หุ้นโตเร็วโตสิบเท่าในสิบปี : เจาะแก่นหุ้นเล็กแต่โตเร็ว

สำหรับการลงทุนหุ้น เป้าประสงค์สำคัญก็คือ “การเติบโตของพอร์ต” ซึ่งการเติบโตของพอร์ตการลงทุนหุ้นของเรานั้นจะเติบโตได้จากอะไรบ้าง… ประการแรก เติบโตจากหุ้นเล็กโตเร็ว และประการที่สอง เติบโตจากหุ้นที่แข็งแกร่งแต่มีการเติบโต …

สำหรับหุ้นที่แข็งแกร่งแต่มีการเติบโตนั้น เราจะมาหวังว่ามันจะโตภายในระยะเวลาสั้นๆ นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะหุ้นขนาดกลางถึงใหญ่ นั้นกว่าที่รายได้จะมา กำไรจะมา เพื่อให้มันเติบโตเป็นเท่าๆ หรือเป็น เด้งๆ นั้น ต้องใช้เวลานาน เราอาจคาดหวังการเติบโตแค่ระดับ 10-20% ต่อปีก็เพียงพอแล้ว ซึ่งการลงทุนในหุ้นเติบโตแบบนี้เหมาะกับคนที่ประสบการณ์ยังไม่สูงมาก เน้นปลอดภัยไว้ก่อนเป็นหลัก …

ทว่า … “หุ้นเล็กโตเร็ว” นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง … นักลงทุนผู้มากประสบการณ์จะรู้ว่า … เราสามารถเพิ่มความเสี่ยงกับหุ้นเล็กแต่โตเร็วหน่อยได้ ทำไมหุ้นเล็กจึงโตเร็วกว่า?

นั่นก็เพราะหุ้นเล็กนั้นเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร จะมี impact สูงกว่ามาก … ยกตัวอย่างเช่น หุ้น A มียอดขายปีละ 1,000 ล้านบาท ในขณะที่หุ้น B มียอดขายปีละ 100 ล้านบาท ถ้าให้หุ้นสองตัวนี้เติบโตปีละกว่า 50% หมายความว่า … หุ้น A ต้องทำยอดขายเพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในขณะที่หุ้น B ทำยอดขายเพิ่มอีกแค่ 50 ล้านบาทก็ถือว่าเติบโตมากแล้วนั่นเองครับ

จะไปขุดหาหุ้นเล็กโตเร็วได้จากที่ไหน?

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ “หาในตลาดหุ้นไงครับ” 555 (ไม่ฮา) … คำตอบก็คือ ผมจะหาเอาจากหุ้นที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ โดยเฉพาะหุ้นพีอีต่ำๆ แต่ส่วนตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงๆ หรือ PE ต่ำ ROE สูงนั่นเอง … มีคนแอบกระซิบผมว่า “มันมีหรือ?” คำตอบคือ มีซิครับ!! แต่เราต้องขุดหากันหน่อย

ทำไมต้อง PE ต่ำ เพราะมันหมายความว่าราคาไม่แพง และที่ต้อง ROE สูง ก็หมายความว่ามันให้ผลตอบแทนในระดับดี (แต่คนอาจยังมองไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น) แต่ก็ต้องระวังเรื่อง PE เพราะมันหลอกเราได้ครับ หุ้นที่ PE ต่ำ อาจไม่ใช่หุ้นดีเสมอไป

เมื่อคัดหุ้นพีอีต่ำ ROE สูงๆ มาได้แล้วสิ่งที่ต้องทำต่อคืออะไร?

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือ … เราต้องพิจารณาคุณภาพของกิจการ การที่เราดูตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียว (ดู PE กับ ROE) นั้นไม่เพียงพอสำหรับการลงทุน เราต้องดูคุณภาพของกิจการว่ามันดีจริงหรือไม่ คือ ดูว่ารายได้เติบโตหรือไม่ กำไรเติบโตหรือไม่

ว่าที่จริงแล้วก่อนที่เราจะพิจารณาว่ากำไรเติบโตหรือไม่ เราควรดูที่กระแสเงินสด และกำไรขั้นต้นเสียก่อน เพราะหลายครั้งผมพบว่าหุ้นที่มีรายได้เติบโต แต่ว่า “กำไรยังไม่มา” เพราะในช่วงเติบโตต้นทุนทางการเงินยังสูง แถมยังมีการลงทุนเยอะแยะมากมาย ถ้าเรามองแต่กำไรอย่างเดียวจะทำให้เราพลาดโอกาสได้ง่ายๆ

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

สิ่งที่จะสะท้อนการเติบโตนอกจากกำไรสุทธิแล้ว ก็คือ กำไรขั้นต้น และกระแสเงินสด หากกระแสเงินสดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ (มากขึ้นเรื่อยๆ) จนทำให้กำไรขั้นต้นดีตามไปด้วย และเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับยอดขายที่เติบโตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้เตรียมตัวซื้อหุ้นตุนไว้ได้เลย เพราะเมื่อไรก็ตามที่กระแสเงินสดล้นมาที่กำไร จะทำให้กำไรสุทธิขยับปรับตัวดีขึ้น และส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุดครับ

หุ้นเล็กย่อมได้เปรียบหุ้นใหญ่ในแง่ของการโตเร็ว

สิ่งที่ได้เปรียบของหุ้นเล็กก็คือ การเติบโตได้รวดเร็วกว่าหุ้นใหญ่ เพราะหากรายได้โต กระแสเงินสดดี กำไรขั้นต้นมากขึ้น ก็จะทำให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างรวดเร็ว และราคาหุ้นก็จะปรับตัวเร็วมาก ในขณะที่หุ้นใหญ่ต้องใช้เวลาในการ “สะสมพลัง” ด้วยความใหญ่ของมันทำให้ราคาหุ้นอาจไม่พุ่งแรงมากนัก

แต่ข้อได้เปรียบของหุ้นขนาดใหญ่ก็คือ มันมีความมั่นคง และแข็งแกร่งในเรื่องของราคาหุ้น เพราะถ้าเป็นหุ้นขนาดเล็ก เราคาดหวังว่าจะกำไร และตลาดรับรู้ด้วย ทำให้ราคาปรับขึ้นมาล่วงหน้า แต่เมื่อกำไรไม่มาตามนัด ราคาหุ้นจะถล่มลงมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผิดกับหุ้นขนาดใหญ่ที่คนคาดหวังน้อยกว่าราคาก็แกว่งตัวน้อยกว่า

อย่างไรก็ตามการเล่นหุ้นเล็กโตเร็ว เราต้องพิจารณาให้ดี มองให้รอบด้าน อย่ามองด้านที่สำเร็จเพียงด้านเดียวต้องเผื่อใจไว้อีกด้านด้วย เพราะหุ้นเล็กมีความเสี่ยงที่มากกว่า แต่ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้เช่นกันครับ

(นายแว่น-ลงทุน)

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน