ในช่วงที่ผ่านมา การที่แจ็ค หม่าก้าวเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เกิดความคิดเห็นมากมาย หลายฝ่ายปรับตัว เพื่อให้ตัวเองสามารถประเมินสถานการณ์ และต่อสู้กับการแข่งขันที่มาในรูปแบบอีคอมเมิร์สมากขึ้น แต่หากลองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น สิ่งที่ทำให้ แจ็ค หม่า ประสบความสำเร็จนั้น ล้วนเกิดมาจากการสงสัย การตั้งคำถาม และการหาคำตอบ

แจ็ค หม่า เคยบอกว่า ถ้าคุณกำลังคิดที่จะถามว่า “ธุรกิจอะไรที่จะประสบความสำเร็จในอีก 1 ปีข้างหน้า” เขาบอกว่า ให้คุณลืมมันไปได้เลย เพราะ แม้แต่ตัวคุณเอง ก็ยังไม่สามารถสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ภายใน 1 ปี แต่เขาแนะนำ ให้ถาม คำถามใหม่ว่า “ธุรกิจอะไรที่จะเติบโต และตอบโจทย์ชีวิตของคนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า”

การตั้งคำถามว่า ธุรกิจอะไรกันนะ ที่จะตอบโจทย์ และตอบสนองความต้องการของคนในอนาคต ทำให้เขาระดมทีม และเก็บข้อมูลจากคำถามที่ว่า “อีก 20 ปี คนต้องการอะไรในชีวิต” และคำตอบก็คือ “ความสุข” เมื่อคนอยากมีความสุข เพราะว่าชีวิตในแต่ละวัน เจอความเครียดมาเยอะ เขาก็กลับไปถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้คนมีความสุขได้

ผ่านมาถึงตรงนี้ เราเจอไปแล้ว 4 คำถาม ทั้งที่ควรถามและไม่ควรถาม หากอ่านไปแล้วคิดตามไปด้วย หลายคนอาจจะตอบว่า เป็นธุรกิจความงาม หรือธุรกิจท่องเที่ยว แต่คำตอบที่ได้ของแจ็ค หม่า กลับเป็น “ธุรกิจภาพยนตร์” เพราะแม้กระทั่งคนรวย เวลาที่พวกเขาอยากพักผ่อน เขาก็เลือกที่จะดูหนังดี ๆ สักเรื่องนึง ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่ไม่รายได้ปานกลาง แถมตลาดภาพยนตร์เป็นตลาดที่เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย

ปัจจุบัน ผู้นำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทางฝั่งอเมริกา คือ Walt Disney Studios, Warner Bros, และ 20th Century Fox ตามลำดับ ซึ่งเป็นบริษัทที่หลายท่านรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ถ้านำข้อมูลแบบพยากรณ์มาเทียบการเติบโตในอนาคต ระหว่างจีนกับอเมิรกาเหนือแล้ว จะเห็นชัดเลยว่า จีนมีทิศทางการเติบโตที่ค่อนข้างโดดเด่น

แจ็ค หม่า เคยพูดแบบติดตลกไว้ว่า หนังฮีโร่ของจีน แทบทุกเรื่องพระเอกจะตายตอนจบ แต่ฮีโร่ของอเมิกา ไม่เคยตายเลย แล้วใครจะไปคิดว่า แจ็ค หม่า เอาจริง ในเรื่องธุรกิจภาพยนตร์ เมื่อเขาคิดและหาคำตอบได้ เขาจึงตัดสินใจลงทุนด้วยการเข้าไปถือหุ้นกว่า 48.09% ใน Wanda Film Holding Co Ltd หรือเรียกสั้น ๆ ว่าแวนด้าฟิลม์ ด้วยเงินจำนวน 4,680 ล้านหยวน ซึ่งมีโรงภาพยนตร์กว่า 500 โรง

และแน่นอนว่า ความคิดนี้ ทำให้เกิด ธุรกิจ Alibaba Pictures Group ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ทว่าผลประกอบการณ์ยังคงขาดทุนอยู่ จากรายงานข่าวของ Nikkei Asian Review ได้ระบุว่าผลประกอบการในรอบ 15 เดือนของ Alibaba Pictures Group น่าจะรายงานผลขาดทุนที่ 1.6-1.7 พันล้านหยวน

เมื่อผลประกอบการไม่ได้สดใสมากนัก จึงส่งผลให้ราคาหุ้นของ Alibaba Pictures Group Ltd ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตรงนี้ เราเริ่มจะเห็นกระบวนการ การตั้งคำถาม การหาคำตอบ และการได้ลงไปทดสอบสนามจริงของเขา เมื่อแจ็ค หม่า มองธุรกิจภาพยนตร์ เป็นอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่วันนี้ ระยะเวลาที่เขาเข้าไปลงมือทำ เพิ่งจะผ่านมาเพียง 3 ปีกว่า เท่านั้น ถ้าเทียบกับภาพที่เขามองไว้ นั่นแปลว่า เขาจะมีเวลาพัฒนาและทดสอบสมมติฐานของตัวเองอีกมาก

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจภาพยนตร์โลก ยังคงเติบโตได้ดีเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ต่อปี หากใครเชื่อมั่นในฝีมือและความคิดของ แจ็ค หม่า รวมเข้ากับข้อมูล (Data) ที่เขาได้จัดเก็บมาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจนี้ ก็คงจะพอเดาได้ว่า การขาดทุนของ Alibaba Pictures Group จะไม่สูญเปล่า แต่ก็คงต้องมาตามลุ้นกันว่า ผลประกอบการจะพลิกกลับมาทำกำไรได้เมื่อไหร่ เพราะตอนที่ก่อตั้ง Alibaba.com ในปี 1999 ก็ใช้เวลาถึง 3 ปี ที่ Alibaba.com เริ่มกลับมามีกำไรสุทธิ

และก็มาถึงตาคุณบ้างแล้ว ที่จะตอบคำถามว่า ธุรกิจอะไรที่ตอบโจทย์ชีวิตคน หรือจะประสบความสำเร็จในอีก 20 ปีข้างหน้า ?