SET Index มาถึง 1,200 จุดแล้ว ผมตกใจหรือไม่ กับการลงมาเที่ยวนี้ คำตอบคือไม่ตกใจเลย มันเป็นระดับที่ผมรอคอยมานานเกือบ 4 เดือน นับตั้งแต่ 1,450 จุด ผมได้ Live ไปหลายต่อหลายครั้งว่า SET Index กำลังจะเป็น Sideway Down และจะกลายร่างเป็น Down Trend ในไม่ช้า

แม้ว่าดัชนีลงมาตามนั้น แต่เรื่องราวที่ดึงมันลงมากลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะผมไม่ใช่หมอดูที่จะมาทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้

คำถามคือจากนี้ 1,200 จุด จะเป็นอย่างไรต่อ และ การเมืองจะทำให้ตลาดพังหรือไม่ ?

ผมมองว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้มันก้าวข้ามผ่านคำว่าเกมง่ายมาแล้ว มันไม่ใช่แค่เกม เธอต่อยมาฉันสวนกลับ ไม่ใช่แค่เกมใครมีกำลังมากกว่าก็ชนะแน่นอน แต่มันเข้าสู่โหมดเกมกลยุทธ์ชิงไหว ชิงพริบ การเดินหมากแต่ล่ะก้าว เต็มไปด้วยความนัยซับซ้อน

ทำไมผมถึงคิดเช่นนั้น เพราะต่างฝ่าย ต่างมีจุดแข็ง มีจุดอ่อน และมีสิ่งที่ทำได้ กับทำไม่ได้ อยู่ ?

ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบัน มีจุดแข็งอยู่ตรงที่ ยังคงกุมเสียงข้างมากในสภาฯ (หรือมีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพวก) มีแรงสนับสนุนจากสถาบันฯต่างๆ เช่น ทหาร ตำรวจ หรือ สถาบันตราชั่ง ซึ่งไม่ได้เหมือนสมัย รัฐบาลอดีตนายกฯสมัคร หรือ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

ด้วยพลังเข้มแข็งเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงเป็นไปได้ยาก เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนสภาฯ ทำได้ยาก การไปเร่งเกมแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการจึงเป็นไปได้ยากเช่นกัน

ขณะที่จุดอ่อนอยู่ที่ ภาพลักษณ์ ที่สลัดคราบ คสช. ไม่พ้น และการดำเนินการใช้กฎหมาย หรือการดำเนินการที่จะไปปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม สุ่มเสี่ยงที่จะเจอกระแสต่อต้านจากภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะนอกประเทศ  ซึ่งกระแสต่อต้านจากต่างประเทศนี่แหละที่ผมคิดว่าทำให้เกิดการปราบปรามโดยใช้กำลังทหารมันเกิดไม่ได้ เพราะภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมเน้นไปที่คนรุ่นใหม่เป็นน้องๆนักเรียน นักศึกษา การจะไปปราบก็เตรียมเจอการแบนจากต่างประเทศได้เลย เหมือนอย่างที่สหรัฐแบนเจ้าหน้าที่จีนจากกรณีปราบม็อบที่ฮ่องกง ขณะที่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรปที่หลายๆประเทศยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนก็เลือกที่จะนิ่งเฉย แต่นั่นคือจีนที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่วนไทยหากจะมีการแบนผมเชื่อว่าเราจะโดนรุมยำแน่นอน มันจะไม่ใช่แค่สหรัฐ แต่จะมีหลายๆประเทศในยุโรปแบนเรา ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส และ… เยอรมัน

ดังนั้นการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามจึงเกิดขึ้นได้ยาก ขณะที่การใช้กำลังตำรวจก็ต้องทำบนหลักสากล แต่จะให้ปราบยังไงในเมื่อคนเยอะขนาดนี้ เราจึงได้เห็นการปรับยุทธวิธีของรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุม แม้จะดำเนินเร่งเกมตีเหล็กตอนร้อน แต่จากประกาศล่าสุดของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมวันนี้ (21 ต.ค.63) การชุมนุมในวันนี้เราทุกคนคือแกนนำ ซึ่งหน้าที่สำคัญของแกนนำทุกคนคือ

  1. อำนวยการชุมนุมให้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ให้มีการกระทำหรือยั่วยุที่จะนำพาไปสู่ความรุนแรง การทำลายทรัพย์สิน หรือการทำร้ายร่างกาย
  2. ร่วมกันยับยั้งเมื่อพบเห็นการสร้างสถานการณ์ หรือการใช้ความรุนแรง ด้วยวิธีการที่สงบ เพื่อระงับเหตุให้ยุติลงอย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามเน้นไปที่การแสดงเชิงสัญลักษณ์หลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่การชุมนุมในลักษณะนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะถึงจุดหมาย จุดอ่อนจึงอยู่ที่ความยากในการควบคุม ขณะที่รัฐบาลเดินเกมเบาด้วยการประกาศตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เพื่อหารือแก้ปัญหา โดยไม่ลงมติในวันที่ 26-27 ต.ค.63

ผมมองการประชุมสภาฯ ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรมากนัก รัฐบาลเองก็คงยืนยัน นายกฯและ ครม. ไม่ลาออก ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยก็คงเน้นให้นายกฯลาออกโดยไม่ยุบสภา ส่วนก้าวไกลก็เน้นปฎิรูปสถาบันฯ มันก็คุยกันคนล่ะอย่างอีกน่ะแหละ

แต่อย่างไรก้ตามเชื่อว่าน่าจะเห็นข้อสรุปการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง เป็นทางออกในการแก้ปัญหา เกมระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุม จึงมีแนวโน้มเป็นไปในลักษณะ ลากยาวๆ ภาพของตลาดหุ้นก็จะเหมือนฮ่องกงโมเดล คือเดี๋ยวตลาดก็จะชิน SET Index จึงมีแนวโน้มที่จะแกว่งออกข้างเลียดพื้นบริเวณ 1,200 จุดไปอีกเรื่อยๆ

ผมคาดว่าถ้าเป็นไปตามนี้ หลังจากตลาดพ้นแรงกดดันเรื่องการประกาศงบแล้ว และการเมืองเป็นไปตามที่บอกไว้ข้างต้นคือต่างฝ่ายต่างเดินเกมยาว SET Index ควรจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 4 และฟื้นต่อในปีหน้า โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลเปิด Travel Bubble และโลกมีวัคซีนใช้ มีความหวังกับประเทศไทยเสมอ

ประกิต สิริวัฒนเกตุ