หุ้นโตเร็วโตสิบเท่าในสิบปี : หุ้นที่กระแสเงินสดล้น

สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำกิจการอาจไม่ใช่กำไรทางบัญชี… เพราะกำไรทางบัญชีเป็นสิ่งที่สามารถ “ตกแต่ง” ได้ … แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำธุรกิจ? คำตอบก็คือ “กระแสเงินสด” นั่นเอง

กระแสเงินสดนั้นแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดจากการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เมื่อนำกระแสเงินสดทั้งสามประเภทมาบวกกันแล้วจะกลายเป็น “กระแสเงินสดสุทธิ” บริษัทไหนที่มีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก ถ้าลักษณะกิจการไม่ใช่กิจการที่ใช้เงิน Bank ในการลงทุน (เนื่องจากต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน) บริษัทเหล่านั้นถือว่าเป็นกิจการเก็บเงินสดๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี

อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนเฝ้าติดตาม และสำคัญก็คือ “กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน” ซึ่งเป็น กระแสเงินสดที่เกิดจากการผลิต การขาย สินค้าหรือบริการ รวมถึงการเก็บเงินจากลูกค้า สะท้อนถึงเงินสดที่แท้จริงในกิจกรรมดำเนินงาน ซึ่งงบกำไรขาดทุน จะจัดทำตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual basis) แต่งบกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน เป็นการแปลงรายได้และค่าใช้จ่ายทางบัญชี ให้เป็นเกณฑ์เงินสด (Cash basis) …

แต่ก่อนที่จะปวดหัวไปกว่านี้ ผมขอพูดง่ายๆ ว่า … หากกิจการใดมีกระแสเงินสดดี กิจการนั้นมีแววที่จะเก็บเงินสดๆ ได้มาก และเมื่อไรที่เงินสดมันล้นไปที่ “กำไรสุทธิ” ทำให้งบกำไรขาดทุนเป็นบวกมากขึ้นๆ หุ้นตัวนั้นก็จะขยับปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก

มองหาหุ้นที่มีกระแสเงินสดเป็นบวกกันดีกว่า

สำหรับผมแล้ว … ผมชอบหุ้นที่เก็บเงินสด ยิ่งเก็บได้มากยิ่งดี และหากในอนาคตมีแววว่าจะเก็บได้มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึงมันเป็นหุ้นเงินสด ที่มีการเติบโตบวกเพิ่มขึ้นไปอีก และหากกิจการนั้นมีความแข็งแกร่ง หรือมีคูเมืองแน่นหนา คือ มีความสามารถในการแข็งขันอย่างยั่งยืน หรือที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง วอเรนต์ บัฟเฟตต์ เรียกมันว่า Durable Competitive advantage (DCA) … หุ้นตัวนั้นอาจเป็น “Super Stock” คือ มีเงินสดสุทธิ มีการเติบโตสูง แถมมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

บางครั้งหุ้นแบบนี้เราอาจมองไม่เห็นในช่วงต้นๆ ของการเติบโต เนื่องจากกำไรยังไม่มาเพราะยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างกดกำไรอยู่ เช่น ค่าเสื่อมราคาที่ยังตัดไม่หมด ต้นทุนขายที่ยังสูงเนื่องจากยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน หรือ Break Even Point หรือแม้แต่รายได้จากการขายยังน้อย ยังไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด หรือ Economic of Scale

แต่จุดที่น่าลงทุนที่สุดของหุ้นแบบนี้สำหรับผมก็คือ จุดที่กระแสเงินสดเป็นบวก จนเริ่มจะ “ล้น” ออกมาเป็นกำไรสุทธิ วิธีสังเกตง่ายๆ ก็คือ หากกระแสเงินสดเป็นบวกติดต่อกันนาน จะทำให้กำไรขั้นต้น หรือ EBITDA Margin เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกจะเติบโตอย่างช้าๆ แต่จะเริ่มเร่งตัวเร็วขึ้นเมื่อรายได้ที่เข้ามามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อถึงจุดที่ “กำไรล้นออกมา” หุ้นตัวนี้จะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าเป็นหุ้นที่มีคูเมืองแน่นหนา หรือมีความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ได้ระบบกึ่งผูกขาดจากสัปทาน ได้สัปทานเหมืองแร่ที่มีน้อย หรืออาจเป็นเพราะมีสินค้าที่มีแบรนด์แข็งมากๆ จนคู่แข่งตามไม่ทัน หรืออาจอยู่ในตลาดที่มีคู่แข่งขันน้อยราย และเจ้าตัวทำได้ดีกว่าเจ้าอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเป็นตัวเร่ง ให้หุ้นโตเร็วขึ้น กลายเป็น Growth Stock ที่ยืนระยะได้ยาวนานจนกลายร่างเป็น Super Stock ในที่สุด

มองหาหุ้นที่กระแสเงินสดล้นเริ่มจากตรงไหนดี?

สำหรับผมหากคิดจะมองหาหุ้นแบบนี้ ผมจะเริ่มจากการมองปัจจัยเชิงคุณภาพมากกว่าการมองที่ตัวเลขทางการเงิน สิ่งที่เราต้องมองหาในอันดับต้นๆ ก็คือ ต้องรู้ให้ได้ว่า อนาคตกิจการแบบนี้จะมีการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ มีพลังที่จะต้านทานคู่แข่งได้มากน้อยแค่ไหน และจะ “กินตลาด” ได้มากกว่าใครหรือเปล่า?

เมื่อเราได้ปัจจัยเชิงคุณภาพ เราค่อยมา confirm ด้วยการเจาะงบการเงิน หรือดูปัจจัยเชิงตัวเลข ข้อสังเกตเบื้องต้นของผมก็คือ หุ้นแบบนี้ในช่วงแรกๆ อาจเป็นหุ้นที่โตด้วยหนี้สิน เพราะต้องเร่งขยายกิจการ แต่หลังจากผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว หุ้นแบบนี้จะเริ่มโตด้วย “กระแสเงินสด” คือ โตจากภายใน และหนี้สินจะเริ่มน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ ใครคิดจะลงทุนยาวๆ กับหุ้นแบบนี้ต้องบอกว่าคุ้มเกินคุ้ม … ใครหาเจอแล้วกระซิบบอกผมได้นะครับ

(นายแว่นลงทุน)

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ