
โลกการเงินต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Moody’s หนึ่งในบริษัทจัดอันดับเครดิตที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จากระดับสูงสุด Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1
นี่ไม่ใช่เพียงการ “หักคะแนนบนกระดาษ” แต่มันคือสัญญาณเตือนแรงถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก
คำถามคือ สหรัฐฯ ใช้เงินยังไง ถึงถูกลดเครดิต? และในมุมของนักลงทุนจะยังเชื่อมั่น “ลูกหนี้อันดับหนึ่งของโลก” ได้อีกนานแค่ไหน?
ใช้จ่ายเกินตัว จนต้องกู้ทุกปี
สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณติดต่อกันมานานหลายสิบปี แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ทรุดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงหลังปี 2020 ที่การใช้จ่ายของรัฐบาลพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
ในช่วงนั้นมาตรการเยียวยาโควิด การช่วยเหลือธุรกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเรื่องจำเป็นในภาวะวิกฤต แต่สิ่งที่ตามมาคือรายจ่ายประจำที่ไม่เคยลดลง ไม่ว่าจะเป็นงบกลาโหมที่สูงกว่าหลายประเทศรวมกัน โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรม
ล่าสุดยังมีแผน “ลดภาษีครั้งใหญ่” และ “เพิ่มงบด้านการป้องกันประเทศ” อีกระลอก ทั้งหมดนี้ทำให้รายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และคำตอบที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้ก็คือ “กู้เพิ่ม”
ดอกเบี้ยกลายเป็น “ภาระถาวร”
ในโลกของคนเป็นหนี้ ดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อวงเงินกู้แตะระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์
ปี 2024 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) ตัวเลขนี้มากกว่างบด้านการศึกษา และเกือบเทียบเท่างบกลาโหมทั้งปี
ยิ่ง Fed คงดอกเบี้ยให้อยู่สูงเป็นเวลานานเท่าไร ดอกเบี้ยสะสมก็ยิ่งมากขึ้น แถมเมื่อความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน รัฐบาลจะต้องเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อล่อใจนักลงทุนให้ซื้อพันธบัตร และสิ่งที่เกิดขึ้นคือวงจรหนี้ที่ต้นทุนสูงขึ้นแบบทวีคูณ
ไม่มีแผนควบคุมหนี้ที่เป็นรูปธรรม
Moody’s ไม่ได้เตือนเพียงเพราะหนี้สูง แต่เตือนเพราะ “ไม่มีใครจัดการหนี้อย่างจริงจัง”
สหรัฐฯ ผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีฝ่ายใดสามารถผลักดันแผนควบคุมงบประมาณที่ได้ผลจริง รัฐสภาแตกแยก ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นต่างในประเด็นสำคัญอย่างภาษีและสวัสดิการ มาตรการลดรายจ่ายระยะยาวถูกพูดถึงแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ผลคือร่างงบประมาณล่าสุดก็ยังคาดว่าจะ “ขาดดุล” ต่อเนื่องไปอีกหลายปี และหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปัจจุบันเกิน 120% ก็กำลังมุ่งหน้าสู่ 130% ภายในปี 2030
การคลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกโดย Moody’s คือ “ความเสี่ยงทางการเมือง”
การเมืองที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนในสหรัฐฯ ทำให้การตัดสินใจด้านเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน ความขัดแย้งเรื่อง “เพดานหนี้” เคยลากให้ประเทศเข้าใกล้ภาวะผิดนัดชำระหนี้มาแล้ว และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุดก็ถูกวิจารณ์ว่า “ขาดความยั่งยืน”
เมื่อการคลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง แทนที่จะเป็นนโยบายเพื่อเสถียรภาพในระยะยาว ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกก็เริ่มถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วผลกระทบคืออะไร?
ผลจากการถูกลดเครดิตอาจไม่ได้รุนแรงในทันที แต่แรงกระเพื่อมที่ตามมากำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้าง
ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล บริษัทเอกชน และประชาชนสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ หรือบัตรเครดิต ก็อาจพุ่งขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผันผวน เมื่อนักลงทุนเริ่มมองหาที่หลบภัยใหม่ และสิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่อาจทยอยไหลออกจากสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของค่าเงินดอลลาร์
โลกกำลังตั้งคำถามใหม่กับ “ประเทศที่เคยไร้ข้อกังขา”
การถูกลดอันดับเครดิตไม่ใช่จุดจบของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่คือสัญญาณจากทั้งโลกที่กำลังบอกว่า “ความไว้ใจไม่ใช่ของตาย”
สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อระเบียบวินัยทางการคลังเริ่มสั่นคลอน การเมืองภายในกลายเป็นอุปสรรค และภาระดอกเบี้ยกลายเป็นเรื่องถาวร โลกจึงเริ่มหันมามองว่า “เราจะไว้ใจสหรัฐฯ ได้อีกนานแค่ไหน?”
และเมื่อ Safe Haven เริ่มมีรอยร้าว โลกการเงินอาจต้องเตรียมพร้อมสำหรับบทใหม่ แม้ผู้เล่นหลักจะยังไม่เปลี่ยนตัว แต่ความเชื่อมั่นอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อ้างอิง: CNBC, BBC, Deseret News