10 บทเรียนจากหนังสือ Unknown Market Wizards : The Best Traders You've Never Heard of ตอนที่ 1

หลายท่านคงเคยได้อ่าน Market Wizards: Interviews with Top Traders

ชื่อไทยคือ พ่อมดแห่งวอลสตรีท ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดหนังสือเล่มหนึ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องอ่าน

แม้กระทั่งเซียนฮง สถาพร งามเรืองพงศ์ ยังแนะนำให้นักลงทุนอ่าน

หนังสือ Unknown Market Wizards: The best traders you’ve never heard of เป็นหนึ่งในหนังสือเล่มล่าสุดของ Jack D. Schwager จะกล่าวถึง Trader ที่ไม่มีคนรู้จัก ไม่ได้ชื่อดัง หรือ เป็นตำนาน แต่แน่นอนว่า ผลงานของแต่ละคนจะต้องไม่ธรรมดา

และนี่คือ 10 บทเรียนที่สำคัญที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้

10 บทเรียนจากหนังสือ Unknown Market Wizards : The Best Traders You've Never Heard of

1) There is no single true path

ไม่มีเส้นทางในการประสบความสำเร็จแค่ทางเดียว มันมีได้หลายทาง บางคนเก่งหุ้น บางคนเก่ง futures  บางคนใช้แต่ปัจจัยพื้นฐาน บางคนใช้แต่เครื่องมือทางเทคนิค บางคนใช้ทั้งคู่ผสมผสานกัน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่การหารูปแบบการลงทุนที่ถูกต้อง แต่ต้องหารูปแบบการลงทุนที่ถูกกับลักษณะนิสัยของตัวเรา ไม่มีใครบอกได้ว่าคุณเหมาะกับรูปแบบใด คุณเท่านั้นที่จะต้องค้นหาด้วยตัวคุณเอง

2) Winning traders have a specific methodology

Market Wizard แต่ละคน ไม่มีใครใช้รูปแบบที่เหมือนกัน ผมขอยกตัวอย่างซัก 2 คน ทุกท่านจะได้เห็นภาพ

คนที่หนึ่ง Chris Camillo: Neither 

ผู้ซึ่งไม่ใช้ทั้งปัจจัยด้านเทคนิคและพื้นฐาน เขาใช้รูปแบบที่เรียกกว่า social arbitrage เขาเป็นเจ้าของ Tickertags เขาให้เจ้าสิ่งนี้รับข้อมูลจาก Twitter และ social media อื่น ๆ มาวิเคราะห์เพื่อทำนายแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาเองได้ลงสำรวจตลาดด้วยตัวเองอีกด้วย ดังนั้นเหล่า fund manager ใน Wall Street ยังไม่รับรู้ว่าจะมีอะไรขึ้นขึ้น หนังสือที่เขาชอบอ่านเป็นหนังสือของ Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน  ซึ่งเขาใช้หลักการของ Peter Lynch ในการหาหุ้น แต่เปลี่ยนจากการเดินสำรวจตลาดปกติ เป็นใน social media และ data analytic ในการช่วยวิเคราะห์ เขาได้เขียนหนังสือ “Laughing at Wall Street”  อีกด้วย

คนที่สอง Jeffrey Neumann : Penny Wise , Dollar Wise

คนนี้เริ่มต้นเป็น Day trade โดยเน้นไปที่ Penny Stock (หุ้นเศษสตางค์ หรือ หุ้นต่ำบาท)  จากนั้นเปลี่ยนแนวไปเป็น swing trader โดยแนวทางจะคล้ายกับ Jesse Livermore เลือกหุ้นที่พื้นฐานเปลี่ยนแปลง มีตัวเร่งของกำไร โดยจะใช้ปัจจัยด้านเทคนิค เขาจะสำรวจตลาดและเลือกในสินค้าและลองใช้สินค้าด้วยตัวเองเสมอ ซึ่งก็เหมือน สูตร  “Ten Baggers”  หุ้นสิบเด้งของ Peter Lynch

จากตัวอย่างแค่ 2 คน จะเห็นได้ว่า Trader ผู้ชนะจะมีกระบวนการและรูปแบบการลงทุนเฉพาะของตัวเอง อาจจะผสมทั้งด้านปัจจัยเทคนิคและพื้นฐาน หรือ ใช้แค่ปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว

3) Keep a trading journal

Market Wizard พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การจดบันทึกการลงทุนเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในการลงทุน การจดบันทึกมี 2 ชนิด แบบเชิงตัวเลข (ตัวอย่างรูปข้างล่าง) กับเชิงบรรยายว่า ทำไมลงทุนหุ้น ทำไมขายหุ้น อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการซื้อและขาย

10 บทเรียนจากหนังสือ Unknown Market Wizards: The best traders you've never heard of ตอนที่ 1

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

จากหนังสือ Think and Trade Like a Champion

4) Know your edge

จงรู้จักความสามารถและแนวทางที่ตัวเองถนัด เล่นในเกมที่ตัวเองถนัด Dhaliwal – หนึ่งใน Market Wizard ศึกษารูปแบบของการ Trade ให้ชนะครั้งใหญ่ ว่ารูปแบบเป็นอย่างไร แล้วค้นหาและมุ่งเป้าไปยังรูปแบบนั้น  อยู่ในเกมของตัวเอง เกมที่เรารู้จักดี เล่นในเกมที่ตัวเองมีโอกาสชนะ

5) Learn from your mistakes

Market Wizard ทุกคนเริ่มจากความพ่ายแพ้ ต้องไปขอยืมเงินจาก เพื่อน และครอบครัว เพื่อมาต่ออายุการลงทุน พวกเขาจะใช้การจดบันทึกในการวิเคราะห์และแก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น ไม่มีใครเกิดมาเป็นนักลงทุนระดับเทพ ทุกอย่างคือการฝึกฝน เหมือนกับนักกีฬา ฝึกฝน พ่ายแพ้ ฝึกฝน และชนะในที่สุด

6) Power of Asymmetric Strategies

ราคาสะท้อนทุกสิ่ง  Trader หลายคนเชื่อแบบนั้น แต่เหล่า Market Wizard Traders ในหนังสือ กลับใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การไม่สมมาตรของข้อมูล เช่น Neumann  ใช้หลักการ “Ten Baggers“ แบบ Peter Lynch ในการหาข้อมูลการลงทุน แต่ Wall Street ยังไม่รู้ข้อมูลเหล่านั้น  หาหุ้นที่กำลังจะเติบโต การเข้าซื้อโดยหุ้น Break Out Trend Line  และ ขายตอนหลุด Trend Line

7) Risk management is critical.

นักลงทุนหลายคนคิดว่า การลงทุนที่สำคัญคือ การเลือกหุ้น หรือ การทำ Trade Setup แต่แท้จริงแล้ว คือ การทำบริหารความเสี่ยง  ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

  • Individual Position Level คือการจัดการความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวที่ลงทุน ซึ่งอาจจะมี Cut Loss หุ้นที่เขาถือเพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิด
  • Portfolio Level การจัดการความเสี่ยงระดับ Position ก็สำคัญแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ จะต้องทำระดับ Portfolio ด้วย เช่น ถ้าเราลงทุนในหุ้นที่มีความสัมพันธ์สูงระหว่างกัน ถ้าเกิดตัวใดตก อีกตัวก็จะมีโอกาสตกด้วย ดังนั้น อาจจะมีการพิจารณาการลงทุนที่หุ้นที่แปรผกผันกัน จะได้บริหารความเสี่ยงระดับ Portfolio ได้
  • Equity-Based Level แม้จะมีทั้ง Individual Position Level และ Portfolio Level  แต่ Equity Drawdown อาจจะตกลงไปเกินระดับที่รับได้ ตัว Equity-Based Risk Management จะต้องทำการ ลด Position Size หรือ อาจจะหยุดการ Trade  เช่น  Dhaliwal จะตัด Position Size ไป 50% ถ้า Equity Drawdown เกิน 8%  และ จะหยุด Trade ถ้า Equity Drawdown เกิน 15%

8) Take larger positions on high-conviction trade

โดยทั่วไป Traders จะแบ่ง Position Size เท่า ๆ กันในการลงทุน เช่น ลงทุน 5 ตัว ตัวละ 20%  แต่ถ้าอยากได้ Super Performance แบบ  Market Wizard Traders ในหนังสือ จะให้ Position Size เพิ่มกับตัวที่เขาคิดว่ามั่นใจมาก ถ้าเขาเห็นโอกาสถึงความเป็นไปได้ที่จะชนะ  บางครั้งเขาให้น้ำหนัก 33% ในหุ้นหนึ่งตัวเลย  แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามันไปผิดทางกับสิ่งที่เขาคิด เขาจะออกอย่างรวดเร็ว

9) The two sides of patience

การรอคอยเป็นสิ่งสำคัญในการลงทุน ซึ่งมี 2 ด้านในการรอคอย

Patience to wait for the right trade

นักลงทุนทั่วไปจะรอคอยไม่เป็น มักจะไม่รอ อยากจะซื้อหุ้นเร็ว กลัวตกรถ แต่ Market Wizard Traders กลับทำตัวเหมือน “Sniper” ซื้อเมื่อทุกอย่างตรงกับ Criteria ที่ตั้งไว้เท่านั้น  การอยู่เฉย ๆ ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนแบบหนึ่ง

Patience to stay with a good trade

นักลงทุนทั่วไปพยายามจะขายหุ้นออก เมื่อเริ่มมีกำไร  แต่ที่สำคัญคือมักจะถือหุ้นผู้แพ้ กอดไว้ไม่กล้า Cut Loss ตรงกับที่ Peter Lynch พูดไว้ว่า อย่าเด็ดดอกไม้ (ขายหุ้นผู้ชนะ)  มารดน้ำวัชพืช (กอดหุ้นผู้แพ้) ดังนั้น สิ่งที่ Market Wizard Traders ทำคือ ถือหุ้นผู้ชนะให้นานเท่าที่จะทำได้

10) Work Commitment

นักลงทุนส่วนใหญ่ฝันว่า การเข้ามาในตลาดหุ้นจะสามารถทำเงินได้มากมาย แต่ทำไมมีแค่ 20% ชนะตลาด นั่นเพราะการที่จะเอาชนะตลาด ต้องมี ความมุ่งมั่นในการทำงาน  หรือ ผมเองชอบบอกว่า จะต้อง Passion to Win (มุ่งมั่นที่จะชนะ) ไม่มีชัยชนะอะไรได้มาง่าย ๆ หลายคนผ่านการขาดทุนมามากมาย เกือบหมดตัวแต่เขาก็สู้  ผมชอบ Trader ท่านหนึ่งชื่อ Marsten Parker ผู้ซึ่งเขียน Coding เกี่ยวกับ System Trading ได้พัฒนาระบบการ Trade ตลอดเวลา เป็นที่มาของชื่อบทคือ “Don’t quit your day job” หมายถึง ไม่ใช่จบการลงทุนสิ้นวัน แล้วจบเลย  คุณจะต้องทำการทดสอบ วิเคราะห์  ทบทวนสิ่งที่ทำมา พยายามพัฒนาการลงทุนให้ดีขึ้น

WealthGuru

*สนใจลงทุนในพอร์ต Global Aggressive Hybrid พอร์ตกองทุนที่จัดโดย WealthGuru ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินสร้างความมั่งคั่งในอนาคต สามารถสร้างแผนได้ที่นี่ https://www.finnomena.com/guruport-wealthguru-hybrid-create/

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน