สงครามอิหร่าน

สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยใช้กำลังทางอากาศหนักหน่วงและแม่นยำที่สุดเพื่อหวังเผด็จศึก แต่ที่น่าแปลกคือ ตลาดหุ้นโลกกลับดีดตัวขึ้นสวนทาง เพราะนักลงทุนเริ่มเดิมพันตามคำทำนายของ “ทรัมป์” ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

ทางด้านอิหร่านยังคงแข็งกร้าว ขู่ปิดตายการส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดขนส่งพลังงาน 1 ใน 5 ของโลกจนกลายเป็น “หุบเขาแห่งความตาย” พร้อมยิงขีปนาวุธตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์และอิรักทันทีเพื่อยืนยันว่าจะไม่ยอมสยบ

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศกร้าวผ่าน Truth Social ว่าได้สั่งทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านไปแล้วหลายลำ พร้อมขู่ใช้ “มาตรการขั้นเด็ดขาด” กับผู้ที่ขวางทางเดินน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ส่งสัญญาณบวกว่าสงครามจะจบ “เร็วมาก” ภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของตลาดที่กลัววิกฤตพลังงานซ้ำรอยปี 1970

ความผันผวนของราคาน้ำมันดิ่งเหวรุนแรง โดยน้ำมัน Brent ร่วงจาก 120 ดอลลาร์ กลับมาต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ในวันเดียว หลังทำเนียบขาวย้ำว่าราคาน้ำมันจะลดลงทันทีที่ภารกิจจบ ด้านอิสราเอลพยายามเร่งมือถล่มอิหร่านให้หนักที่สุดก่อนที่ “หน้าต่างแห่งโอกาส” จะปิดลงหากทรัมป์สั่งหยุดยิงกะทันหัน

มิติการเมืองภายในยังเดือด อิหร่านตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” สายแข็งขึ้นคุมอำนาจแทนผู้นำคนก่อนที่เสียชีวิต ท่ามกลางรายงานพลเรือนดับกว่า 1,300 ราย และบ้านเรือนถูกทำลายเกือบทหมื่นหลัง ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มบาดเจ็บสะสมและอาจต้องของบประมาณสงครามเพิ่มสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์

ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้คือการแข่งกับเวลา เมื่อน้ำมันกว่า 15 ล้านบาร์เรลยังตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย กลุ่ม G7 เริ่มเตรียมปล่อยน้ำมันสำรองเพื่อพยุงสถานการณ์ ขณะที่ทรัมป์ต้องเร่งปิดเกมให้ไวเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพังก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในพฤศจิกายนนี้


อ้างอิง: Reuters

Morning Brief On Stage