ทองร่วง

ราคาทองคำโลกทรุดตัวหนักที่สุดในรอบกว่า 12 ปี หลังเกิดแรงเทขายทำกำไรอย่างรุนแรงในคืนวันที่ 21 ตุลาคม 2025 โดยราคาทองคำสปอตร่วงลงถึง 6.3% หรือราว 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปิดที่ 4,125.22 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาแร่เงิน (Silver) ดิ่งกว่า 8.7% มาปิดที่ 48.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แรงขายครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากกระแสเก็งกำไรที่คาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ภายในสิ้นปี ประกอบกับเม็ดเงินกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2018

4 ปัจจัยหลักเร่งแรงขาย

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “ราคาทองคำร้อนแรงเกินไป” ทั้งในเชิงเทคนิคและจิตวิทยา โดยมีปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแรงขายอย่างฉับพลัน ได้แก่

  • ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้ทองคำมีราคาสูงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
  • ความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าสหรัฐฯ–จีน ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
  • ตลาดอินเดียปิดช่วงเทศกาล Diwali ทำให้ฝั่งอุปสงค์หายไปชั่วคราว
  • ขาดข้อมูลจาก CFTC เนื่องจากการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้นักเก็งกำไรไร้ข้อมูลอ้างอิง จึงเกิดแรงขายแบบไร้ทิศทาง

การพักฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Alexander Stahel นักลงทุนทรัพยากรจากสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า “การร่วงเกิน 5% ในวันเดียว ถือเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในหลายแสนวันทำการ”

ด้าน Ole Hansen นักกลยุทธ์จาก Saxo Bank เสริมว่า “นี่คือการพักฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากตลาดพุ่งแรงต่อเนื่อง และจะเป็นบททดสอบสำคัญของความต้องการทองคำระยะยาว”

ขณะที่ BMO Capital มองว่าแรงเทขายครั้งนี้เป็นเพียง “การปรับฐาน” มากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้ม โดยประเมินแนวรับสำคัญอยู่ที่ช่วง 4,000–4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และคาดว่าราคาจะฟื้นจากแรงซื้อของกองทุน ETF รวมถึงธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่

แม้ราคาทองคำจะร่วงแรงที่สุดในรอบทศวรรษ แต่ภาพรวมระยะยาวยังไม่เปลี่ยน Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปี 2026 ที่ระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Bank of America และ J.P. Morgan ประเมินว่า ทองคำอาจแตะ 6,000 ดอลลาร์ได้ภายใน 3–4 ปี หากแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันยังคงต่อเนื่อง

Michele Schneider หัวหน้านักกลยุทธ์จาก MarketGauge ทิ้งท้ายไว้ว่า “ทองคำยังไม่จบเกม ตราบใดที่โลกยังมีหนี้สูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และดอกเบี้ยที่ต่ำ สิ่งเหล่านี้คือเชื้อเพลิงของทองคำยุคใหม่”


ที่มา: Bloomberg