กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% (จากเดิม 3.3%) โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ฉากทัศน์ความเสี่ยงที่น่ากังวล

  • กรณีเลวร้ายที่สุด: หากสงครามยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 110-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP โลกอาจโตต่ำกว่า 2% ซึ่งเข้าใกล้ภาวะถดถอย (Recession) ในระดับที่เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ช่วงวิกฤตการเงินปี 2009 หรือช่วงโควิด-19
  • เงินเฟ้อพุ่ง: ราคาพลังงานที่สูงจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทย โตต่ำสุดในอาเซียน

สำหรับประเทศไทย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 ลงเหลือเพียง 1.5% (จากเดิม 1.6%) ก่อนขยับเป็น 2.1% ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลด้วยเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้ 

  • การเติบโตรั้งท้ายภูมิภาค คาดปี 2026 ไทยจะโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียน (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย) ที่คาดว่าจะโตถึง 3.2 – 3.5% โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนามที่แม้จะชะลอตัวลงแต่ยังเติบโตสูงถึง 7.1% ในปี 2026 
  • ความเปราะบางด้านพลังงาน ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน
  • เงินเฟ้อที่สวนทาง ขณะที่ IMF คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะอยู่ที่ 0.9% แต่หน่วยงานในประเทศอย่างสภาพัฒน์ฯ กังวลว่าหากสงครามรุนแรง เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 2.7-5.8% ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้ออย่างรุนแรง
  • ภาคการท่องเที่ยวและความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่อาจชะลอตัวลงเพื่อรอดูสถานการณ์

 

แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การเติบโตที่เชื่องช้าเพียง 1.5% ท่ามกลางวิกฤตโลก ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่งปรับตัวและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด

TOP11NVM