Turning-Point

พอเข้าเดือน พ.ค. ปุ๊บ สิ่งที่นักลงทุนถามหาคำตอบก็คือ เดือน พ.ค. ปีนี้ จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Sell in May and Go Away” หรือเปล่า? บทความนี้ ผมขอมาขยายความรู้ของเราให้กว้างขึ้น และขอเตือนว่า อย่าให้ความคิดของผมครอบงำความคิดของท่านผู้อ่านนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมครับ

“Sell in May and Go Away” คือ อัลไล??

เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนเชื่อว่า พอเข้าสู่เดือน พ.ค. แล้ว ควรใช้กลยุทธ์ขายหุ้นทำกำไรเสีย เนื่องจากว่า ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงจุดสูงสุดของรอบการลงทุนในทุกๆปี แล้วหลังจากขายไปปั๊บ ก็ให้รอจนกระทั่งตลาดปรับฐานลงมา และควรซื้อกลับเมื่อเห็นสัญญาณตลาดกลับสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งน่าจะใช้เวลา 2 – 3 เดือนหลังจากนั้น จนนักลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงวลีนั้นเป็น  “Sell in May and Buy in Aug” หรือ ขายเดือน พ.ค. และ ซื้อเดือน ส.ค. นั้นเอง

ในอดีต “Sell in May” เกิดขึ้นจริงไหม?

ลองดูตารางด้านล่างครับ

Sell in May 1928

ผลตอบแทนจากการลงทุนทุกๆ 6 เดือน ในตลาดหุ้น S&P500 ตั้งแต่ปี 1928 – 2015
ที่มา : BofA Merrill Lynch Global Research.

จากตารางด้านบน อธิบายขยายความก็คือ ตั้งแต่ปี 1928 จนถึงปีที่แล้วมา ถ้านักลงทุนซื้อดัชนี S&P500 ต้นเดือนนั้นๆ แล้วถือไป 6 เดือน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลงทุนเดือน ม.ค. แล้วถือไปขายสิ้นเดือน มิ.ย. จะพบว่า ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ในช่วง 87 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.65% โดยมีโอกาสที่ตลาดเป็นขาขึ้นในช่วงนั้น เท่ากับ 63.6% หรือราวๆ 55 ปีจากทั้งหมด 87 ปี และปีที่ตลาดปรับฐาน จะลงมาเฉลี่ยราวๆ -7.45%

อ่านตารางเป็นแล้วนะครับ คราวนี้ เรามาดูกันว่า “Sell in May” เกิดขึ้นจริงในเดือน พ.ค. จริงหรือเปล่า ก็ไปดูช่องที่มีกรอบสีแดง 

พบว่า ข้อมูลทางสถิติน่าสนใจทีเดียว เพราะถ้าเริ่มลงทุนเดือน พ.ค. แล้วถือไปขายสิ้นเดือน ต.ค. จะพบว่า ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 1.96% โดยมีโอกาสที่ตลาดเป็นขาขึ้นในช่วงนั้น เท่ากับ 63.6% หรือราวๆ 55 ปีจากทั้งหมด 87 ปี และปีที่ตลาดปรับฐาน จะลงมาเฉลี่ยราวๆ -8.94% ซึ่งสรุปให้เห็นว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนเดือน พ.ค. ไปขายเดือน ต.ค. นั้น ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าช่วงอื่นๆ แถมถ้าตลาดปรับฐานขึ้นมา ก็จะปรับฐานแรงกว่าช่วงอื่นๆด้วยเช่นกัน

ส่วนสมมติฐานที่ว่า ควรไปซื้อเดือน ส.ค. นั้นจริงไหม? คำตอบทางสถิติในอดีต ก็ต้องบอกว่า น้ำหนักน้อยเกินไปครับ จังหวะที่ควรซื้อจริงๆ หากเทียบกับข้อมูลที่ BofA ทำไว้ ควรไปซื้อเดือน พ.ย. จะมีโอกาสมากกว่า (ช่องที่มีกรอบสีเขียว)

ทำไมเขามักจะขายกันในเดือน พ.ค.?

  1. เป็นช่วงก่อนจะมีการหยุดพักช่วงฤดูร้อน
  2. บริษัทจดทะเบียนประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 และทยอยจ่ายปันผลไปหมดแล้ว เลยขาดปัจจัยบวกในช่วงถัดจากนั้น
  3. เพราะเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ “Sell in May”

เหตุผลข้อที่ 3 ผมไม่ได้จะกวนประสาทผู้อ่านนะครับ แต่หลายเหตุการณ์ในตลาดหุ้น มันก็มักเป็นอย่างนั้น บางครั้ง ตลาดก็เคลื่อนไหวจากอารมณ์ความเชื่อ ไม่ได้เกิดจากเหตุและผลแบบตรงไปตรงมา ดังนั้น ถ้านักลงทุนจำนวนมาก เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ Sell in May ขึ้น มันก็จะเกิดขึ้น ถึงแม้ปัจจัยอื่นจะไม่รองรับก็ตาม

แล้วของไทยเราละ?

SET2011

SET2013

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

SET2015

กราฟหุ้นไทย (SET Index) ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2011 – 2015
ที่มา : www.stockcharts.com

ดูจากกราฟย้อนหลังจะเห็นว่า 5 ปีที่ผ่านมา มี 4 ปี ที่ SET Index ปรับฐานในเดือน พ.ค. นะครับ จุดสังเกตก็คือ หากปีใดที่ตลาดหุ้นไทยวิ่งทำผลตอบแทนได้ดีตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน เม.ย. ดูเหมือนจะมีโอกาสปรับฐานในเดือน พ.ค. ไม่น้อยทีเดียว … ปีนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา หุ้นไทยเราก็ถือว่าหล่อสุดเมื่อเทียบกับหลายๆประเทศทีเดียว ดังนั้น ระวังไว้หน่อยก็ไม่เสียหายนะครับ

แล้วหุ้นจะลงเพราะเหตุผลอะไร?

นี่คือคำถามที่มักจะโดนถามต่อเวลาที่เราพยายามจะอธิบายและเชื่อมโยงเหตุการณ์ใดๆก็ตาม คำตอบที่ผมให้ได้ก็คือ “ผมไม่รู้จริงๆครับ” ว่าอะไรจะทำให้หุ้นลง ปัจจัยเสี่ยงมันมีร้อยแปดอย่าง อะไรจะเกิดตอนไหน มันยากเกิดปัญญาของเราเกินไป เอาเป็นว่า ถ้ามันจะปรับฐานจริงๆ ไม่ต้องห่วงครับ นักวิเคราะห์และนักข่าว จะหาเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์นั้นได้แน่นอน จำไว้ว่า บางครั้ง “ข่าว ชี้นำราคา” แต่บางครา “ราคา ก็ชี้นำข่าวได้เช่นกัน”

มีจุดให้ระวังอะไรอีกไหม?

ลองดูการประมานกาณ Forward P/E ดัชนีสำคัญของโลก ผ่านมุมมองของ Goldman Sachs กันนะครับ

PE

Valuation ranges (MSCI Regions) over a 10-year timeline
ที่มา : Global Weekly Kickstart – Goldman Sachs Global Investment Research

จะเห็นว่า Forward P/E 12 เดือนข้างหน้า ของตลาดหุ้นโลก (The World), สหรัฐฯ และ ยุโรป (Dev. Europe) สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ของตัวเอง และสูงกว่า 1 S.D. แสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้น ไม่ได้อยู่ในโซนถูก ค่อนไปทางแพงด้วยซ้ำไปนะครับ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำหรับใครที่ให้น้ำหนักหรือปัจจัยพื้นฐานและความถูกแพงเป็นหลักในการพิจารณาเลือกลงทุน

มองอีกด้านผ่านกราฟ Week Chart ของดัชนี S&P500 แล้วผมคิดว่า ต้องจับตาดูเช่นกันก็คือ รูปด้านล่างนี้ครับ

S&P1991

ดัชนี S&P500 ย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 1990 – ปัจจุบัน
ที่มา : BISNEWS

ผมใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น (50 วัน และ 100 วัน) ในการดูสัญญาณซื้อขายนะครับ ผ่านมาเกือบ 26 ปี Indicator ตัวนี้ ให้สัญญาณซื้อทั้งหมด 4 ครั้ง ผลตอบแทนที่ทำได้ ก็อย่างที่ท่านเห็นในรูป โดยมีสัญญาณขายเกิดขึ้น 2 ครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ตามมาด้วยวิกฤต (Crisis) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครั้งแรกคือวิกฤต Dotcom ในปี 2000 ครั้งที่ 2 คือ Subprime Crisis ในปี 2008

ล่าสุด ก็คือ จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ละครับ ถ้า Indicator ตัวนี้ ยังคงความมีประสิทธิภาพการทำงานของมันไว้ ไม่นาน เราก็จะรู้ว่า จะขึ้นยาวๆ หรือทิ้งให้เราหนาวบนยอดดอย

ส่วนตัวแล้ว ผมเลือกที่จะระมัดระวังในการลงทุนให้มากในช่วงนี้นะครับ ไว้ยืนยันว่ามันจะขึ้นจริงๆเมื่อไหร่ค่อยวิ่งตามไป สบายใจกว่าครับ

คำเตือน
• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
• ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต
• การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน
• การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
• ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ