แทรกแซงเงินเยน

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็น “Game Changer” ของตลาดค่าเงิน หลังมีรายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แจ้งธนาคารหลายแห่งผ่าน New York Fed ให้เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์ หากทำจริง จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ที่สหรัฐฯ เข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์โดยตรง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามแทรกแซงค่าเงินเพียงลำพังหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนได้

ก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนอ่อนลงจนแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้จุดอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ก่อนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้าซื้อเงินเยนอย่างหนัก จนทำให้ USD/JPY ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ 158 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเวลาไม่นาน

แต่หลังการประชุม BOJ ที่มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ค่าเงินเยนก็กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เพราะตลาดยังมองว่าช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังคงกว้าง

Reuters ประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจใช้เงินสูงถึง 53,000-59,000 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงเพียงคืนเดียว ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงตลาดค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ทำไมสหรัฐฯ ถึงอาจเข้ามาช่วย ?

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งธนาคารให้ “Stand ready for future action” โดยรัฐมนตรีการคลัง Scott Bessent ระบุว่า เงินเยนถูกประเมินค่าต่ำเกินไป

แปลว่าหากสหรัฐฯ เข้าร่วมจริง จะถือเป็นการประสานงานครั้งสำคัญ และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศไม่ต้องการปล่อยให้ค่าเงินผันผวนมากกว่านี้

นักลงทุนต้องจับตาอะไร ?

ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “เงินเยน” แต่คือ Carry Trade เพราะนักลงทุนทั่วโลกจำนวนมากกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

หากเงินเยนแข็งค่ารวดเร็วเกินไป แปลว่าต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจต้องปิดสถานะ นำไปสู่แรงขายในตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่ข่าวเกี่ยวกับค่าเงินเยนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทันที

หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าซื้อเงินเยนจริง จะถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินปีนี้ เพราะไม่เพียงสะท้อนความกังวลต่อค่าเงินเยน แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

ญี่ปุ่นคือเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2026 จากระบบ Treasury International Capital ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากถึง 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าทั้งสหราชอาณาจักรที่ 948.6 พันล้านดอลลาร์ และจีนที่ 659.3 พันล้านดอลลาร์

ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นเป็นที่จับตาของตลาดการเงินโลก

หากค่าเงินเยนอ่อนค่ารุนแรง จนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ คือ การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินดอลลาร์มาแลกกลับเป็นเงินเยน

แน่นอนว่าหากมีการขายพันธบัตรออกมาจำนวนมาก จะทำให้ราคาพันธบัตรปรับลดลง และส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐให้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพันธบัตรและ Bond Yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน

อธิบายแบบง่าย ๆ สมมติ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากวันหนึ่งญี่ปุ่นต้องการเงินดอลลาร์กลับไปแทรกแซงค่าเงินเยน จึงเริ่มขายพันธบัตรจำนวนมาก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

  • พันธบัตรถูก “เทขาย” ออกมาพร้อมกัน
  • อุปทาน (Supply) ในตลาดเพิ่มขึ้น
  • หากผู้ซื้อมีไม่พอ ราคาพันธบัตรจะลดลง
  • เมื่อราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทน (Yield) จะเพิ่มขึ้น

ทำไม Yield ถึงเพิ่ม ?

  • ยกตัวอย่าง พันธบัตรมีมูลค่าหน้าตั๋ว 100 ดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ยปีละ 4 ดอลลาร์
  • ตอนออกใหม่ ราคา = 100 ดอลลาร์ Yield = 4%
  • แต่ถ้ามีคนขายจำนวนมาก จนราคาลดเหลือ 80 ดอลลาร์
  • นักลงทุนคนใหม่ยังได้รับดอกเบี้ยปีละ 4 ดอลลาร์เหมือนเดิม
  • ดังนั้น Yield = 4 ÷ 80 = 5%
  • จะเห็นว่า ราคา ↓ Yield ↑
  • นี่คือเหตุผลว่าทำไมการขายพันธบัตรจึงดัน Bond Yield ให้สูงขึ้น

ยิ่งในช่วงที่ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี การขายพันธบัตรเพิ่มเติมจากผู้ถือรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้

Mid Year Outlook 2026