
ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทรงตัวอยู่ที่ 32% ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 31% สะท้อนความเปราะบางของพรรครีพับลิกันจากกดดันของค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงนับตั้งแต่เปิดศึกกับอิหร่าน ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกเดโมแครตมากกว่ารีพับลิกันในภาพรวมสภาที่ 46% ต่อ 38% โดยกลุ่มผู้ลงคะแนนอิสระครึ่งหนึ่งมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสส่งเสียงต่อต้านทรัมป์
เดโมแครตต้องการเก้าอี้เพิ่มอีกเพียง 3 ที่นั่งในสภาล่าง และ 4 ที่นั่งในวุฒิสภาเพื่อพลิกกลับมาครองเสียงข้างมาก ซึ่งจะเพิ่มพลังคานอำนาจในการบล็อกกฎหมายของทรัมป์ ตลอดจนเปิดการสืบสวนสอบสวน หรือยับยั้งการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนับคะแนนในสหรัฐฯ ที่ซับซ้อนตามกฎหมายของแต่ละรัฐ อาจทำให้การประกาศผลผู้ชนะอย่างเป็นทางการในบางพื้นที่ต้องใช้เวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงไปจนถึงหลายสัปดาห์
ความล่าช้าในการทราบผลอาจเกิดปรากฏการณ์คะแนนลวงตา (Mirage) ที่ผู้สมัครฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีคะแนนนำในช่วงแรกจากบัตรล่วงหน้าหรือบัตรส่งทางไปรษณีย์ ก่อนที่คะแนนจะพลิกกลับเมื่อนับคะแนนสดครบถ้วน นอกจากนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียเปิดให้นับบัตรที่ประทับตราไปรษณีย์ในวันเลือกตั้งได้แม้ส่งมาถึงทีหลัง ขณะที่อะแลสกาซึ่งใช้ระบบลงคะแนนแบบเลือกตามลำดับความชอบ (Ranked-choice voting) อาจต้องรอถึงกลางเดือนพฤศจิกายนเพื่อสรุปผลขั้นสุดท้าย
แม้นักลงทุนจะกังวลก่อนวันเลือกตั้ง แต่มุมมองประวัติศาสตร์กลับชี้ไปในทิศทางบวก โดยสถิติดัชนี S&P 500 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1980 พบว่าดัชนีมักปรับขึ้นเฉลี่ย 13.7% ในเวลา 1 ปีหลังเลือกตั้งกลางเทอม และให้ผลตอบแทนบวกถึง 91% จาก 11 ครั้งหลังสุด ที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นมักชอบภาวะ “สภาแตก” (Divided Government) ที่พรรคของประธานาธิบดีไม่ได้ครองเสียงข้างมากมากกว่า โดยทำผลงานเติบโตเฉลี่ยได้สูงถึง 15% ในช่วง 1 ปีถัดมา
หากผลเลือกตั้งออกมาเป็นกรณีสภาแตกโดยเดโมแครตครองสภาแต่ประธานาธิบดีมาจากรีพับลิกัน สถิติในอดีต (ปี 1986, 1990 และ 2006) พบว่าแม้วันแรกดัชนี S&P 500 อาจย่อตัวลงเล็กน้อย 0.5% แต่ในภาพรวม 1 เดือนจะปรับขึ้น 3.4% และพุ่งขึ้นเฉลี่ย 10.9% หลังผ่านไป 1 ปี เนื่องจากการแบ่งแยกอำนาจช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้จ่ายงบประมาณเกินตัวหรือการผ่านกฎหมายสุดโต่งเพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจัยการเมืองเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ทิศทางตลาดหุ้นที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาค เช่น นโยบายดอกเบี้ยของเฟด ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เทรนด์การลงทุน AI และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองผ่านพ้น ตลาดมักจะตอบรับด้วยแรงซื้อดันราคาช่วงท้ายปี (Santa Rally) ตามสถิติในอดีต