2 ปีแล้วที่ SET Index ดัชนีปรับลงมาจากจุดสูงสุด 1850 จุด กว่า 15%

นี่คือการจบรอบขาขึ้น และต้องลงยาวหรือไม่

ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ ในแง่หลักการความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเราจะแบ่ง stage การปรับฐานออกเป็น 3 ระดับคือ

  • ระดับที่ 1 คือการพักฐาน (consolidation) คือการลงจากจุดสูงสุดไม่เกิน 10%
  • ระดับที่ 2 การปรับฐาน (correction) การลงในระดับเกิน 10% แต่ไม่เกิน 20%
  • ระดับที่ 3 เข้าสู่ขาลงเต็มตัว (Bear Market) คือลงมากกว่า 20%

ดังนั้นปัจจุบัน SET Index ยังอยู่ในขั้นที่ 2 เท่านั้น ถ้าใช้หลัก Elliott Wave ผมมั่นใจว่า ที่เราเป็นทุกวันนี้ เป็นแค่การปรับฐานของคลื่นย่อยของคลื่น 5 ขยาย (SET จบคลื่น 1 และ 3 ไปตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว)

นั่นหมายถึงSET จะต้องดีดกลับมาและขึ้นได้ยาวๆอีกครั้ง

ในแง่ของธีมที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นได้ ผมมองอยู่ 4 ประเด็น

1. ปีหน้าเป็นปีแห่งการซ่อมแซม เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นจาก การเร่งใช้นโยบายต่างๆของรัฐบาล

แม้ปีนี้จะย่ำแย่หนัก แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า มันเป็นผลจากสงครามการค้า และในประเทศเอง รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ ต้นปียุ่งกับการเลือกตั้ง กลางปียุ่งกับการจัดตั้งรัฐบาล ปลายปีดันใช้งบปี 63 ไม่ได้

แต่ปีหน้า สงครามการค้าผ่อนคลาย เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น ไทยน่าจะได้ใช้งบปี 63 ใน ก.พ. ซึ่งตอนนี้ก็เห็นความพยายาม เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว โดยเฉพาะ การกระตุ้นภาคอสังหา และมาตรการพักชำระหนี้หรือลดดอกเบี้ย ตรงนี้สะท้อนเจตนาชัดว่า ปีหน้า รัฐบาลจะจัดหนักทุกสรรพอาวุธ ประหนึ่งยัดถังแก๊สเข้ารูทวารก่อนรัวยิง จุดระเบิด ถังอุจจาระไม่ยั้ง ทำขนาดนี้ถ้าเศรษฐกิจยังแย่ต่อก็ให้มันรู้กันไป

2. ปีหน้าสภาพคล่องในตลาดไทยจะดีขึ้นแน่นอน

ผลจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดนอร์ทเอเชีย ทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง เงินจะเริ่มระบายลงมายังตลาดที่ยังเคลื่อนไหวต่ำ

ปัจจุบันสภาพคล่องใน Developed Market มันกลับมาดีขึ้นมากกว่าก่อนปี 2018 แล้ว (ดีสุดในรอบ 2 ปี) ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย Fed BoJ ECB และ PBOC ตามธรรมชาติสภาพคล่องของ Emerging Market จะดีตาม แม้ธีมการลงทุนปัจจุบันจะเน้นไปที่ New Economy แต่ใช่ว่า เงินจะไม่เข้าหา Old Economy เลย

ธีมใหญ่ในปีหน้าจับตาให้ดี คือ การฟื้นตัวของกำลังการผลิตทั่วโลก ซึ่งเป็นผลมาจาก สงครามการค้าที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มันทำให้การขยายตัวการผลิตเริ่มชะลอ การเก็บสต็อกสินค้ามีน้อยลง จนปัจจุบันสต็อกสินค้าหลักๆของโลก เช่น รถยนต์ในยุโรป มาทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี ในเมื่อภาพรวมเศรษฐกิจกำลังมา แต่สต็อกมีน้อย การผลิตจำเป็นจะต้องเร่งตัว เมื่อนั้น ย่อมต้องมีความต้องการ วัตถุดิบใหม่ ครั้งใหญ่

ความต้องการวัตถุดิบ จะทำให้ราคาสินโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมันจะดีโดยตรงต่อกลุ่ม Emerging Market และไทย ซึ่งมีโครงสร้าง ตลาดเป็นธุรกิจดั้งเดิม อย่างพลังงาน ปิโตร หรือแม้แต่สินค้าเกษตร

3. ราคาหุ้นไทย ปัจจุบัน เอาตรงๆยังจัดอยู่ในระดับไม่ถูก และโดนกดดันด้วยเรื่องกำไรตลาดที่ย่ำแย่

แต่จะสังเกตุเห็นได้ว่า ไม่มีใครไม่รู้ว่าตลาดหุ้นไทยกำไรเน่า และคนเริ่มไปให้น้ำหนักกับกำไรในปีหน้าฟื้นตัวมากกว่า ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการมองแล้วว่า กำไรตลาดในปีหน้าจะฟื้นตัวราว 9-12%

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะพังลงทันทีถ้ากำไรตลาดในไตรมาส 1 ปีหน้าไม่ได้ดั่งใจ หรือต่ำกว่า 2.4 แสนล้านบาท (SET เตรียมดิ่งเหวอีกระลอก)

แต่ตลาดหุ้นไทยจะให้ลงมากกว่านี้ก็ไม่ได้แล้ว เพราะอะไร ผมมองมีอยู่ 2 ประเด็นคือ

  • 3.1 Price per Book Value ของไทยตอนนี้อยู่ที่ 1.6 เท่า ถือว่าอยู่ในโซนต่ำในรอบ 10 ปี และถ้าย้อนกลับไปดูในอดีต PBV ที่ ต่ำกว่า 1.8 เท่ามันรองรับปัจจัยลบใหญ่ๆได้ทุกครั้ง ทั้งตอนน้ำท่วมใหญ่ หรือตอนตลาดหุ้นไทยพังเนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวในปี 2015
  • 3.2 ดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ทำให้ตลาดหุ้นไทยลงมากไม่ได้ ไปดูที่ Earning Yield Gap ปัจจุบัน ตอนนี้ถ่างออกกว้างถึง 5% มันเป็นการห่างในโซนสูงในรอบ 10 ปี ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมา มาแถวนี้ทีไร SET จะฟื้นจากหลุมทุกครั้ง

ด้วยสภาวะดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ราคาหุ้นก็ต่ำไปด้วย สังเกตุอะไรไหมตอนนี้มันเริ่มเกิดการประกาศซื้อหุ้นคืนแบบถี่ๆ ของหลายๆบริษัท ถามว่าทำไม เพราะแต่ละบริษัทมีสภาพคล่องที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินต่ำลง พอไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ก็เอามาซื้อหุ้นคืน

การซื้อหุ้นคืนจะทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง สิ่งที่จะตามมาน่ะเหรอ ก็กำไรต่อหุ้นที่จะโตมากขึ้น เรื่องนี้จะเป็น Big Surprise ของตลาด จับตาไว้ดีๆ

4. ประเด็นสุดท้าย ฝรั่งขายเราไปทั้งหมดตั้งแต่ปี 2013 – 2019 6.64 แสนล้านบาท

เฉพาะ 3 ปีหลังสุด 2017-2019 คือขายไป 3.57 แสนล้านบาท เรียกได้ว่าใกล้เคียงช่วงปี 2013-2016 ที่ขายไป 3.84 แสนล้านบาท

คุณรู้ไหมฝรั่งไม่เคยขายเกิน 3 ปีติด หลังจากขาย 2013-2015 เค้ากลับมาซื้อใน 2016 7.7 หมื่นล้านบาท

รอบนี้ขายไปแล้ว 3 ปีติด 2017-2019 แถมเป็นการขายที่มียอดสะสมอย่างโหด จนทำให้สถานะการถือครองตอนนี้ต่ำสุดในรอบ 30 ปีคือ น้อยกว่า 29% ของ Market Cap

คุณว่าเค้าจะขายอีกในปีที่ 4 เหรอ ผมว่าไม่นะ

จาก 4 ประเด็นใหญ่ข้างต้น

ผมมีความรู้สึกลึกๆว่า ปีหน้า SET Index อาจมี Surprise บวกครั้งใหญ่ เกิน 20%

แปลว่าตอนนี้มันคือโอกาส หากท่านใดสนใจกองทุนส่วนบุคคล ลงทุนหุ้นไทยเน้น High Growth และ High Dividend ของ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ สามารถติดต่อได้ที่ ผม ปิง ประกิต 0867797892

ฟ้าหลังฝน ย่อมดีเสมอ

ประกิต สิริวัฒนเกตุ

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม