ในการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน เหล่าผู้นำนโยบายเศรษฐกิจได้ออกมาประสานเสียงเตือนว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลัง “ประมาท” และมองข้ามความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากสงครามอิหร่าน แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่าสิ่งที่เราเห็นในตอนนี้เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของวิกฤตที่เตรียมจะทวีความรุนแรงขึ้นก่อนที่จะคลี่คลายลง

รัฐมนตรีคลังกาตาร์ อาลี บิน อาเหม็ด อัล คูวารี ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่ใช่เพียงการช็อกชั่วคราว แต่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เส้นทางการค้าหยุดชะงัก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะกดดันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ช้าลง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่อาจลุกลามไปสู่การขาดแคลนไฟฟ้าในหลายประเทศ และวิกฤตอาหารจากการขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกมหาศาลในอนาคตอันใกล้

แม้ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง จะพยายามปลอบประโลมตลาดว่าผลกระทบนี้เป็นเรื่องชั่วคราวและราคาน้ำมันจะลดลงทันทีที่สงครามยุติ แต่ผู้นำองค์กรการเงินโลกกลับไม่เห็นด้วย โดยนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ย้ำว่าอย่ามองความเจ็บปวดนี้เพียงแค่ระยะสั้น เพราะต่อให้การสู้รบหยุดลงในวันนี้ ระบบซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เสียหายต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นตัว ซึ่งหมายถึง “เงา” ของสงครามที่จะทอดตัวยาวกว่าที่ตลาดคาดคิด

ด้าน IMF ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่าฉากทัศน์ “เลวร้าย” (Adverse Scenario) ที่เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพียง 2.5% เริ่มมีความเป็นไปได้สูงขึ้นทุกขณะ เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การจัดส่งพลังงานสะดุดลง โดยคาดว่าในเดือนเมษายนนี้สถานการณ์จะย่ำแย่กว่าเดือนมีนาคม เนื่องจากสินค้าล็อตสุดท้ายที่ส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียก่อนสงครามเพิ่งจะถึงจุดหมาย ทำให้โลกกำลังจะเริ่มสัมผัสถึงความขาดแคลนที่แท้จริง

คริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการจัดการ IMF ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงสดใสว่าเป็นเพราะสหรัฐฯ มีพึ่งพาพลังงานจากภายนอกน้อยกว่าประเทศอื่นในฐานะผู้ส่งออกน้ำมัน แต่สำหรับประเทศที่เหลือในโลกนั้น “ความเจ็บปวดได้เริ่มขึ้นแล้ว” การที่นักลงทุนติดกับดักภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) และมัวแต่ให้ความสำคัญกับกระแส AI หรือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน จนละเลยความเสี่ยงเชิงมหภาค อาจนำไปสู่การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง

บทสรุปจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนว่า ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกกำลังถูกทดสอบจนถึงขีดสุด หลังจากต้องบอบช้ำจากทั้งกำแพงภาษี โรคระบาด และสงครามในยูเครน จนนำไปสู่ระดับหนี้ที่สูงลิ่วและความสามารถในการรับมือวิกฤตที่ลดลง ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจคล้ายกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จะสร้างความเสียหายแบบลูกโซ่ โดยเริ่มจากเอเชีย ลามไปยุโรป และสหรัฐฯ จะเป็นคิวสุดท้ายที่ได้รับแรงกระแทกอย่างเต็มกำลังในเร็ว ๆ นี้


อ้างอิง: Bloomberg

TOP11NVM