ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

หลังจากที่เราได้พาไป ส่อง 8 ‘หุ้นเกาหลี’ ยักษ์ใหญ่ แห่งแดนโสมขาว และ ส่อง 8 ‘หุ้นเวียดนาม’ เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย ไปแล้ว วันนี้เป็นคิวของ ‘หุ้นอังกฤษ’ กันบ้าง ‘ประเทศอังกฤษ’ หรือ ‘สหราชอาณาจักร’ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรปรองจากเยอรมนี ด้วย GDP ที่มีมูลค่ากว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บทความนี้จึงขอชวนทุกคนมาดู 8 หุ้น (บริษัท) อังกฤษ ที่คัดมาเน้น ๆ แล้วว่าแต่ละบริษัทมีความน่าสนใจ และเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

เจาะลึก 8 หุ้นอังกฤษ ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

ส่อง 8 'หุ้นอังกฤษ' ยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจเมืองผู้ดี

Shell (SHEL)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Shell’ เป็นบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 199.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Shell กลายเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสี่ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) และเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับห้าในแง่ของรายได้ปี 2021 โดยทำรายได้แตะ 272.657 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021 รวมถึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศอังกฤษ อีกด้วย

Shell ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1907 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Royal Dutch Petroleum’ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Shell Transport and Trading’ จากสหราชอาณาจักร โดยเดิมบริษัทใช้ชื่อ ‘The Royal Dutch Shell’ ก่อนจะประกาศเปลี่ยนเป็น ‘Shell’ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2021 ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดความซับซ้อนโครงสร้างธุรกิจ โดยยกเลิกการจดทะเบียนหุ้นในสองตลาด และย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 115 ปีแล้วที่ Shell มีบทบาทสำคัญในทุกด้านของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ซึ่งรวมไปถึงการสำรวจ การผลิต การกลั่น การตลาด การขนส่ง และการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจไปยังพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพอีกด้วย โดยปัจจุบัน Shell มีการดำเนินงานในกว่า 99 ประเทศ และมีสถานีบริการประมาณ 44,000 แห่งทั่วโลก

Shell จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHELL’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘SHEL’

Astrazeneca (AZN)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Astrazeneca’ เป็นบริษัทยาและเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 6 เมษายน 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวีเดนอย่าง ‘Astra AB’ และ ‘Zeneca Group’ บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ ซึ่งนับตั้งแต่ควบรวมกิจการเป็น Astrazeneca ก็ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยารายใหญ่ที่สุดของโลก และได้ขยายขีดความสามารถทางธุรกิจโดยการเข้าซื้อบริษัทต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับยาและเทคโนโลยีชีวภาพมากมาย เช่น Cambridge Antibody Technology บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากประเทศอังกฤษ (เข้าซื้อในปี 2006), MedImmune หน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้านชีววิทยา (เข้าซื้อในปี 2007), Spirogen บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2013) และ Definiens บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (เข้าซื้อในปี 2014) เป็นต้น

Astrazeneca มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งอยู่ในเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ 3 แห่ง ได้แก่ เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ, เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และเมืองเกเธอร์สเบิร์ก รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

Astrazeneca ได้ก้าวเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจหลอดเลือด โรคปอด โรคระบบประสาท โรคติดเชื้อ การอักเสบ มะเร็ง และความผิดปกติทางจิต โดยเป็นบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสิบในแง่ของรายได้ปี 2021 และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับสองในประเทศอังกฤษด้วยมูลค่าตลาดกว่า 190.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) รายได้ของ Astrazeneca เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2020-2021 จากการจับมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ตในการคิดค้น พัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีชื่อว่า ‘AZD1222’ ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเวคเตอร์หรือพาหะ และฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 โดยในปี 2020 Astrazeneca ทำรายได้ แตะ 26.617 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.16% จากปี 2019 และทำรายได้ปี 2021 แตะ 37.417 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 40.58%

Astrazeneca จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 และ 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘AZN’

HSBC (HSBA)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘HSBC’ เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ให้บริการด้านการเงินและการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าภาครัฐ ไปจนถึงลูกค้าองค์กรและสถาบัน ณ สิ้นปี 2021 HSBC มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUC) มูลค่ากว่า 10.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUA) มูลค่ากว่า 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 123.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ HSBC กลายเป็นธนาคารที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในยุโรป และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 4 (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

HSBC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1865 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยมีการดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงยุโรป เอเชีย-แปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อเมริกาเหนือ และลาตินอเมริกา ให้บริการลูกค้ามากกว่า 40 ล้านคนใน 63 ประเทศทั่วโลกมายาวนานกว่า 150 ปี

HSBC มีการดำเนินงานผ่าน 3 ส่วน ได้แก่ 

  • Wealth and Personal Banking (WPB) – ให้บริการด้านการธนาคารแก่ลูกค้ารายย่อย ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการลงทุน บริการจัดการสินทรัพย์ทั่วโลก และการจัดการการลงทุน เป็นต้น
  • Commercial Banking (CMB) – นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจ รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งรวมถึงสินเชื่อและการให้กู้ยืม การค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยเชิงพาณิชย์และการลงทุน เป็นต้น
  • Global Banking and Markets (GBM) – ให้บริการทางการเงินที่ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับลูกค้าภาครัฐ ลูกค้าองค์กร ลูกค้าสถาบัน และนักลงทุนเอกชนทั่วโลก

HSBC จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange: SEHK) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘5’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี Hang Seng (HSI) 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์เบอร์มิวดา (Bermuda Stock Exchange: BSX) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘HSBC.BH’

Unilever (ULVR)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Unilever’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 1929 โดยเกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทผู้ผลิตสบู่สัญชาติอังกฤษอย่าง ‘Lever Brothers’ และ ‘Margarine Unie’ บริษัทผู้ผลิตเนยเทียม (มาการีน) สัญชาติเนเธอร์แลนด์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกทั้งในประเทศจีน อินเดีย เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา 

Unilever ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘ULVR’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม (Euronext Amsterdam) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UNA’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี AEX และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘UL’

ปัจจุบัน Unilever เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงสุดในโลก มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Unliever มากกว่า 2.5 พันล้านคนต่อวัน โดย Unilever มีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 ส่วน ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์สินค้ามากกว่า 400 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ใน 190 ประเทศทั่วโลก ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและดูแลร่างกาย (Beauty & Personal Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและทำความสะอาดผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น Vaseline, Rexona, LUX, Dove และ Sunsilk เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Foods & Refreshment) – จำหน่ายขนม ไอศกรีม เครื่องดื่ม แยม น้ำสลัด ชา และผลิตภัณฑ์บูลยอง (ซุปก้อน และผงปรุงแต่งอาหาร) ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ เช่น Wall’s, Lipton, Knorr และ Ben & Jerry’s
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องใช้ในครัวเรือน (Home Care) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและถนอมผ้า ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตล้างจาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือเช่น OMO, Comfort, Sunlight และ Cif

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Unilever
ที่มา: https://twitter.com/CareersUnilever/status/949333470043623427/photo/1

Diageo (DGE)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Diageo’ เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สก๊อตวิสกี้ ไอริชวิสกี้ อเมริกันวิสกี้ วิสกี้แคนาดา บรั่นดี วอดก้า เหล้า รัม เตกิลา ไวน์ เบียร์ ไซเดอร์ ไป่จิ่ว ค็อกเทล และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 101.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงทำให้ Diageo กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ในสหราชอาณาจักร และเป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าตลาดเป็นอันดับสามของโลก รองจาก Kweichow Moutai จากประเทศจีน และ Anheuser-Busch Inbev จากประเทศเบลเยียม (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Diageo ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 จากการควบรวมกิจการของโรงเบียร์ยุคเก่าที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1759 อย่าง ‘Guinness Brewery’ จากประเทศไอร์แลนด์ และบริษัท ‘Grand Metropolitan’ จากประเทศอังกฤษ โดยปัจจุบัน Diageo มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักรของ Diageo มีมากกว่า 200 แบรนด์ วางจำหน่ายในหลายทวีปทั่วโลกมากกว่า 180 ประเทศ ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก แอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ตัวอย่างแบรนด์ในเครือ Diageo เช่น Johnnie Walker, Smirnoff, Captain Morgan, Baileys และ Tanqueray เป็นต้น โดย Diageo ยังถือหุ้น 34% ในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ‘Moët Hennessy’ ของบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง ‘LVMH’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Louis Vuitton’ นั่นเอง

Diageo ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DGE’ โดยเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 1997 และถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘DEO’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอาณาจักร Diageo
ที่มา: https://www.diageoindia.com/brands/

BP (BP)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘BP’ เป็นบริษัทด้านพลังงานระดับโลกที่ดำเนินงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ การสกัด การกลั่น การขนส่ง และการจัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1909 โดยใช้ชื่อว่า ‘Anglo-Persian Oil’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘British Petroleum’ ในปี 1982 และหลังจากได้มีการควบรวมกิจการกับ ‘Amoco Corporation’ ไปในปี 1998 ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘BP’ อีกครั้งในปี 2000 ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนปัจจุบัน

BP มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในมากกว่า 80 ประเทศ และมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 20,700 แห่งทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 100.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นบริษัทด้านพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 10 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565) โดยในปี 2000 BP ได้เข้าซื้อกิจการของ ‘Castrol’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ด้วยมูลค่ากว่า 4.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

BP มีความตั้งใจปรับกลยุทธ์ธุรกิจหันมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ โดยตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ให้ได้ 40% ภายในปี 2030 สู่เป้าหมายการเป็นบริษัทที่มีค่าปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2050 

BP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchange: FWB) ประเทศเยอรมนี ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BPE’ และ 3.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BP’

British American Tobacco (BATS)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘British American Tobacco’ เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์นิโคตินอื่น ๆ ก่อตั้งในปี 1902 โดยเกิดจากการตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของ บริษัท ‘Imperial Tobacco’ จากประเทศอังกฤษ และบริษัท ‘American Tobacco Company’ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการดำเนินงานในประมาณ 180 ประเทศทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1.) กลุ่ม Non-Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Vuse, Glo, Velo และ Grizzly 2.) กลุ่ม Combustible ประกอบไปด้วยแบรนด์ Dunhill, Kent, Lucky Strike, Pall Mall และ Rothmans ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 91.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ British American Tobacco กลายเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจาก ‘Philip Morris’ (ข้อมูล ณ 15 วันที่ ก.ย. 2565)

British American Tobacco จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.) ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BATS’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100 2.) ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ 3.) ตลาดหลักทรัพย์โจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg Stock Exchange: JSE) แอฟริกาใต้ ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BTI’ และ 4.) ตลาดหลักทรัพย์ไนโรบี (Nairobi Securities Exchange: NSE) ประเทศเคนยา ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘BAT’

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

แบรนด์สินค้าในอาณาจักร British American Tobacco
ที่มา: https://www.bat.com/brands

Reckitt Benckiser (RKT)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

‘Reckitt Benckiser’ เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สุขอนามัย และโภชนาการ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองสลาวห์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1999 จากการควบรวมกิจการของบริษัท ‘Benckiser’ สัญชาติเนเธอร์แลนด์ และบริษัท ‘Reckitt & Colman’ สัญชาติอังกฤษ โดยเป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการของ ‘Reckitt & Sons’ กับ และ ‘J&J Colman’

หลังจากควบรวมกิจการไปถึง 2 ครั้ง Reckitt Benckiser ก็ได้ขยายฐานธุรกิจโดยการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย เช่น Gaviscon ยาลดกรดไหลย้อน, Air Wick น้ำหอมปรับอากาศ, Lehn & Fink เจ้าของ Lysol แบรนด์สเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย, SSL International เจ้าของแบรนด์ถุงยางอนามัย Durex และรองเท้าเพื่อสุขภาพ Scholl, Enfamil นมผงสำหรับทารก และ K-Y เจลหล่อลื่น เป็นต้น 

Reckitt Benckiser ดำเนินงานประมาณ 60 ประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์ในเครือวางจำหน่ายในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 54.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ Reckitt Benckiser กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 6 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ย. 2565)

Reckitt Benckiser จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 1 แห่ง คือตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange: LSE) ภายใต้สัญลักษณ์หุ้น ‘RKT’ โดยถูกจัดอยู่ในดัชนี FTSE 100

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

ตัวอย่างแบรนด์สินค้าในอาณาจักร Reckitt Benckiser
ที่มา: https://seekingalpha.com/article/4323440-reckitt-benckiser-heading-towards-pure-play-health-in-2020

ลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีกองทุนไทยที่ลงทุนในหุ้นอังกฤษโดยตรงแต่ก็มีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นยุโรป ซึ่งมีการจัดสรรการลงทุนในประเทศอังกฤษอยู่เหมือนกัน โดยในบทความนี้เราขอหยิบกองทุนที่ให้น้ำหนักลงทุนในประเทศอังกฤษเกิน 20% ของ NAV มาพูดถึง 3 กองทุน ได้แก่ กองทุน TMBEG, SCBUSM และ ONE-EUROEQ

TMBEG

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Wellington Strategic European Equity Fund เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน TMBEG จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายกระจายการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในกลุ่มประเทศยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน TMBEG
ที่มา: TMBEG Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 90% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.0700% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2531%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน TMBEG คลิก

SCBEUSM

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน European Smaller Companies Fund – Class D (EUR) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน SCBEUSM จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็กในทวีปยุโรปและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับหลักทรัพย์ของบริษัทที่จัดตั้งหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักรและตลาดเกิดใหม่ในยุโรป หรือบริษัทที่ได้รับรายได้หรือผลกำไรจากการดำเนินงานในทวีปยุโรป หรืบริษัทที่มีทรัพย์สินอยู่ในทวีปยุโรป

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน SCBEUSM
ที่มา: SCBEUSM Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.61% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.61% / รวม – 1.72%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน SCBEUSM คลิก

ONE-EUROEQ

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในกองทุน Eleva European Selection Fund – Class I (EUR)  เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุน ONE-EUROEQ จัดเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6

กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในบริษัทที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มการเติบโตในระดับที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวไม่สะท้อนในราคาซื้อขายหุ้นของบริษัทนั้น

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุน: มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management)

ส่อง 8 'หุ้นเวียดนาม' เสือตัวใหม่แห่งเศรษฐกิจเอเชีย

การจัดสรรการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน ONE-EUROEQ
ที่มา: ONE-EUROEQ Fund Factsheet (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2565)

ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรทราบ: ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต่ำกว่า 80% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ)

ค่าธรรมเนียมกองทุน: การจัดการ – 1.07% / Front-end Fee และ Switching-in – 1.50% / รวม – 1.2091%

มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไป: 1 บาท

ซื้อกองทุน ONE-EUROEQ คลิก

ใครพร้อมจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศที่มี GDP แข็งแกร่งเป็นอันดับสองในยุโรปอย่างประเทศอังกฤษแล้วก็เปิดบัญชีกับ FINNOMENA เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย!

อยากลงทุนหุ้นอังกฤษผ่านกองทุนรวม แต่ยังไม่รู้ว่าจะใส่เข้าพอร์ตเท่าไรดี? รับบริการผู้แนะนำการลงทุนส่วนตัวจาก FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท เท่านั้น
👉 ลงทะเบียน คลิก >>> https://finno.me/finnomena-x-service

— planet 46.

อ้างอิง


คำเตือน

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”

คู่มือเลือกกองทุน SSF RMF อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ