนจะมาก หรือ น้อยอย่างไร หรือไม่เป็นอย่างที่ผมวิเคราะห์ในวันนี้ ก็คงต้องมาดูที่ปัจจัยอีก 2 ปัจจัยที่มีน้ำหนักไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการเลือกตั้งครั้งสำคัญในฝรั่งเศส ว่าจะทำให้เกิด FREXIT ได้เหมือนกับ BREXIT ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้วรึเปล่า

แหล่งที่มาข้อมูล : Bloomberg

คำเตือน
• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
• ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต
• การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน
• การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
• ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ