ปิดฉากสงครามอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยผ่าน Fox News ว่า ใกล้ถึงเวลาตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะเลือกทำข้อตกลงกับอิหร่าน หรือไม่ก็เปิดฉากโจมตีรอบใหม่เพื่อจัดการให้จบ แม้จะยืนยันว่ายังไม่มีการโจมตีในเร็ววัน แต่มุมมองเจ้าหน้าที่เตือนว่าช่วงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน อาจเป็นจุดล่อแหลมที่สุด ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพและลดกำลังพลทางการทูต-ทหารในพื้นที่แล้ว

สถานการณ์ความปลอดภัยร่วงลงรุนแรงหลังอิหร่านยกระดับการโจมตีเรือสินค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซด้วยขีปนาวุธนำวิถี ขณะที่ฝั่งอิหร่านเตรียมพร้อมรับมือการทิ้งระเบิดจากสหรัฐฯ โดยวางแผนตอบโต้ครอบคลุมทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ขณะเดียวกัน กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เปิดฉากยิงโดรนและขีปนาวุธถล่มเป้าหมายในซาอุดีอาระเบีย ทั้งสนามบินนานาชาติคิงคาลิดและโรงกลั่น Saudi Aramco แม้ระบบป้องกันของซาอุฯ จะสกัดได้ส่วนใหญ่ แต่สร้างความเสียหายหนักต่อระบบการขนส่งทางอากาศและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นตรงกับช่วงการเลือกตั้งนิติบัญญัติของอิสราเอล ส่งผลให้ พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ต้องบินด่วนพบ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะหากเนทันยาฮูพ่ายแพ้ ผู้นำใหม่ก็อาจไม่เดินหน้าเปิดศึกกับอิหร่าน

ความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านนักวิเคราะห์จาก Commonwealth Bank of Australia เตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจทะยานแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกระทบต่อภาคการผลิตในเอเชีย

ตลาดการเงินและพลังงานทั่วโลกกำลังจับตาปัจจัยสำคัญที่จะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ทั้งการเลือกตั้งอิสราเอล การประชุม Fed และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดย Rystad Energy ระบุว่า หลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ ความเสี่ยงสงครามจะยิ่งเป็นปัจจัยพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบทางการเมืองจากราคาน้ำมันอีกต่อไป


อ้างอิง: Bloomberg

tax-saving-funds-2026