รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “อินเดีย” ได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก มีกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเทศที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหาโอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่

บทความนี้จึงขอพาทุกคนมารู้จักกับ “กองทุนอินเดีย” ทำไมอินเดียจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่นักลงทุนไม่ควรพลาด? และจะมีกองทุนไทยกองทุนใดบ้างที่ลงทุนในอินเดีย? อ่านบทความนี้ได้เลย ครบจบในที่เดียว!

สารบัญ

ทำไมอินเดียถึงน่าลงทุน?

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

หนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก

IMF คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอินเดียในปี 2021 อยู่ที่ 8.5% และปี 2022 ที่ 9.5% ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดในโลก โดยคาดว่าในปี 2024 อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน) ด้วยมูลค่า GDP กว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี Shri Narendra Modi ยังได้ประกาศแผนเศรษฐกิจพิเศษ โดยครอบคลุมมูลค่ากว่า 270 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 10% ของ GDP อินเดีย ภายใต้นโยบาย Atmanirbhar Bharat ซึ่งหมายถึง ‘อินเดียที่พึ่งพาตนเอง’

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Biggest Economies in 2024
ที่มา: Focus Economics

ฐานการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

อินเดียจัดตั้งฐานการผลิตที่แข็งแกร่งสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์พื้นฐานและสินค้าทุนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้กลายเป็นภาคส่วนที่รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศโดยรวมของอินเดีย โดยอินเดียวางแผนที่จะอัดฉีดเงินจำนวน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปี 2019-2023 เพื่อให้มีการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รัฐบาลได้เสนอการลงทุน 50 ล้านล้านรูปี (750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างปี 2018-2030

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังใช้ระบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในแบบ Public Private Partnerships (PPP) โดยส่งเสริมให้ PPP เป็นเครื่องมือในการนำประสิทธิภาพของภาคเอกชนมาใช้สำหรับการสร้างสินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการส่งมอบบริการสาธารณะที่มีคุณภาพแก่ประชาชน ซึ่ง ณ เดือนกันยายน 2021 มีการเปิดตัวโครงการ PPP ไปแล้วกว่า 1,115 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 278.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

ศูนย์กลางการค้าทางทะเลจะย้ายจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งส่งผลให้อินเดียและจีนจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2030 

นอกจากนี้ อินเดียยังถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่ 46 ของดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ซึ่งจัดอันดับโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพิ่มขึ้นมาถึง 35 อันดับจากปี 2015 และยังเป็นอันดับที่ 48 ของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทั่วโลกในปี 2021

มีประชากรอายุน้อยจำนวนมาก

อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศจีน ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และด้วยอายุเฉลี่ยของประชากรที่ 28.4 ปี ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรอายุน้อยที่สุดในโลก ประชากรในช่วงวัยรุ่นของอินเดียคิดเป็น 1 ใน 5 ของโลก ประชากรวัยหนุ่มสาวเหล่านี้จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงพลวัตทางสังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงเป็นกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดีย โดยอินเดียจะมีประชากรวัยทำงานมากที่สุดในโลกที่ 578 ล้านคน ภายในปี 2100 

กองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในอินเดีย

B-BHARATA

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน B-BHARATA หรือ Bualuang Bharata Fund จากบลจ.บัวหลวง (BBLAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน RAMS Equities Portfolio Fund – India Equities Portfolio Fund – Class I (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน B-BHARATA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมุ่งหาผลตอบแทนจากการ เพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาวผ่านการลงทุนในตราสารทุนและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในอินเดีย

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Breakdown ของ B-BHARATA (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2564)
ที่มา: India Equities Portfolio Fund Institutional Share Class Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ B-BHARATA (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2564)
ที่มา: India Equities Portfolio Fund Institutional Share Class Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน B-BHARATA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.0700%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: ไม่เกิน 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1868%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน B-BHARATA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป:  500 บาท

ข้อมูลจาก B-BHARATA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

TISCOINA-A

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน TISCOINA-A หรือ TISCO India Active Equity Fund จากบลจ.ทิสโก้ (TISCOAM) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ตราสารทุนต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย หรือบริษัทที่มีรายได้หลักจากการประกอบกิจการในประเทศอินเดีย โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ในเบื้องต้นบริษัทจัดการจะลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ 3 กองทุน ได้แก่ 

  1. Goldman Sachs India Equity Portfolio – Class I USD – มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือบริษัท ที่มีรายได้หลักหรือกำไรส่วนใหญ่มาจากการประกอบกิจการในประเทศอินเดีย อย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในกองทุนนี้ ในสัดส่วนประมาณ 1/3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
  2. FSSA Indian Subcontinent Fund – Class III USD – มีนโยบายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา หรือบังคลาเทศ อย่างน้อยร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในกองทุนนี้ในสัดส่วนประมาณ 1/3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
  3. Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund – Class I USD – มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอินเดีย หรือกองทุนอาจลงทุนในตราสารทุนหรือหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อื่นนอกประเทศอินเดีย แต่ผู้ออกหลักทรัพย์ดังกล่าวดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย ทั้งนี้กองทุนจะลงทุนในกองทุนนี้ในสัดส่วนประมาณ 1/3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ของ TISCOINA-A (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564)
ที่มา: TISCOINA-A Fund Factsheet

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (กองทุนไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TISCOINA-A:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.9530%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TISCOINA-A:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ข้อมูลจาก TISCOINA-A Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

KWI INDIA

▶︎ KWI INDIA-A, KWI INDIA-D

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน KWI INDIA หรือ KWI India Equity FIF จากบลจ.คิง ไว (KWIAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – India Equity Fund (Class I2) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KWI INDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนของบริษัทซึ่งครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม (sector) ต่าง ๆ ของเศรษฐกิจในประเทศอินเดีย 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 5 Holdings ของ KWI INDIA (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2564)
ที่มา: Manulife Global Fund – India Equity Fund Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ KWI INDIA (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2564)
ที่มา: Manulife Global Fund – India Equity Fund Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KWI INDIA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.8678%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 3.2321%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KWI INDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 10,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ข้อมูลจาก KWI INDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

TMBINDAE

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน TMBINDAE หรือ TMB India Active Equity Fund จากบลจ.ทีเอ็มบี (TMBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio – Class I Shares (Acc.) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน TMBINDAE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน โดยกองทุนจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินในตราสารทุน และ/หรือตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับตราสารทุน (equity related transferable securities) และกองทุน ซึ่งมีการลงทุนในบริษัทที่มีภูมิลำเนา หรือมีกำไร/รายได้หลักอยู่ในประเทศอินเดีย

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Allocation ของ TMBINDAE (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2564)
ที่มา: Goldman Sachs India Equity Portfolio – Monthly Fund Update

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ TMBINDAE (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2564)
ที่มา: Goldman Sachs India Equity Portfolio – Monthly Fund Update

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ (FIN), ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TMBINDAE:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6050%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.7881%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TMBINDAE:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 1 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1 บาท

ข้อมูลจาก TMBINDAE Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

TISCOIN

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน TISCOIN หรือ TISCO India Equity Fund จากบลจ.ทิสโก้ (TISCOAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares MSCI India ETF ป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน TISCOIN จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุน (ก่อนหัก ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน) ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี MSCI India Total Return

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Breakdown ของ TISCOIN (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239659/ishares-msci-india-etf 

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ TISCOIN (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239659/ishares-msci-india-etf 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (กองทุนไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน TISCOIN:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.1605%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4400%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน TISCOIN:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ข้อมูลจาก TISCOIN Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

ABIG

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน ABIG หรือ Aberdeen Standard India Growth Fund จากบลจ.อเบอร์ดีน (Aberdeen) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Aberdeen Standard SICAV I – Indian Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ABIG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อยสองในสามของพอร์ตการลงทุนในตราสารทุนหรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้ง หรือประกอบกิจการในประเทศอินเดีย หรือบริษัท โฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings และ Sector Breakdown ของ ABIG (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: Aberdeen Standard SICAV I – Indian Equity Fund Monthly Factsheet 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ABIG:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.8725%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 2.0602%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ABIG:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ข้อมูลจาก ABIG Fund Factsheet ณ วันที่ 14 ส.ค. 2564

ASP-INDIA

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน ASP-INDIA หรือ Asset Plus India Dynamic Equity Fund จากบลจ.แอสเซท พลัส (ASSETFUND) มีนโยบายลงทุนในกองทุน UTI India Dynamic Equity Fund – Institutional Class (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ASP-INDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

นโยบายกองทุนหลัก

มีเป้าหมายการเติบโตระยะกลางถึงระยะยาวผ่านการลงทุนหลักในหุ้นอินเดียที่มุ่งเน้นการเติบโตซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มุมไบ (Mumbai Stock Exchange) และในตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ (National Stock Exchange) ในประเทศอินเดีย กองทุนมีวัตถุประสงค์การลงทุนในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัท ดังนี้

  1. บริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งจดทะเบียนธุรกิจในประเทศอินเดียและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับ การยอมรับต่างๆ ทั่วโลก
  2. บริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหลักในประเทศอินเดียและจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับต่างๆ ทั่วโลก
  3. บริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์อินเดีย

ผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์การลงทุนจากล่างขึ้นบน (Bottom-up approach) โดยเน้นไปในส่วนของบริษัทมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมี เสถียรภาพ (Blue Chip Companies) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตของรายได้ที่สูงเนื่องจากมีโอกาสทางธุรกิจในอนาคต กองทุนจะมีสัดส่วนการลงทุนที่สูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคงและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด จากการดำเนินงาน กองทุนจะการกระจายการลงทุนโดยที่จะไม่มุ่งเน้นการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมใดหรือธุรกิจใดธุรกิจใดธรุกิจหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กองทุนจะลงทุนในหลายหมวดอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่ การเงินและธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการสุขภาพ ยานยนต์ อุตสาหกรรม ซีเมนต์ พลังงาน และ บริการโทรคมนาคม

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Portfolio Information และ Market Capitalization ของ ASP-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2021)
ที่มา: UTI India Dynamic Equity Fund – Institutional Class (USD) Monthly Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ ASP-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: UTI India Dynamic Equity Fund – Institutional Class (USD) Monthly Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด โดยไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ASP-INDIA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.6100%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.25%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 3.6721%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ASP-INDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 5,000 บาท

ข้อมูลจาก ASP-INDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

LHINDIAE

▶︎ LHINDIAE-A, LHINDIAE-D, LHINDIAE-E

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน LHINDIAE หรือ LH INDIA-E Fund จากบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFUND) มีนโยบาลลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศทั่วโลกที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในประเทศอินเดีย โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้บริษัทจัดการจะลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวม ETF ต่างประเทศอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วนกองทุนละไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน LHINDIAE จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

รายชื่อทรัพย์สินที่ลงทุนสูงสุดของ LHINDIAE (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: LHINDIAE Fund Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials (31.18%), ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน LHINDIAE:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.33750%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.00% (ยกเว้นสำหรับ LHINDIAE-E)
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.79317%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน LHINDIAE:

LHINDIAE-A, LHINDIAE-D

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

LHINDIAE-E

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ข้อมูลจาก LHINDIAE Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

KT-INDIA

▶︎ KT-INDIA-A, KT-INDIA-D

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน KT-INDIA หรือ KTAM India Equity Fund จากบลจ.กรุงไทย (KTAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน Invesco India Equity Fund – Class A เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KT-INDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารทุนหรือตราสารที่คล้ายคลึงกันของบริษัทอินเดีย

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Weightings ของ KT-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: Invesco India Equity Fund – Class A Monthly Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ KT-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: Invesco India Equity Fund – Class A Monthly Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials และ Information Technology, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ประมาณ 50-100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KT-INDIA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.1400%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KT-INDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ข้อมูลจาก KT-INDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

ONE-INDIAOPP

▶︎ ONE-INDIAOPP-RA, ONE-INDIAOPP-RD, ONE-INDIAOPP-IA, ONE-INDIAOPP-ID

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน ONE-INDIAOPP หรือ ONE India Opportunity Fund จากบลจ.วรรณ (ONEAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน PineBridge India Equity Fund – Class Y (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน ONE-INDIAOPP จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่เงินลงทุนในระยะยาว เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอินเดียหรือมีแนวโน้มเติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศอินเดีย โดยมีกลยุทธ์การลงทุนและคัดเลือกหุ้นในลักษณะ Bottom up โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตในระยะยาวรวมถึงมีผลการดำเนินงานที่ดี

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Breakdown และ Top 10 Holdings ของ ONE-INDIAOPP (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: PineBridge India Equity Fund – Class Y (USD) Monthly Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน ONE-INDIAOPP:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.070%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.605%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.2091%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน ONE-INDIAOPP:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก: 5,000 บาท
  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 1,000 บาท

หมายเหตุ: ข้อมูลค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนขั้นต่ำเฉพาะชนิด RA และ RD เท่านั้น

ข้อมูลจาก ONE-INDIAOPP Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

K-INDIA

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน K-INDIA หรือ K India Equity Fund จากบลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน BlackRock Global Funds – India Fund D2 (USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน K-INDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นของบริษัทในประเทศอินเดียไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุน

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Breakdown ของ K-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: BlackRock Global Funds – India Fund D2 (USD) Monthly Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ K-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: https://www.blackrock.com/americas-offshore/en/products/229783/blackrock-india-fund-d2-usd-fund

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-INDIA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.2840%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.4799%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-INDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและ: 500 บาท

ข้อมูลจาก K-INDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 ก.ค. 2564

KF-INDIA

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน KF-INDIA หรือ Krungsri India Equity Fund จากบลจ.กรุงศรี (KrungsriAsset) มีนโยบายลงทุนในกองทุน FSSA Indian Subcontinent Fund (Class III USD) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน KF-INDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนหรือซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในอนุทวีปอินเดีย ได้แก่ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และบังคลาเทศ

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Sector Breakdown ของ KF-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: FSSA Indian Subcontinent Fund (Class III USD) Monthly Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ KF-INDIA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564)
ที่มา: FSSA Indian Subcontinent Fund (Class III USD) Monthly Factsheet

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Consumer Staples และ Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยคิดเป็น 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน KF-INDIA:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.8025%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 1.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0058%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน KF-INDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 2,000 บาท

ข้อมูลจาก KF-INDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

SCBINDIAA

▶︎ SCBINDIAA, SCBINDIA, SCBINDIAE, SCBINDIAP

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน SCBINDIAA หรือ SCB INDIA EQUITY FUND จากบลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares India 50 ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน SCBINDIA จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อินเดียเพื่อให้ได้ผลตอบแทนของกองทุนไปในทิศทางเดียวกับดัชนี Nifty 50 Index 

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top Sectors ของ SCBINDIAA (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564)
ที่มา: iShares India 50 ETF Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ SCBINDIAA (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239758/ishares-india-50-etf 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน:

SCBINDIAA (ชนิดสะสมมูลค่า)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 0.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.10% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

SCBINDIA (ชนิดจ่ายเงินปันผล)

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 1.00%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) และ Switching-in: 0.50%
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.12%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน SCBINDIAA และ SCBINDIA:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1,000 บาท

ข้อมูลจาก SCBINDIAA และ SCBINDIA Fund Factsheet ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564

K-INDX

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

กองทุน K-INDX หรือ K Indian Equity Index Fund จากบลจ.กสิกรไทย (KAsseti) มีนโยบายลงทุนในกองทุน iShares India 50 ETF เป็นกองทุนหลัก (Master Fund)  โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ โดยกองทุน K-INDX จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนให้มีผลตอบแทนตามดัชนีหุ้นบริษัทอินเดียที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 50 บริษัทแรกหรือดัชนี Nifty 50

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก (Passive Management)

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top Sectors ของ K-INDX (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564)
ที่มา: iShares India 50 ETF Factsheet

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

Top 10 Holdings ของ K-INDX (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.ishares.com/us/products/239758/ishares-india-50-etf 

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวลงทุนในประเทศอินเดีย และหมวดอุตสาหกรรม Financials, ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน ไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุน K-INDX:

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ: 0.5350%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee): ยกเว้น
  • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม: 1.0874%

เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน K-INDX:

  • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 500 บาท

ข้อมูลจาก K-INDX Fund Factsheet ณ วันที่ 31 ส.ค. 2564

ประชันผลตอบแทนกองทุนอินเดีย

มาดูในส่วนของ “ผลตอบแทน” กันบ้าง ในการซื้อกองทุนสักหนึ่งกอง นอกจากนโยบายและความเสี่ยงของกองทุนแล้ว สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ต้องดูประกอบกันไปก็คงจะหนีไม่พ้นผลตอบแทนอย่างแน่นอน ท่ามกลางกองทุนอินเดียที่มากมายหลากหลายนี้ กองทุนใดจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นมากที่สุด มาดูกันเลย

รีวิวกองทุนอินเดีย ครบจบในที่เดียว!

เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกองทุนอินเดียย้อนหลัง 1 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ก.ย. 2564)
ที่มา: https://www.finnomena.com/fund/compare/ 

** ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต **

เนื่องด้วยกองทุนอินเดียนั้นมีมากมายหลายกองทุนอย่างที่ทุกคนได้เห็นกันไป จึงขอหยิบกองทุนที่ทำผลการดำเนินงานได้โดดเด่นในรอบ 1 ปี 10 กองทุนมาประชันผลตอบแทนกัน (หากกองทุนซ้ำกันแต่ต่างชนิดจะนำข้อมูลชนิดที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่ามาเปรียบเทียบ)

กราฟเส้นสีน้ำเงินแสดงถึงผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีของกองทุน B-BHARATA, สีส้ม ASP-INDIA, สีเทา KWI-INDIA-A, สีเหลือง TISCOINA-A, สีแดง K-INDIA, สีม่วง ABIG, สีกรม TMBINDAE, สีเขียวอ่อน KT-INDIA-D, สีเขียว TISCOIN, สีชมพู SCBINDIAE จากกราฟจะเห็นได้ว่ากองทุน ASP-INDIA และ B-BHARATA สามารถทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีได้โดดเด่นที่สุดในบรรดากองทุนไทยที่มีนโยบายลงทุนในอินเดีย โดยทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ไปได้ 65.07% และ 64.79% ตามลำดับ

ซึ่งหากใครอยากดูข้อมูลเปรียบเทียบของกองทุนอินเดียแบบอัปเดตล่าสุดก็สามารถใช้ฟังก์ชัน Fund Compare และเลือกกองทุนที่ต้องการเปรียบเทียบได้เลย

— planet 46. 

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม