
ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ที่พุ่งเกิน $4 ต่อแกลลอน จากความตึงเครียดในอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยหลักที่บีบให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการซื้อรถยนต์อย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นผู้ซื้อที่ต้องเผชิญค่างวดระดับสูงและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในไตรมาสแรกของปี 2026 ปรับลดลงอย่างชัดเจน
General Motors (GM) ได้รับผลกระทบโดยตรง ยอดขายรวมลดลงเกือบ 10% โดยเฉพาะกลุ่ม SUV ขนาดใหญ่อย่าง Cadillac Escalade และ EV ที่เคยมียอดจองสูง กลับดิ่งลงเป็นเลขสองหลักทันทีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้น ขนาดตัวรถที่เคยเป็นจุดขายในอดีต กำลังถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง $6 ต่อแกลลอน
ปัจจุบันตลาดรถยนต์ถูกกดดันจากสองปัจจัยหลัก คือราคาขายรถใหม่เฉลี่ยที่ทรงตัวสูงเกือบ $50,000 และค่างวดรายเดือนที่พุ่งแตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ที่ $773 ส่งผลให้กำลังซื้อถูกจำกัดรุนแรง ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มชะลอการเข้าโชว์รูมป้ายแดงและหันไปพึ่งตลาดรถมือสองหรือใช้งานรถคันเดิมต่อ ขณะที่แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อเริ่มริบหรี่ลง เนื่องจากเงินเฟ้อด้านพลังงานยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
ในขณะที่กลุ่มรถสันดาปซบเซา ข้อมูลจาก Edmunds พบยอดค้นหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริดพุ่งขึ้นครองสัดส่วนถึง 25% ของกิจกรรมบนเว็บไซต์ สะท้อนการปรับตัวเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยมีรถยนต์ Hybrid จาก Hyundai และ Kia เป็นตัวเลือกหลักที่สร้างสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ เนื่องจากตอบโจทย์ความประหยัดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
ด้านค่ายรถยักษ์ใหญ่จีนอย่าง BYD เริ่มขยายส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยยอดส่งออกเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นถึง 65% สูงสุดในรอบหลายเดือน สวนทางยอดขายในจีนที่ยังชะลอตัว การเร่งขยายฐานผลิตใน ไทย และฮังการี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ BYD ใช้เข้าทำตลาดในจังหวะที่ผู้บริโภคทั่วโลกพยายามหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาฟอสซิล และมองหารถยนต์ไฟฟ้าในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าแบรนด์ตะวันตก
อ้างอิง: Bloomberg