
สถานการณ์ในตะวันออกกลางวิกฤตหนัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวให้อิหร่าน “ชดใช้ขั้นสูงสุด” ต่อการเสียชีวิตของทหารสหรัฐฯ พร้อมสั่งกองทัพเปิดฉากถล่มเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่เป็นวันที่ 10 ติดต่อกัน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีฐานทัพอเมริกันในจอร์แดนและอิรัก ท่ามกลางการสู้รบที่ขยายวงกว้าง แม้ตัวกลางอย่างกาตาร์และปากีสถานจะเร่งยื่นข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเพื่อลดความร้อนแรงก็ตาม
สมรภูมิยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งมีอิหร่านหนุนหลัง ประกาศปิดล้อมเส้นทางขนส่งทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง เพื่อตอบโต้การปิดล้อมเมืองซานา ส่งผลให้พันธมิตรที่นำโดยซาอุฯ ต้องรีบส่งกำลังเข้าคุ้มกันเรือสินค้าบริเวณช่องแคบแบบเอลมันเดบ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากการถูกอิหร่านยึดเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 89.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเปิดศึกการค้าอีกทาง โดยเตรียมตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% ใส่สินค้าส่งออกบางรายการจากแคนาดา เช่น นม เบียร์ ไม้อัด และอุปกรณ์ฮอกกี้ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายลงโทษแคนาดาที่ถูกกล่าวหาว่าตอบโต้และกีดกันสินค้าอเมริกัน ทั้งการถอดเหล้าอเมริกันออกจากชั้นวาง การจำกัดโควตารถยนต์ และการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าประเภทนมจากสหภาพยุโรป
มาตรการภาษีโหด 50% นี้ สหรัฐฯ ประกาศชัดว่าจะไม่เว้นเว้นสิทธิ์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (USMCA) และจะมีผลใน 30 วัน ซึ่งสร้างรอยร้าวรุนแรงระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา แม้ทั้งคู่จะเพิ่งร่วมชมฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศด้วยกันก็ตาม นอกจากนี้ยังผสมโรงด้วยประเด็นขัดแย้งก่อนหน้าที่ทรัมป์เคยขู่เก็บภาษีโทษฐานที่กลุ่มควันไฟป่าจากแคนาดาลอยข้ามแดนไปรบกวนเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ
ด้านนายกฯ แคนาดา ออกมาประณามทันทีว่าสหรัฐฯ ทำผิดข้อตกลงการค้าก่อน และแคนาดาแค่ตั้งภาษีตอบโต้ตามสิทธิ์เท่า นั้น ขณะที่ภาคธุรกิจและนักการเมืองแคนาดาเริ่มกดดันให้รัฐบาลตอบโต้แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ดอลลาร์ต่อดอลลาร์ และหยุดยอมอ่อนข้อฝ่ายเดียว ซึ่งกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศที่สูงถึงเกือบ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
สภาวะมรสุมทั้งศึกสงครามและศึกการค้ากำลังกลับมาสะเทือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินในประเทศที่พุ่งทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ นี้ กำลังกลายเป็นจุดสลบสำคัญที่จะสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อทรัมป์และพรรครีพับลิกัน ในศึกการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้
อ้างอิง: Bloomberg